บทที่ 260 ไม่ใช่คนดีเด่อะไร

บทที่ 260 ไม่ใช่คนดีเด่อะไร
เหล่าเติ้งเห็นจางเซวียนหน้าแดงก่ำ ท่าทางตื่นเต้น ก็แซวว่า
"ราชสีห์เงินคนใหม่มารับตำแหน่ง นายจะตื่นเต้นทำซากอะไร ไม่เกี่ยวกับนายสักกะผีก"
จางเซวียนชูนิ้วชี้ส่ายไปมา ทำท่าเหมือนหมอดู "จุ๊ๆ! เหล่าเติ้งคุณไม่รู้อะไร นี่เขาเรียกว่าวิสัยทัศน์สั้น ผมจะบอกให้นะ ผมเห็นคนคนนี้ปุ๊บก็รู้สึกถูกชะตาปั๊บ"
เหล่าเติ้งหัวเราะ "เพ้อเจ้อ ใครเห็นเถาเสี่ยนก็อยากถูกชะตาทั้งนั้นแหละ กลางวันแสกๆ ฝันกลางวันอยู่ได้"
จางเซวียนขี้เกียจเถียง ถามว่า "เห็นซวงหลิงกลับมาไหม?"
เหล่าเติ้งเงยหน้ามองชั้นสาม "เห็นแล้ว เสี่ยวตู้กลับมาพร้อมกันสามคน
ตอนนี้น่าจะอยู่ชั้นสามนะ หนูเหวินฮุ่ยกำลังดีดเปียโนอยู่นั่นไง"
แล้วก็รำพึงรำพันต่อ "หนูเหวินฮุ่ยนี่เก่งรอบด้านจริงๆ เดี๋ยวนี้ฉันต้องมานั่งรอฟังเธอดีดเปียโนทุกบ่าย มันช่างสุนทรีย์..."
ตอนนั้นเองหวังลี่ขัดจังหวะ "เหล่าเติ้ง หัวคุณเพิ่งแตกเมื่อคืน ระวังคำพูดนี้ไปเข้าหูหลู่หนีเข้า รับรองหัวคุณได้แตกอีกรอบแน่"
จางเซวียนทำหน้าพิลึก ยอมใจผู้หญิงคนนี้จริงๆ
เหล่าเติ้งพูดไม่ออก หน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว โกรธจนพูดว่า "หวังลี่ พูดจาให้มันดีๆ หน่อย ตัวเองยังไม่แต่งงานแท้ๆ"
หวังลี่มองเขาด้วยสายตาดูแคลน "คุณก็แก่จนจะลงโลงแล้ว เลิกพูดคะขา หนูเหวินฮุ่ยอย่างนั้นอย่างนี้สักทีเถอะ ฉันอายแทน ต่อให้คุณหนุ่มขึ้นอีก 15 ปี เงื่อนไขระดับนั้นคุณก็เอื้อมไม่ถึงหรอก"
คราวนี้เหล่าเติ้งกลับไม่เถียง ขยับแว่นพูดว่า "ฉันก็แค่ชื่นชมด้วยสายตาผู้ชายปกติ ไม่ต้องให้คุณเตือนหรอก เหล่าเติ้งคนนี้ไม่เคยเลอะเลือน"
หวังลี่เหน็บแนม "เลอะเลือนหรือไม่ก็ไม่มีประโยชน์ เธอคือนางพญาหงส์บนฟ้า โน่น หน้าตาเกลี้ยงเกลาอย่างจางเซวียนโน่น น่ากัดสักคำ"
"อย่า... อย่าดึงผมไปเกี่ยว พวกคุณมวยถูกคู่กัดกันเองเถอะ" จางเซวียนรีบโบกมือ เจอผู้หญิงหื่นกามแบบนี้ กลัวแล้ว
ชิ่งดีกว่า ไปซื้อกับข้าว
***
ตอนบ่ายเขียนงานต่อ รวดเดียวได้ 4,300 กว่าคำ
5 โมงกว่า ตู้ซวงหลิงที่ขลุกอยู่ชั้นสามเกือบทั้งวันก็เดินเข้ามาในห้องหนังสือ
เข้ามาก็ถามเบาๆ ว่า "ที่รัก เราจะไปกินข้างนอก หรือทำกินที่บ้าน?"
