บทที่ 244 ประชันบทบาท สวยสง่าหาใครเปรียบ

บทที่ 244 ประชันบทบาท สวยสง่าหาใครเปรียบ
นี่มัน!
จางเซวียนเดิมทีกะจะแขวะกลับสักหน่อย แต่พอเห็นหน้าเว่ยจื่อเซินที่เศร้าเหมือนญาติเสีย สุดท้ายก็ยั้งปากไว้
ว่านจวินที่นั่งอยู่แถวหน้าถอดผ้าพันแผลออกแล้ว มองดูนิ้วก้อยที่ข้อหายไปสองข้อ จางเซวียนอดนึกถึงภาพตอนที่ว่านจวินอยู่บนรถบรรทุกแล้วโยนอิฐลงไปข้างล่างไม่ได้
ดูท่าว่านจวินจะโดนพวกนั้นไล่ตามทันสินะ!
ขณะที่เขากำลังจ้องนิ้วของว่านจวิน ว่านจวินก็ใช้นิ้ว 9 นิ้วครึ่งปรบมืออย่างรุนแรง กำลังปรบมืออยู่
คนทั้งหอประชุมเล็กต่างก็ปรบมือ
จางเซวียนเลื่อนสายตาไปยังเสี่ยวสืออีที่กำลังแซวผู้บริหารมหาวิทยาลัย แล้วมองไปที่ผู้บริหารไม่กี่คนที่โดนแซวแล้วยังยิ้มชอบใจ
เขาอดทอดถอนใจเงียบๆ ไม่ได้ ผ่านไปไม่ถึงปี ผู้หญิงคนนี้ที่ชื่อซูจิ่นอวี๋เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เป็นผู้ใหญ่ขึ้น พูดจาลื่นไหลมีชั้นเชิงขึ้น
เข้าเรียนมาหนึ่งปี งานเลี้ยงเจ็ดแปดครั้ง ทั้งการแข่งสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ แข่งโต้วาที งานรับน้อง และงานวันขึ้นปีใหม่ แม้ว่าเสี่ยวสืออีจะเป็นพิธีกรตลอด แต่จางเซวียนไม่เคยดูอย่างตั้งใจเลยสักครั้ง
ครั้งนี้พอดูอย่างตั้งใจ ฟังอย่างตั้งใจ ถึงได้พบว่าเสี่ยวสืออีบนเวทีช่างแตกต่างจากคนที่เขาเจอในเวลาปกติ
ที่แท้ซูจิ่นอวี๋คนที่คอยหาเรื่องมาคุยกับเขา พยายามเรียกร้องความสนใจจากเขาอย่างหนัก กลับเป็นผู้หญิงที่ไหวพริบแพรวพราว คุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์
แต่จางเซวียนก็แค่ชื่นชมแป๊บเดียว มองดูแป๊บเดียว ชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป
ด้วยสถานะของเขาตอนนี้ จะให้ไปร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์เหมือนพวกผู้ชายรอบข้างก็คงไม่ได้ ยิ่งไม่มีทางไปแอบกลืนน้ำลายเหมือนพวกนั้นแน่
"ติ๊ดๆ... ติ๊ดๆ..."
พอเสี่ยวสืออีแจ้งรายการจบ รายการต่อไป ประสานเสียง กำลังจะขึ้นแสดง เพจเจอร์ก็ดังขึ้น
แอบล้วงออกมาดู เป็นเถาเกอที่เพจมาหา
พอนึกถึงว่าพรุ่งนี้ผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่า พี่ คนนี้จะมาหา จางเซวียนก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว รีบลุกขึ้นเดินออกไปทันที
นี่คือผู้มีพระคุณ นี่คือขาใหญ่ที่ต้องเกาะไว้ ต้องดูแลด้วยความจริงใจเกินร้อย
แค่เสียดายนิดหน่อย อดดูการแสดงของเหวินฮุ่ยเลย
เมื่อกี้เห็นความรุ่งโรจน์ของเสี่ยวสืออีไปแล้ว ตาแก่อย่างเขาอยากจะเห็นจริงๆ ว่าการปรากฏตัวของเหวินฮุ่ยจะสร้างกระแสตอบรับแบบไหน?
ถึงแม้ตัวเองจะพยายามหลบหน้าผู้หญิงคนนี้ แต่ก็ยังอยากเห็นเสี่ยวสืออีกับเหวินฮุ่ยประชันบทบาทกันบนเวทีที่ใหญ่กว่า ดูซิว่าใครจะเหนือกว่ากัน?
