บทที่ 243 มีเสน่ห์เป็นหนึ่ง

บทที่ 243 มีเสน่ห์เป็นหนึ่ง
"อ๋อ? จริงด้วย!..." โจวชิงจู๋ร้องเสียงหลง ก่อนจะวิ่งตึงตังเข้าไปในครัว
ทิ้งให้อีกสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เห็นตู้ซวงหลิงดูขัดเขินนิดหน่อย เหวินฮุ่ยจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ "จางเซวียนไม่ขึ้นมาทานข้าวเหรอ?"
ตู้ซวงหลิงตอบยิ้มๆ ว่า "ยังเขียนงานอยู่เลย ฉันเลยไม่กล้าเรียกเขา"
ทั้งสามคนทานข้าวเสร็จ นั่งคุยกันที่โซฟาครู่หนึ่ง ตู้ซวงหลิงก็ห่อกับข้าวส่วนหนึ่งลงไปข้างล่าง
รอจนประตูปิดลง โจวชิงจู๋ที่เพิ่งจะรู้สึกตัวก็ถามเสียงเบา "เมื่อกี้ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?"
เหวินฮุ่ยเม้มปากเล็กน้อย พยายามกลั้นขำแต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมาอย่างรู้กัน แล้วเริ่มพลิกอ่านหนังสือพิมพ์ของวันนี้
เห็นดังนั้น โจวชิงจู๋ก็ตบแก้มตัวเองเบาๆ สองที ล้มตัวลงบนโซฟาอย่างนึกสมเพชตัวเอง
"โอย! ฉันนี่มันยัยทึ่มจริงๆ ทึ่มได้โล่เลยน้า"
***
อาหารเช้าเป็นซี่โครงหมูตุ๋นวุ้นเส้นมันเทศ และตับหมูผัดพริก
ฝีมือโจวชิงจู๋ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าฝีมือของผู้หญิงคนนี้ไร้ที่ติจริงๆ
พูดแบบนี้แล้วกัน ตั้งแต่ได้กินฝีมือของเหวินฮุ่ยและโจวชิงจู๋ จางเซวียนก็ล้มเลิกความคิดที่จะทำกับข้าวเองไปเลย
ฝีมือมันห่างชั้นกันเกินไปจริงๆ
น่าเสียดาย ก็แค่ฝีมือดีๆ แบบนี้ไม่ได้อยู่กับผู้หญิงของตัวเอง เรียนจบไปคงอดกิน
จิบซุปไปคำหนึ่ง จางเซวียนดึงลิ้นชักด้านซ้าย หยิบเงิน 2,000 หยวนออกมาส่งให้ตู้ซวงหลิง
"ฝีมือเราสองคนสู้พวกเธอไม่ได้ ไม่ทำกับข้าวก็ไม่เป็นไร ปกติเธอก็ช่วยซื้อกับข้าวซื้อผลไม้อะไรพวกนี้มาติดบ้านไว้เยอะๆ หน่อยก็แล้วกัน"
"อื้อ" ตู้ซวงหลิงรับคำ แล้วพูดเบาๆ ว่า "ปกติฉันก็ช่วยออกเงินอยู่เยอะเหมือนกันนะ นายวางใจกินเถอะ"
จางเซวียนยัดเงินใส่มือเธอตรงๆ "ฉันยุ่งมาก ขี้เกียจมาจัดการเรื่องจุกจิกพวกนี้ ยกให้เธอจัดการหมดเลย"
"ตกลง" ครั้งนี้ตู้ซวงหลิงไม่ปฏิเสธ เธอนำเงินไปเก็บไว้ในลิ้นชักใต้ตู้วางทีวี
***
ข้างนอกฟ้าร้อง แล้วฝนปรอยๆ ก็ตกลงมา ต้นงิ้วแดงแตกหน่อใหม่อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว นกตัวน้อยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวสร้างรังใหม่
เขียนงานมาทั้งวัน จางเซวียนวางปากกาเตรียมจะกลับไปนอนที่ห้องนอน ตอนนั้นเองก็มีเสียงตะโกนดังมาจากนอกหน้าต่าง
"จางเซวียน! จางเซวียน! อยู่ไหม?"
เป็นเสียงของเว่ยจื่อเซิน
ผลักหน้าต่างออก จางเซวียนโผล่หัวออกไปครึ่งหนึ่ง ถามว่า "อยู่ มีอะไร?"
เว่ยจื่อเซินกางร่มยืนอยู่กลางสายฝน โบกมือเรียก "ลงมา ลงมา งานเลี้ยงจะเริ่มแล้ว"
จางเซวียนปรับอารมณ์ไม่ทันชั่วขณะ "งานเลี้ยงอะไร?"
