บทที่ 246 เฟิงเซิงดังเป็นพลุแตก
บทที่ 246 เฟิงเซิงดังเป็นพลุแตก
จางเซวียนแกล้งพูด "แบบนั้นจะดีเหรอ เกรงใจแย่ คุณอุตส่าห์ดั้นด้นมาไกลเพื่อช่วยผม ท้ายที่สุดผมยังต้องเอาของของคุณไปใช้อีก มันดูไม่งามนะ"
ดูท่าทางเสแสร้งของเขา เถาเกอก็อดขำไม่ได้ พูดว่า "งั้นเธอก็อย่าใช้สิ ฉันจะเอากลับ"
"โอ๊ย!..."
จางเซวียนแทบอยากจะตบปากตัวเอง "งั้นผมใช้ดีกว่า ขนไปขนมาลำบากเปล่าๆ ยังไงก็เป็นน้ำใจของคุณ ผมจะปฏิเสธได้ลงคอได้ไง"
เถาเกอซดซุปเป็ดตุ๋นไปคำหนึ่ง ยิ้มพูด "ตามใจเธอ"
หงเจิ้นโปชอบอาหารหวยหยาง นานๆ ทีจะคีบอาหารกวางตุ้งบ้าง ส่วนอาหารเซียง กินผักกูดไปนิดหน่อย รู้สึกอร่อย ก็เริ่มกินต่อ แต่พอกินไปหน้าก็แดงเพราะความเผ็ด ต้องซดซุปแก้เผ็ดไม่หยุด หลังจากนั้นก็ไม่กล้าแตะอีก
หงเจิ้นโปกลัวเผ็ด ไม่กล้ากินอาหารเซียง แต่เจียงไป่ เถาเกอ และช่างภาพกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย
พอถามดู ถึงรู้ว่าเจียงไป่เป็นคนผิงเซียง มณฑลเจียงซี ซึ่งเป็นถิ่นที่คนกินเผ็ดไม่กลัว
ช่วงท้ายของมื้ออาหาร เถาเกอพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง "กับข้าวมื้อนี้อร่อยกว่าครั้งที่แล้วอีก ครั้งหน้าฉันจะมากินอีก"
จางเซวียนดีใจแค่ภายนอก แต่ในใจกลับคิดอย่างหดหู่ว่า ถึงฝีมือทำกับข้าวของตัวเองจะสู้เหวินฮุ่ยกับโจวชิงจู๋ไม่ได้จริงๆ แต่ก็ไม่ควรมาพูดหักหน้ากันตรงๆ แบบนี้นะ
หน้าแก่ๆ ของเขาจะเอาไปไว้ที่ไหน?
เถาเกอเตรียมของขวัญมาให้ตู้ซวงหลิงด้วย เป็นสร้อยข้อมือทิฟฟานี่ฝังเพชร ดูปราดเดียวก็รู้ว่าราคาไม่เบา
ผู้หญิงคนนี้ใส่ใจจริงๆ แบรนด์ทิฟฟานี่ยังไม่เข้ามาทำตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่ คนทั่วไปมีเงินก็หาซื้อไม่ได้
สบโอกาส ตู้ซวงหลิงหมุนข้อมือขวาโชว์จางเซวียนอย่างดีใจ กระซิบถาม "สวยไหม?"
จางเซวียนรู้สึกว่าสวยจริงๆ "สวย เข้ากับบุคลิกเธอมากเลย เธอเรียกเขาว่า 'พี่' ไม่เสียเปล่าจริงๆ"
ตู้ซวงหลิงถาม "งั้นพวกเราให้อะไรตอบแทนดีล่ะ?"
จางเซวียนทำหน้าไม่พอใจ "พวกเรา? เขาก็ไม่ได้ให้ของขวัญฉันสักหน่อย"
ตู้ซวงหลิงจ้องหน้าเขา ยิ้มกรุ้มกริ่ม ทำสายตาแบบ ‘ของฉันก็คือของนายนั่นแหละ’ ใส่เขา
จางเซวียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "พวกเรายังเป็นนักเรียน อย่าให้อะไรที่แพงเกินไปเลย เธอผูกใจเหวินฮุ่ยกับโจวชิงจู๋ให้ดี ทำกับข้าวให้อร่อยก็พอ
เดี๋ยวฉันโทรกลับบ้าน กำชับโอวหยางหย่งให้หาของป่าตากแห้งส่งไปให้พ่อเธอ แล้วให้พ่อเธอส่งไปให้เถาเกอในนามของเธอก็แล้วกัน"
ตู้ซวงหลิงยิ้มแก้มปริ แก้คำพูดเขา "ในนามของพวกเราต่างหาก"
"อือ ได้ เดี๋ยวฉันจะให้ลุงตู้เขียนชื่อผู้ส่งว่า 'สามีภรรยาจางเซวียนและตู้ซวงหลิง' พอใจยัง?"