ตอนเข้ามายาก แต่ตอนออกกลับง่าย ปากก็พูดขอทาง "ขอทางหน่อยครับ" ไม่นานก็เดินออกมาจากหอประชุมเล็ก
ข้างนอกฝนตกอยู่...
ข้างในเสียงดนตรีดังขึ้น สิ่งที่ตามมากับเสียงดนตรีคือเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว และเสียงโห่ร้องเชียร์ที่ดังกึกก้อง
ดูท่าการแสดงประสานเสียงจะเริ่มแล้ว
ฝนปรอยๆ หนาเม็ดกว่าตอนขามามาก จางเซวียนที่ไม่ได้พกร่มลังเลอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง ไม่ได้กลับเข้าไปยืมร่มใครในหอประชุม ตัดสินใจถีบตัวพุ่งออกไปทางขวา วิ่งฝ่าฝนไปที่ตู้โทรศัพท์ที่อยู่ห่างออกไป 30 เมตร
เสียบบัตรอย่างชำนาญ กดเบอร์รอสาย
ครึ่งนาที
พอสายติด เถาเกอก็พูดขึ้นก่อน "จางเซวียน?"
จางเซวียนตอบ "ครับ ผมเอง"
พอได้ยินเสียงเขา น้ำเสียงของเถาเกอก็ดูร่าเริงขึ้นมาทันที "พี่ขึ้นเครื่องพรุ่งนี้เช้า น่าจะถึงจงต้าประมาณบ่ายโมง ถึงตอนนั้นเธอมารอที่หน้ามหาลัยนะ"
"ได้ครับ ผมจะรอที่ประตูทิศใต้"
จากนั้นจางเซวียนก็ถาม "พวกคุณมากันกี่คนครับ?"
เถาเกอบอกเขาว่า "3 คน หรืออาจจะ 4 คน เธอทำกับข้าวเผื่อคน 4 คนก็แล้วกัน"
จางเซวียนย้ำอีกรอบ "ให้ผมทำเองจริงๆ เหรอ ไม่ไปกินร้านอาหารเหรอ? กับข้าวบ้านๆ พื้นๆ คนอื่นเขาจะหาว่าผมขี้เหนียวหรือเปล่า?"
เถาเกอหัวเราะร่า "พอเลยย่ะ อย่ามาหาข้ออ้างให้ความขี้เกียจของตัวเอง คนอย่างพวกฉันเนี่ย ร้านอาหารดังๆ ในปักกิ่งกินจนเบื่อแล้ว กินตามร้านมันไม่แปลกใหม่แล้วล่ะ อยากกินกับข้าวบ้าน ๆบ้าง"
จางเซวียนหัวเราะตาม "ได้ครับ งั้นเจอกันพรุ่งนี้ ผมโทรศัพท์อยู่ข้างนอก ฝนตก..."
ขณะที่จางเซวียนกำลังพูดว่าฝนตก ฝนปรอยๆ เหนือศีรษะจู่ๆ ก็หายไป แทนที่ด้วยร่มผ้าสีแดงคันหนึ่งที่ช่วยบังลมบังฝนให้เขา
พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของผู้หญิง
จางเซวียนชะงัก รีบหันกลับไป พบว่าเป็นเสี่ยวสืออีที่ยืนอยู่ข้างหลัง
ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เวลานี้ซูจิ่นอวี๋สวมชุดราตรีสีม่วง สวมทับด้วยเสื้อโค้ทผ้าสักหลาดสีเหลืองมะนาว
การแต่งกายชุดนี้สมควรแล้วที่ทำให้พวกบ้ากามในหอประชุมโห่ร้องฮือฮา
พอรู้ว่าจางเซวียนใช้โทรศัพท์สาธารณะแบบบัตร IC โทรอยู่ข้างนอก เถาเกอที่ปลายสายก็ไม่ลีลา สั่งความสั้นๆ แล้ววางสายไป
วางหูโทรศัพท์ ดึงบัตร IC ออก
จางเซวียนขมวดคิ้ว "เธอไม่ได้เป็นพิธีกรอยู่เหรอ มีเวลาออกมาได้ไง"
เสี่ยวสืออีพินิจมองใบหน้าเขา พูดเนิบนาบว่า "ประสานเสียงต้องร้องสองเพลง 'บทเพลงแม่น้ำเหลือง' กับ 'จีนแห่งความหวังก้าวสู่อนาคต' ตรงกลางยังมีเปียโนโซโล่ของเหวินฮุ่ยแทรกอีก เวลาค่อนข้างนาน
ฉันเห็นนายไม่ได้พกร่มออกมา ก็เลยตามออกมาทางประตูหลัง"
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนชำเลืองมองประตูหลังที่อยู่ไม่ไกล พบว่าตำแหน่งตู้โทรศัพท์นี้ช่างบังเอิญจริงๆ อยู่ไม่ไกลจากประตูหลังเลย
จางเซวียนเผลอถาม "เธอไม่ได้ยุ่งอยู่ข้างหน้าเหรอ รู้ได้ไงว่าฉันไม่พกร่ม?"
