บทที่ 259 ขาเรียวสวยจริงๆ
บทที่ 259 ขาเรียวสวยจริงๆ
ปิดประตู ลงบันได แล้วเดินผ่านประตูทิศใต้
จางเซวียนยืนอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย กวาดตามองหาในฝูงชนที่เดินขวักไขว่อยู่พักหนึ่ง ก็ยังไม่เห็นเถาเกอ
ขณะที่กำลังคิดจะเพจหา ก็มีคนมาตบไหล่ซ้ายเขาจากด้านหลังเบาๆ
จางเซวียนหันขวับกลับไปทันที แต่กลับพบว่าเป็นตู้ยวี่ เพื่อนร่วมโต๊ะสมัยมัธยมปลาย ตอนนี้เธอกำลังมองเขาด้วยสีหน้าขี้เล่น
จางเซวียนทัก "อ้าว ป่านนี้แล้วทำไมมาอยู่ตรงนี้ ไม่ไปเข้าเรียนภาคค่ำเหรอ?"
ตู้ยวี่บอกว่า "นายลองเดาสิ"
เดา เดาบ้าเดาบออะไรล่ะ ฉันจะไปเดาถูกได้ไง...
จางเซวียนแซวกลับ "ดูหน้าตาเธอเบิกบานขนาดนี้ หรือว่ากำลังมีความรักกับรุ่นพี่สักคน?"
ตู้ยวี่ยิ้มตอบ "ไม่ใช่สักหน่อย ลูกพี่ลูกน้องฉันมาต่างหาก"
"ลูกพี่ลูกน้อง?"
จางเซวียนชะงัก แล้วนึกขึ้นได้ทันที "เธอหมายถึงซีเจี๋ย?"
ตู้ยวี่พยักหน้ายิ้มๆ
จางเซวียนหันซ้ายหันขวา "แล้วเธออยู่ไหนล่ะ เรียกออกมาให้ฉันดูหน้าหน่อยสิ ไม่เจอกันตั้งนานแล้ว"
"นายอยากเจอพี่เขาเหรอ?"
"ก็เจอได้นะ"
ตู้ยวี่พูดทีเล่นทีจริง "พี่เขาอยู่ที่โรงแรมกับน้าเขยน้าสาวฉัน ถ้าอยากเจอ ฉันพานายไปได้นะ"
ดึกดื่นป่านนี้ ไปหาผู้หญิงถึงโรงแรม งั้นขอผ่านดีกว่า...
กลัวโดนตื้บ
จางเซวียนถาม "พวกเขามาทำธุระที่นี่เหรอ?"
ตู้ยวี่ตอบ "ใช่"
จางเซวียนทำหน้าเหมือนท้องผูก "นี่เธอจะเล่นเกมความลับกับฉันเหรอ?"
ตู้ยวี่ได้แต่ยิ้ม
จากนั้นเธอก็ถาม "แล้วนายมาทำอะไรตรงนี้?"
จางเซวียนย้อนกลับ "ความลับ..."
แต่ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็เห็นรถเบนซ์สีดำคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบ กระจกหลังเลื่อนลง เถาเกอกำลังโบกมือเรียกเขาพร้อมรอยยิ้ม
"ฉันไปก่อนนะ ส่วนเธอน่ะก็เชิญเก็บความลับต่อไปเถอะ..."
พูดจบ เขาก็วิ่งแน่บไปทันที
มุดเข้าไปนั่งเบาะหลังรถเบนซ์ จางเซวียนเหลือบมองแวบหนึ่ง พบว่าในรถมีแค่คนขับ ไม่มีใครอื่น
ถามด้วยความสงสัย "ไหนบอกว่ามีอีกคนไง? หรือหมายถึงพี่คนขับ?"
ได้ยินดังนั้น คนขับรถหันกลับมายิ้มให้เขาตามมารยาท แล้วขับรถต่อ
เถาเกอมองตู้ยวี่ที่อยู่นอกรถแวบหนึ่ง แล้วละสายตากลับมาพูดว่า "อย่าเพ้อเจ้อ พี่จะพาไปเจอคนคนหนึ่ง ไปกินข้าวด้วยกัน"
จางเซวียนตอบ "ผมกินข้าวมาแล้ว"
เถาเกอบอก "กินอีกหน่อย"
จางเซวียนแย้ง "มื้อเย็นผมฟาดสเต็กไปสองจาน ตอนนี้พุงจะแตกแล้ว"
เถาเกอยังคงยืนยันคำเดิม "กินอีกหน่อย"
จางเซวียนมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เคลื่อนผ่านไป เก็บอาการล้อเล่นแล้วถามจริงจัง "จะพาผมไปเจอใครครับ ทำไมทำตัวลึกลับจัง?"
