บทที่ 267 ปิดต้นฉบับ การหลุดพ้น

บทที่ 267 ปิดต้นฉบับ การหลุดพ้น
โอวหมิงร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายพลางพูดว่า "พี่เซวียน พี่เซวียน ฉันเฝ้าโทรศัพท์เครื่องนี้มาสองวันแล้ว ในที่สุดนายก็โทรมา"
ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูท่าจะไม่ดี
จางเซวียนนึกถึงรหัสลับที่สนามบินขึ้นมาได้ จึงรีบถามกลับไปว่า "เมื่อกี้เรียกฉันว่าอะไรนะ?"
โอวหมิงพูดซ้ำ "พี่เซวียน พี่เซวียน"
จางเซวียนพึมพำ "อ้อ งั้นฉันก็ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรใช่ไหม?"
โอวหมิงแทบจะร้องไห้โฮ "นายน่ะไม่มีอันตราย แต่ฉันนี่สิมีอันตราย ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว"
จางเซวียนถาม "นายพกเงินไปด้วยไม่ใช่เหรอ เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ เกิดเรื่องแล้วเหรอ?"
โอวหมิงพูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้น "อย่าให้พูดเลย ฉันโดนต้มซะเปื่อย..."
จากนั้นโอวหมิงก็เล่าเรื่องราวตอนที่เขาไปถึงเซี่ยงไฮ้ให้ฟังคร่าวๆ
เพราะความรัก เพราะความโหยหาความงดงามในจดหมายสื่อรัก ในตอนแรกโอวหมิงกับเพื่อนทางจดหมายจึงนัดเจอกันด้วยความหวังเปี่ยมล้น
เพียงแต่หลังจากเจอกันแล้ว ฝ่ายหญิงดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจโอวหมิงเท่าไหร่ หลังจากพาโอวหมิงเดินเที่ยวอยู่หนึ่งวัน ก็หาโอกาสหอบเอาเงินทองของเขาหนีไปจนหมด
ต่อมาโอวหมิงที่หมดเนื้อหมดตัวจึงตัดสินใจไปรับจ้างทำงานชั่วคราวเพื่อหาเงินค่ารถกลับบ้าน แต่ด้วยความที่อยู่ต่างถิ่น ไม่คุ้นเคยกับผู้คนและสถานที่ จึงพลาดท่าถูกคนจับขังไว้ในห้องมืด และสุดท้ายก็หนีออกมาได้
จางเซวียนขมวดคิ้ว "เงินของนายไม่ได้แขวนไว้บนยอดเขาเอเวอเรสต์หรอกเหรอ เธอเอาไปได้ยังไง?"
โอวหมิงอึกอัก ลูบหัวโล้นๆ ของตัวเองด้วยความรู้สึกเขินอายเล็กน้อยแล้วพูดว่า "พวกเราเปิดห้องพักกันไม่ใช่เหรอ ก็ต้องอาบน้ำไม่ใช่เหรอ แล้วมันก็หายไป..."
จางเซวียนถาม "อาบน้ำก่อนทำ หรืออาบน้ำหลังทำ?"
โอวหมิงตอบอย่างหดหู่ "หายไปตอนอาบน้ำก่อนทำ ไม่มีหลังทำ"
จางเซวียนถามต่อ "ในเมื่อเป็นก่อนทำ ด้วยความระมัดระวังของนาย ก็น่าจะเข้าไปถอดกางเกงขาสั้นในห้องอาบน้ำไม่ใช่เหรอ?"
โอวหมิงทำหน้าขมขื่น "นายไม่รู้อะไร ผู้หญิงคนนั้นลูกไม้แพรวพราว ฉันยังไม่ทันเข้าห้องอาบน้ำกางเกงขาสั้นก็หลุดแล้ว"
จางเซวียนกลั้นขำ ดุด่าไปว่า "ช่างเป็นคนหน้าไม่อายจริงๆ ไม่รังเกียจว่าเงินของนายจะมีกลิ่นฉี่ติดอยู่หรือไง"
โอวหมิงทำหน้าบอกไม่ถูก รีบพูดว่า "จางเซวียน นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเงินฉันหาย ตอนนี้ฉันหิวไส้กิ่วอยู่เนี่ย"
จางเซวียนถาม "สองวันนี้รอดมาได้ยังไง?"