"บ้า"
***
กินข้าวเที่ยงเสร็จ นั่งจิบชาคุยกันสักพัก เจียงไป่ก็ขอตัวกลับ วันนี้เป็นวันอังคาร เขามีสอน
เช่นเดียวกัน ตู้ซวงหลิง เหวินฮุ่ย และโจวชิงจู๋ก็กลับไป เพราะมีเรียนคาบ 5-6 ตอนบ่าย
ส่วนจางเซวียน เฮ้อ! มือเก๋าแล้ว ถึงจะขาดเรียนไม่บ่อย แต่ถ้ามีธุระก็ขาดเรียนแน่นอน
***
ห้องหนังสือ
พอเข้ามา หงเจิ้นโปก็กวาดสายตามองชั้นหนังสือรอบหนึ่ง จากนั้นก็หันมามองจางเซวียนด้วยสายตามุ่งมั่น เปลี่ยนจากท่าทีสบายๆ ก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าเรื่องงานสำคัญกว่า
จางเซวียนก็ชอบแบบนี้ พิธีรีตองยุ่งยากที่สุด สู้พูดกันตรงๆ ไปเลยสบายใจกว่า
เขาเปิดลิ้นชักออกอย่างไม่ปิดบัง ทันใดนั้น ต้นฉบับ 8 ปึกก็ปรากฏแก่สายตาของคนทั้งสอง
เถาเกออดถามไม่ได้ "เธอยังเขียนไม่จบ ก็มี 8 เวอร์ชันแล้วเหรอ?"
จางเซวียนตอบว่า "ผมติดนิสัยเขียนไปแก้ไปน่ะครับ เพราะเขียนๆ ไปมักจะมีไอเดียใหม่ๆ ที่ดีกว่าโผล่มา ก็เลยอดไม่ได้ที่จะต้องแก้ของเก่า"
เถาเกอถามอีก "ตอนนี้กี่คำแล้ว?"
จางเซวียนบอก "ประมาณ 290,000 คำ"
เถาเกอประหลาดใจ "นี่เธอเร่งความเร็วแล้วเหรอ?"
"ประมาณนั้นครับ"
จางเซวียนรับคำ แล้วเล่าถึงกระบวนการคิด "ก่อนจะลงมือเขียนเล่มนี้ ผมคิดไว้หมดแล้วว่าจะเขียนยังไง มีกี่เล่ม เนื้อหาและธีมของแต่ละเล่มชัดเจน มีโครงเรื่องหลักและโครงเรื่องย่อยที่สมบูรณ์
ตอนนี้ผมแค่อยากลองเร่งดูว่าจะเขียนจบได้เร็วขึ้นไหม จะได้มีเวลาเหลือไปขัดเกลาต้นฉบับ"
พูดพลาง จางเซวียนก็หยิบสมุดปึกขวาสุดออกมา ส่งให้หงเจิ้นโปที่ยังไม่พูดอะไรสักคำแต่จ้องมองต้นฉบับตาเป็นมัน
หงเจิ้นโปรับไปเงียบๆ เพ่งมองคำว่า เฉียนฟู บนหน้าปกอยู่นาน ก่อนจะเริ่มเปิดอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ
ครึ่งชั่วโมงแรก หงเจิ้นโปค่อนข้างผ่อนคลาย ท่านั่งและสีหน้าดูสบายๆ
แต่หลังจาก 30 นาทีผ่านไป หงเจิ้นโปก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน ความผ่อนคลายบนใบหน้าหายไป ความครุ่นคิดและความเคร่งขรึมเข้ามาแทนที่
ความเร็วในการอ่านของเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากแอบสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง เถาเกอก็ส่งสายตาบอกจางเซวียนอย่างแนบเนียน: สื่อว่าเปิดตัวได้ดี ไม่ต้องกังวล
จางเซวียนยิ้มตอบรับว่ารู้แล้ว
จริงๆ แล้ว ถึงเขาจะตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้กังวลมากนัก
เพราะเขารู้อยู่แก่ใจ ชาติก่อนเขาก็หากินกับงานเขียน งานเขียนจะดีจะแย่ ย่อมรู้ดีที่สุด
หนึ่งชั่วโมงครึ่งผ่านไป หงเจิ้นโปอ่านเล่มแรกจบ
อาศัยจังหวะนี้ หงเจิ้นโปจิบชา จากนั้นหลับตานิ่งเพื่อซึมซับรสชาติของเรื่องราว สักพักก็เริ่มเปิดอ่านเล่มที่สอง
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่คิดจะชวนจางเซวียนกับเถาเกอคุยเลย
ห้องเงียบกริบ...
