บทที่ 256 เรื่องไม่คาดฝัน ห้องโถงม่อเหมย

บทที่ 256 เรื่องไม่คาดฝัน ห้องโถงม่อเหมย
หลี่เหมยมาแล้ว
และนำเอกสารกองโตมาให้เซ็นอีกเช่นเคย
เชิญทั้งสองเข้ามา รินน้ำชา จางเซวียนไม่พูดพร่ำทำเพลง นั่งลงอ่านเอกสารไปพลางเซ็นชื่อไปพลาง
ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จางเซวียนวางปากกาลง ถอนหายใจพลางเปรยว่า
"กว่าจะได้ที่ดินสักแปลงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เซ็นจนมือล้าไปหมด ดีที่ในที่สุดก็ได้ที่ดินแปลงนี้มาครอง"
จากนั้นถามหลี่เหมย "โรงงานทอผ้าเป็นยังไงบ้าง? มีความคืบหน้าไหม?"
พอพูดถึงโรงงานทอผ้า สีหน้าของหลี่เหมยก็เปลี่ยนไป ดูไม่สู้ดีนัก
เธอพูดด้วยความกังวลว่า "ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ช่วงนี้ก็มีคู่แข่งโผล่มาสามราย"
จางเซวียนตกใจ "โผล่มาทีเดียวสามรายเลยเหรอ?"
หลี่เหมยเองก็ปวดหัว "ฉันเช็คแล้ว มีสามรายจริงๆ รายหนึ่งเป็นสำนักหนังสือพิมพ์ รายหนึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ และอีกรายเป็นเถ้าแก่เอกชน
ฉันสืบทราบมาว่า ศักยภาพของพวกเขาเหนือกว่าเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายเบื้องหลัง หรือฐานะทางการเงิน ล้วนเหนือกว่าเรามาก"
จางเซวียนถาม "คุณสืบมาได้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงเล็งที่นี่?"
หลี่เหมยตอบ "เครือข่ายของฉันยังไม่กว้างพอ"
จางเซวียนลอบคาดเดาในใจ: หรือว่าคนพวกนี้จะได้ยินข่าวลืออะไรมา?
ไม่อย่างนั้นก่อนหน้านี้ยังเงียบกริบ ทำไมจู่ๆ ถึงแห่กันมาเหมือนผึ้งแตกรัง?
ต้องได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับนโยบายอะไรมาแน่ๆ เขามั่นใจ
จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นพูดว่า "เอาอย่างนี้ไหม คุณลองพยายามสืบดูอีกที ถ้าไม่ไหวจริงๆ เราก็เปลี่ยนที่
กว่างโจวกว้างใหญ่ขนาดนี้ ที่นี่ไม่ได้ มันก็ต้องมีที่อื่นที่ได้สิ"
คิดไม่ถึงว่าหลี่เหมยจะส่ายหน้าทันที "ฉันไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้รับผิดชอบมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็กินแห้วทุกรอบ ไม่เจอตัวคนเลย"
จางเซวียนขมวดคิ้วถาม "คุณหมายความว่า ฝ่ายนั้นจงใจหลบหน้าคุณ?"
หลี่เหมยตอบ "น่าจะใช่ ฉันกะเวลาไปดักรอทุกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่กลับบอกว่าผู้รับผิดชอบไม่อยู่ หลังๆ มานี่ตัดบทดื้อๆ เลยว่าโรงงานทอผ้าขายไปแล้ว"
ได้ยินคำนี้ ใจของจางเซวียนดิ่งวูบถึงก้นเหว
อาคารพาณิชย์สามคูหาของเสี่ยวหลิวได้มาแล้ว ที่ดินว่างเปล่า 22,000 ตารางเมตร ก็ได้มาแล้ว
แต่ถ้าโรงงานทอผ้าที่อยู่ติดกันไม่ได้มา แล้วจะสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่ได้ยังไง แล้วความทะเยอทะยานที่จะสร้างย่านธุรกิจ อันดับหนึ่งของกว่างโจวจะเป็นจริงได้ยังไง?
หรือว่าจะต้องเปลี่ยนที่จริงๆ?
แต่ถ้ามองในแง่ศักยภาพการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ภายในสิบปีนี้ไม่มีที่ไหนในกว่างโจวดีไปกว่าตรงนี้อีกแล้ว
ส่วนอีกสิบปีข้างหน้าถึงจะเจริญรุ่งเรืองไปทั่ว แต่เขารอนานขนาดนั้นไม่ได้
จางเซวียนถาม "แล้วคุณสืบรู้ไหมว่าตกลงโรงงานทอผ้าขายไปแล้วหรือยัง?"
