บทที่ 245 ฝีมือไม่ธรรมดา
บทที่ 245 ฝีมือไม่ธรรมดา
หลังจากหลับไปตั้งแต่สี่ทุ่ม พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็ปาเข้าไปตี 5 กว่าแล้ว
อาจเป็นเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าด้านนอกสว่างจ้าจนมองเห็นถนนหนทางได้แล้ว
นอนมองคนข้างหมอนนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนต่อสู้กับความคิดในหัว สุดท้ายก็เอาชนะความขี้เกียจ ค่อยๆ ปีนลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ
เตรียมล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมเขียนงาน เวลาไม่คอยใคร ต้องรีบหน่อยแล้ว
ประตูเปิด แล้วก็ปิดลง
ตู้ซวงหลิงที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นมาพอดี จ้องมองประตูห้องอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงนอนต่อ
8 โมงกว่า จางเซวียนทานมื้อเช้ากับทั้งสามสาว แล้วกลับห้องไปเขียนงานต่อ
11 โมงกว่า จางเซวียนเขียนได้ 6,000 ตัวอักษร เขาวางปากกาไว้ข้างหนึ่ง ขยี้ตาที่เริ่มเมื่อยล้า ยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินเข้าครัว
โจวชิงจู๋เตรียมวัตถุดิบไว้พร้อมหมดแล้ว รอแค่ลงกระทะ เธอถามจางเซวียนว่า "แขกของนายจะมาถึงเมื่อไหร่?"
จางเซวียนชะโงกหน้าดูโน่นดูนี่ ตอบว่า "ตอนนี้ผมจะไปรับคนแล้ว พวกเธอทำเมนูของป่ากับผักกูดไปก่อนเลย อาหารหวยหยางเอาไว้ทำปิดท้าย"
"ตกลง"
ฤดูใบไม้ผลิฝนชุก ฝนตกทีไรก็ตกไม่หยุดหย่อน จางเซวียนพาตู้ซวงหลิงไปรอที่ประตูทิศใต้ตรงเวลา
การรอคอยคือความทรมานที่สุด
10 นาทีผ่านไป ยังไม่เห็นคน
20 นาทีผ่านไป ก็ยังไร้เงา
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป จางเซวียนเริ่มหงุดหงิด ถามตู้ซวงหลิง "เหนื่อยไหม หรือเธอกลับไปพักก่อนดีไหม?"
ตู้ซวงหลิงส่ายหน้า พูดเสียงอ่อนหวาน "ฉันไม่เหนื่อย ฉันจะรอเป็นเพื่อนนาย พี่เถา..."
ทันใดนั้น ตู้ซวงหลิงตาไว พูดไม่ทันจบก็กระตุกแขนเสื้อจางเซวียน มองไปที่รถตู้คันหนึ่งที่ค่อยๆ แล่นเข้ามาจอดเทียบท่า ถามว่า
"ใช่คันนี้หรือเปล่า?"
จางเซวียนหันไปมอง เห็นเถาเกอโผล่หัวออกมาจากรถยิ้มให้ทั้งสองคนพอดี ปากขยับเหมือนกำลังพูดอะไรกับคนในรถ
วินาทีต่อมา อีกสามคนในรถก็พร้อมใจกันหันมองจางเซวียนและตู้ซวงหลิง สายตากวาดผ่านตู้ซวงหลิง แล้วมาหยุดอยู่ที่ตัวจางเซวียน
หนุ่ม!
หนุ่มเกินไปแล้ว!
นี่คือความรู้สึกแรกของพวกเขา
แม้เถาเกอจะบอกพวกเขาไว้ก่อนแล้วว่า จางเซวียนยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย อายุน้อยมาก
แต่หงเจิ้นโปก็ยังรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ในใจสับสนว่า ใบหน้าละอ่อนขนาดนี้เขียนงานที่เก๋าเกมอย่าง เฟิงเซิง ออกมาได้ยังไง?
แถมได้ยินว่ายังมีนิยายที่ดีกว่านี้กำลังขัดเกลาอยู่อีก
รถเลี้ยว รถแล่นเข้ามา แล้วจอดลงข้างทั้งสองคน
เถาเกอลงจากรถด้วยความเร็วแสง กางร่มแล้วแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน
สำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียส่งคนมาสามคน ได้แก่ บรรณาธิการบริหารหงเจิ้นโป, เถาเกอ และช่างภาพอีกหนึ่งคน
ช่างภาพคนนี้เป็นคนเดียวกับครั้งที่แล้ว
หงเจิ้นโปมีใบหน้าสี่เหลี่ยม หวีผมเรียบแปล้ สวมแว่นตา ทั่วทั้งตัวแผ่กลิ่นอายของปัญญาชนที่อ่านหนังสือมาอย่างโชกโชน ให้ความรู้สึกสะอาดสะอ้านเป็นพิเศษ
นอกจากสามคนจากสำนักพิมพ์แล้ว ยังมีชายวัยกลางคนอายุราว 50 ปีอีกคนหนึ่ง
ชายวัยกลางคนชื่อเจียงไป่ แต่งตัวแปลกตา สวมชุดจงซานสีเทา ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์แต่ผมขาวโพลนทั้งศีรษะ
เจียงไป่ลงจากรถก็เดินตรงเข้ามาถามจางเซวียนด้วยสีหน้าตื่นเต้น "เธอเป็นนักศึกษาจงต้าจริงๆ เหรอ?"
จางเซวียนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายความว่ายังไง งุนงงเล็กน้อย แต่ก็ตอบไปตามตรง "ครับ ท่านคือ?"
เจียงไป่เสนอตัวแนะนำตัวเอง "ฉันก็อยู่จงต้า เป็นรองคณบดีคณะอักษรศาสตร์จงต้า และเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยกับ บ.ก. หง"
จางเซวียน "......"
โลกกลมอะไรขนาดนี้?
มิน่าล่ะเถาเกอถึงบอกในโทรศัพท์ว่าไม่ต้องให้เขามารับ ที่แท้ก็มีคนรู้จักอยู่ที่นี่นี่เอง
ยืนฟังเจียงไป่คุยกับจางเซวียนอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นจางเซวียนหันมองมาทางตน หงเจิ้นโปก็ยิ้มกว้างยื่นมือออกมา
"ซานเยว่ ได้ยินชื่อเสียงมานาน!"
จางเซวียนรีบยื่นมือไปจับ เขย่าเบาๆ ตอบกลับอย่างนอบน้อม "มิได้ครับ มิได้ ท่านชมเกินไปแล้วครับ"
"จ๊อก จ๊อก..."
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะทักทายกันต่อเพื่อกระชับความสัมพันธ์ จู่ๆ ท้องของหงเจิ้นโปก็ส่งเสียงร้องประท้วง
ท้องร้องจ๊อกๆ ดังเหมือนฟ้าคำราม ฟังก็รู้ว่าหิวจัด
อากาศรอบตัวแข็งค้าง บรรยากาศกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
แต่โชคดีที่หงเจิ้นโปเป็นคนไม่ถือสาหาความ วินาทีต่อมาเขาลูบท้องตัวเองแล้วหัวเราะแก้เก้อ พูดตรงๆ ว่า
"ฮ่าๆ หิวแล้ว ต้องหาอะไรกินซะแล้ว ซานเยว่ ไปบ้านเธอก่อนเถอะ หาอะไรกินรองท้องหน่อย"
เขาพูดขนาดนี้แล้ว จะให้พูดอะไรได้อีกล่ะ? จางเซวียนยิ้มรับ เดินนำทางพาทุกคนไปที่หอพักอาจารย์ชั้นสอง
เปิดประตู ตู้ซวงหลิงเชื้อเชิญทุกคนให้นั่งอย่างกระตือรือร้น รินน้ำชาต้อนรับอย่างอบอุ่น
จางเซวียนเดินเข้าครัว ถามเหวินฮุ่ยกับโจวชิงจู๋ "กับข้าวเป็นไงบ้าง พร้อมเสิร์ฟหรือยัง?"
เหวินฮุ่ยพยักหน้าเบาๆ "อื้ม เหลือแค่ตักซุปเป็ดตุ๋นถ้วยสุดท้ายออกมา นอกนั้นอุ่นอยู่ในลังถึงหมดแล้ว"
พูดพลางเหวินฮุ่ยก็ถอดผ้ากันเปื้อน ช่วยจางเซวียนและโจวชิงจู๋ยกกับข้าวไปตั้งโต๊ะ
เถาเกอเห็นคนหน้าใหม่สองคนเดินออกมาจากครัว ก็ถามจางเซวียน "นี่เพื่อนเธอเหรอ?"
จางเซวียนแนะนำเอง "นี่คือเหวินฮุ่ย นี่คือโจวชิงจู๋ พวกเธอเป็นเพื่อนสนิทของผมกับซวงหลิงครับ"
พูดถึงตรงนี้ จางเซวียนชูนิ้วโป้งพูดอย่างภูมิใจ "อย่าเห็นว่าพวกเธอสวยหยาดเยิ้มอย่างเดียวนะ ฝีมือทำอาหารนี่สุดยอด! เก่งกันคนละแบบ! ผมต้องหน้าด้านไปขอร้องให้มาช่วยเชียวนะ"
คนแปลกหน้าเต็มห้อง โดยเฉพาะพอรู้ว่าเจียงไป่เป็นผู้บริหารคณะอักษร ของจงต้า โจวชิงจู๋ก็วางตัวไม่ค่อยถูกเล็กน้อย
กลับเป็นเหวินฮุ่ยที่ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งลงคุยกับพวกเถาเกอได้อย่างเป็นธรรมชาติ
กับข้าวอลังการมาก อาหารหวยหยางสามอย่าง อาหารเซียงสามอย่าง และอาหารกวางตุ้งอีกสามอย่าง
แปดกับข้าวหนึ่งน้ำแกง รวมเป็นเก้าชาม!