เถาเกอตอบ "เดี๋ยวก็รู้"
จางเซวียนงง "ขาใหญ่เหรอ? คุณจะแนะนำขาใหญ่ให้ผมรู้จักเหรอ?"
เถาเกอหันมาจ้องหน้าเขา จ้องอยู่พักหนึ่งก็อดขำไม่ได้ "ในใจนาย พี่ก็จัดอยู่ในประเภทขาใหญ่ด้วยใช่ไหม?"
ก็ใช่น่ะสิ ถ้าขาไม่ใหญ่ ผมจะประจบเอาใจขนาดนี้เหรอ
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด
สายตากวาดมองเรียวขาของเธอ แล้วพูดแก้เกี้ยวทันควัน "อย่าดูถูกตัวเองสิ ขาคุณไม่ใหญ่สักหน่อย เรียวสวยจะตาย"
เถาเกอมองขาตัวเองบ้าง เอียงคอถาม "สวยเหรอ?"
จางเซวียนอึกอัก โบกไม้โบกมือ "ไม่กล้าวิจารณ์ครับ"
บทสนทนาของทั้งคู่ทำเอาคนขับรถหลุดขำ อดไม่ได้ที่จะมองกระจกหลัง แล้วมองคนในกระจกหลัง
เถาเกอบอกว่า "คนที่จะไปเจอคือพ่อฉัน"
จางเซวียนประหลาดใจ "พ่อคุณ?"
"อือ"
"พ่อคุณมากว่างโจวทำไม?"
"เดี๋ยวนายก็รู้"
จางเซวียนถาม "ท่านมีธุระกับผมเหรอ?"
เถาเกอเอนหลังพิงเบาะ ผ่อนคลายทั้งตัวแล้วพูดว่า "ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก
เขาเห็นฉันกับบรรณาธิการหงวิ่งวุ่นเพื่อนายจนสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียปั่นป่วนไปหมด เลยอยากเห็นหน้านักเขียนใหญ่เจ้าของผลงาน 'เฟิงเซิง' ว่าเป็นคนยังไง"
รถเบนซ์แล่นไปอย่างนิ่มนวล ไม่ช้าไม่เร็ว 30 นาทีต่อมา ก็จอดหน้าภัตตาคารอาหารกวางตุ้งเก่าแก่แห่งหนึ่ง
จางเซวียนเงยหน้าสำรวจภัตตาคาร รู้สึกคุ้นๆ เหมือนชาติที่แล้วเคยมาที่นี่ จึงถามว่า "พ่อคุณอยู่ข้างในเหรอ?"
"อยู่ข้างใน เข้าไปกันเถอะ" เถาเกอพูดพลางเดินนำเข้าไป
จางเซวียนไม่ลังเล เดินตามเข้าไปเช่นกัน
ส่วนคนขับรถไม่ได้ลงมา นั่งนิ่งเป็นตอไม้อยู่ที่เบาะคนขับ
เวลานี้ภัตตาคารคนแน่นขนัด แทบไม่มีโต๊ะว่าง
เดินผ่านชั้นหนึ่ง ขึ้นไปชั้นสอง
เถาเกอผลักประตูเข้าไป ตะโกนบอกชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ข้างในว่า "พ่อ พาตัวมาส่งแล้ว พ่อดูเอาเองนะ"
พูดจบ เถาเกอก็ทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามชายวัยกลางคน ไม่คิดจะแนะนำตัวให้ทั้งสองรู้จักกันเลยสักนิด คว้าถ้วยชามาจิบ แล้วมองจางเซวียนอย่างนึกสนุก
ให้ตายสิ! พี่คนนี้พึ่งพาไม่ได้จริงๆ
คุณพ่อในปากของเถาเกอ เป็นชายใบหน้าเหลี่ยมตามแบบฉบับข้าราชการ ผมหวีเสยเรียบแปล้ ครึ่งหนึ่งขาวครึ่งหนึ่งดำสลับกัน ให้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูก สวมเสื้อเชิ้ตสีเทา กางเกงสแล็ค รองเท้าหนัง
แค่มองแวบเดียว สัญชาตญาณก็บอกจางเซวียนว่า คนคนนี้กินข้าวหลวงแน่ๆ แถมตำแหน่งยังสูงไม่เบา ไม่งั้นคนทั่วไปไม่มีรังสีอำมหิตแบบนี้หรอก
หน้าตาคนเราเปลี่ยนได้ นิสัยก็แสร้งทำได้ชั่วคราว แต่บุคลิกราศีเนี่ย มันเป็นเรื่องนามธรรม คนที่ไม่ถึงระดับนั้น แกล้งยังไงก็ไม่เหมือน
ขณะที่จางเซวียนกำลังประเมินอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็กำลังประเมินเขาอย่างเงียบเชียบเช่นกัน
สบตากัน จางเซวียนที่มีทั้งเงินและชื่อเสียงในตอนนี้ไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด เดินเข้าไปทักทายยิ้มแย้ม
"สวัสดีครับคุณลุงเถา"
เถาเสี่ยนยื่นมือออกมาอย่างอบอุ่น "สวัสดี มา นั่งก่อน ดื่มชาก่อน"
จางเซวียนนั่งลงข้างเถาเกอตามคำเชิญ
เถาเสี่ยนถามอย่างเป็นกันเอง "หิวไหม?"