หลี่เหมยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ตอนนี้ยัง แต่พวกเราแทรกตัวเข้าไปไม่ได้"
เมื่อเผชิญกับความจริงที่โหดร้าย ทั้งสองคนที่จนปัญญาต่างตกอยู่ในความเงียบ
ผ่านไปพักใหญ่ จางเซวียนถอนหายใจ หันไปถามหลี่เหมยว่า "คุณจะไปรัสเซียเมื่อไหร่?"
หลี่เหมยตอบว่า "พรุ่งนี้จัดการเรื่องเอกสารที่ดินแปลงนี้เสร็จก็จะไปเลย"
"อืม" จางเซวียนรับคำ จากนั้นก็ปรึกษากับเธอเรื่องการสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่บนที่ดินว่างเปล่าแปลงนี้ก่อน
ช่วยไม่ได้ การสร้างศูนย์การค้าอย่าง เทียนเหอซิตี้ เงินลงทุนเบื้องต้นที่ต้องใช้ไม่ใช่แค่นิดหน่อย แต่เป็นเงินก้อนโตมหาศาล
อาจต้องใช้หน่วยเป็น ร้อยล้าน ด้วยซ้ำ
ดังนั้นเขาจึงต้องการวัวนมที่ผลิตเงินสดได้อย่างเร่งด่วน เพื่อใช้สงครามเลี้ยงสงคราม
และตามแนวโน้มการพัฒนาในอนาคต ห้างสรรพสินค้ามีอนาคตไกล ไม่มีอะไรจะเป็นวัวนมผลิตเงินสดได้ดีไปกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อีกแล้ว
ในยุคนี้ ขอแค่การบริหารจัดการไม่แย่จนเกินไป ก็สามารถอุดรอยรั่วนี้ได้เป็นอย่างดี
เขาตัดสินใจแล้ว ถ้าเอาโรงงานทอผ้าไม่ได้ ก็จะเปลี่ยนไปที่ที่รองลงมาเพื่อสร้างศูนย์การค้าให้ได้
ถึงแม้สำหรับเขา การไม่ได้ที่ดินแปลงที่ดีที่สุดจะเป็นเรื่องน่าเสียดาย
แต่ในเมืองใหญ่อย่างกว่างโจว ได้ที่สอง ที่สาม หรือที่ห้า ที่หก หรือแม้แต่ที่ยี่สิบ ก็ยังกำไรมหาศาล
ขอแค่ได้มา ชาตินี้ก็นอนกินได้สบาย ไร้กังวลเรื่องปากท้อง
ตัวเองเป็นผู้เกิดใหม่ รู้จักนโยบายและผังเมืองในอนาคตของเมืองนี้เป็นอย่างดี ในสายตาของเขา ทุกที่เต็มไปด้วยโอกาส
ตะวันออกไม่สว่าง ตะวันตกก็สว่าง เป็นไปไม่ได้ที่จะมืดมิดไปเสียทุกที่ ต้องมีสักที่ที่สว่างไสว ต้องมีสักที่ที่รอเขาอยู่
หยวนหลานเป็นคนที่รู้กาลเทศะมาก เมื่อเห็นทั้งสองคุยความลับทางธุรกิจ ก็ถือหนังสือ เฟิงเซิง เดินไปอ่านที่ห้องรับแขกอย่างรู้หน้าที่
ปล่อยห้องหนังสือไว้ให้จางเซวียนกับหลี่เหมย
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ทั้งสองก็คุยกันจบ
หลี่เหมยเก็บสรุปการประชุม ลุกขึ้นยืนพูดว่า "วันนี้เราคุยกันแค่นี้เถอะ ฉันขอตัวก่อน เรื่องห้างสรรพสินค้าไว้รอฉันกลับจากรัสเซียค่อยลงมือ"
จางเซวียนแปลกใจ "คุณรีบไปตอนนี้เลยเหรอ? ไม่รอหยวนหลานเหรอ?"
หลี่เหมยบอกว่า "หยวนหลานน่าจะมีธุระกับคุณ"
จางเซวียนถาม "พวกคุณไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?"