จางเซวียนเข้าใจความหมายทันที "พวกเธออยากไปกินข้างนอก?"
ตู้ซวงหลิงยิ้มพยักหน้า
จางเซวียนถาม "ความคิดใคร?"
ตู้ซวงหลิงบอก "ของฉันเอง ฉันเห็นชิงจู๋ลำบากมาเยอะ เลยอยากเลี้ยงของดีๆ สักมื้อ"
จางเซวียนยืดนิ้วที่เมื่อยล้า พูดว่า "ไว้วันหลังค่อยเลี้ยงเถอะ วันนี้เถาเกอจะมากินข้าวเย็น"
ตู้ซวงหลิงยิ้มแก้มปริ "พี่เถาจะมาเหรอ?"
"อือ กับข้าวซื้อมาแล้ว อยู่ในครัว เดี๋ยวเธอเรียกโจวชิงจู๋กับเหวินฮุ่ยลงมาช่วยทำกับข้าวหน่อยนะ"
พูดพลาง จางเซวียนก็ดึงหนังสือพิมพ์ที่อยู่อีกด้านของโต๊ะมาวางตรงหน้าซวงหลิง "เธอดูสิ นี่คือผู้มีพระคุณของเรา ต้อนรับให้ดีล่ะ"
ตู้ซวงหลิงตอนแรกไม่เข้าใจ แต่พออ่านข่าวหน้าหนึ่งจบ เธอก็ตัวแข็งทื่อ จ้องมองรูปในหนังสือพิมพ์ตาค้าง พูดไม่ออกไปนานสองนาน
เห็นเธออ้าปากค้าง จางเซวียนนึกสนุก ยื่นหน้าเข้าไปประกบปากจูบซะเลย
"นาย... นาย..."
เดิมทีก็ตกใจจนพูดไม่ออกอยู่แล้ว โดนเข้าไปอีกดอก กว่าจะตั้งสติได้ หน้าแดงก่ำเงยหน้าถาม
"พี่เถาเป็นลูกสาวของราชสีห์เงินคนใหม่?"
จางเซวียนจูบซ้ำอีกที ปล่อยเธอแล้วบอกว่า "ตั้งสติได้แล้ว?"
ตู้ซวงหลิงสงสัย "พี่เถาบอกนายเหรอ?"
จางเซวียนพยักหน้า ยืดอกภูมิใจ "เมื่อคืนพี่เขาพาฉันไปกินข้าวเย็นกับราชสีห์เงิน
จะว่าไป ราชสีห์เงินก็เป็นแฟนหนังสือฉันด้วยนะ"
"จริงเหรอ?"
"แน่นอนสิ แฟนเธอเก่งไหมล่ะ"
ตู้ซวงหลิงยิ้มไม่พูดอะไร ขยับเข้ามาเขย่งเท้า สองมือประคองหน้าเขา จูบเบาๆ ทีละนิด ทีละนิด อย่างมีความสุข
สุดท้ายบอกว่า "สายแล้ว ฉันไปเรียกชิงจู๋กับเหวินฮุ่ยลงมาก่อนนะ"
"อืม"
ไม่กี่วันต่อมา ชีวิตของเถาเกอมีระเบียบวินัยมาก กลางวันมีรถเบนซ์รับส่ง ตกกลางคืนขลุกอยู่ห้องหนังสืออ่าน เฉียนฟู
ตู้ซวงหลิง เหวินฮุ่ย และโจวชิงจู๋ก็เช่นกัน ชีวิตมีจังหวะจะโคน กลางวันไปเรียน เลิกเรียนตอนบ่ายก็กลับมาทำกับข้าว
มีแต่ชีวิตของจางเซวียนที่ยุ่งเหยิง เละเทะไม่มีชิ้นดี
เขียนวันละ 6,000 กว่าคำ เดิมทีตามแผนน่าจะเสร็จวันอังคาร
แต่ดันเกิดเหตุขัดข้อง กลางดึกคืนหนึ่งนอนๆ อยู่ สมองดันแล่น คิดพล็อตเด็ดๆ ได้
เอาล่ะสิ ทีนี้ก็นั่งไม่ติด ลุกมาแก้ต้นฉบับกลางดึกไม่พอ ยังอดหลับอดนอนแก้ต่อเนื่องไปอีกสามวัน
แรกๆ ตู้ซวงหลิงยังเข้ามาเตือน หลังๆ เห็นเขาเข้าโหมดบ้าคลั่ง ก็เลิกเตือน ได้แต่คอยเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟท่าให้ตรงเวลา
กลับเป็นเถาเกอที่มองแวบเดียวก็หายห่วง แถมยังแอบคาดหวังลึกๆ
ในครัว โจวชิงจู๋ที่กำลังผัดกับข้าวอดถามตู้ซวงหลิงไม่ได้
"พ่อหนุ่มบ้านเธอเขียนหนังสือใหม่อีกแล้วเหรอ?"