ดวงตาเสี่ยวสืออีเป็นประกาย ตอบอย่างไม่ปิดบัง "ฉันคอยมองนายอยู่ตลอดแหละ"
จางเซวียน "......"
ตั้งใจว่าจะบ่นสักหน่อย แต่พอเห็นสายตาที่เปื้อนยิ้มแต่มุ่งมั่นแน่วแน่ของผู้หญิงคนนี้ จางเซวียนก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที
ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า แม่สาวคนนี้หน้าหนาเตอะ ตนเองยังเถียงไม่ค่อยจะชนะ ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเปิดศึก มีหวังโดนกัดตอบกลับมาแปดเก้าส่วน
มองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ถามว่า "หนาวไหม?"
ตัวเสี่ยวสืออีสั่นเล็กน้อย "จางเซวียน นายกำลังเป็นห่วงฉันเหรอ?"
จางเซวียนหุบปาก
ซูจิ่นอวี๋ก้มมองชุดราตรี ทำหน้าเศร้าสร้อย "ข้างนอกลมแรง หนาวนิดหน่อย"
จางเซวียนไล่เธอ "งั้นเธอรีบกลับไปเถอะ"
เสี่ยวสืออีมองค้อนด้วยสายตาน้อยใจ "หา? เมื่อกี้ฉันนึกว่านายจะกอดฉันเพื่อให้ความอบอุ่นซะอีก ดีใจเก้อเลย"
จางเซวียนพูดไม่ออก ยัยนี่มันจอมดราม่าชัดๆ
เห็นเขาพูดไม่ออก เสี่ยวสืออีทัดผม แล้วพูดว่า "เดินตากฝนเป็นเพื่อนฉันหน่อย"
จางเซวียนประหลาดใจ "เธอไม่กลับไปเป็นพิธีกรแล้วเหรอ?"
เสี่ยวสืออีเบะปากพูดอย่างเอาแต่ใจ "ถ้าได้โอกาสโรแมนติกใต้ร่มคันเดียวกับนายสักครั้ง ไม่กลับไปก็ไม่เป็นไร"
เชื่อก็โง่แล้ว
จางเซวียนกรอกตามองบน ยื่นมือออกไปตรงๆ "เอาร่มมาให้ฉัน แล้วเธอกลับไปซะ"
เสี่ยวสืออียิ้มตาหยีถาม "ให้ร่มนายแล้ว คืนนี้ฉันจะกลับหอยังไง นายจะมารับฉันไหมล่ะ?"
ขี้เกียจต่อปากต่อคำกับเธอ ไม่ให้ใช่ไหม จางเซวียนแย่งเอาดื้อๆ
"รับอะไรกัน เธอแค่ยืนตัวล่อนจ้อนหน้าประตูใหญ่ เดี๋ยวก็มีคนเอาร่มมาประเคนให้เพียบ เผลอๆ จะมีหนุ่มหล่ออาสาไปส่งถึงหอด้วยซ้ำ"
พอร่มโดนแย่งไป เสี่ยวสืออีก็ใช้มือขวากระชับเสื้อโค้ทสีเหลืองมะนาว ทำปากยื่นมองเขา "ล่อนจ้อนเหรอ นายตัดใจให้ฉันล่อนจ้อนให้คนอื่นดูได้ลงคอเชียว?"
จางเซวียนถลึงตาใส่เธอ แล้วเดินหนีเลย
เสี่ยวสืออีหน้าด้านเดินตามมา กระซิบข้างหูยั่วยวนเบาๆ ว่า "นายดูสิ ดึกป่านนี้ ฝนก็ตก รอบข้างไม่มีคน ฉันเอาตัวมาป้อนถึงปากขนาดนี้ นายยังไม่มองสักนิด เป็นผู้ชายหรือเปล่าเนี่ย?"