หลี่เหมยส่ายหน้า "เปล่า เราบังเอิญเจอกันที่ประตูทิศใต้ ก็เลยเข้ามาพร้อมกัน"
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนจึงฟันธงว่าหยวนหลานมีธุระกับตนจริงๆ จึงไม่รั้งหลี่เหมยไว้อีก
เดินไปส่งหลี่เหมยข้างนอก พอกลับเข้ามาในห้องรับแขก จางเซวียนก็เริ่มทำตัวไม่ถูก
ทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าหยวนหลาน
ตั้งแต่ปีที่แล้ว จำไม่ได้ว่าตัวเองเบี้ยวนัดเธอไปกี่ครั้ง
ช่างลำบากเธอจริงๆ ที่ไม่ถือสา
เดินเข้าไปนั่งลง จางเซวียนกล่าวขอโทษ "ขอโทษทีครับ ให้รอนานเลย"
หยวนหลานยิ้มกล่าว "ปีที่แล้วยันปีนี้ก็รอมาตั้งนานแล้ว ไม่ต่างกันแค่ชั่วโมงเดียวหรอก"
พูดพลางเธอก็ยื่น เฟิงเซิง ในมือให้เขา "พ่อหนุ่มนักเขียนใหญ่ ตอนนี้ชื่อเสียงของคุณโด่งดังขึ้นทุกวัน จะหาลายเซ็นคุณนี่ยากจริงๆ"
จางเซวียนยิ้ม รับ เฟิงเซิง มาเซ็นชื่อ เพื่อเป็นการไถ่โทษ ยังแถมคำพูดสวยหรูให้อีกหนึ่งประโยค
หยวนหลานยืนอยู่ข้างๆ พูดอย่างจริงใจ "ลายมือสวยจริงๆ"
แหงสิ ชาติที่แล้วหากินกับปลายปากกามาตั้งกี่ปี ลายมือจะแย่ได้ยังไง?
คืนหนังสือให้เธอ จางเซวียนถามตรงๆ ว่า "มีเรื่องด่วนอะไรเหรอครับ ถึงได้บุกมาถึงที่นี่?"
"ก็ไม่มีธุระสำคัญอะไรหรอก แค่นึกครึ้มใจอยากดื่มเหล้ากับคุณ"
พูดจบ หยวนหลานก็เปลี่ยนจากท่าทีสบายๆ เมื่อครู่ ถามว่า "เย็นนี้คุณว่างไหม?"
จางเซวียนผายมือ "คุณมาถึงที่ขนาดนี้แล้ว ผมไม่ว่างก็ต้องเจียดเวลาให้ว่างสิครับ"
หยวนหลานถือโอกาสเชิญชวนทันที "ฉันรู้จักร้านอาหารร้านหนึ่ง อาหารรสชาติดีมาก ฉันพาคุณไป เราดื่มกันหน่อย กินไปคุยไป ดีไหม?"
"ได้ครับ" เดิมทีก็ติดเลี้ยงข้าวเธออยู่มื้อหนึ่ง จางเซวียนจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย
จัดการธุระเรียบร้อย จางเซวียนทิ้งโน้ตไว้บนโต๊ะกาแฟหนึ่งแผ่น
เปลี่ยนรองเท้า ปิดประตู เดินลงตึกไปกับหยวนหลาน
ตอนลงมา เจอเหล่าเติ้งกับหลู่หนีนั่งกระซิบกระซาบกันอยู่ใต้ชายคา
พอเห็นจางเซวียน เหล่าเติ้งก็ตะโกนเสียงดัง "จางเซวียน นายปิดบังฉันซะมิดเลยนะ กลับมาเมื่อไหร่จะไปหานายดื่มเหล้าด้วย"
รู้ว่าเหล่าเติ้งหมายถึงเรื่องอะไร จางเซวียนโบกมือปัดๆ ไม่ได้รับปาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
บอกตามตรง ตอนนี้เขาค่อนข้างระแวงเรื่องดื่มเหล้า กลัวแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะติดค้างมื้อนี้กับหยวนหลานมานาน เขาก็ไม่คิดจะดื่มเท่าไหร่หรอก
ออกจากประตูทิศใต้ ทั้งสองขึ้นรถซานตาน่า
ช่วงแรกขับได้ลื่นไหล แต่ช่วงหลังรถติด สาเหตุที่รถติดเพราะฝนตกหนัก ข้างหน้ามีรถชนท้ายกัน คนสองคันรถทะเลาะกัน ลงมาตีกันกลางสายฝน
ระหว่างรอ จางเซวียนนึกถึงเด็กอ้วนกับหลี่เซียง เลยถามขึ้นว่า "เฉินซงกับหลี่เซียงตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ?"
