บทที่ 266 อีกเดี๋ยวเธอก็จะเอื้อมไม่ถึงฉันแล้ว
บทที่ 266 อีกเดี๋ยวเธอก็จะเอื้อมไม่ถึงฉันแล้ว
เถาเกอถาม "เธอสอบเสร็จหรือยัง?"
จางเซวียนตอบ "สอบเสร็จเมื่อวานครับ"
เถาเกอถาม "ปิดเทอมหน้าร้อนพวกเธอจะอยู่กว่างโจว หรือจะกลับบ้าน?"
จางเซวียนคิดสักพักแล้วบอก "ซวงหลิงกับเพื่อนไปเที่ยวทะเลสาบซีหู ผมจะอยู่ทางนี้เขียนร่างสุดท้ายให้เสร็จก่อน ต้นเดือนสิงหาคมจะกลับไปไม่กี่วัน ไปภูเขาเหิงซานทางใต้ แล้วก็ต้องกลับมา ทางนี้ยังมีเรื่องรอให้สะสางอีกเพียบ"
ทั้งสองถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันนิดหน่อย ก็เข้าเรื่องงาน
เถาเกอพูดว่า "เมื่อคืนนี้ สำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียจัดประชุมหารือเรื่องส่ง 'ไป๋ลู่หยวน' เข้าชิงรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นอีกครั้ง"
จางเซวียนใจหายวาบ รีบถาม "ผลเป็นไง?"
เถาเกอกดเสียงต่ำ "ตอนแรก ฝ่ายสนับสนุนไป๋ลู่หยวนเป็นต่อ
โดยเฉพาะตอนที่ผู้ใหญ่ในสำนักพิมพ์อย่างโจวผิง เหอฉี่จื้อ และซิงเสี่ยวปิน ทยอยกันลุกขึ้นพูดสนับสนุน สถานการณ์ดูวิกฤตมาก เธอเสียเปรียบสุดๆ
แต่บรรณาธิการบริหารหงต่อสู้ด้วยเหตุผล เขาลิสต์ข้อบกพร่องร้ายแรงสองข้อของ 'ไป๋ลู่หยวน' ออกมา ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง ไม่มีการผ่านมติส่งเข้าชิงรางวัลในทันที เนื่องจากความสำเร็จอันงดงามของ 'เฟิงเซิง' ผลสรุปสุดท้ายของการประชุมคือ สำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียยอมรอเธอหนึ่งเดือน ยอมรอนิยาย 'เฉียนฟู' ของเธออีกหนึ่งเดือน"
จางเซวียนเงียบไป บุญคุณของบรรณาธิการบริหารหงที่มีต่อเขานั้นลึกซึ้งดั่งมหาสมุทร เขาไม่มีความสามารถอะไรจะตอบแทน ทำให้รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ซาบซึ้งใจจริงๆ
ถ้าเดาไม่ผิด ชาติก่อนเพราะไม่มีเขามาป่วน ไป๋ลู่หยวน ภายใต้แรงกดดันจากกระแสสังคมมหาศาล ก็ยังผ่านมติภายในของสำนักพิมพ์ในครั้งนี้ได้แน่นอน
เหล่าเฉิน ขอโทษด้วยนะ
ยังไงซะชาติที่แล้ว โอกาสครั้งนี้คุณก็คว้าไว้ไม่ได้ สู้ยกให้ผมดีกว่า
คุณรอรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นครั้งหน้าเถอะ ชะตาลิขิตของคุณอยู่ที่ครั้งหน้า เกียรติยศของคุณอยู่ที่ครั้งหน้า
จางเซวียนถาม "ข้อบกพร่องร้ายแรงสองข้อที่บรรณาธิการบริหารหงพูดในที่ประชุมคืออะไรครับ?"
เถาเกอกระซิบ "บรรณาธิการบริหารหงชี้แจงในที่ประชุมว่า
ข้อแรก คำพูดของนักปราชญ์จูเซียนเซิงใน 'ไป๋ลู่หยวน' เกี่ยวกับ 'กระทะทอด' มันไปแตะประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ ไม่เป็นผลดีต่อการชิงรางวัลสูงสุด
ข้อสอง ก็คือเรื่องเพศที่รู้ๆ กันอยู่ การบรรยายฉากวาบหวิวของเถียนเสี่ยวเอ๋อในปีนี้ถือว่าไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของยุคสมัย"
จางเซวียนเข้าใจแทบจะทันที ถามอ้อมๆ ว่า "ข้อสอง หมายถึงมีผู้ใหญ่ไม่ชอบใช่ไหม?"