จางเซวียนตอบ "ผมทานมื้อเที่ยงค่อนข้างดึก ยังไม่หิวครับ"
เถาเสี่ยนฟังออกทันทีว่าจางเซวียนกินมาแล้ว รินชาให้เขาพลางพูดว่า
"ได้ยินเถาเกอบอกว่า มีน้องชายนักเขียนใหญ่เรียนอยู่ที่นี่ ฉันเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ ยังไม่คุ้นเคยกับกว่างโจว เลยอยากหาคนใกล้ชิดมาคุยเล่น หวังว่าจะไม่รบกวนการเขียนงานของนายนะ"
จางเซวียนรับถ้วยชา กล่าวขอบคุณแล้วบอกว่า "ไม่รบกวนเลยครับ ถือเป็นเกียรติของผมมากกว่า"
เวลาคุยกับคนในแวดวงราชการ จางเซวียนมักจะยึดหลัก 'กระชับได้ใจความ' ไม่พูดมาก ไม่ถามมาก ไม่ต่อความยาวสาวความยืด
เถาเสี่ยนเป็นคนคุยเก่ง จางเซวียนเองก็ไม่เกร็ง ทั้งสองเริ่มคุยกันเรื่องวรรณกรรม แล้วลามไปเรื่องสัพเพเหระทั่วทิศ
เถาเสี่ยนน่าจะได้ยินข่าวอะไรมา จึงสนใจหนังสือเล่มใหม่ เฉียนฟู ของจางเซวียนเป็นพิเศษ ถามเลียบเคียงไปหลายคำถาม
เถาเสี่ยนถาม "หนังสือเล่มใหม่ของนายคาดว่าจะเสร็จเมื่อไหร่?"
จางเซวียนตอบ "ยังเหลืออีกประมาณ 3 หมื่นคำ คาดว่าอีกหนึ่งอาทิตย์น่าจะเสร็จร่างแรกครับ"
เถาเสี่ยนพยักหน้า พูดด้วยท่าทีสุภาพชนว่า "บรรณาธิการหงแห่งสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียชื่นชมหนังสือเล่มใหม่ของนายมาก ฉันเองก็ชักจะตั้งตารอแล้วสิ"
ฟังเพลงรู้ความหมาย จางเซวียนจึงไหลตามน้ำ "บรรณาธิการหงชมเกินจริงครับ ไว้ต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ คงต้องรบกวนคุณลุงเถาช่วยชี้แนะด้วยครับ"
เถาเสี่ยนอ้าปากจะพูด แต่พนักงานเสิร์ฟยกอาหารเข้ามาพอดี เลยกลืนคำพูดลงไป
รอพนักงานวางอาหารและเหล้าเสร็จแล้วเดินออกไป เถาเสี่ยนก็หยิบขวดเหล้าขึ้นมาถาม "ซานเยว่ ดื่มเหล้าได้ไหม?"