พูดจบ เธอก็ยืดตัวขึ้นอย่างแนบเนียน ทำเอาตาจางเซวียนค้างไปเลย
เห็นดังนั้น เสี่ยวสืออีก็เม้มปากอย่างผู้ชนะ ดึงเสื้อคลุมมาปิดบังความงดงามเบื้องหน้า ดวงตาเป็นประกายอีกครั้ง พูดเสียงอ้อนเนิบนาบ
"ฉันก็ว่าแล้วเชียว ตัวฉันก็ยังมีเสน่ห์อยู่นะ ปฏิกิริยาของนายแบบนี้สิถึงจะเหมือนผู้ชายที่เคยขโมยกินไก่"
จากนั้นเธอก็ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด เบียดตัวกระซิบเสียงต่ำ "อยากไหม? อยากก็ยื่นมือมา เวลาไม่มากแล้วนะ เดี๋ยวฉันเอาเสื้อบังให้ คนอื่นไม่เห็นหรอก!"
พูดพลาง เสี่ยวสืออีก็ทำมือขวาเป็นรูปกำปั้นหลวมๆ ที่หน้าอก ใช้ดวงตาหยาดเยิ้มจ้องจางเซวียนเขม็ง
จังหวะนั้นเอง มีนักศึกษาชายคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูหลังเวที
นักศึกษาชายคนนั้นบังเอิญเห็นภาพเสี่ยวสืออีกำลังเอาตัวเบียดจางเซวียน เห็นเทพธิดาในฝันทำท่าทางไม่งามแบบนั้น
สมองของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เบิกตากว้างมองทั้งสองคน แล้วเกิดก้าวพลาด สะดุดล้มลงไปกองกับพื้นทันที
โอ๊ย!!!
นักศึกษาชายผู้โชคร้ายที่ล้มหน้าคะมำท่ากบร้องเสียงหลง รีบลุกขึ้นเอามือปิดปากแล้วร้อง "โอ๊ยๆ" วิ่งหนีไป
จางเซวียนมองดูฟันเปื้อนเลือดที่ตกอยู่บนบันได แล้วรู้สึกเจ็บแทนคนเมื่อกี้ เลิกสนใจเธอ แล้วเดินกลับเข้าประตูหน้า เข้าไปในหอประชุมเล็กทันที
มองดูแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไปโดยไม่หันกลับมา เสี่ยวสืออีไม่ได้ตามไป สองมือกุมประสานที่หน้าท้อง วางมาดกุลสตรีไปมา สุดท้ายก็ค่อยๆ เม้มปากยิ้ม
สักพักก็จัดแจงเสื้อผ้าหน้าผม เหลือบมองฟันซี่นั้นบนพื้นแวบหนึ่ง แล้วเดินเข้าประตูหลังของหอประชุมไป
***
ตอนที่จางเซวียนกลับเข้าไปอีกครั้ง เพลงประสานเสียง จีนแห่งความหวังก้าวสู่อนาคต ก็จบลงพอดี
เห็นจางเซวียนกลับมา เว่ยจื่อเซินก็แปลงร่างเป็นหมาทันที จมูกหมาดมฟุดฟิดไปทั่วตัวเขาแล้วร้องโวยวาย
"มาดมเร็วๆ มาดมเร็ว ไอ้นี่มีกลิ่นผู้หญิงติดตัวมาด้วย"
จางเซวียนผลักเขาออกไปอย่างแรง พูดอย่างหงุดหงิด "ไปเลียแข้งเลียขาหลิวซือหมิงของนายไป อย่ามากวนฉัน"
เว่ยจื่อเซินทำหน้าบูดทันที "จางเซวียน หลิวซือหมิงไม่ยอมให้ฉันเลียน่ะสิ!"
