บทที่ 1 ฆ้องฉุกเฉิน
บทที่ 1 ฆ้องฉุกเฉิน
"ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?"
ความมืดปกคลุมแนวคันกั้นน้ำเก่าคร่ำครึที่อัดแน่นด้วยดินสามประสาน หลี่ตง เลื่อนสวิตช์ไฟฉายกระบอกเหล็ก แสงสีเหลืองนวลสาดส่องลงไปเบื้องล่าง น้ำในแม่น้ำขุ่นคลั่กไหลเชี่ยวกรากอยู่ต่ำกว่าสันเขื่อนเพียงเมตรกว่าๆ ม้วนเอาผักตบชวาเป็นแพใหญ่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นี่มันระดับน้ำท่วมที่พร้อมจะพังคันกั้นน้ำได้ทุกเมื่อ!
เมื่อหันกลับไปมอง ไม่ไกลจากหลังแนวคันกั้นน้ำ หมู่บ้านตระกูลหลี่ที่เป็นบ้านเกิดซ่อนตัวอยู่ในความมืด
นี่ไม่ใช่ปี 2019!
หลี่ตงจำได้แม่นยำ ปี 2019 พายุไต้ฝุ่นเลกิมาถล่ม บ้านเกิดที่แม่น้ำชิงเจ้า เกิดน้ำท่วม เขารีบกลับบ้านมาช่วยต้านน้ำท่วม ต่อสู้กับสายน้ำริมฝั่งอยู่สามวันสามคืน ตอนขับรถกลับผ่านทางลอดใต้สะพานทางด่วน ด้วยความเหนื่อยล้าจนเกินขีดจำกัด รถจึงพุ่งลงไปในน้ำที่ท่วมขังใต้สะพาน แล้วจากนั้นเขาก็ไม่รู้อะไรอีกเลย...
เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์คือเกิดอุบัติเหตุรถชนใต้สะพานทางด่วน
แต่ผลลัพธ์คือเขาดันตื่นขึ้นมาที่นอกคันกั้นน้ำแม่น้ำชิงเจ้า แถมยังหนุ่มขึ้นด้วย
ตอนปีนขึ้นมาจากด้านนอกคันกั้นน้ำ หลี่ตงก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง พุงพลุ้ยๆ หายไปแล้ว ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงเป็นบ้า
ตอนนี้พออาศัยแสงไฟฉายกระบอกเหล็กก้มมองดู เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เท้าสวมรองเท้าผ้าพื้นทำมือ ที่เปื้อนโคลน รองเท้าทั้งสองข้างมีรูโหว่ตรงปลายเหมือนหน้าต่างบานเล็ก นิ้วโป้งที่ซ่อนอยู่ข้างในเลยเย็นสบายเป็นพิเศษ ลมโกรก ระบายอากาศ แถมระบายน้ำได้ดีเยี่ยม!
ท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นผ้าฝ้ายหยาบ ดูไฮโซโก้เก๋ งานเย็บมือแท้ๆ!
ส่วนท่อนบนเป็นเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีฟ้าอ่อน ตัวโคร่ง ใหญ่เทอะทะ ดีไซน์เชยสะบัด มาพร้อมออร่าความขี้เหร่ ที่หน้าอกสกรีนอักษรสี่ตัว มัธยมชิงเจ้า !
หลี่ตงพอจะจำได้ ครั้งสุดท้ายที่ใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนมัธยมชิงเจ้า คือช่วงหน้าร้อนหลังสอบเกาเข่า
จำได้ว่าตอนนั้นพอสอบเกาเข่าจบ น้ำท่วมก็อาละวาด แม่น้ำชิงเจ้าเขื่อนแตก หมู่บ้านตระกูลหลี่ถูกทำลายยับเยิน!
หลี่ตงผ่านยุคระเบิดข้อมูลข่าวสารมาแล้ว เลยพอจะเดาสถานการณ์ปัจจุบันได้คร่าวๆ
ย้อนเวลากลับมา? กลับมาช่วงหน้าร้อนหลังสอบเกาเข่าจบ? กลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง? ชายวัยกลางคนอ้วนฉุกลายเป็นหนุ่มฉกรรจ์ล่ำสัน?
