บทที่ 294 หมี่เจี้ยนเปลี่ยนไปแล้ว [ฟรี]
บทที่ 294 หมี่เจี้ยนเปลี่ยนไปแล้ว [ฟรี]
รอจนเหล่าลิ่วเดินไปแล้ว
จางเซวียนถามด้วยความสงสัย "เดี๋ยวมีธุระเหรอ?"
หมี่เจี้ยนมองมาที่เขา "วันนี้นายมีแผนอะไรหรือเปล่า?"
จางเซวียนไม่ได้โง่ ฟังความนัยในคำพูดของเธอออกทันที จึงตอบกลับไปอย่างฉะฉานว่า
"ขอเวลาฉันกินข้าวให้เสร็จก่อน พอกินเสร็จ ร่างกายหนักร้อยกว่าจินของฉันนี้ก็มอบให้เธอจัดการเลย"
หมี่เจี้ยนยิ้มอย่างรู้ทัน รินน้ำชาเย็นใส่ถ้วยให้เขา นึกขึ้นได้จึงถามว่า "เรื่องในหนังสือพิมพ์เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?"
จางเซวียนเหลือบมองเหล่าลิ่วที่อยู่ไม่ไกล แล้วลดเสียงลง "เธอหมายถึงเรื่องเศรษฐีสิบล้าน หรือเรื่องรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น?"
หมี่เจี้ยนตอบ "เรื่องหนังสือเล่มใหม่ของนายที่กำลังลุ้นรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น"
"อื้ม เรื่องนั้นเรื่องจริง" จางเซวียนตอบตามตรง
ตอนนั้นเองเนื้อกระทะร้อนก็มาเสิร์ฟ
เหล่าลิ่ววางจานไว้กลางโต๊ะ ยิ้มถามเหมือนเด็กขอคำชม "ทั้งสองท่าน เป็นไง วันนี้ปริมาณจุใจไหม?"
มองดูปริมาณที่มากกว่าปกติถึงหนึ่งในสาม จางเซวียนอารมณ์ดีขึ้นมาทันที เงยหน้าฉีกยิ้มให้ "ไม่มีที่ติ เถ้าแก่ลิ่วจริงใจมาก ให้เกียรติกันขนาดนี้ วันหลังผมมาอุดหนุนบ่อยๆ แน่นอน"
เหล่าลิ่วหัวเราะชอบใจ ตบไหล่จางเซวียนเบาๆ อย่างลืมตัว "งั้นได้เลย พวกเธอกินกันก่อนนะ อาหารอย่างอื่นเดี๋ยวตามมา"
"ครับ ลำบากเถ้าแก่แล้ว"
มองส่งเหล่าลิ่วเข้าครัวไป จางเซวียนหยิบตะเกียบ คีบเนื้อชิ้นที่ดูดีที่สุดให้หมี่เจี้ยนก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยคีบให้ตัวเอง
หมี่เจี้ยนเม้มปากมองดูเขา นิ่งเงียบไปสองวินาที ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อในถ้วยส่งเข้าปากอย่างช้าๆ เคี้ยวอย่างละเอียด ท่าทีสงบและเป็นธรรมชาติมาก
สายตาของจางเซวียนหยุดอยู่ที่ริมฝีปากแดงระเรื่อและชุ่มชื้นของเธอครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มลงมือทานบ้าง
ต่างฝ่ายต่างคุ้นเคย ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ต่อให้ไม่พูดอะไรกัน ทั้งสองก็ไม่รู้สึกอึดอัด ทุกอย่างดูสบายๆ เป็นกันเอง
ผลัดกันคีบผลัดกันทานอยู่แบบนี้ ประมาณห้าหกคำ หมี่เจี้ยนก็ชะลอการทานลง ถามต่อว่า "มีความมั่นใจแค่ไหน?"
จางเซวียนไม่ได้ตอบทันที แต่ย้อนถามว่า "เธอได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ 'เฉียนฟู' ของฉันหรือยัง?"
หมี่เจี้ยนพยักหน้าเบาๆ "อ่านแล้ว ฉันอ่านซ้ำไป 5 รอบแล้ว"
จางเซวียนถามอย่างคาดหวัง "รู้สึกเป็นยังไงบ้าง?"