ตู้ซวงหลิงส่งเสียง "อือ" เบาๆ
โจวชิงจู๋กระซิบถามต่อ "น่าจะเขียนดีมากเลยใช่มะ? ฉันได้ยินเถาเกอคุยโทรศัพท์กับบก.หง ชมไม่ขาดปากเลย"
ตู้ซวงหลิงไม่รู้จะตอบยังไง แต่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
เหวินฮุ่ยที่ล้างมืออยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง "หนังสือใหม่จะตีพิมพ์เมื่อไหร่?"
ตู้ซวงหลิงนึกถึงบทสนทนาของเถาเกอกับจางเซวียนในห้องหนังสือที่ได้ยินแว่วๆ ก็ตอบว่า "เร็วๆ นี้แหละ เปิดเทอมมาน่าจะได้เห็นในนิตยสารเหรินหมินเหวินเสวีย"
เหวินฮุ่ยอยากจะถามต่ออีกนิด แต่พอนึกอะไรขึ้นได้ ก็ยิ้มหวาน ไม่ถามต่อ
วันพุธ เถาเกอที่รอตอนจบของนิยายไม่ไหว จำต้องกลับไปก่อนด้วยความเสียดาย
ประตูทิศใต้ของจงต้า
เถาเกอมองรถเบนซ์สีดำที่จอดอยู่ไม่ไกล หันมากำชับจางเซวียน "ต้นฉบับเสร็จเมื่อไหร่ โทรหาพี่ทันทีนะ เดี๋ยวพี่มาหา"
นึกถึงสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะให้ราชสีห์เงินช่วยตรวจงาน จางเซวียนก็รับปาก
ได้คำตอบที่พอใจ เถาเกอทักทายสามสาว แล้วก็จากไป
มองส่งรถจนลับสายตา จางเซวียนกำลังจะกลับ โจวชิงจู๋ที่อยู่ข้างๆ ก็กระซิบ "จางเซวียน เหมือนมีคนมาหานายนะ"
จางเซวียนชะงัก มองตามสายตาโจวชิงจู๋ไป เห็นหลี่เหมยลงจากแท็กซี่พอดี
ตู้ซวงหลิงเห็นดังนั้น ก็บอกเพื่อนรักทั้งสอง "คงต้องลำบากพวกเธออีกแล้ว พวกเราไปซื้อกับข้าวกันเถอะ"
สัมผัสได้ถึงความเกรงใจของตู้ซวงหลิง โจวชิงจู๋โบกมืออย่างร่าเริง "ไม่เป็นไร ได้รับใช้คนดังถือเป็นเกียรติของข้าน้อย ไม่กล้าบ่นว่าลำบากหรอกเจ้าค่ะ"
เหวินฮุ่ยฟังแล้วหัวเราะชอบใจ ลอบมองจางเซวียนแวบหนึ่ง แล้วทำปากยื่นนิดๆ เดินตามสองสาวข้ามถนนไป
แหม ผู้หญิงเหวินฮุ่ยคนนี้ชักจะไวต่อสายตาเขามากขึ้นทุกที
แต่จะว่าไป แม่นางคนนี้ยิ่งมองยิ่งเจริญหูเจริญตา ไม่มีที่ติเลยจริงๆ สายตาลอบสำรวจเรือนร่างเหวินฮุ่ยอย่างไม่รู้ตัว จางเซวียนยิ่งเข้าใจหัวอกเหล่าเติ้งมากขึ้นทุกที
นึกถึงฝันบ้าๆ บอๆ ทั้งสามครั้ง ก็อดถอนใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าในอนาคตหมูตัวไหนจะได้คาบไปกิน
ปั้นหน้ายิ้มเดินเข้าไปหา จางเซวียนถามหลี่เหมย "หน้าตาเบิกบานแบบนี้ มีเรื่องดีเหรอครับ?"