หยวนหลานมองดูฉากตะลุมบอนข้างหน้า คิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดว่า "ที่วันนี้ฉันมาหาคุณ ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ด้วย"
จางเซวียนรู้สึกทะแม่งๆ ขมวดคิ้วถาม "เฉินซงเป็นอะไรไป?"
หยวนหลานละสายตากลับมา หันมาสบตาจางเซวียนแล้วพูดว่า "ฉันส่งเฉินซงไปฝึกอบรมที่ยุโรปแล้ว"
จางเซวียนตกตะลึง "ส่งไปยุโรป? ฝึกอบรม?"
หยวนหลานตอบ "ใช่ ฝึกอบรม"
คิ้วของจางเซวียนขมวดแน่นกว่าเดิม "อบรมอะไร?"
หยวนหลานเลิกคิ้วเล็กน้อย เอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง "ฝึกอบรมบอดี้การ์ดส่วนตัว เน้นเรียนรู้เทคนิคการต่อสู้และความรู้ด้านการรักษาความปลอดภัย"
จางเซวียนงุนงง "ทำไมคุณถึงเลือกเขา?"
หยวนหลานพูดด้วยน้ำเสียงกำกวม "เฉินซงถึงจะอ้วน แต่มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้มาก
มีสองครั้งที่ฉันพาเขาไปเจอลูกน้อง เขาแสดงท่าทีสนใจมาก..."
ฟังเธอพรรณนาอยู่พักหนึ่ง จางเซวียนก็เข้าใจแจ่มแจ้ง "คุณกำลังเพาะเลี้ยงมือตบ"
หยวนหลานยิ้ม มองจางเซวียนแล้วบอกว่า "ฉันวางแผนจะเปิดบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ฮ่องกง เฉินซงคือหนึ่งในตัวเลือกที่ฉันเล็งไว้"
จางเซวียนถาม "ส่งไปเมื่อไหร่?"
หยวนหลานตอบ "เมื่อเดือนที่แล้ว ตอนที่โทรหาคุณนั่นแหละ"
จางเซวียนซักไซ้ "ทำไมไม่บอกผม?"
หยวนหลานชะงักไปนิดหนึ่ง หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้ "เฉินซงไม่ให้ฉันบอกคุณ เขากลัวคุณจะไม่ยอมให้ไป ก็เลยทิ้งจดหมายไว้ให้คุณฉบับหนึ่ง"
จางเซวียนรับจดหมายมา แกะออกดู
ลายมือไก่เขี่ย เนื้อหาในจดหมายมีไม่มาก ใจความหลักมีสองเรื่อง: แสดงความขอบคุณจางเซวียน และขอให้จางเซวียนอย่าโทษหยวนหลาน เขาเป็นคนขอไปเอง บอกว่าจะไปเรียนวิชาเพื่อกลับมาตอบแทนบุญคุณเขาและหยวนหลาน
จางเซวียนอ่านจบ ในใจก่นด่า: ตอบแทนบ้าบออะไร! ไอ้โง่เอ๊ย โดนเขาหลอกจนเปื่อยแล้ว!
เก็บจดหมายเข้าที่ จางเซวียนถามต่อ "แล้วหลี่เซียงล่ะ?"
หยวนหลานตอบ "ก็ไปด้วยกันที่ยุโรป"
เห็นสีหน้าจางเซวียนไม่ดี เธอจึงเสริมว่า "เฉินซงกับหลี่เซียงขอร้องเอง บอกว่าจะขออยู่ด้วยกัน จะเป็นจะตายก็จะไม่แยกจากกัน"
จางเซวียนฟังแล้วได้แต่หัวเราะ พูดไม่ออก
ตอนนี้เขาเริ่มมึนงง เพราะตัวเองยื่นมือเข้าไปยุ่ง เส้นทางชีวิตของเด็กอ้วนในชาตินี้จึงเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ไม่เหมือนกับชาติที่แล้วแล้ว
จางเซวียนก็ไม่รู้ว่านี่คือถูกหรือผิด? เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหรือร้าย?
ชาติที่แล้วเฉินซงกับหลี่เซียงไม่มีความสามารถอะไรโดดเด่น ไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่อย่างน้อยก็รักกันหวานชื่น ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ลูกหลานเต็มบ้าน
แต่ชาตินี้ เดินเส้นทางนี้...