"พี่ได้ยินมาแบบนั้น"
เถาเกอพูดว่า "ข้อแรกที่บรรณาธิการบริหารหงชี้ก็ถือเป็นเรื่องต้องห้ามแล้ว ข้อสองยิ่งเป็นของแสลงในหมู่ของแสลง ดังนั้นพอบรรณาธิการบริหารหงโยนข้อบกพร่องร้ายแรงสองข้อนี้ออกมา ในที่ประชุมก็เงียบกริบทันที ผู้ใหญ่ที่หนุนหลัง 'ไป๋ลู่หยวน' ก็พากันครุ่นคิดหนัก"
พูดถึงตรงนี้ เถาเกอเว้นวรรค แล้วเล่าต่อ
"การประชุมหารือส่งรายชื่อชิงรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นครั้งหน้ากำหนดไว้วันที่ 1 สิงหาคม นั่นหมายความว่า เธอต้องปิดต้นฉบับก่อนหน้านั้น ไม่อย่างนั้นโอกาสที่บรรณาธิการบริหารหงอุตส่าห์ยื้อมาให้ก็… เธอเข้าใจที่พี่สื่อใช่ไหม?"
จางเซวียนตบหน้าอก รับปากอย่างหนักแน่นทันที "พี่วางใจได้ เดือนนี้ต่อให้ผมไม่กินไม่นอนก็จะปิดต้นฉบับร่างสุดท้ายให้ได้"
เถาเกอกำชับอย่างจริงจัง "ถึงเวลาจะกระชั้นชิด แต่อย่ารีบเผางาน ต้องยึดคุณภาพเป็นหลัก ไม่อย่างนั้นไม่เพียงแค่ตบหน้าบรรณาธิการบริหารหงกับพี่ แต่ยังจะทำลายชื่อเสียงที่เธออุตส่าห์สั่งสมมาได้ง่ายๆ ส่งผลเสียต่ออนาคตของเธอด้วย"
จางเซวียนพูดเสียงขรึม "ผมรู้ครับ"
ต่างคนต่างฉลาด เรื่องปิดต้นฉบับพูดแค่นี้ก็เข้าใจ จากนั้นหัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนไปเรื่อง เฟิงเซิง ที่กำลังขายดี
เถาเกอพูดอย่างตื่นเต้น "พี่จะบอกข่าวดีให้ ช่วงนี้มีตัวแทนจำหน่ายหนังสือจากอีกสองประเทศแสดงความสนใจใน 'เฟิงเซิง' ตอนนี้ส่งตัวแทนมาถึงปักกิ่งแล้ว กำลังเจรจาเรื่องลิขสิทธิ์ตีพิมพ์ในต่างประเทศกับเรา"
จางเซวียนรีบถาม "ประเทศไหนบ้างครับ?"
เถาเกอตอบ "เกาหลีใต้กับอังกฤษ"
พอพูดถึงอังกฤษ ใบหน้าของลี่ลี่ซือก็ผุดขึ้นมาในหัวจางเซวียนทันที
ยัยเสือสาวคนนี้เรียนต่ออยู่ที่อังกฤษไม่ใช่เหรอ?
ถ้าเธอเห็น เฟิงเซิง ของเขาในห้องสมุดที่อังกฤษ จะทำหน้ายังไงนะ?
โฮะ ตอนนั้นจะบูชาเขาจนโงหัวไม่ขึ้นเลยรึเปล่า?
โอ๊ย แม่เจ้าโว้ย แค่คิดก็ฟินแล้ว
เห็นเขาเงียบไป เถาเกอถาม "พี่ถามเธออย่างเป็นทางการ ร่วมมือกับสองประเทศนี้ เธอตกลงไหม?"