ได้ยินแบบนี้ เว่ยจื่อเซินแทบจะกระโดดโหยง "เชี่ย! จางเซวียนนายนี่มันคนใหญ่คนโตขี้ลืมจริงๆ คืนนี้ที่มหาลัยมีงานเลี้ยงกาล่า แถมยังมีการแสดงประสานเสียงของเหวินฮุ่ย แล้วกิ๊กเก่าของนายก็เป็นพิธีกรด้วยนะ!"
จางเซวียนชะงัก กิ๊กเก่า? คงไม่ได้หมายถึงเสี่ยวสืออีหรอกนะ?
ผู้หญิงคนนี้ความสามารถสูงขนาดนี้เชียว? ได้เป็นพิธีกรงานเลี้ยงของมหาวิทยาลัยแล้วเหรอ?
จางเซวียนลองหยั่งเชิงถาม "ฉันไม่ไปได้ไหม?"
เว่ยจื่อเซินตอบ "ไม่ได้ เสี่ยวสืออีฝากคำพูดมาถึงนาย ถ้านายไม่ไป เรื่องที่นายขาดเรียน ไม่กลับหอพัก ต่อไปเธอจะไม่ช่วยปิดให้อีกแล้ว"
จางเซวียนไม่กลัวคำขู่ ไม่สะทกสะท้าน
เว่ยจื่อเซินพูดต่อ "อาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ที่หอประชุมเล็กแล้ว ถ้าแน่จริงก็อย่าไป?"
จางเซวียน "......"
เขาไม่ได้กลัวอาจารย์ที่ปรึกษาหรอก แต่ต้องไว้หน้าเธอหน่อย
อืม ถือโอกาสไว้หน้าเสี่ยวสืออีด้วยก็แล้วกัน
ล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนรองเท้าเดินลงไปข้างล่าง เดินเข้าไปหาก็ตำหนิว่า "วันหลังแกอย่ามาเอะอะมะเทิ่งได้ไหม? แล้วอย่ามาพูดถึงเสี่ยวสืออีที่ใต้ตึกนี้ได้ไหม?"
เว่ยจื่อเซินตบหน้าอก รับประกันว่า "จางเซวียน ฉันทำงานนายวางใจได้
ฉันเห็นพวกเหวินฮุ่ยไปโผล่ที่หอประชุมเล็กแล้ว ฉันถึงกล้ามาแหกปากที่นี่ไง ไม่งั้นให้ฉันกินดีหมีหัวใจเสือมาสิบอันฉันก็ไม่กล้าหรอก"
จางเซวียนขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงเรื่องนี้ ถามว่า "นายกับหลิวซือหมิงเป็นไงบ้างแล้ว?"
เว่ยจื่อเซินพูดอย่างตื่นเต้น "ใกล้แล้วๆ อีกนิดเดียว"
จางเซวียนถาม "หลี่เจิ้งกับต่งจื่ออวี้ล่ะ?"
เว่ยจื่อเซินบอก "ใกล้แล้วๆ อีกนิดเดียว"
จางเซวียนเหล่ตามองเขา "ว่านจวินกับเถ้าแก่เเนี่ยร้านตัดผมล่ะ?"
เว่ยจื่อเซินตอบ "ใกล้แล้วๆ อีกนิดเดียว"
จางเซวียนเหล่มองเขาอีกรอบ "แล้วฉันกับหลิวซือหมิงล่ะ?"
เว่ยจื่อเซินตอบ "ใกล้แล้วๆ อีกนิดเดีย..."
พูดถึงตรงนี้ เว่ยจื่อเซินที่เพิ่งได้สติก็แทบจะเป็นลม กอดหมับเข้าที่ตัวจางเซวียนแล้วพูดอย่างดุเดือด "ถ้านายกล้าคิดไม่ซื่อกับแฟนฉัน ฉันจะลากนายไปโดดแม่น้ำจูเจียงด้วยกัน"
หอประชุมเล็กคนเยอะมืดฟ้ามัวดิน จางเซวียนเดินตามเว่ยจื่อเซินเบียดเสียดอยู่นานกว่าจะถึงโซนของคณะบริหาร
หลู่หนีเห็นเขาก็ยิ้มทัก "อ้าว! นายมาแล้วเหรอ นึกว่าจะต้องเช็คขาดให้นายซะแล้ว"
จางเซวียนยิ้มตอบ: "อย่าสิครับอาจารย์ วันนี้อาจารย์สวยจังเลยนะครับ"
หลู่หนีปรายตามอง บุ้ยปากไปทางเสี่ยวสืออีที่อยู่ด้านหน้าสุด "สวยเท่าซูจิ่นอวี๋ของนายไหม?"
บ้าเอ๊ย ข่าวลือที่เสี่ยวสืออีตามตอแยเขาดันแพร่ไปเข้าหูแม่นางคนนี้แล้วเหรอ?