โอวหมิงปิดบังเรื่องที่ต้องขอทานเขากิน แล้วตอบว่า "เก็บขยะขาย"
"นายหนีออกมา ตอนนี้ปลอดภัยดีไหม มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?"
"นายวางใจเถอะ ฉันวิ่งรวดเดียวมาหลายสิบนาที ตรงนี้คนเยอะ ฉันจะระวังตัว"
"งั้นก็ดี แต่ยังไงนายก็ต้องคอยสังเกตดูรอบๆ ให้ดี ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ก็ให้วิ่งเข้าไปในภัตตาคารใหญ่ๆ หรือโรงแรม"
"ฉันรู้แล้วน่า"
จางเซวียนถามอย่างจริงจัง "ตอนนี้อยู่ที่ไหน ฉันจะดูว่าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง"
เมื่อรู้สึกว่ามีความหวัง โอวหมิงที่กำลังเข้าตาจนก็มองเห็นแสงสว่างทันที ดวงตาเบิกกว้าง "จางเซวียน นายมีลู่ทางในนครเซี่ยงไฮ้จริงๆ เหรอ?"
"อืม ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ไม่รับปากนะ จะลองพยายามดู"
จางเซวียนรับคำ หาปากกาและกระดาษแล้วเร่ง "บอกที่อยู่มา"
โอวหมิงบอก "ฉันอยู่ที่ถนนเวยไห่ เขตจิ้งอัน นครเซี่ยงไฮ้"
จางเซวียนถาม "เลขที่เท่าไหร่?"
โอวหมิงไม่เข้าใจ "ห๊ะ อะไรเลขที่เท่าไหร่?"
จางเซวียนบอก "เลขที่ซอย ฉันหมายถึงป้ายเลขที่ซอย นายไปถามคนแถวนั้นดู เร็วเข้า ฉันรอคำตอบอยู่"
"ได้ นายรอเดี๋ยวนะ"
สองนาทีต่อมา โอวหมิงหยิบหูโทรศัพท์สาธารณะขึ้นมาพูด "จางเซวียน ยังอยู่ไหม?"
จางเซวียนตอบ "อยู่ ว่ามา"
โอวหมิงบอก "ฉันถามเถ้าแก่ร้านแถวนี้มาสองคน เขาบอกว่าที่นี่คือถนนเวยไห่ ซอย 333"
จางเซวียนจดที่อยู่ลงไป แล้วสั่งว่า "นายเฝ้าอยู่ที่ตู้โทรศัพท์นี้ ห้ามไปไหน เดี๋ยวฉันจะติดต่อกลับไป"
โอวหมิงผงกศีรษะโค้งคำนับ ซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล "ฉันไม่ไปไหนหรอก ฉันเฝ้าอยู่ที่นี่มาสองวันแล้ว"
หลังจากวางสาย จางเซวียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโทรหาหลี่เหมย เล่าเรื่องของโอวหมิงให้ฟัง
จากนั้นก็ถามว่า "คุณพอจะมีหนทางไหม มีคนรู้จักอยู่ที่นั่นบ้างไหม?"
หลี่เหมยครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาที ก็ตอบทันทีว่า "ถ้าเป็นเขตจิ้งอัน ก็คงต้องหาเฉาโม่แล้วล่ะ อยู่ใกล้เธอหน่อย"
"คุณหมายถึงเฉาโม่แห่งหนังสือพิมพ์ซินหมินหว่านเป้าเหรอ?"