จัดหนัก!
จางเซวียนลุกขึ้นรินเหล้าให้หงเจิ้นโป จากนั้นรินให้เจียงไป่ เถาเกอ ช่างภาพ จนเต็มแก้ว แล้วก็รินให้ตู้ซวงหลิง เหวินฮุ่ย และโจวชิงจู๋คนละแก้ว
สุดท้ายรินให้ตัวเองจนเต็ม ยกแก้วขึ้นพูดกับหงเจิ้นโป "เดินทางมาเหนื่อยๆ มาครับ แก้วนี้ผมขอดื่มคารวะท่าน! ขอบคุณที่คอยสนับสนุนและดูแลผมครับ!..."
หงเจิ้นโปไม่ใช่คอเหล้า แต่แก้วนี้ดื่มอย่างเต็มใจ ดื่มหมดแก้วแล้วยังรินกลับคืนดื่มคารวะจางเซวียนกับสาวๆ ทั้งสี่อีกหนึ่งแก้ว
ดื่มคารวะเจียงไป่เสร็จ จางเซวียนหันไปพูดกับเถาเกอทางซ้ายมือ "มา แก้วนี้ผมขอดื่มให้พี่"
เถาเกอใช้ดวงตากลมโตจ้องเขา "คนอื่นเธอพูดคำอวยพรซะยืดยาว กับฉันเธอไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอ?"
จางเซวียนพูดไม่ออก แต่พอเห็นหงเจิ้นโปมองดูเขาทั้งสองด้วยความสนใจ จู่ๆ ก็เกิดปิ๊งไอเดีย แกล้งทำตัวสนิทสนมกลมเกลียว
"คุณเป็นพี่ผมแล้ว ยังจะมาคิดเล็กคิดน้อยเรื่องนี้อีกเหรอ? เอาเป็นว่าผมไม่พูดอะไรแล้ว ดื่มหมดแก้วก่อนเป็นการคารวะ ที่เหลือคุณพิจารณาเอาเอง"
พูดจบ จางเซวียนเงยหน้ากระดกหมดแก้ว ก็แค่เบียร์ เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย วนรอบเดียวยังไม่ถึงสองขวดเลย
เห็นจางเซวียนเข้าใจความนัยของตน เถาเกอก็ส่งสายตาชื่นชมให้ แล้วดื่มรวดเดียวหมดแก้วเช่นกัน
ดื่มให้คนนอกเสร็จแล้ว จางเซวียนหันไปพูดกับเหวินฮุ่ยและโจวชิงจู๋ "พวกเรามาดื่มกันสักแก้ว"
คำขอบคุณไม่จำเป็นต้องพูด ทั้งสองคุ้นเคยกันดี ทุกอย่างเข้าใจได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำ
หงเจิ้นโปหิวจริงจัง ตะเกียบวนเวียนอยู่แต่กับอาหารหวยหยางสามจานนั้น ไม่เกรงใจเลยสักนิด ปากเคี้ยวตุ้ยๆ พลางชมไม่ขาดปาก
"อาหารหวยหยางมื้อนี้ทำได้ดี เข้าถึงรสชาติดั้งเดิม ฉันถึงกับได้รสชาติรสมือแม่สมัยเด็ก ไม่ได้กินอะไรที่สบายใจแบบนี้มาหลายปีแล้ว"
จากนั้นเงยหน้าถามเหวินฮุ่ย "แม่หนู ฝีมือเธอไม่ธรรมดาเลย น่าจะเป็นคนแถบลุ่มแม่น้ำหวยเหมือนกันใช่ไหม?"
เหวินฮุ่ยตอบอย่างอ่อนหวานนุ่มนวล "หนูเป็นคนหยางโจวค่ะ"
หงเจิ้นโปรินเหล้าเป็นพิเศษ ยกแก้วขึ้นพูดกับเหวินฮุ่ย "หยางโจวเหรอ หยางโจวเป็นที่ที่ดี ยายของฉันก็เป็นคนหยางโจว มา แก้วนี้ฉันขอดื่มให้เธอ ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้กินกับข้าวดีๆ แบบนี้ ไม่เสียเที่ยวจริงๆ"
เถาเกอกระซิบข้างหูจางเซวียน "เธอร้ายไม่เบานะ ถึงกับไปตามตัวแม่หนูคนนี้มาได้ ฉันว่าจบมื้อนี้ โอกาสชนะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยหนึ่งส่วน"
จางเซวียนตกใจก่อน จากนั้นก็ดีใจเนื้อเต้น อดกระซิบถามกลับไม่ได้ "จริงเหรอ?"
เถาเกอยิ้มพยักหน้า กระซิบว่า "ลุงหงไม่ชอบดื่มเหล้า เดี๋ยวเธออย่าไปคะยั้นคะยอให้ดื่มล่ะ เขาชอบชา ชอบของอร่อย
ฉันเอาใบชามาสองกล่องอยู่ในกระเป๋า เดี๋ยวเธอเอาไปมอบเป็นของขวัญนะ"