หลี่เหมยขยับแก้มตอบ ใบหน้าที่ซูบตอบเผยรอยยิ้มยากจะเห็น "ฉัน..."
เห็นเธอจะอ้าปาก จางเซวียนรีบยกมือห้าม "อย่าเพิ่ง รีบให้ผมเดา ทริปรัสเซียราบรื่นดีใช่ไหม?"
หลี่เหมยยิ้ม "ราบรื่นมาก"
จางเซวียนเดา "ได้กำไรสัก 3.6 ล้านไหม?"
หลี่เหมยตอบ "มากกว่านั้น"
จางเซวียนแปลกใจ หยุดเดินมองเธอ "มากกว่านั้น? รอบนี้ได้เท่าไหร่?"
หลี่เหมยชูมือแบทั้งห้านิ้ว "5.1 ล้าน"
จางเซวียนเข้าใจทันที "คุณขึ้นราคาเหรอ?"
หลี่เหมยบอกเขาว่า "ไม่ใช่แค่ขึ้นราคา แต่ยังเพิ่มยอดสั่งซื้อด้วย จากเดือนละ 3 หมื่นตัน เป็น 5 หมื่นตัน"
จางเซวียนทึ่ง "คุณทำได้ยังไง?"
หลี่เหมยตอบ "แย่งมา"
จางเซวียนพูดไม่ออก "ลำบากคุณแล้ว"
หลี่เหมยพูดอย่างสะใจ "ไม่ลำบาก ฉันมีความสุขมาก"
จางเซวียนยิ้มอย่างมีความสุข "ซวงหลิงไปซื้อกับข้าวแล้ว คืนนี้เรามาดื่มฉลองกันหน่อย"
"ได้เลย"
หลี่เหมยรับคำ แล้วกระซิบเสียงเบา "วันนี้สมควรฉลองจริงๆ เรื่องโรงงานทอผ้ามีแววแล้ว"
จางเซวียนประหลาดใจ หันไปถาม "มีลุ้นเหรอ?"
หลี่เหมยตอบ "มีลุ้น"
จางเซวียนถามอย่างกระตือรือร้น "เกิดอะไรขึ้น เล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยสิ"
หลี่เหมยเล่าเรื่องราวในช่วงสองวันที่ผ่านมาให้ฟังอย่างละเอียด "เมื่อวานฉันไปเจอผู้รับผิดชอบ เขาบอกว่าโรงงานทอผ้าขายไปแล้ว ตอนนั้นฉันท้อแท้มาก แต่คนคนนั้นเรียกฉันไว้ บอกว่าจะแนะนำคนคนหนึ่งให้ อาจจะมีจุดเปลี่ยน..."
จากประตูทิศใต้กลับมาถึงห้องหนังสือที่บ้านเช่า จางเซวียนฟังหลี่เหมยเล่าตลอดทาง
ฟังอยู่ครึ่งชั่วโมงกว่า จางเซวียนนวดหว่างคิ้ว เรียบเรียงความคิด ยังไม่อยากจะเชื่อ
"โรงงานทอผ้าพื้นที่ 31,000 ตารางเมตร ขายให้เราแค่ 5 ล้าน?"
หลี่เหมยเตือน "ยังมีหนี้สินธนาคารอีก 7 ล้านที่เราต้องรับผิดชอบ และคนงานอีก 30 คนที่เราต้องจัดหางานให้"
จางเซวียนหยิบเครื่องคิดเลขมากดคำนวณ พื้นที่ 31,000 ตารางเมตร คิดเป็นประมาณ 46 หมู่ ราคา 5 ล้านบวกหนี้สิน 7 ล้าน ก็เท่ากับ 12 ล้านหยวน
กดเครื่องคิดเลขยิกๆ เฉลี่ย 260,000 ต่อหมู่
โฮ่! พอดูแบบนี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าราคาก็ไม่ได้ถูกเท่าไหร่
ราคานี้ถือว่ากลางๆ
เพราะตอนนี้บริษัทอสังหา ที่มีเส้นสายในเซินเจิ้น ซื้อที่ดินกันที่หมู่ละ 150,000, 180,000 หรือ 200,000 ก็มีถมไป
แต่เขาก็ยังตื่นเต้น!