หอพักชายพันธมิตรทั้งสองห้องได้ยินแบบนั้นก็ระเบิดหัวเราะกันยกใหญ่
หยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ ว่านจวินหันมาพูดกับจางเซวียน "จางเซวียน นายพลาดแล้วจริงๆ ที่ไม่ได้เห็นความสวยสง่าหาใครเปรียบของเหวินฮุ่ย"
รู้ดีว่าว่านจวินเป็นแฟนคลับตัวยงของเหวินฮุ่ย
จางเซวียนมองไปที่เวทีด้านหน้าไกลๆ รีบถาม "สวยสง่าหาใครเปรียบ? สวยสง่าขนาดไหน ไหน ลองเล่าให้ฟังซิ"
ว่านจวินตื่นเต้นจนไม้ไม้ร่ายรำ นึกคำบรรยายดีๆ ไม่ออกชั่วขณะ เลยดึงหลี่เจิ้งที่อยู่ข้างๆ มาพูดแทน
"คำว่าสวยสง่าหาใครเปรียบนี่หลี่เจิ้งเป็นคนแอบพูด นายให้เขาลองบรรยายภาพเมื่อกี้ให้ฟังดิ"
หลี่เจิ้งเหลือบมองต่งจื่ออวี้ที่อยู่ด้านหลังอย่างหวาดระแวง รีบปฏิเสธเสียงแข็งทันที "ว่านจวินไอ้ลูกหมา อย่ามาใส่ร้ายกันนะเว้ย เมื่อกี้ฉันหลับตาอยู่"
จางเซวียนไม่กลัวเรื่องจะวุ่นวาย ถามหลี่เจิ้ง "แล้วทำไมนายต้องหลับตาด้วย?"
ว่านจวินรับลูก "ก็เพราะเหวินฮุ่ยไง"
เว่ยจื่อเซินซ้ำอีกดอก "ก็เพราะนึกถึงจดหมายรักสองฉบับนั้นไง"
โอวหมิงก็เอากับเขาด้วย "พวกนายพูดเรื่องอะไรกันน่ะ ทำไมฉันฟังไม่รู้เรื่อง? ถ่านไฟเก่าคุเหรอ?"
เสิ่นฝานก็มาร่วมวง "หลี่เจิ้งเคยพูดว่าเหวินฮุ่ยสวย"
ต่งจื่ออวี้ถามจางเซวียนด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย "จดหมายรักอะไรเหรอ?"
จางเซวียนมองฟ้า แกล้งโง่ "ไม่รู้สิ อย่าถามฉัน ถามว่านจวินโน่น"
ต่งจื่ออวี้หันไปมองว่านจวิน
ว่านจวินยืดตัวตรงทำหน้าขึงขัง "ไม่รู้สิ อย่าถามฉัน ถามโอวหมิงโน่น"
ต่งจื่ออวี้เปลี่ยนเป้าหมาย มองไปที่โอวหมิง
โอวหมิงยิ้มแล้วพูดว่า "ต่งจื่ออวี้ ถึงเธอจะสวยเหมือนดอกไม้ แต่เธออย่ามองฉันแบบนี้สิ ฉันบอกเธอไม่ได้หรอกว่าหลี่เจิ้งเคยเขียนจดหมายรักให้เหวินฮุ่ยเป็นความลับ ไม่งั้นหลี่เจิ้งกลับหอไปต้องซ้อมฉันแน่"
เว่ยจื่อเซินกระโดดมาร่วมแจม "ฉันเป็นพยานได้ โอวหมิงพูดความจริงล้วนๆ ถ้าโอวหมิงกล้าแพร่งพรายความลับ หลี่เจิ้งต้องซ้อมเขาแน่ๆ และฉันก็จะซ้อมเขาด้วย"
ต่งจื่ออวี้ฟังจบ ก็หันไปพูดกับหลี่เจิ้งว่า "สุดสัปดาห์นี้ฉันยุ่ง นายกินข้าวคนเดียวไปนะ"
แล้วเธอก็เสริมอีกว่า "เดือนนี้ฉันยุ่งทั้งเดือน นายกินข้าวคนเดียวไปเถอะ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
พวกตัวแสบห้อง 303 หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง คิดในใจว่าสมน้ำหน้าหลี่เจิ้งไอ้หนุ่มรูปหล่อที่ปกติชอบขี้เก๊ก นี่แหละจุดจบ! นี่แหละกรรมตามสนอง!