ยากนะ!
จางเซวียนใจคอไม่ดี ได้แต่ภาวนาให้พวกเขามีโชค เพราะเส้นทางนี้พวกเขาเลือกเอง
ถามว่า "ทั้งสองคนต้องฝึกนานแค่ไหน?"
หยวนหลานบอกว่า "ฝึกหนึ่งปี แล้วไปลงสนามจริงที่ต่างๆ ทั่วโลกอีกครึ่งปีถึงหนึ่งปี นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับพรสวรรค์"
จางเซวียนถาม "ลงสนามจริงอันตรายไหม?"
หยวนหลานมองเขาแล้วตอบว่า "ทำอะไรบนโลกนี้ก็มีอันตรายทั้งนั้น เหมือนคนเดินอยู่บนถนน ก็อาจโดนปล้นหรือรถชนได้ทุกเมื่อ"
"ตรรกะวิบัติชัดๆ"
จางเซวียนพูดไม่ออก ไม่อยากเถียงกับเธอเรื่องนี้ต่อ จึงถามว่า "ทั้งฝึกอบรมทั้งลงสนามจริง ค่าใช้จ่ายคงไม่ใช่น้อยๆ คุณกล้าลงทุนจริงๆ"
หยวนหลานละสายตาจากเขา มองไปข้างหน้าแล้วพูดว่า "ฉันมองเห็นศักยภาพของเฉินซง แต่โดยเนื้อแท้ฉันคือนักธุรกิจ ไม่ทำธุรกิจขาดทุน"
จางเซวียนงง "หมายความว่ายังไง?"
หยวนหลานพูดเนิบๆ ว่า "คุณเป็นนักเขียนใหญ่ แถมยังเป็นยางอะไหล่เบอร์หนึ่งที่ฉันเตรียมไว้ให้น้องสาว จะยอมเผยไต๋ให้นิดหน่อยก็ได้ ฉันไม่ขาดทุนหรอก
ส่วนจะไม่ขาดทุนยังไง คุณลองเดาดูเอง"
จางเซวียนตาค้าง "มองผมเป็นยางอะไหล่? คุณกล้าคิดเนอะ?"
หยวนหลานยิ้มให้เขา "ทำไมถึงไม่กล้าคิดล่ะ? ทุกเรื่องต้องเริ่มจากกล้าคิด ถึงจะมีโอกาสเป็นจริง"
สบตากัน จางเซวียนเดาะลิ้น "คุณไม่กลัวว่าถึงตอนนั้นผมจะกินน้องสาวคุณไม่เหลือแม้แต่กระดูกเหรอ?"
หยวนหลานกอดอก "นั่นมันความสามารถของคุณ ถ้าคุณเก่งจริง กินฉันเข้าไปด้วยอีกคน ก็ไม่มีใครว่าอะไร โลกนี้ปลาใหญ่กินปลาเล็กอยู่แล้ว ผู้ชนะกินเรียบ
ผู้ชายก็เหมือนกัน ผู้หญิงก็เหมือนกัน แก่นแท้ไม่เปลี่ยน"
จางเซวียนยอมแพ้ "อย่ามั่ว ผมชอบแต่คนสวย"
หยวนหลานเอียงคอมองเขา "คุณคิดว่าฉันสวยไหม?"
จางเซวียนกลอกตา กวาดตามองเธอราวกับเครื่องสแกน
สุดท้ายพูดอย่างไม่เกรงใจว่า "ขอพูดตรงๆ นะ ผมชอบแต่ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามประณีต ความงามแบบคุณผมเข้าไม่ถึง"
หยวนหลานฟังแล้วก็ไม่โกรธ "เดี๋ยวคุณเจอตัวจริงค่อยว่ากัน"
เจอตัวจริง คงไม่จำเป็นมั้ง
จะสวยแค่ไหน สวยสู้เหวินฮุ่ยได้ไหม?
สวยสู้หมี่เจี้ยนได้หรือเปล่า?