จางเซวียนตอบอย่างมีความสุข "ตกลง ตกลงแน่นอน คนโง่เท่านั้นแหละที่จะไม่ตกลง วันหลังเรื่องพวกนี้นะ พี่ไม่ต้องถามผมแล้ว พี่จัดการได้เต็มที่เลย ผมเชื่อใจพี่"
เถาเกอพูดว่า "ดี! งั้นพี่ไปทำงานก่อน เธอก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยล่ะ"
"โอเค วางนะ"
วางสาย นึกถึงบทสนทนาเมื่อครู่ นึกถึงวีรกรรมของบรรณาธิการบริหารหง จางเซวียนนั่งนิ่งอยู่บนโซฟานานถึงครึ่งชั่วโมง
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เขาหยิบหมอนอิงในอ้อมกอดออกเบาๆ ถอดสายโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่น ถอดแบตเตอรี่เพจเจอร์ ลุกเดินเข้าห้องหนังสือ
แม้จะอยากพิสูจน์ตัวเองให้โลกรู้เดี๋ยวนี้ ตอนนี้
แต่จางเซวียนรู้ดีว่า ตัวเองต้องรักษาจิตใจให้สงบ ไม่ยินดียินร้ายไปกับสิ่งเร้าภายนอก
เปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นแรงผลักดัน มุ่งสู่ความสมบูรณ์แบบ มอบคำตอบที่น่าพอใจให้กับตัวเองและคนที่สนับสนุน
เข้าห้องหนังสือ ปิดประตู เขาหยิบต้นฉบับเวอร์ชันล่าสุดออกมา เปิดหน้าแรก
นิ่งคิดไม่กี่วินาที จรดปากกาเขียนลงบนหน้าแรก นวนิยายถือเป็นประวัติศาสตร์ลับของชนชาติ...
วันนี้ จางเซวียนแก้ต้นฉบับ
ระหว่างนั้นก็กินมื้อเย็นง่ายๆ ข้าวสวยหนึ่งชามกับเต้าหู้ยี้
ค่ำคืนนี้ จางเซวียนนั่งอยู่ใต้แสงไฟสีนวลจากหลอดไส้ 40 วัตต์ ยังคงหมกมุ่นจนลืมกินลืมนอน
วันที่หนึ่งก็เป็นแบบนี้...
วันที่สองก็ยังทำต่อ...
วันที่สามก็ไม่ต่างกัน...
......
เที่ยงวันที่ห้า มีคนมาเคาะประตู
จางเซวียนไม่สนใจ
บ่าย เหล่าเติ้งมาเคาะประตูอีก
จางเซวียนยังคงไม่สนใจ
พลบค่ำ เหล่าเติ้งก็มาอีกแล้ว
จางเซวียนคราวนี้สนใจ ฉีกกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง เขียนข้อความบรรทัดหนึ่ง
เปิดประตู
เหล่าเติ้งเจอหน้าก็ขมวดคิ้วถาม "ไอ้หนูหลายวันนี้นายทำบ้าอะไรอยู่ ไม่เห็นหัวเลย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงอย่างกับรังไก่ เสี่ยวตู้โทรมาหาฉันถึงข้างล่าง เธอติดต่อนายไม่ได้ เป็นห่วงนายแทบแย่"
จางเซวียนมองตาเขา ตอบไปแค่สี่คำ "เก็บตัวเขียนงาน"
เดิมทีเหล่าเติ้งมีคำบ่นอยู่เต็มท้อง แต่พอได้ยินคำว่า เก็บตัวเขียนงาน ก็หุบปากทันที สายตาสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
สุดท้าย ขยับแว่นถามด้วยความเป็นห่วง "ฉันไม่เห็นนายออกจากบ้าน ไม่เห็นนายจุดไฟทำกับข้าว สองสามวันนี้กินอะไร?"
จางเซวียนตอบ "กินวันละมื้อ ข้าวคลุกเต้าหู้ยี้"
เหล่าเติ้งอึ้ง "นายกินไอ้นี่ทุกวัน?"