"ใช่ เธอนั่นแหละ"
จางเซวียนคิดว่าน่าจะไหว "ได้ งั้นคุณช่วยวานเธอหน่อย เอาเงินไปให้เพื่อนผมหน่อย แล้วก็ช่วยซื้อตั๋วกลับบ้านให้เขาด้วย"
หลี่เหมยรับปาก แล้ววางสายไป
ไม่กี่นาทีต่อมา หลี่เหมยก็โทรกลับมาแจ้ง "ฉันเพิ่งคุยกับเฉาโม่ เธอติดประชุมไม่มีเวลา แต่เธอส่งคนขับรถออกไปหาแล้ว"
จางเซวียนบอก "ดี ฝากบอกเฉาโม่ด้วยว่าผมขอบคุณเธอ ไว้คราวหน้าจะเลี้ยงข้าว"
หลี่เหมยหัวเราะ "เฉาโม่เดาไว้แล้วว่าคุณจะพูดแบบนี้ เธอบอกว่าไม่ต้องเลี้ยงข้าว แต่เธอจะเลี้ยงข้าวคุณเอง เธอขอแค่หนังสือพร้อมลายเซ็นของคุณชุดหนึ่ง รวมถึงเล่มใหม่ที่คุณกำลังเขียนอยู่ด้วย"
จางเซวียนหัวเราะตาม รู้สึกพอใจมาก "ได้ ไม่มีปัญหา คุณเอาที่อยู่มาให้ผม
ถึงเวลาแล้วผมจะส่งไปให้เธอเล่มหนึ่ง"
เมื่อจดที่อยู่ของเฉาโม่เรียบร้อยและวางสาย จางเซวียนก็โทรกลับไปหาโอวหมิง กำชับอีกครั้งว่าอย่าขยับไปไหน จะมีเพื่อนมารับ ถึงตอนนั้นก็ทำตามที่เขาจัดแจงให้ก็พอ
พอจางเซวียนจัดการธุระเสร็จ วางหูโทรศัพท์กลับเข้าที่
เติ้งต๋าชิงที่รออยู่นานถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ใครกันที่ประหลาดขนาดนี้ ถึงได้เชื่อในความรักของเพื่อนทางจดหมาย?"
หลู่หนีฟังแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์ หันมาถลึงตาใส่เขา "เมื่อก่อนเราก็ไม่ใช่เพื่อนทางจดหมายเหรอ? ทำไม คุณไม่เชื่อว่าเราสองคนมีความรักต่อกันงั้นสิ?"
เหล่าเติ้งทำหน้าเหมือนท้องผูก หลุบตาลง ไม่กล้าพูดอะไรอีก
จางเซวียนมองดูคนตาเหล่สองคนเป็นระยะ แทบจะหลุดขำออกมา ไม่มีอะไรต้องพูด รีบฉวยโอกาสนี้กินอย่างตะกละตะกลาม
หิวโหยมา 5 วัน มื้อนี้กินได้อย่างสบายใจเฉิบ
ระหว่างกินข้าว จางเซวียนถามทั้งสองคนว่า "พวกคุณจะแต่งงานกันเมื่อไหร่?"
ได้ยินดังนั้น เหล่าเติ้งก็เงียบกริบ แกล้งทำเป็นใบ้
หลู่หนีขมวดคิ้ว วางตะเกียบลงแล้วมองจ้องเขา
จางเซวียนเอามือกุมหน้าผาก นึกด่าตัวเองว่าเป็นไอ้โง่จริงๆ ดันไปพูดเรื่องที่ไม่ควรพูด
ใครดูก็รู้ว่าเหล่าเติ้งมีความกลัวการแต่งงานอย่างเห็นได้ชัด และเห็นได้ชัดว่ายังตัดเยื่อใยกับแฟนเก่าไม่ขาด
เฮ้อ ถอนหายใจ ไม่รู้ว่าเหล่าเติ้งโง่จริงหรือแกล้งโง่ ผู้หญิงพรรค์นั้นยังมีอะไรให้คนึงหาอีกนะ?