เถาเกอรอมานานแล้ว พอหงเจิ้นโปวางเล่มแรกลง เธอก็รีบหยิบขึ้นมาอ่านทันที
ช่างภาพว่างจัด เพราะถ่ายเจาะต้นฉบับไม่ได้ เนื่องจากนิยาย เฉียนฟู ยังอยู่ในขั้นตอนการสร้างสรรค์ ต้องเก็บเป็นความลับ เลยมานั่งต้มชาให้ทั้งสามคนดื่มอยู่ข้างๆ
เถาเกอมีอะไรทำแล้ว จางเซวียนก็เริ่มทำงานของตัวเอง กางสมุดออก แล้วลงมือเขียนต่อ
ชั่วขณะหนึ่ง ในห้องหนังสือมีเพียงเสียงปากกาขีดเขียน "แกรกๆ" และเสียงพลิกหน้ากระดาษ "พรึ่บพรั่บ"...
ความเงียบสงบอันน่าอัศจรรย์นี้ดำเนินต่อไปตลอดช่วงบ่าย
จนกระทั่ง 6 โมงเย็นกว่าๆ ตู้ซวงหลิงเข้ามาเรียกทุกคนไปทานมื้อเย็น บรรยากาศนี้ถึงได้พังทลายลงในพริบตา
วางเล่มที่สี่ลง หงเจิ้นโปนั่งปรับอารมณ์อยู่บนเก้าอี้ครู่หนึ่ง จากนั้นถึงยิ้มพูดกับจางเซวียน "กินข้าว กินข้าวเสร็จเดินเป็นเพื่อนฉันในมหาวิทยาลัยหน่อย"
"ได้ครับ" เขาเป็นแขก จางเซวียนเจ้าบ้านย่อมต้องตอบสนองความต้องการของแขกอยู่แล้ว จึงรับคำด้วยรอยยิ้ม
อาจเพราะคุ้นเคยกันแล้ว มื้อเย็นจึงครึกครื้นกว่ามื้อกลางวัน
การพูดคุยระหว่างกลุ่มจางเซวียนสี่คนกับกลุ่มเถาเกอสามคนมีมากขึ้น แม้แต่โจวชิงจู๋ก็หายเกร็ง เริ่มร่วมวงสนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
กินข้าวเสร็จ ตู้ซวงหลิง เหวินฮุ่ย และโจวชิงจู๋ออกไปนอกมหาลัย ไปตลาดสดซื้อกับข้าว เตรียมสำหรับอาหารสามมื้อในวันพรุ่งนี้
ส่วนจางเซวียนพาหงเจิ้นโปและเถาเกอลงไปเดินเล่น
ทั้งสามเดินเงียบๆ ไม่พูดจา ชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทางบนถนนสายร่มรื่นอย่างเงียบสงบ ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ดอกไม้ใบหญ้าบานสะพรั่ง สีสันฉูดฉาดงดงาม แข่งกันอวดโฉม
เดินไม่ช้าไม่เร็ว จนมาถึงศาลาซิงถิง หงเจิ้นโปมองไปรอบๆ สุดท้ายก็ทำลายความเงียบ
เขาหาที่นั่งลง แล้วถามจางเซวียน "ซานเยว่ ต้นฉบับลายมือเรื่อง 'เฟิงเซิง' ของเธอยังอยู่ไหม?"