ขนาดเหวินฮุ่ยผมยังไม่สน น้องสาวคุณผมยิ่งไม่สนใหญ่
***
รถติดอยู่ครึ่งชั่วโมง ตำรวจก็มา ลากทั้งคนทั้งรถออกไป
รถซานตาน่าขับต่อไป อีก 20 นาที ก็มาจอดหน้าตึกร้านอาหารตะวันตกแห่งหนึ่ง
ลงจากรถ หยวนหลานกางร่มพลางแนะนำว่า "ร้านอาหารตะวันตกร้านนี้เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงปี แต่ธุรกิจดีมาก
ฉันมากินที่นี่หลายครั้งแล้ว รสชาติต้นตำรับ ได้ยินว่าเชฟข้างในจ้างมาจากฝรั่งเศสด้วยเงินเดือนแพงลิบ"
จางเซวียนสงสัย จึงเงยหน้ามองขึ้นไป
แต่วินาทีถัดมาเขาก็ชะงักกึก!
แม่เจ้าโว้ย! คุณลองทายซิว่าเขาเห็นอะไร?
ร้านอาหารตะวันตกย่าหมี่!
เขาเห็น ร้านอาหารตะวันตกย่าหมี่ ที่เคยปรากฏตัวที่เมืองซ่าว
ร้านย่าหมี่ของโหยวฮุ่ยอวิ๋น!
สังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของจางเซวียน มุมปากของหยวนหลานกระตุกยิ้มเล็กน้อยอย่างแนบเนียน ไม่รอให้เขาเอ่ยถามก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า "ข้างนอกฝนตกหนัก เราเข้าไปข้างในกันเถอะ"
พูดจบ หยวนหลานก็เดินนำเข้าไปก่อน
จางเซวียนเริ่มถอดใจ แต่เห็นหยวนหลานเข้าไปแล้ว ลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก็เดินตามเข้าไป
เมื่อก่อนไม่อยากเจอโหยวฮุ่ยอวิ๋น ตอนนี้ก็ยังไม่อยากเจอเหมือนเดิม
แต่จะว่าไป ไม่อยากเจอก็ส่วนไม่อยากเจอ ไม่ได้แปลว่าเขากลัวเธอ
เมื่อก่อนไม่กลัว ตอนนี้เขายิ่งใหญ่กว่าเดิม มีทั้งเงินทั้งชื่อเสียง ยิ่งไม่ต้องกลัวเข้าไปใหญ่
ร้านอาหารใหญ่โต หรูหรามาก ช่วงเวลานี้คนมาทานอาหารเยอะเป็นพิเศษ
ผู้คนที่เดินขวักไขว่ล้วนแต่งตัวดี ดูแล้วไม่รวยก็มีเกียรติ
หยวนหลานเป็นลูกค้าประจำจริงๆ พอเดินเข้ามา ผู้จัดการร้านก็รีบกุลีกุจอมาต้อนรับ "คุณหยวนมาแล้ว วันนี้กี่ท่านครับ?"
หยวนหลานเอี้ยวตัวยิ้มมองจางเซวียนที่เดินตามเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย แล้วตอบ "สองที่"
จากนั้นหยวนหลานก็ถามต่อ "วันนี้เจ้านายคุณอยู่ไหม?"
ผู้จัดการร้านตอบ "วันนี้วันศุกร์ เหมือนเดิมครับ เจ้านายเลิกงานที่โรงพยาบาลก็มาเลย ตอนนี้พักผ่อนอยู่ข้างบน ต้องการให้ผมแจ้งไหมครับ?"
"ไม่ต้อง วันนี้ฉันเลี้ยงเพื่อน" หยวนหลานพูดพลางเดินพลางถาม
"ยังมีห้องส่วนตัวว่างไหม?"
ผู้จัดการร้านผายมือขวา เชิญทางนี้ "วันนี้ลูกค้าค่อนข้างเยอะ ห้องส่วนตัวเต็มหมดแล้วครับ แต่ห้อง 'ม่อเหมย' ของเจ้านายยังว่างอยู่ เชิญคุณหยวนกับเพื่อนไปทานที่นั่นได้เลยครับ"
"ตกลง" แม้จะเป็นห้องส่วนตัวของเจ้าของร้าน แต่หยวนหลานก็ไม่ปฏิเสธ
เห็นได้ชัดว่ากรณีแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่อย่างนั้นผู้จัดการร้านคงไม่กล้าล้ำเส้นขนาดนี้
จางเซวียนที่เดินตามหลังคาดเดาว่า หยวนหลานกับเจ้าของร้านอาหารนี้ต้องสนิทกันมากแน่ๆ
แค่ไม่รู้ว่าเจ้าของร้านคนนี้จะใช่โหยวฮุ่ยอวิ๋นหรือเปล่า?

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 256 เรื่องไม่คาดฝัน ห้องโถงม่อเหมย

ตอนถัดไป