ใช่ ตื่นเต้น! ตื่นเต้นจนหยุดไม่อยู่
นี่มันที่ดินรอบๆ ถนนเทียนเหอ เลขที่ 228 เชียวนะ! ไม่ใช่ที่ดินไก่กา
แถมในสถานการณ์ที่มีข่าววงในเรื่องรถไฟฟ้าใต้ดินหลุดออกมา และมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งขนาดนี้ การได้ที่ดินมาในราคาหมู่ละ 260,000
ถือว่าของดีราคาถูก โชคดีสุดๆ
พอใจแล้ว!
จางเซวียนกดเครื่องคิดเลขทวนสองรอบ วางเครื่องคิดเลขลง ถามย้ำ "เชื่อถือได้ไหม?"
หลี่เหมยตอบ "ฉันตรวจสอบแล้ว โรงงานทอผ้าอยู่ในมือฝ่ายนั้นจริง น่าจะเชื่อถือได้ ที่ฉันมาวันนี้ ก็หวังว่าคุณจะไปกับฉันตอนเที่ยง พยายามเซ็นสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ให้เสร็จในครั้งเดียว ได้มาครองเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งอุ่นใจเร็วเท่านั้น"
"ได้ กินข้าวเสร็จผมไปกับคุณ"
จากนั้นจางเซวียนคิดแล้วพูดอีกว่า "เรื่องนี้มันทะแม่งๆ เมื่อก่อนพวกเขาไม่สนใจเราเลย ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจล่ะ? "
โชคก้อนโตหล่นทับหัวเราพอดิบพอดีขนาดนี้ เป็นใครก็งง แต่เป็นใครก็ปฏิเสธไม่ลง
"กันไว้ดีกว่า เพื่อความไม่ประมาท เราต้องจ้างทนายความเก่งๆ มาช่วยตรวจสอบสัญญาโอนว่ามีอะไรตุกติกหรือเปล่า"
หลี่เหมยตอบ "ฉันคิดไว้แล้ว จ้างทนายมืออาชีพไว้เรียบร้อย"
จางเซวียนชะงัก แล้วยกนิ้วโป้งให้เธอ
กินข้าวเช้าควบเที่ยงเสร็จ จางเซวียนวางงานเขียนที่กำลังแล่นฉิว ตามหลี่เหมยวิ่งวุ่นทั้งวัน
ขั้นตอนเยอะมาก แค่เซ็นชื่อประทับตราก็ปาเข้าไปเป็นร้อย วุ่นวายทั้งวันก็ยังไม่เสร็จ
วันที่สองลุยต่อ
บ่ายสี่โมง หลังจากทนายยืนยันว่าสัญญาถูกต้อง จางเซวียนก็เซ็นชื่อและปั๊มนิ้วมือลงในเอกสารแผ่นสุดท้าย
ตอนนั้นเอง ตัวแทนฝ่ายตรงข้ามที่ชื่อเหลียงหยวนก็หยิบกล่องของขวัญกล่องหนึ่งยื่นให้จางเซวียน
จางเซวียนงง ไม่ได้รับ มองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ
เหลียงหยวนอธิบายว่า "นี่เป็นของที่เจ้านายผมฝากมาให้คุณจาง รบกวนช่วยรับไว้ด้วยครับ"
หลี่เหมยแทรกขึ้น "เจ้านายคุณ? นิติบุคคลของบริษัทนี้ไม่ใช่คุณเหรอ เจ้านายเบื้องหลังของคุณคือใครอีก?"