จางเซวียนชำเลืองมองเถาเกอแวบหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายทำหน้างงเหมือนกัน จึงตอบตามตรง "อยู่ครับ"
หงเจิ้นโปมองจางเซวียน คิดหาคำพูด แล้วถามว่า "มีเพื่อนวานให้ฉันมาถามเธอว่า ต้นฉบับลายมือ 'เฟิงเซิง' ของเธอขายไหม?"
จางเซวียนชะงัก ถามกลับ "ซื้อต้นฉบับ? เอาไปสะสมเหรอครับ?"
หงเจิ้นโปพยักหน้า พูดอย่างเปิดเผยว่า "ฉันรู้ว่านี่เป็นการฝืนใจเธอ
แต่พอเพื่อนคนนั้นรู้ว่าฉันจะมาเจอเธอ ก็อุตส่าห์ดั้นด้นมาหาฉันถึงบ้าน ฝากฉันมาถามเธอว่า ถ้าเธอเต็มใจ เขาจะให้ราคาที่เธอพอใจ"
จางเซวียนลำบากใจ คำถามนี้เล่นเอาเขาไปไม่เป็นจริงๆ
ต้นฉบับหนังสือเล่มแรก ใครมันจะไปตัดใจขายลง?
ถ้าขาดเงินก็ว่าไปอย่าง
ประเด็นสำคัญคือตอนนี้เขาไม่ขาดเงิน!
แต่ถ้าไม่ขาย ก็อาจทำลายโอกาสดีๆ ในตอนนี้ ทำลายเส้นทางในวงการวรรณกรรมของตัวเอง ทำให้คอนเนคชั่นในวงการที่อุตส่าห์สร้างมาต้องพังทลายลง
เพราะคนระดับหงเจิ้นโป คนที่มีตำแหน่งสูงขนาดนี้ เรื่องเล็กน้อยทั่วไปคงไม่เอ่ยปากพร่ำเพรื่อ ไม่คุ้มที่จะเอ่ยปาก
และคนทั่วไปก็คงยากจะทำให้เขาเอ่ยปากได้ แต่พอเอ่ยปากแล้ว ก็ยากที่จะปฏิเสธ
ปฏิเสธไปก็เท่ากับหักหน้าเขา
ปวดหัวชิบเป๋งเลยพับผ่าสิ!
เห็นจางเซวียนตกอยู่ในภวังค์ความคิด เถาเกอก็รีบรับลูก ถามว่า "คุณลุงคะ ใครฝากคุณลุงมาเหรอ?"
หงเจิ้นโปมองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดของเธอ มองจางเซวียนแล้วยิ้มพูดออกมาคำเดียว "หลี่"
หลี่?
เถาเกอได้ยินแซ่นี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยแปลกใจ กลับถามด้วยความดีใจว่า "ได้ข่าวว่าท่านนี้ทุ่มเงินมหาศาลซื้อต้นฉบับลายมือของท่านกิมย้งมาได้แล้วเหรอคะ?"
หงเจิ้นโปพยักหน้า หันไปพูดกับจางเซวียนที่ทำหน้าสงสัย "มีเรื่องนี้จริง ก็ต้องใช้ความพยายามอยู่พอสมควรกว่าจะได้มา"
จางเซวียนเข้าใจทันที บ.ก. หงกำลังบอกเขาว่า คนที่ขอซื้อต้นฉบับคนนี้เป็นคนดื้อรั้น ขนาดต้นฉบับของกิมย้งที่อยู่ไกลถึงฮ่องกงยังเอามาได้ ก็คงจะตื๊อเอาต้นฉบับของเขาไม่เลิกแน่
ในขณะเดียวกัน คำพูดของ บ.ก. หงยังมีความนัยอีกชั้นหนึ่ง กิมย้งคือใคร? คงไม่ต้องพูดเยอะ และการที่เขาซื้อต้นฉบับกิมย้งแล้ว ยังอยากได้ต้นฉบับจางเซวียน หมายความว่าเขามองการณ์ไกลและเชื่อมั่นในอนาคตของจางเซวียนมาก
และยังบอกเป็นนัยว่า หงเจิ้นโปเองก็เชื่อมั่นในอนาคตของจางเซวียนอย่างยิ่งเช่นกัน
นี่ล้วนเป็นสัญญาณที่ดี
บ้าเอ๊ย ดูเหมือนจะไม่มีทางปฏิเสธได้เลยแฮะ
คิดได้ดังนั้น จางเซวียนก็มองไปที่เถาเกอเพื่อขอความช่วยเหลือ
เถาเกอรับสัญญาณได้ ก็หันไปถามหงเจิ้นโป "คุณลุงคะ เพื่อนคุณลุงยอมจ่ายเท่าไหร่?"