หมี่เจี้ยนวางตะเกียบไว้ในถ้วย พูดอย่างจริงจัง "ฉันว่าดีมากเลยนะ อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยยังแนะนำในคลาสให้ทุกคนไปหาอ่านหนังสือของนาย"
จางเซวียนยื่นตะเกียบ คีบกับข้าวให้เธออีกครั้ง แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียให้เธอฟังอย่างละเอียด
จากนั้นก็พูดว่า "ตอนนี้ 'เฉียนฟู' ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการคัดเลือกเบื้องต้นแล้ว เข้าสู่รอบสุดท้ายของรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ จางเซวียนหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเล่าต่อ "แต่ในบรรดากรรมการ 23 ท่าน ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบหนังสือเล่มใหม่ของฉัน เหมือนกับบทวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์บางส่วนนั่นแหละ บางคนถึงขั้นต่อต้านอย่างรุนแรงด้วยซ้ำ..."
จางเซวียนเล่าที่มาที่ไปและความขัดแย้งบางอย่างให้ฟัง ใช้เวลาไปเกือบ 10 นาที
หมี่เจี้ยนนั่งฟังเงียบๆ จนจบ ก็จ้องมองตาเขาแน่วแน่ ผ่านไปพักใหญ่ถึงเอ่ยปาก "ฉันเชื่อมั่นในตัวนาย นายต้องมั่นใจในตัวเองนะ"
"ขอบคุณ" ถึงจะเป็นแค่คำพูดธรรมดาๆ ว่า "ฉันเชื่อมั่นในตัวนาย" แต่สี่คำนี้เมื่อออกมาจากปากของหมี่เจี้ยน ความหมายสำหรับเขามันช่างแตกต่าง
ราวกับสี่คำนี้เป็นยาวิเศษ จางเซวียนรู้สึกว่าร่างกายเปี่ยมไปด้วยพลังและความฮึกเหิมขึ้นมาทันที
สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพลังใจในตัวเขา หมี่เจี้ยนยิ้มสวย แล้วเลื่อนถ้วยไปทางเขา "อย่ามัวแต่ขอบคุณแค่ปาก กับข้าวในถ้วยฉันหมดแล้ว คีบให้หน่อยสิ"
"ได้เลย" จางเซวียนรู้สึกปลาบปลื้มจนทำตัวไม่ถูก
สัญชาตญาณบอกเขาว่า หมี่เจี้ยนในวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน เมื่อก่อนถึงเธอจะน้อยครั้งที่จะปฏิเสธเขา แต่ไม่มีทางทำพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากปกติแบบนี้แน่
หรือว่าเป็นเพราะ 'ลูกอมห่อกระดาษ' เม็ดนั้น ที่ทำให้เธอกล้าก้าวออกมาเป็นก้าวแรก? ทำให้เธอไม่ต่อต้านเขาขนาดนั้นแล้ว?
หรือว่าเป็นเพราะในช่วงเวลาสำคัญที่หนังสือใหม่ของเขากำลังลุ้นรางวัล หมี่เจี้ยนไม่อยากขัดใจเขา เลยใช้วิธีนี้แสดงการสนับสนุน?
หรือว่า... เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง?
ข้ามโต๊ะอาหาร ทั้งสองมองตากันเงียบๆ สุดท้ายก็ยิ้มให้กัน จางเซวียนรีบขยับตะเกียบ คีบกับข้าวให้เธอจนเกือบครึ่งถ้วย
หมี่เจี้ยนมองกับข้าวในถ้วย แล้วเปรยว่า "วันนี้เนื้อกระทะร้อนให้เยอะจริงๆ"
"อื้ม"
"นายก็กินเยอะๆ หน่อย บำรุงร่างกาย"
"วางใจเถอะ ฉันจางคนนี้มันสายกินอยู่แล้ว เธอดูปากฉันสิ เคี้ยวไม่หยุดตั้งแต่ต้นแล้วเนี่ย"
ทานเนื้อกระทะร้อนไปได้ครึ่งหนึ่ง กับข้าวอีกสามอย่างก็ทยอยมาเสิร์ฟ
มองดูเป็ดหม้อไฟแห้งที่ควันโขมง จางเซวียนรู้สึกเสียดายนิดหน่อย "น่าเสียดายจริงๆ ไม่ได้ดื่มเหล้าสักหน่อย"
หมี่เจี้ยนปลอบว่า "ไว้วันหลังเถอะ วันหลังฉันจะดื่มเป็นเพื่อนนายให้เต็มคราบเลย"
จางเซวียนถามด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "วันหลังที่ว่านี่คือคืนนี้หรือเปล่า เธอจะไม่กลับบ้านเหรอ?"
หมี่เจี้ยนไม่ได้มองเขา ก้มหน้าทานเนื้อเป็ดจนหมดชิ้นถึงเงยหน้าขึ้นมาแซว "นายไม่กลัวแม่ฉันแล้วเหรอ?"