จางเซวียนยิ้มตอบ "พอไหวครับ ดื่มได้นิดหน่อย"
ได้ยินคำศัพท์คุ้นหูในวงเหล้าว่า "พอไหว" เถาเสี่ยนก็ไม่เกรงใจอีก เทเหล้าให้เขาครึ่งแก้ว
ดื่มเหล้า กินข้าว ทั้งสามคนคุยกันอย่างออกรส
พอกินไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ เถาเสี่ยนก็ถามขึ้นว่า "นายมั่นใจแค่ไหนว่าหนังสือเล่มใหม่จะคว้ารางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นได้?"
จางเซวียนชะงัก ลอบมองเถาเกอแวบหนึ่ง เห็นเธอพยักหน้าเบาๆ เขาจึงตอบอย่างถ่อมตนว่า
"เรื่องนี้จะพูดยังไงดีครับ ตั้งเป้าไว้สูง ผลลัพธ์อาจจะแค่กลางๆ ตั้งเป้าไว้กลางๆ ผลลัพธ์อาจจะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
ไม่ปิดบังคุณลุงครับ เดินบนเส้นทางวรรณกรรม ผมได้แต่บอกตัวเองด้วยคติที่ว่า 'มุ่งมั่นตั้งใจให้สูงเข้าไว้ ความสำเร็จอยู่ที่การลงมือทำ ผู้ลงมือทำย่อมประสบความสำเร็จ' เพื่อเตือนใจตัวเองไม่ให้เกียจคร้าน"
เถาเสี่ยนดูจะพอใจกับคำตอบนี้มาก บรรยากาศการดื่มเหล้าหลังจากนั้นจึงครื้นเครงยิ่งกว่าเดิม
แม้จะชนแก้วกันบ่อยครั้ง แต่ทั้งสามคนต่างก็รู้จักประมาณตน กินข้าวเสร็จมื้อนี้ ไม่มีใครดื่มมากเกินไป ไม่มีใครเมา
เช็คบิล เดินออกจากห้องส่วนตัว ขณะลงบันได ทั้งสามคนก็สวนกับชายหัวล้านคนหนึ่งตรงหัวมุม
เถาเกอเห็นชายคนนั้นมองพวกตนด้วยสายตาประหลาดใจ
จึงกระซิบถามจางเซวียน "นายรู้จักคนนั้นเหรอ?"
จางเซวียนมองตามหลังชายแปลกหน้าที่รีบเดินออกจากร้านไป ส่ายหน้า งงเป็นไก่ตาแตก
ทักทายกันริมถนนไม่กี่คำ คนขับรถก็พาเถาเสี่ยนกลับไปก่อน
เถาเกอไม่ได้กลับไปด้วย ตั้งใจจะตามจางเซวียนกลับไปที่บ้านเช่า
เหตุผลก็คือ เธออดใจรออ่าน เฉียนฟู ส่วนที่เหลือไม่ไหวแล้ว
ขณะที่จางเซวียนกำลังเรียกแท็กซี่ ชายหัวล้านเมื่อครู่ก็แอบโทรศัพท์อยู่ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะไม่ไกล
เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ 6 ครั้งถึงมีคนรับ
ปลายสายเสียงไม่ดัง แต่เจือแววหงุดหงิด "ทำไมโทรมาดึกดื่นป่านนี้"
ชายหัวล้านบอกว่า "พี่โหยว ผมเจอจางเซวียนที่ร้านอาหาร"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นถาม "จางเซวียน? เขาบอกว่ากินข้าวเย็นแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังอยู่ที่ร้านอาหารกวางตุ้ง? แกมองไม่ผิดแน่นะ?"
ชายหัวล้านเหลือบมองจางเซวียนที่กำลังโบกแท็กซี่อยู่ไม่ไกล ยืนยันว่า "เป็นมันแน่ๆ ตอนนี้มันยืนโบกแท็กซี่อยู่ริมถนนกับผู้หญิงคนหนึ่ง พี่ให้ผมตามสืบมันตั้งนานขนาดนั้น ผมจำไม่ผิดหรอก"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นถาม "ผู้หญิง? แฟนเหรอ?"
ชายหัวล้านตอบ "ไม่ใช่ เป็นบรรณาธิการหญิงของสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียคนนั้น"
จากนั้นไม่รอให้โหยวฮุ่ยอวิ๋นถามต่อ ชายหัวล้านรีบพูดรัวเร็ว "พี่โหยว พี่รู้ไหมว่าผมเห็นใครอีก?"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นถาม "ใคร?"