เหลียงหยวนมองจางเซวียนแล้วพูดว่า "เจ้านายผมแซ่โหยว เธอบอกว่าคุณจางได้ยินแซ่นี้ก็จะรู้ว่าเธอคือใคร"
จางเซวียนเงียบไป ความสงสัยในใจมลายหายไปในพริบตา
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็รับกล่องของขวัญมา ฝากบอกอีกฝ่ายว่า "ฝากขอบคุณเจ้านายคุณด้วย บอกเธอว่า ผมติดหนี้บุญคุณเธอครั้งหนึ่ง"
เหลียงหยวนรอคำนี้อยู่แล้ว จึงขอตัวลา หอบเอกสารกองโตกลับไปรายงานผล
***
ชั้นสาม ร้านอาหารตะวันตกย่าหมี่ ห้องรับแขก
โหยวฮุ่ยอวิ๋นนั่งชงชาอยู่ตรงนั้น
เหลียงหยวนวางกองเอกสารลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วรายงาน "พี่โหยว เรื่องโรงงานทอผ้าเรียบร้อยแล้วครับ"
รินชาให้เหลียงหยวนแก้วหนึ่ง โหยวฮุ่ยอวิ๋นพยักหน้าให้เขาพูดต่อ
เหลียงหยวนคอแห้ง ยกชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด แล้วพูดว่า
"ตามนโยบาย 8 คำของพี่ คนงาน 237 คนในโรงงานทอผ้า ผมใช้เส้นสายเก็บไว้เฉพาะพนักงานสัญญาจ้างที่เก่งที่สุด 30 คน เรียบร้อยสะอาดหมดจด
พนักงานคนอื่นๆ ของโรงงานทอผ้าให้ยกเลิกสัญญาจ้าง กระจายไปตามช่องทางเกษียณก่อนกำหนด หรือเลิกจ้าง ส่วนคนงานที่เกษียณแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกว่างโจวจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแล"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นเงยหน้า "พนักงานสัญญาจ้าง?"
เหลียงหยวนตอบ "ครับ พนักงานสัญญาจ้าง ถ้าหลี่เหมยใช้ไม่คล่องมือ ก็เลิกจ้างได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องรับผิดชอบภาระผูกพันต่อเนื่อง"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นไม่พูดอะไร เติมชาให้เขาจนเต็มแก้ว
เหลียงหยวนพูดต่อ "การซื้อขายครั้งนี้ คุณจางต้องจ่ายทั้งหมด 12 ล้าน และรับช่วงต่อคนงาน 30 คน ผมให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้ว เครื่องจักรเก่าของโรงงานทอผ้า ตีราคาได้ประมาณ 8 แสน
พวกเราได้ส่วนต่างจากการซื้อขายครั้งนี้ 3 แสน ทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นมองเหลียงหยวนด้วยสายตาเปื้อนยิ้ม เรื่องสวยหรูยังพูดให้ดูเป็นการเป็นงานได้ขนาดนี้ นับว่าเป็นคนเก่งจริงๆ
ผ่านไปนานถึงถาม "สัญญาไม่ได้ทิ้งปมปัญหาอะไรไว้ใช่ไหม?"
เหลียงหยวนคิดในใจว่าใครจะกล้า ตอบว่า "ไม่มีครับ คุณจางก็พาไทนายมาตรวจสอบด้วย"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นพยักหน้า "ลำบากนายแล้ว พักผ่อนสักสองสามวันแล้วค่อยเริ่มงานจริงจัง เรื่องความร่วมมือกับหยวนหลานเริ่มดำเนินการได้เลย"
"ครับ"
***
ขากลับ หลี่เหมยอัดอั้นอยู่นาน สุดท้ายก็อดไม่ได้ ถามว่า "คนแซ่โหยวคือใคร?"
จางเซวียนปรายตามอง "ไม่ใช่คนดีเด่อะไรหรอก ไม่รู้จะดีกว่า"
ต่อมเผือกของหลี่เหมยยังทำงานไม่หยุด จ้องหน้าเขาเขม็ง
ถูกจ้องจนทำตัวไม่ถูก จางเซวียนถอนหายใจถาม "คุณว่าหน้าตาผมเป็นไง?"
สายตาหลี่เหมยย้ายไปที่หน้าเขา
จางเซวียนพูดต่อ "เธอไม่ได้แค่เล็งหน้าตาผมนะ ยังอยากได้ตัวผมด้วย"
หลี่เหมย "......"

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 260 ไม่ใช่คนดีเด่อะไร

ตอนถัดไป