พอนึกถึงหลิวอี๋ ภาพฝันหวานในใจจางเซวียนก็แตกสลายทันที พูดอย่างจนใจว่า "ที่นี่ถิ่นแม่เธอ ถ้าฉันอยากจะสานสัมพันธ์แบบน้ำซึมบ่อทราย ก็ยังต้องเกรงใจท่านอยู่จริงๆ"
หมี่เจี้ยนหัวเราะ แล้วเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุย "กินข้าวเสร็จ เราไปปีนเขากันไหม"
ได้ยินคำว่าปีนเขา จางเซวียนแปลกใจเล็กน้อย แต่วินาทีต่อมาก็ไม่แปลกใจแล้ว
จากความสัมพันธ์ในชาติที่แล้ว เขารู้ดีว่า การปีนเขาเป็นหนึ่งในงานอดิเรกที่ซ่อนเร้นและหาได้ยากของหมี่เจี้ยน
และจางเซวียนยังรู้อีกว่า เธอไม่เคยไปปีนเขากับกลุ่มเพื่อน และไม่เคยไปคนเดียว เธอชอบรอเงียบๆ จนกว่าเขาจะว่างแล้วไปเป็นเพื่อนเธอ
ความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ ภายในใจของจางเซวียนตื่นเต้นอย่างมาก หรือว่าหมี่เจี้ยนเริ่มจะยอมรับเขาแล้ว?
อดไม่ได้ที่จะมองเธอ เห็นเธอยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม จางเซวียนก็คิดอีกว่า หรือตัวเองจะคิดเข้าข้างตัวเองไปเอง?
แต่ช่างมันเถอะ วันนี้ประชาชนคนนี้มีความสุขจริงๆ
ถึงแม้หนทางข้างหน้ากับหมี่เจี้ยนยังอีกยาวไกล แต่สัญญาณทุกอย่างในวันนี้บ่งบอกว่า หมี่เจี้ยนเปลี่ยนไปแล้ว
ส่วนเปลี่ยนไปตรงไหน จางเซวียนเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
แต่มีสัญญาณสามอย่างที่ชัดเจนมาก
หนึ่งคือเขาบอกชอบเธออย่างโจ่งแจ้ง เธอก็ไม่ได้เงียบใส่เหมือนเมื่อก่อน
สองคือเขาลองคีบกับข้าวให้เธอ เป็นครั้งแรกในชาตินี้ที่คีบให้ เธอไม่ปฏิเสธ แถมตอนที่ปลอบใจเขา ยังแฝงความขี้เล่น เป็นฝ่ายขอให้เขาคีบให้อีก
สัญญาณที่สามก็คือการชวนไปปีนเขา สำหรับคนอื่น การปีนเขาอาจจะเป็นเรื่องธรรมดา
แต่สำหรับหมี่เจี้ยน จากความรู้ในชาติก่อน การปีนเขาย่อมมีความหมายที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
หน้าด้านหน้าทนมาปีกว่า ในที่สุดก็เริ่มเข้าสู่ลู่วิ่งที่ถูกต้องแล้ว...
แม่งเอ๊ย ไม่ง่ายเลยจริงๆ พับผ่าสิ
วินาทีนี้ จางเซวียนที่กำลังตื่นเต้นอยากจะโผเข้าไปกอดคนงามตรงหน้าแล้วหอมสักฟอด
ทานข้าวเสร็จ ตอนที่ทั้งสองเดินออกมาจากร้านเหล่าลิ่ว ก็พบว่าผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมง สภาพอากาศก็เปลี่ยนไป ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสหายไปแล้ว กลายเป็นเมฆครึ้ม
จางเซวียนเงยหน้ามองฟ้า รู้สึกกังวลเล็กน้อย "ฝนจะตกไหมเนี่ย?"
ความกังวลนี้ไม่ได้ไร้เหตุผล ฤดูร้อนของทางใต้มักจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวฝนตกเดี๋ยวแดดออก วันหนึ่งเปลี่ยนไปมาได้หลายรอบ
หมี่เจี้ยนมองท้องฟ้าตาม แล้วพูดว่า "ฉันจำได้ว่านายชอบวันฝนตกนี่"
"อืม" จางเซวียนชอบวันฝนตกจริงๆ ยิ่งชอบเดินตากฝนด้วย เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
ตอนเด็กๆ ที่ชอบวันฝนตก อาจจะมีเจตนาแอบแฝง คืออยากอู้งาน
เพราะถ้าฝนตก ก็ไม่ต้องทำงาน
แต่พอโตขึ้นแล้วยังชอบวันฝนตก ชอบเพราะความเงียบสงบ ชอบเพราะบรรยากาศแบบนั้น
หมี่เจี้ยนหันมามองเขา "งั้นยังจะไปปีนเขาอยู่ไหม?"
จางเซวียนไม่ยอมถอย "ไปสิ"