เอาแล้วไง แม่คนนี้ตัดสินใจขายให้เสร็จสรรพ
หงเจิ้นโปชูนิ้ว "ได้ยินว่า 'เฟิงเซิง' ของซานเยว่มี 13 เวอร์ชัน เพื่อนฉันคนนี้ยินดีจ่าย 8 แสนหยวน ซื้อเวอร์ชันแรกสุดและเวอร์ชันต้นฉบับสุดท้าย"
จางเซวียนมึนตึ้บ แพงขนาดนี้เลยเหรอ?
วินาทีต่อมาก็คิดได้ว่า โหดสัส!
ลงมือทีเดียวจะเอาต้นฉบับสองเวอร์ชันที่ล้ำค่าที่สุด นี่มันวิถีนักสะสมชัดๆ
จางเซวียนมึน เถาเกอก็มึน เห็นได้ชัดว่าตัวเลขเกินความคาดหมายของเธอไปมาก
แต่หลังจากสบตากับจางเซวียน เธอก็ช่วยเจรจาต่อรองแทนจางเซวียน "ขอซื้อแค่เวอร์ชันเดียวได้ไหมคะ? เก็บไว้ให้น้องชายหนูเป็นที่ระลึกสักชุด"
ได้ยินเถาเกอเปลี่ยนน้ำเสียงและสรรพนาม ได้ยินเถาเกอเน้นคำว่า น้องชาย หนักแน่น
หงเจิ้นโปรู้ว่าเถาเกอเริ่มปกป้องคนของตัวเองแล้ว และรู้ว่าเรื่องนี้ต้องจบลงแค่ตรงนี้
ยังดีที่เขาไม่ได้คิดจะกวาดของรักของหวงของนักเขียนไปหมดตั้งแต่แรก ที่บอกว่าซื้อสองเวอร์ชันเมื่อกี้ก็แค่ลองเชิง ยืมปากนักสะสมแสดงความให้ความสำคัญต่อตัวจางเซวียน
จึงไหลตามน้ำที่เถาเกอปูไว้ "ต้นฉบับเวอร์ชันแรก 3 แสน เวอร์ชันสุดท้าย 5 แสน"
หงเจิ้นโปพูดจบก็มองจางเซวียน รอให้เขาตัดสินใจ
จางเซวียนมุมปากกระตุก ตัดสินใจอะไรอีกล่ะ?
มีอะไรให้ตัดสินใจด้วยเหรอ?
ไม่มีอะไรให้ตัดสินใจแล้ว เขาตั้งใจจะเอาต้นฉบับเวอร์ชันสุดท้ายตั้งแต่แรกแล้ว
ถ้าแค่นี้ยังคิดไม่ได้ ตัวเองก็คงเสียชาติเกิดที่ใช้ชีวิตมาตั้งหลายปี
จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เงยหน้าขึ้นพูด "เขาว่าคนเขียนหนังสือห้ามลืมปณิธานแรกเริ่ม งั้นผมขอเก็บเวอร์ชันแรกไว้เป็นที่ระลึกนะครับ"
การเจรจาบรรลุผล บรรยากาศการสนทนาของทั้งสามคนดีขึ้นแบบก้าวกระโดดทันที
พอกลับมา จางเซวียนหาโอกาสอยู่ตามลำพังถามเถาเกอ "หลี่คือใคร?"
เถาเกอหัวเราะร่า บอกเขาว่า "หลี่คือผู้มีพระคุณตัวจริงของเธอ"
จางเซวียนงง ถามอย่างลังเล "อดีตบรรณาธิการบริหารของเหรินหมินเหวินเสวียที่เกษียณไปแล้วท่านนั้นเหรอ?"