โดนตีแล้วไม่สวนกลับไม่ใช่นิสัยของเขา จางเซวียนกดเสียงต่ำพูดว่า "อาจารย์ครับ ผมเห็นแฟนเก่าของเหล่าเติ้งด้วยครับ"
หลู่หนีจ้องเขาตาไม่กะพริบ จากนั้นยิ้มกว้างกว่าเดิม ถามว่า "เจอที่ไหน?"
จางเซวียนถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างแนบเนียน ทำท่าทางเหมือนลูกสมุนขี้ประจบ "อย่าบอกเหล่าเติ้งนะครับ ผมแอบบอกอาจารย์คนเดียว ผมเจอที่บ้านเหล่าเติ้งครับ
อาจารย์ สู้ๆ นะครับ! ผมอยู่ข้างอาจารย์! ผมเชียร์อาจารย์อยู่นะ!"
พูดจบ เขาไม่รอดูสีหน้าอีกฝ่าย วิ่งแน่บหายไปทันที
เสี่ยวสืออีเป็นพิธีกรงานเลี้ยงจริงๆ ด้วย
ชุดราตรีสีม่วง ผมดัดลอนใหญ่สีทอง ใบหน้ารูปเมล็ดแตงโม ส่วนสูง 168 ซม. ขาเรียวยาวตรงดิ่ง รูปร่างสัดส่วนทองคำที่เพิ่มอีกนิดก็มากไป ลดอีกหน่อยก็น้อยไป ยืนสง่างามอยู่บนเวที หอประชุมเล็กที่กว้างใหญ่พลันเงียบกริบในพริบตา
ตั้งแต่บุคลิกไปจนถึงการแต่งกาย ตั้งแต่หน้าตาไปจนถึงออร่า กินขาดอย่างสมบูรณ์แบบ
มองดูเสี่ยวสืออีที่เต็มไปด้วยความรู้ความสามารถ พูดจาฉะฉานต่อหน้าคณาจารย์และนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย พวกนักศึกษาชายคณะภาษาต่างประเทศที่อยู่ทางเดินข้างๆ ก็เริ่มซุบซิบกันทันที
ถามไถ่กันไปมา "พิธีกรหญิงคนนี้สวยจังแฮะ คณะบริหารเอกอะไรน่ะ?"
"รุ่นไหนเนี่ย?"
"มีแฟนหรือยัง?"
"พวกนายว่า ถ้าฉันไปจีบจะมีหวังไหม?"
"นายเนี่ยนะ? ไปจีบในฝันเถอะไป๊!"
"......"
"......"
พองานเริ่ม พิธีกรสาวผู้มีเสน่ห์เป็นหนึ่งคนนี้ก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาของหนุ่มๆ จำนวนมากทันที กลายเป็นวัตถุแห่งจินตนาการของหนุ่มๆ หลายคน
พวกเขาคิดในใจกันไปต่างๆ นานา
สมองของพวกเขาปั่นป่วนแทบระเบิด
พวกเขากำลังอิจฉาสามีในอนาคตของผู้หญิงคนนี้
ถึงขนาดมีหนุ่มหล่อคนหนึ่งหันมาถามจางเซวียน "เพื่อน นายอยู่คณะบริหารใช่ไหม?"
จางเซวียนมองหน้าอีกฝ่าย พยักหน้าเบาๆ
หนุ่มหล่อถามอีก "นายรู้ไหมพิธีกรหญิงบนเวทีเรียนเอกอะไร?"
จางเซวียนแกล้งมึน ไม่อยากเสวนากับเจ้าโง่นี่
ตอนนั้นเอง หลิวซือหมิงที่อยู่ทางซ้ายก็กระซิบถามจางเซวียน "จางเซวียน ซูจิ่นอวี๋สวยขนาดนี้ เก่งขนาดนี้ แถมชอบนายขนาดนี้ นายไม่หวั่นไหวเลยสักนิดจริงๆ เหรอ?"
จางเซวียนมองเธอ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกัน "เว่ยจื่อเซินสูงขนาดนี้ มีความเป็นชายชาตรีขนาดนี้ แถมชอบเธอขนาดนี้ ทำไมเธอถึงยังไม่ตกลงปลงใจกับเขาสักทีล่ะ?"
สิ้นคำพูด ต่งจื่ออวี้และฟางเหม่ยจวนที่อยู่ทางซ้ายก็หลุดขำออกมา
เว่ยจื่อเซินขยิบตา ส่งนิ้วโป้งให้จางเซวียนอย่างแนบเนียน
หลิวซือหมิงปรายตามองเว่ยจื่อเซิน ถอนหายใจอย่างจริงจัง "เขาน่ะเหรอ ถ้าเขามีออร่าสักครึ่งหนึ่งของนาย มีความเป็นลูกผู้ชายสักครึ่งหนึ่งของนาย ฉันคงตอบตกลงไปนานแล้ว"

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 243 มีเสน่ห์เป็นหนึ่ง

ตอนถัดไป