จิตใจยังคงมึนงง เขาเอาไฟฉายเคาะหน้าผากตัวเองทีหนึ่ง เจ็บ!
หลี่ตงมองออกไปไกลๆ แสงไฟวิบวับท่ามกลางความมืด มีเงาคนเคลื่อนไหวลางๆ บนคันกั้นน้ำมีคนเข้าเวรเฝ้ายามเป็นจุดๆ
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ห่างออกไปสองร้อยกว่าเมตร แสงไฟสว่างที่สุด สะพานแห่งหนึ่งเชื่อมระหว่างตลาดกลางหมู่บ้านตระกูลหลี่กับหมู่บ้านตระกูลหม่า ฝั่งตรงข้าม และที่นั่นก็เป็นจุดที่หมู่บ้านตระกูลหลี่อยู่ใกล้แม่น้ำที่สุดด้วย
ประตูระบายน้ำตรงหัวสะพานน่าจะปิดบานประตูลงแล้วมั้ง?
สายน้ำที่ม้วนตัวเชี่ยวกรากด้วยคลื่นสีขุ่น ไหลเลียบผ่านทิศเหนือของหมู่บ้านตระกูลหลี่ หากเขื่อนแตก ผลที่ตามมาคงเลวร้ายจนไม่กล้าจินตนาการ
"มาสิ มาสิ มาพบกันในปี 98"
เสียงเพลงที่ลอยมากับสายลมยามค่ำคืนปนไปด้วยเสียงซ่าๆ ของคลื่นวิทยุ "มาสิ มาสิ มาพบกันในปี 1998..."
หลังแสงวงกลมสีเหลืองสลัวของไฟฉายที่เคลื่อนเข้ามา ใครบางคนกำลังเดินเลาะคันกั้นน้ำมา
คนยังมาไม่ถึง แต่กลิ่นเหม็นโชยมาแตะจมูกหลี่ตงก่อนแล้ว
หลี่ตงเป็นลูกหลานชาวนา แยกแยะกลิ่นขี้ไก่ได้แม่นยำ
เมื่อเทียบกับหมู วัว แพะ หรือม้า กลิ่นขี้ไก่นั้นฉุนกึกแสบจมูกกว่ามาก
"หลี่ตง!" เสียงสำเนียงท้องถิ่นตะโกนมา "บอกให้แกเดินตรวจแม่น้ำ วิ่งไปไหนมาวะ!"
เมื่อคนเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หลี่ตงก็มองเห็นเจ้าของแสงไฟฉายชัดเจน
ผู้มาเยือนอายุราวสี่สิบปี ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยาบกร้านแบบลูกผู้ชายชาวนา มือขวาถือไฟฉาย ข้อมือซ้ายห้อยวิทยุเครื่องเล็ก นิ้วหิ้วฆ้องทองแดง ที่มีเชือกผูกรองเท้าผ้าขาดๆ ห้อยติดอยู่กับตัวฆ้อง
หลี่ตงจำได้แล้วว่านี่คือใคร "คุณคือ... อาเถี่ย"
อาเถี่ยแซ่หลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงไก่ของบ้านเกิด นิสัยค่อนข้างขี้เหนียว ยุค 80 เลยโดนคนเรียกว่า ไก่เหล็ก นานวันเข้า คนรุ่นน้องก็เริ่มเรียกว่าพี่เถี่ย คนรุ่นหลานก็เรียกว่าอาเถี่ย
เรียกไปเรียกมา หลายคนชักจะลืมแล้วว่าแกชื่อจริงว่าอะไร
อาเถี่ยหยุดเดิน จ้องมองหลี่ตง "ไอ้ตง จำอาเถี่ยของแกไม่ได้แล้วรึไง?"