งานเลี้ยงดีใช้ได้ จางเซวียนที่ง่วงสุดๆ ยังดูอย่างออกรสออกชาติ นั่งคุยสัพเพเหระกับเพื่อนสองห้องเป็นระยะ
ตอนงานเลิก จางเซวียนพูดกับต่งจื่ออวี้ที่ถือร่มสีดำว่า "ฉันขอแลกร่มกับเธอหน่อย"
หลิวหลินตาไว ชี้ไปที่ร่มสีแดงแล้วถาม "นี่ร่มของซูจิ่นอวี๋หรือเปล่า? แดงสดขนาดนี้ ฉันเหมือนจะคุ้นๆ ตา"
ติงเหยียนหงพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ไม่ใช่เหมือนจะใช่ แต่มันคือร่มของซูจิ่นอวี๋เลยต่างหาก ฉันเคยเห็นหลายครั้งแล้ว"
จากนั้นติงเหยียนหงก็เงยหน้า ชี้ไปทางหนึ่งแล้วบอกจางเซวียน "จางเซวียน นายเห็นแผ่นหลังสองคนนั้นไหม หลัวเสวี่ยใกล้จะมีแฟนแล้วนะ"
จางเซวียนยิ้มๆ ไม่รับมุก
มือขวายัดร่มแดงใส่มือต่งจื่ออวี้ มือซ้ายฉกเอาร่มดำของเธอมา กางร่มแล้วชิ่งหนีทันที
แม่เจ้าโว้ย จะให้โอกาสพวกตัวแสบพวกนี้ปล่อยข่าวลือไม่ได้เด็ดขาด
ไม่งั้นเขาต้องเป็นหลี่เจิ้งคนต่อไปแน่ๆ
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ หนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ จางเซวียนวิ่งเหยาะๆ ตลอดทางกลับหอพักอาจารย์
เห็นไฟชั้นสองชั้นสามดับอยู่ ไหวพริบทำงานทันที เคาะประตูห้องเหล่าเติ้ง
พอเจอหน้าก็พูดเลย "เหล่าเติ้ง ร่มดำคันนี้ฝากไว้ที่คุณก่อน"
เหล่าเติ้งเข้าใจแทบจะในวินาทีนั้น รับร่มดำมาแล้วถาม "ไปทำเรื่องไม่ดีมาเหรอ?"
"เออ ก็ทำเรื่องไม่ดีมาน่ะสิ!" จางเซวียนพูดตรงๆ "ผมเจออาจารย์ที่ปรึกษา เธอถามผมเรื่องอดีตเมียของคุณ"
"ไอ้เด็กบ้า นายพูดพล่อยๆ อะไร นั่นมันอดีตคู่หมั้น"
"ก็เหมือนกันแหละ ความหมายเดียวกัน"
"เธอถามอะไรนาย?"
"ถามทุกเรื่องแหละ"
เหล่าเติ้งขยับแว่น "แล้วนายพูดว่าไง?"
จางเซวียนผายมือ "ผมก็บอกไปหมดทุกเรื่อง"
เหล่าเติ้งโมโห "ทำไมนายไม่ช่วยแก้ต่างให้ฉันบ้าง?"
จางเซวียนทำหน้าใสซื่อ "คุณสอนผมเองนี่ ว่าคนเราห้ามโกหก"
เหล่าเติ้งผลักเขา "ไอ้เด็กเวร ไสหัวไปเลยไป ที่นี่ไม่ต้อนรับนาย"
จางเซวียนแทบหงายหลัง บ่นอุบ "คุณพูดจาให้มันดีๆ หน่อย ผมเป็นเจ้านายคุณนะเว้ย"
"ตอนนี้ยังไม่ใช่" พูดจบ เหล่าเติ้งมองหน้าเขาอย่างหมั่นไส้สุดขีด แล้วผลักเขาออกจากประตูไปเลย
ปัง! ประตูปิดลงอีกครั้ง
***
ค่ำคืนนี้ จางเซวียนที่ยังไม่ได้งีบเลยตั้งแต่เมื่อคืน กลับไปล้างหน้าล้างตา แล้วหัวถึงหมอนหลับเป็นตาย
ค่ำคืนนี้ ผู้หญิงสามคนยุ่งจนหัวหมุน
เหวินฮุ่ยปฏิเสธคำเชิญไปงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จหลังการแสดงเหมือนเช่นเคย แล้วกลับหอพักอาจารย์มาพร้อมกับตู้ซวงหลิงและโจวชิงจู๋
ในครัว เหวินฮุ่ยเตรียมวัตถุดิบสำหรับอาหารหวยหยางสามอย่างที่จะทำพรุ่งนี้
โดยเฉพาะเป็ดน้ำเกลือหยางโจว เหวินฮุ่ยต้องลงแรงไม่น้อย
เหวินฮุ่ยยุ่ง โจวชิงจู๋ก็ยุ่งไม่แพ้กัน
พรุ่งนี้โจวชิงจู๋ไม่เพียงจะทำเมนูของป่าและผักกูดตากแห้ง แต่ยังกะจะทำอาหารทะเลด้วย
กลับเป็นตู้ซวงหลิงที่สบายที่สุด คอยเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ หยิบจับเครื่องปรุงส่งให้ และคอยชวนคุยเป็นเพื่อน

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 244 ประชันบทบาท สวยสง่าหาใครเปรียบ

ตอนถัดไป