ชายหัวล้านลดเสียงลง "ผมเห็นราชสีห์เงินคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมา เขามากินข้าวกับจางเซวียนและบรรณาธิการหญิงคนนั้น"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นถามย้ำ "คนที่มาจากทางเหนือคนนั้นน่ะเหรอ?"
ชายหัวล้านยืนยัน "ใช่ครับ"
"แน่ใจนะ?"
"ล้านเปอร์เซ็นต์เลยพี่"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นนึกย้อนความหลัง แล้วถามอีก "บรรณาธิการหญิงคนนั้นแซ่เถาใช่ไหม?"
ชายหัวล้านตอบ "แซ่เถาครับ พี่โหยว สองคนนี้น่าจะเป็นพ่อลูกกัน ผมได้ยินบรรณาธิการหญิงเรียกเขาว่า 'พ่อ'"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นตกตะลึง ตั้งสติอยู่นานกว่าจะสั่งกำชับว่า
"ลืมเรื่องนี้ไปซะ ทำเหมือนวันนี้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น"
"รับทราบครับ พี่โหยว"
วางสายเสร็จ โหยวฮุ่ยอวิ๋นหลับตาครุ่นคิดสักพัก แล้วก็โทรออกไปอีกเบอร์อย่างชำนาญ
พอปลายสายรับ โหยวฮุ่ยอวิ๋นก็สั่ง "ไม่ต้องสืบแล้ว กลับมาเถอะ"
ปลายสายงงเป็นไก่ตาแตก เพิ่งไปถึงที่ ก็ให้กลับแล้ว? แต่ก็ตอบรับว่า "ครับ"
แล้วถามต่อ "พี่โหยว แล้ววันหลังยังต้อง..."
โหยวฮุ่ยอวิ๋นตัดบท "วันหลังก็ไม่ต้องแล้ว"
"รับทราบครับ พี่โหยว"
วางสายรอบสอง โหยวฮุ่ยอวิ๋นค้นสมุดโทรศัพท์ แล้วโทรออกไปอีกเบอร์
"ฉันเอง"
"พี่โหยว"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นสั่ง "แผนเปลี่ยน รีบไปชิงโรงงานทอผ้ามาให้ได้โดยเร็วที่สุด แล้วขายต่อให้หลี่เหมย"
ปลายสายเงียบไปไม่กี่วินาที พอย่อยข้อมูลเสร็จก็ถาม "จะให้ขายยังไงครับ รบกวนพี่ชี้แนะด้วย"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นพูดแค่แปดพยางค์ "สะอาดหมดจด ทำตามหน้าที่"
"ได้ครับ รับทราบ" ปลายสายรับคำ แล้วถามต่อ "แล้วครั้งนี้ต้องปิดบังไหมครับ?"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นตอบ "พอซื้อขายเสร็จ ให้หลี่เหมยรู้ด้วย ฉันต้องการบุญคุณครั้งนี้"
"ครับ"
***
ปกติแท็กซี่ตอนกลางคืนหายาก แต่วันนี้โชคดี
สองคันแรกไม่ได้ คันที่สามจอดรับ เป็นรถว่างพอดี
กลับถึงจงต้า เวลาล่วงเลยไปถึง 23:14 น.