หลี่ตงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกะทันหัน
ในความทรงจำ คืนวันที่สองหลังสอบเกาเข่าจบ แม่น้ำชิงเจ้าเขื่อนแตกตอนเช้ามืด น้ำหลากทะลักเข้าใส่หมู่บ้านตระกูลหลี่ ฟาร์มไก่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านโดนก่อนเพื่อน อาเถี่ยกับเมียตัดใจทิ้งไก่ในเล้าไม่ลง สุดท้ายก็ไปพร้อมกับน้ำ
ยังมีอีก!
เพื่อนซี้อย่าง หลี่เหวินเยว่ ที่เข้าเวรอยู่บนคันกั้นน้ำช่วงนั้น ก็ไม่รอดเหมือนกัน
ตอนนั้นหมอนั่นเป็นเด็กระดับหัวกะทิที่เก่งที่สุดของหมู่บ้านตระกูลหลี่ ยังไม่ทันได้เห็นใบตอบรับเข้ามหาลัย 211 ด้วยซ้ำ
แม่น้ำชิงเจ้านี้ นอกจากช่วงปลายสุดทางเหนือที่ไหลลงแม่น้ำเหลืองแล้ว ส่วนที่เหลือทั้งหมดล้วนอยู่ในเขตอำเภอชิงเจ้า เมืองเฉวียนหนาน เฉวียนหนานขึ้นชื่อเรื่องน้ำพุ อำเภอชิงเจ้าก็ไม่ได้รับข้อยกเว้น น้ำพุจำนวนมากในเขตภูเขาทางตอนใต้ไหลมารวมกันเป็นต้นน้ำชิงเจ้า ไหลลงสู่ทิศเหนือตลอดสาย
แม่น้ำไม่ได้ใหญ่นัก หน้าแล้งในฤดูหนาวน้ำจะขาดช่วง ฤดูฝนปกติก็กว้างแค่สิบกว่าเมตร ลึกสองเมตรกว่า ระดับน้ำต่ำกว่าพื้นที่ราบนอกตลิ่ง
ส่วนที่ไหลผ่านทางเหนือของหมู่บ้านตระกูลหลี่ ทางน้ำเป็นรูปตัว S ยาวหลายร้อยเมตร โค้งหักศอกต่อเนื่องกันหลายจุดทำให้น้ำกระแทกแรง ส่งผลให้แรงดันที่กระทำต่อคันกั้นน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จุดที่พังทลายก็คือคันกั้นน้ำตรงโค้งหักศอกสุดท้ายนั่นเอง
คันกั้นน้ำช่วงหมู่บ้านตระกูลหลี่สูงกว่าพื้นดินเกือบสามเมตร ช่วงกว้างรถบรรทุกเล็กวิ่งได้ ช่วงแคบรถสามล้อการเกษตรก็ผ่านได้ สร้างขึ้นด้วยดินสามประสานอัดแน่นตั้งแต่ปลายยุค 50 แต่ตั้งแต่จำความได้ หลี่ตงไม่เคยเห็นใครมาซ่อมบำรุงเลย
นี่อาจเกี่ยวข้องกับการที่อำเภอชิงเจ้าไม่เคยเจอน้ำท่วมใหญ่เลยตั้งแต่ตั้งประเทศ เบื้องบนเบื้องล่างเลยไม่ให้ความสำคัญ และขาดประสบการณ์รับมือ
ก่อนจะเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ ไม่มีใครคิดเชื่อมโยงแม่น้ำชิงเจ้าเข้ากับการต้านอุทกภัยเลยสักคน
การคาดเดากลายเป็นความจริง ภาพที่หลี่ตงเคยเห็นและได้ยินค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในสมอง น้ำในแม่น้ำที่เชี่ยวกรากม้วนตัวคำราม ดินสามประสานที่แช่น้ำจนยุ่ยหลุดร่วงเป็นก้อนๆ ปะทะกับสายน้ำจนน้ำแตกกระจาย พร้อมกับเสียงดังโครมคราม คันกั้นน้ำพังทลายเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ คลื่นน้ำขุ่นคลั่กทะลักออกมา
มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าใส่หมู่บ้านหลังช่องโหว่นั้น กวาดล้างพื้นที่ไร่นาและสวนผลไม้เป็นวงกว้าง
บ้านของเขา บ้านของลุงใหญ่ สวนแอปเปิ้ลที่บ้านเขาเช่าทำกิน ตลอดจนบ้านทุกหลังในหมู่บ้านตระกูลหลี่ ส่วนใหญ่ถูกน้ำซัดพัง แช่น้ำจนยุบ!