"เขานั่นแหละ"
เถาเกอบอกเขา "ตอนนั้นถ้าไม่ได้ท่านผู้เฒ่าหลี่ออกโรงคัดค้านเสียงส่วนใหญ่ 'เฟิงเซิง' ของเธอคงยากที่จะได้ตีพิมพ์ในเหรินหมินเหวินเสวีย"
จางเซวียนเข้าใจแจ่มแจ้ง ที่แท้ก็มีความสัมพันธ์นี้อยู่นี่เอง มิน่าแม่คนนี้ถึงกล้าตัดสินใจขายต้นฉบับแทนเขา
พูดตามตรง พอรู้ว่าเป็นท่านผู้เฒ่าหลี่ จางเซวียนก็ไม่รู้สึกต่อต้านแล้ว
อย่างที่เขาว่า บัณฑิตย่อมพลีชีพเพื่อคนที่รู้ใจ
ท่านผู้เฒ่าหลี่คนนี้ไม่เพียงเป็นคนที่รู้ใจเขา แต่ยังเป็นป๋าดันให้เขาด้วย
ถึงแม้ตัวเองจะเกิดใหม่ มีนิยายคุณภาพอย่าง เฟิงเซิง อยู่ในมือ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโอกาส แต่โลกใบนี้มันไม่ได้เรียบง่ายและขาวสะอาดขนาดนั้น
อย่างน้อยเพราะการมีอยู่ของท่านผู้เฒ่าหลี่ เขาถึงเดินหลงทางในวงการวรรณกรรมน้อยลงไปเยอะ
เถาเกอถาม "เข้าใจแล้วใช่ไหม?"
จางเซวียนพยักหน้า
เถาเกอพูดต่อ "จริงๆ แล้วฉันเดาว่า ต้นฉบับนี้ท่านผู้เฒ่าหลี่คงไม่ได้ซื้อเอง น่าจะเป็นลูกชายท่านผู้เฒ่าหลี่ที่เก็บสะสม"
จางเซวียนเลิกคิ้ว "ลูกชายท่านผู้เฒ่าหลี่?"
"อื้ม"
เถาเกอรับคำ แล้วอธิบายอย่างละเอียด "ลูกชายท่านผู้เฒ่าหลี่เปิดคลับเฮาส์ส่วนตัวระดับไฮเอนด์มากในปักกิ่งเมื่อปีที่แล้ว
เพื่อสร้างหน้าตาให้คลับเฮาส์ ลูกชายท่านผู้เฒ่าหลี่ช่วงปีนี้ทุ่มเงินมหาศาลกว้านซื้อของเก่าหายาก ภาพวาดชื่อดัง และงานศิลปะมูลค่าสูงไปทั่ว
ต้นฉบับ 'เฟิงเซิง' ของเธอไปเตะตาเขาได้ ก็ถือว่าช่วยโปรโมตเธอในวงสังคมปักกิ่งไปในตัวแบบเนียนๆ ช่วยอัปค่าตัวเธอขึ้น"
จางเซวียนทำหน้าไม่ถูก "ค่าตัว 5 แสนน่ะเหรอ?"
เถาเกอส่ายหน้ายิ้ม "เธอพอใจเถอะ คลับเฮาส์นั่นฉันเคยไปครั้งหนึ่งเมื่อต้นปี เฟอร์นิเจอร์ข้างในเป็นไม้แดงหรือไม่ก็ไม้หนานมู่สีทองล้วน พรมมาจากตะวันออกกลาง และพวกนี้เป็นแค่ของพื้นฐานที่โชว์ให้เห็น
ห้องจัดแสดงของสะสม ไม่เพียงมีลายพู่กันของน้องชายจักรพรรดิองค์สุดท้ายปูยี ภาพวาดกุ้งของฉีไป๋สือ ยังมีภาพวาดลายเส้นของหวงหย่งยวี่ ต้นฉบับลายมือของท่านกิมย้งก็วางอยู่ในนั้น
เธอลองคิดดูสิ ต้นฉบับ 'เฟิงเซิง' ของเธอได้วางเคียงคู่กับของล้ำค่าเหล่านี้ ให้คนใหญ่คนโตจากทั่วประเทศได้ชม เป็นเกียรติยศอันสูงสุดไหมล่ะ?"