นอกจากหน้าตาดีกว่าหลู่หนีหน่อยนึงแล้ว เรื่องการเป็นภรรยานั้นเทียบหลู่หนีไม่ได้สักอย่าง
แอบชำเลืองมองทั้งสองคนอีกครั้ง จางเซวียนคีบหมูอบผักกาดแห้งชิ้นสุดท้ายใส่ชาม กินจนเกลี้ยง
สุดท้ายก็ใช้กระดาษทิชชูเช็ดปาก แล้วรีบชิ่งหนีดีกว่า
กลับมาที่ห้องหนังสือ จางเซวียนลูบท้องที่กลมดิก พักสักครู่ แล้วก็เริ่มทำงานต่อ
วันเวลาต่อจากนั้น จางเซวียนใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัยมาก
กลางวันทำงาน กลางคืนมักจะโต้รุ่งจนถึงตีสอง
มื้อเช้าก็กินอะไรก็ได้ง่ายๆ หรือไม่ก็ไม่กินเลย
มื้อเที่ยงเดินไปรับข้าวที่หน้าประตูตรงเวลา มื้อเย็นก็เช่นกัน
บางครั้งเหล่าเติ้งก็มาส่งข้าว บางครั้งก็เป็นหลู่หนี
และยังมีอีกหลายครั้งที่หวังลี่ซึ่งรู้ข่าวเป็นคนเอามาส่ง
***
เย็นวันหนึ่ง
จางเซวียนยืนกินข้าวอยู่ที่ระเบียงทางเดิน พลางถามหวังลี่เสียงเบาว่า "อาจารย์ครับ สองคนข้างล่างนั่นอยู่กินด้วยกันแล้วเหรอ?"
หวังลี่เกาะราวระเบียงยิ้มหวาน "ก็ใช่น่ะสิ ใช้ชีวิตแบบหน้าไม่อายกันทุกวัน เห็นแล้วฉันยังอิจฉาเลย"
จางเซวียนพูดทีเล่นทีจริง "ในขณะที่วัยหนุ่มสาวยังงดงามอยู่ คุณก็รีบหาแฟนสักคนสิ"
หวังลี่ไม่รับมุก เงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า "จางเซวียน เธอทำได้ยังไง?"
จางเซวียนทำหน้างง ในปากยังมีข้าวเคี้ยวตุ้ยๆ ตอบกลับไปอย่างคลุมเครือ "ทำอะไรได้ยังไงครับ?"
หวังลี่หันมามองเขา "นักเขียนใหญ่ไง นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น เธอเป็นนักเขียนใหญ่ได้ยังไง? เธอเขียน 'เฟิงเซิง' ออกมาได้ยังไง?" ,
คำพูดนี้ฟังแล้วรื่นหู จางเซวียนรู้สึกภูมิใจลึกๆ "ผมบอกว่าผมก็แค่มั่วๆ ถูกๆ อาศัยพรสวรรค์ คุณเชื่อไหมล่ะ?"
คิดไม่ถึงว่าหวังลี่จะตอบว่า "ฉันเชื่อ!"
เธอพูดต่อว่า "หนังสือ 'เฟิงเซิง' เล่มนั้นฉันอ่านกลับไปกลับมาตั้งสามรอบ เขียนดีจริงๆ ฉันนับถือเธอมาก อ่านจบฉันก็มาคิดว่า ถ้าฉันเจอเธอเร็วกว่านี้สักหลายปี ก็คงจะเหมือนซูจิ่นอวี๋ที่คอยตามตื๊อเธอ รักเธอแทบเป็นแทบตาย"
จางเซวียนเหงื่อตก "ขนาดคุณยังได้ยินเรื่องนี้เลยเหรอ?"
หวังลี่ป้องปากหัวเราะ "ได้ยินสิ ไม่ใช่แค่ฉันที่ได้ยิน อาจารย์คณะบริหารรุ่น 93 แทบทุกคนรู้กันหมดแล้ว เธอคงไม่ได้คิดว่าเป็นความลับหรอกนะ?
จะบอกให้ เวลาทุกคนว่างๆ เบื่อๆ ในห้องพักครู ก็เอาเรื่องของซูจิ่นอวี๋กับเธอมาคุยกันเป็นเรื่องตลกขบขัน"
จางเซวียนปวดหัว "ทำไมต้องเป็นผมด้วย?"