จางเซวียนทำหน้าตาน่าสงสาร "นี่คือมื้อเย็นที่หรูที่สุดของผมแล้ว"
เห็นเหล่าเติ้งจะอ้าปากพูดอีก จางเซวียนก็แปะกระดาษขาวที่เตรียมไว้บนประตู
เหล่าเติ้งชะโงกหน้าไปดู แทบจะลมจับ
บนกระดาษเขียนว่า ถ้าเป็นห่วงผม กรุณาส่งข้าวเที่ยงตอน 12.00 น. และข้าวเย็นตอน 17.00 น. ให้ตรงเวลา งดเคาะประตู ห้ามส่งเสียงดัง
ตาสบตา จ้องหน้ากันเลิ่กลั่ก จางเซวียนหาววอดแล้วถาม "คุณกินข้าวเย็นยัง?"
เหล่าเติ้งปวดตับ พูดว่า "หลู่หนีกำลังทำกับข้าว"
"อ้อ! ..." จางเซวียนกลับเข้าไปในห้องรับแขก หยิบเพจเจอร์บนโต๊ะใส่แบตเตอรี่ แล้วเดินลงไปข้างล่าง
เหล่าเติ้งเดินตามหลัง หัวเราะขำ "ไอ้หนู ท่าทางแบบนี้กะจะไปกินฟรีล่ะสิ?"
จางเซวียนเปิดเครื่องไปพลาง พูดจาเหน็บแนมไปพลาง "คุณจงพอใจเถอะ ตอนนี้ผมกินข้าวบ้านคุณเรียกว่ากินฟรี รออีกหน่อย ผมแค่ชำเลืองมองบ้านคุณ คุณก็ต้องจุดธูปขอบคุณแล้ว นั่นเรียกว่าเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล"
เหล่าเติ้งชี้จมูกตัวเอง "ฟังจากน้ำเสียงนาย อีกหน่อยฉันเหล่าเติ้งคงเอื้อมไม่ถึงนายแล้ว ฉันคงไม่คู่ควรจะร่วมโต๊ะกินข้าวกับนายแล้วสินะ?"
จางเซวียนพูดอย่างหน้าด้านๆ "ถึงนั่นจะเป็นความจริง แต่คุณวางใจเถอะ เรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้น เพราะผมไม่ใช่คนได้ใหม่ลืมเก่า เหล่าเติ้ง วันหน้าคุณจะภูมิใจที่ได้รู้จักผม ถึงตอนนั้นชื่อของผมจะทำให้คุณเอาไปคุยโม้ได้ตลอดชีวิต"
เติ้งต๋าชิงทนไม่ไหวแล้ว สติแตก ชี้หน้าด่า จุกจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่
สุดท้ายได้แต่กัดฟันพูดว่า "ไอ้หนูจาง ฉันจะรอดูวันนั้น!"
เข้าบ้าน...
บนโต๊ะวางกับข้าวไว้ 3 อย่าง มีถั่วฝักยาวผัด หมูอบผักกาดแห้ง และไก่นึ่งสมุนไพรเทียนหมา
หอมชะมัดยาด จางเซวียนเห็นแล้วน้ำลายสอ ได้กลิ่นแล้วแทบจะเป็นลม
หลู่หนียังผัดกับข้าวอยู่จริงๆ จางเซวียนยืดคอไปดู
เจ๋ง! หัวปลาดองพริก ของโปรดของเขา
จางเซวียนถาม "พี่หลู่หนี พี่เป็นคนจังหวัดไหน ทำไมทำอาหารหูหนาน เป็นด้วย?"
หลู่หนีที่ใส่ผ้ากันเปื้อนเริ่มหงุดหงิดทันที ชูตะหลิวถามเสียงเขียว "เธอเรียนกับฉันมาตั้งปีหนึ่ง ยังไม่รู้อีกเหรอว่าฉันเป็นคนที่ไหน?"
จางเซวียนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง รีบโบกมือแก้ตัว "เหล่าเติ้งบอกว่าพี่เป็นผู้หญิงของเขา บอกให้ผมอย่าสอดรู้สอดเห็น"
พูดจบ จางเซวียนหันไปมองเหล่าเติ้ง ขยิบตาปริบๆ "เหล่าเติ้ง คุณหมายความว่าอย่างนี้ใช่ไหม"
เติ้งต๋าชิงกำลังโกรธ สะบัดหน้าหนีทันที "อย่ามาถามฉัน ฉันเอื้อมไม่ถึงนาย ตอนนี้ฉันไม่อยากคุยกับไอ้เด็กอย่างนาย"
"......"