ซวงหลิงยังไม่กลับ ไฟชั้นสามก็ดับอยู่ สามสาวนอนหอพักจริงๆ ด้วย
ล้างหน้าล้างตาเสร็จ ทั้งสองคนก็ทยอยเดินเข้าห้องหนังสือ
จางเซวียนเขียนงานต่อ
ส่วนเถาเกอหยิบ เฉียนฟู ขึ้นมานั่งอ่านเงียบๆ อยู่มุมหนึ่ง
สองชั่วโมงผ่านไป ทั้งสองคนยังนิ่ง
สามชั่วโมงผ่านไป ก็ยังนิ่ง
ตีสามกว่า ในที่สุดเถาเกอก็เงยหน้าขึ้น เมื่อกี้ยังตั้งใจอ่านอยู่ดีๆ พอหยุดพักปุ๊บ ความง่วงก็ถาโถมเข้ามาทันที
ไม่ไหวแล้ว
เธอลุกขึ้นไปยืนมองจางเซวียนจากด้านหลังครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ถอยออกจากห้องหนังสือเงียบๆ
เดินไปห้องครัว เถาเกอเดินวนรอบหนึ่ง พบว่าฝีมือทำอาหารสนิมเกาะจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน สุดท้ายได้แต่ยืนเหม่อมองหม้อเย็นชืด แล้วกุมท้องที่เริ่มร้องจ๊อกๆ เดินเข้าห้องนอนเล็กไป
ปิดประตู หัวถึงหมอนหลับเป็นตาย
คืนนี้จางเซวียนเครื่องร้อน เขียนยาวไปจนถึงแปดโมงเช้าถึงได้ออกจากห้องหนังสือ
บนโต๊ะมีอาหารเช้า และกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง
กระดาษโน้ตเป็นของเถาเกอ ใจความว่า: มีธุระ ไปก่อนนะ เย็นๆ จะมาใหม่
กินมื้อเช้าเสร็จ จางเซวียนมุดเข้าห้องนอน
หลับยาวสบายตัว ตื่นมาอีกทีก็บ่ายคล้อยแล้ว
ในบ้านยังว่างเปล่า แต่ชั้นสามไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มีเสียงเปียโนดังแว่วมา
เสียงดนตรีไพเราะเสนาะหู ฟังแล้วรื่นรมย์
จางเซวียนเดาว่าซวงหลิงน่าจะอยู่ชั้นสาม แต่เขาเลือกที่จะไม่ไปรบกวนการซ้อมเปียโนของเหวินฮุ่ย คิดว่าเดี๋ยวเถาเกอก็จะมาตอนเย็น เลยลงไปข้างล่าง กะจะไปซื้อกับข้าวที่ตลาด
ชั้นหนึ่ง เหล่าเติ้งกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ใต้ชายคา บนม้านั่งหินข้างๆ มีกาน้ำชาวางอยู่ ขาไขว่ห้างกระดิกเบาๆ ดูสบายอารมณ์
นึกถึงคำพูดของครูหวังลี่เมื่อคืน จางเซวียนเดินเข้าไปทัก "เหล่าเติ้ง เมื่อคืนหลับสบายไหม?"
เหล่าเติ้งขยับแว่น "หลับสบายดี"
จางเซวียนสังเกตดู ไม่เห็นความผิดปกติ ก็พูดต่อ "เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรไหม?"
เหล่าเติ้งถาม "เสียงอะไร?"
จางเซวียนแกล้งทำเป็นนึก "น่าจะสักตีสี่มั้ง ผมเขียนงานอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแมวร้อง เหมียว เหมียว ร้องโหยหวนกลางดึก น่ากลัวชะมัด"
หน้าเหล่าเติ้งกระตุกยิกๆ "เมื่อคืนฉันดื่มเหล้า หลับเป็นตาย ไม่ได้ยิน"
ตอนนั้นเองหวังลี่ก็เดินออกมา ได้ยินเข้าพอดีเลยพูดว่า "เหล่าเติ้ง คออ่อนจังนะ ฉันยังได้ยินเลย ทำไมคุณไม่ได้ยิน"
เจอดวงตาร้อนแรงสี่คู่จ้องมอง หน้าแก่ๆ ของเหล่าเติ้งแดงเถือก อึกอักอยู่นานกว่าจะหาคำพูดได้ "โตๆ กันแล้ว ขอพื้นที่ส่วนตัวหน่อยได้ไหม"
หวังลี่บิดขี้เกียจพูดว่า "ได้สิ ทำไมจะไม่ได้? แต่คราวหน้าบอกแมวบ้านคุณให้ร้องเบาๆ หน่อย ฉันไม่ได้กินเนื้อแมวนานแล้ว ชักจะคันไม้คันมือ"
โดนดอกนี้เข้าไปเต็มๆ เหล่าเติ้งเลยเอาหนังสือพิมพ์คลุมหัว ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปซะเลย
จางเซวียนลอบมองหวังลี่แวบหนึ่ง เตรียมจะชิ่ง
แต่เพิ่งก้าวขาไปได้ก้าวเดียว จางเซวียนก็ชะงักกึก
ทายซิว่าเขาเห็นอะไร? เขาเห็นรูปเถาเสี่ยนหราอยู่บนหน้าหนึ่งของ หนังสือพิมพ์กวางตุ้งรายวัน
ข่าวพาดหัวตัวเบ้อเริ่ม มีทั้งรูปทั้งเนื้อหา จางเซวียนอ่านอย่างละเอียด หัวใจพลันเต้นตึกตักอย่างบ้าคลั่ง
โฮ่! ขาของเถาเกอนี่ใหญ่จริงๆ