หวังลี่สมน้ำหน้า "เพราะซูจิ่นอวี๋โดดเด่นพอ และเพราะความสัมพันธ์ของพวกเธอแปลกประหลาดพอไง"
จางเซวียน "......"
เขาหันหลังให้ ตั้งใจกินข้าว ไม่สนใจเธออีก
โอวหมิงกลับมาแล้ว
แวบแรกที่จางเซวียนเห็นเขา ก็อยากจะหัวเราะ
แต่พอมองแวบที่สองก็รู้สึกจุกในอก เวลาเพียงไม่กี่วัน โอวหมิงผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ผอมจนเห็นกระดูก หรือจะเรียกว่าผอมฮวบเลยก็ได้!
พอเจอจางเซวียน โอวหมิงก็เหมือนได้เจอญาติที่พลัดพรากจากกันไปนาน วิ่งเหยาะๆ เข้ามา สองมือกุมมือจางเซวียนไว้แน่น พูดด้วยความซาบซึ้งใจว่า
"จางเซวียน ขอบคุณนายมาก โอวคนนี้ติดหนี้บุญคุณนายครั้งหนึ่งแล้วชั่วชีวิต"
จางเซวียนกอดเขาตอบ ปลอบใจว่า "ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเรา อย่าพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย วันหยุดยังอีกยาว นายมีแผนอะไรไหม? จะกลับบ้านก่อนหรือเปล่า?"
โอวหมิงกลัดกลุ้ม "ฉันติดหนี้ท่วมหัวขนาดนี้จะกลับบ้านได้ยังไง ไม่กลับแล้ว
ฉันติดต่อว่านจวินไว้แล้ว กะว่าจะไปรับจ้างทำงานก่อสร้างหาเงิน เดี๋ยวเขาคงมารับ"
จางเซวียนมองเขา คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เตือนว่า "ทำงานน่ะได้ แต่อย่าไปมีเรื่องชกต่อยตามเขาล่ะ"
โอวหมิงลูบหัวโล้น แสดงท่าทีเห็นด้วยอย่างยิ่ง "ฉันไม่ได้โง่นะ ถ้าเรียกให้ไปตีกัน ฉันก็แค่ไม่ทำก็สิ้นเรื่อง ฉันไม่ทำแล้วใครจะมากินหัวฉันได้รึไง?"
ได้ยินแบบนี้ จางเซวียนก็วางใจ พาเขาไปกินมื้อใหญ่ที่ร้านต้าไผตั่งข้างนอก
ตอนเที่ยงว่านจวินมาถึง ทั้งสามคนสังสรรค์กันครู่หนึ่ง แล้วก็แยกย้ายกันไป
ว่านจวินพาโอวหมิงไปที่ไซต์งานก่อสร้าง ทำงานหาเงิน
จางเซวียนกลับห้องหนังสือ วันแล้ววันเล่า แก้ไขต้นฉบับต่อไป
อย่างเงียบเชียบ
เวลาได้ล่วงเลยมาถึงวันที่ 18 กรกฎาคม โดยไม่รู้ตัว
ยามเช้าตรู่ จางเซวียนที่โต้รุ่งมาทั้งคืนผลักหน้าต่างออก สูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอก ฟังเสียงนกน้อยและกลิ่นหอมของดอกไม้ อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ร่างกายปลอดโปร่ง จิตใจแจ่มใส อารมณ์ดีจริงๆ
เมื่อครู่นี้เอง เขาได้จัดการต้นฉบับร่างสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ไร้ภาระตัวเบาหวิว หลับตาลงก็คือการหลุดพ้น นี่คือสภาวะจิตใจของเขาในขณะนี้
หลังจากตรากตรำต่อสู้มาเกือบ 20 วัน เขาไม่รู้สึกดีใจหรือเสียใจอย่างรุนแรงอีกแล้ว ภายใต้ความกดดันอันหนักหน่วง มีเพียงความมั่นคงและความพึงพอใจจากการก้าวเดินมาตลอดทาง

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 267 ปิดต้นฉบับ การหลุดพ้น

ตอนถัดไป