เห็นจางเซวียนเงียบ เถาเกอก็ให้ความรู้เพิ่มเติมอีกนิด "เธอรู้เกณฑ์การเข้าคลับเฮาส์นี้ไหม? เปิดให้เฉพาะสมาชิกวีไอพี และค่าสมาชิกรายปีแบบธรรมดาที่สุดคือ 17,000 ดอลลาร์
ต้องรู้นะว่าราคาบ้านเฉลี่ยในปักกิ่งปีที่แล้วคือ 1,400 หยวนต่อตารางเมตร"
จางเซวียนชาไปทั้งตัว ค่าสมาชิกรายปีแบบธรรมดาสามารถซื้อบ้านเดี่ยวในเมืองไหนของจีนก็ได้หนึ่งหลังเลยนะ
นี่ยังแค่ค่าสมาชิกแบบธรรมดา แล้วถ้าแบบสูงกว่านี้ล่ะ?
เฮ้อ ชายวัยกลางคนไม่เคยเจอโลกกว้าง ไม่กล้าคิด และไม่อยากคิดมาก
แต่พอพูดแบบนี้ การขายต้นฉบับ เฟิงเซิง ไปที่นั่นก็ดูไม่เสียราคาเท่าไหร่
เห็นจางเซวียนเหมือนจะคิดตกแล้ว เถาเกอก็บิดขี้เกียจพูดหยอกว่า "ถ้าลูกชายท่านผู้เฒ่าหลี่ได้อ่านนิยาย 'เฉียนฟู' ของเธอ สงสัยราคาคงพุ่งไปหลายเท่า"
จางเซวียนนั่งลงถาม "คุณคิดว่าต้นฉบับ 'เฉียนฟู' จะมีค่าเท่าไหร่?"
เถาเกอตอบตรงๆ "ฉันยกตัวอย่างให้เธอฟัง ปีที่แล้วมีอดีตผู้บริหารท่านหนึ่งอยากซื้อต้นฉบับ 'ไป๋ลู่หยวน' เสนอราคา 1.5 ล้านหยวน ท่านเฉินไม่ขาย
ส่วนนิยาย 'เฉียนฟู' ของเธอ ถ้าไม่ได้ 2 ล้านขึ้นไป เอ่ยปากก็เสียราคาแล้ว"
จางเซวียนจับความหมายแฝงได้ เถาเกอคิดว่า เฉียนฟู ดีกว่า ไป๋ลู่หยวน
ตอนแรกที่ผู้หญิงคนนี้เห็น เฟิงเซิง ท่าทีไม่ใช่แบบนี้นะเนี่ย ดูท่า เฉียนฟู จะพิชิตใจเธอได้แล้ว
คิดได้ดังนั้น จางเซวียนก็ตื่นเต้นดีใจอยู่ลึกๆ
ใครบ้างไม่อยากให้ผลงานที่ตัวเองทุ่มเทได้รับการยอมรับจากคนอื่น?
เขาเป็นปุถุชนคนธรรมดา ย่อมไม่เว้น
ยิ่งไปกว่านั้น เฉียนฟู ไม่เหมือน เฟิงเซิง ครึ่งหนึ่งเป็นผลงานออริจินัลของเขาเอง ความหมายมันยิ่งใหญ่มาก!
แต่พอตื่นเต้นเสร็จ จู่ๆ ก็เกิดความกังวล "พอนิยาย 'เฉียนฟู' ตีพิมพ์แล้ว ลูกชายท่านผู้เฒ่าหลี่จะมาตามตื๊อขอซื้อไหม?"
เจอคำถามนี้
เถาเกอเหลือบมองถ้วยชาที่ว่างเปล่า เชิดคางขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง เคาะนิ้ว สั่งให้เขารินชาให้เต็ม
เฮ้ย! ผู้หญิงคนนี้!
ช่างเล่นตัวนัก! ช่างจิกหัวใช้คนนัก!
แม่มเอ๊ย! เห็นแบบนี้แล้วทนไม่ไหว ไม่อยากจะตามใจเลย อยากจะเอานิ้วจิ้มกดลงกับพื้นถูให้หน้าแหกจริงๆ
จางเซวียนเบะปาก ลุกขึ้นรินชาให้เธออย่างเสียไม่ได้
เถาเกอยิ้มหวานมองสำรวจเขา จิบชาอย่างสบายใจ สุดท้ายก็พูดอย่างเบิกบานใจว่า "มีพี่อยู่ทั้งคน ตราบใดที่เธอไม่อยากขาย เขาไม่กล้าทำอะไรเธอหรอก"
"จริงดิ?"
"แน่นอน หน้าอย่างพี่นี่ยังพอมีความหมายอยู่นะ"