เอาเถอะ คู่รักคู่นี้ไม่ต้อนรับเขาสักคน
จางเซวียนถอยหลังไปอีกสองสามก้าวอย่างรู้กาลเทศะ จากนั้นหย่อนก้นนั่งลงข้างโต๊ะ เริ่มกดดูเพจเจอร์
มีคนเพจหาเขาเยอะมาก แต่คนที่เพจมาถี่ที่สุดคือตู้ซวงหลิง
รองลงมาคือโอวหมิง
โอวหมิงเนี่ยนะ? เพจหาเขาถี่ขนาดนี้ หรือว่าจะเกิดเรื่อง?
อาศัยจังหวะที่คู่รักกระซิบกระซาบกันในครัว จางเซวียนคีบหมูสามชั้นเข้าปาก เดินไปที่โซฟา คว้าโทรศัพท์โทรออก
สายแรกโทรหาตู้ซวงหลิง
พอปลายสายรับ จางเซวียนก็ชิงพูดก่อน "ที่รัก ช่วงนี้ฉันกำลังเขียนงาน นิยาย 'เฉียนฟู' ถึงช่วงสำคัญสุดๆ ฉันเลยถอดสายโทรศัพท์ออก เธออย่าเป็นห่วงนะ..."
พล่ามไปชุดใหญ่...
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง มีเสียงผู้หญิงตอบกลับมาว่า "เธอคือจางเซวียนสินะ ฉันเป็นแม่ของเหวินฮุ่ย"
จางเซวียน: "......"
เขาเอ๋อไปเลย เอ๋อรับประทานโดยสมบูรณ์
ตบกะโหลกตัวเอง แม่เจ้า! นี่มันเกิดอะไรขึ้น เขียนนิยายจนเพี้ยนไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย?
พอตั้งสติได้ก็พูดว่า "สวัสดีครับคุณน้า ตู้ซวงหลิงอยู่ไหมครับ รบกวนเรียกตู้ซวงหลิงให้หน่อยครับ"
โจวหรงตอบเขาว่า "อาหญิงของเหวินฮุ่ยพาพวกเธอสามคนไปดูทะเล แล้วค่อยโทรมาใหม่นะ"
จางเซวียนครุ่นคิดสักพัก แล้วบอกว่า "ตอนเย็นผมอาจจะไม่ว่าง คุณน้ารบกวนฝากบอกซวงหลิงหน่อยนะครับ ว่าผมยุ่งอยู่ในห้องหนังสือ เสร็จธุระแล้วจะติดต่อกลับไปเอง ให้เธอไม่ต้องเป็นห่วง"
วินาทีนี้ โจวหรงสงสัยในใจ ยุ่งอยู่ในห้องหนังสือ?
อายุแค่นี้จะยุ่งอะไรในห้องหนังสือ?
แต่สงสัยก็ส่วนสงสัย มารยาทส่วนตัวของโจวหรงนั้นไม่มีที่ติ จึงตอบรับทันที "ได้ เดี๋ยวฉันบอกซวงหลิงให้"
พูดคุยตามมารยาทไม่กี่คำ วางสาย เห็นสองคนนั้นยังซุบซิบกันลับๆ ล่อๆ ในครัว จางเซวียนมองกับข้าวบนโต๊ะ อดใจไม่ไหว เดินไปคีบเคาหยกเข้าปากอีกชิ้น
เคี้ยวๆ อืม อร่อย ละลายในปาก หอมกลิ่นเนื้ออบอวล
คิดๆ แล้วก็หันไปชำเลืองมองในครัว คีบเข้าปากอีกชิ้น
จากนั้นหันหลังโทรหาโอวหมิง
ผิดคาดมาก โทรติดในตู๊ดเดียว
ที่ผิดคาดยิ่งกว่าคือ ในสายมีเสียงร้องไห้
โอวหมิงร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายพลางพูดว่า "พี่เซวียน พี่เซวียน ฉันเฝ้าโทรศัพท์เครื่องนี้มาสองวันแล้ว ในที่สุดนายก็โทรมา!"