หมู่บ้านที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเขามา กำลังเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ตั้งประเทศ!
ความมึนงงในใจหลี่ตงหายวับไป เขาถามเพื่อความแน่ใจครั้งสุดท้าย "อาเถี่ย วันนี้วันที่เท่าไหร่? เอาวันที่สากลนะ!"
คนชนบทหลายคนติดนิสัยพูดวันตามปฏิทินจันทรคติก่อน
อาเถี่ยดูแปลกใจมาก ส่องไฟฉายใส่ตัวหลี่ตง "วันที่ 10!"
"ปี 98 เหรอ?" หลี่ตงถามย้ำ
อาเถี่ยยิ่งงงหนัก "จะเป็นปี 99 ได้ไง? แกเพิ่งกลับจากสอบเกาเข่าเมื่อวานนี้เอง! ลืมแล้วเรอะ? ยังไม่ได้ถามแกเลย สอบเป็นไงมั่ง? ช่างเหอะ เกรดอย่างแก ฉันไม่ถามดีกว่า"
หลี่ตงไม่ได้ใส่ใจคำพูดประโยคหลัง มัธยมปลายก็ใช้เงินยัดเข้าไป เรียนๆ เล่นๆ มาสามปี เกรดอย่าไปพูดถึงมันเลย
ใจเขาจดจ่ออยู่กับอีกเรื่อง เมื่อวานสอบเกาเข่าเสร็จ? วันนี้คือ... วันที่ 10 กรกฎาคม 1998!
หลี่ตงกระจ่างแจ้งแล้ว เขาได้ย้อนกลับมาปี 1998 จริงๆ!
แต่ไม่มีเวลาให้คิดมาก
คันกั้นน้ำนั่น ช่วงที่จะพังทลาย มันจะเกิดตอนตีสามครึ่งคืนนี้!
จุดเปลี่ยนชะตากรรมของหมู่บ้านตระกูลหลี่!
หลี่ตงไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าไปแย่งฆ้องทองแดงจากมืออาเถี่ย แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งไปทางทิศเหนือทันที
อาเถี่ยตั้งตัวไม่ทัน ตะโกนไล่หลังหลี่ตง "อายุสิบแปดแล้วนะเว้ย ยังจะทำตัวบ้าบออีก? เอาฆ้องคืนมา!"
คนวิ่งไปไกลลิบแล้ว แกทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ตะโกนต่อ "หลี่ตง ช้าหน่อย! อย่าตกลงไปในแม่น้ำนะ น้ำแรงขนาดนี้ แกว่ายน้ำเก่งแค่ไหนก็เอาไม่อยู่!"
หลี่ตงไม่หันกลับไป ไม่มีเวลาอธิบาย และไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ไฟฉายส่องสว่างนำทาง เท้าเหยียบย่ำดินสามประสานที่แข็งและขรุขระ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
อาเถี่ยส่ายหน้าอย่างผิดหวัง "พี่เจี้ยนจวินเป็นถึงวีรบุรุษ ทำไมถึงมีลูกชายเหลวไหลแบบนี้นะ? ดีแต่มีแรงเยอะ อย่างอื่นไม่ได้เรื่องสักอย่าง วันๆ เอาแต่ทำตัวเกเร"
แนวตลิ่งไม่ได้เป็นเส้นตรง แถมยังเป็นเวลากลางคืน หลี่ตงร้อนใจดั่งไฟเผา ต่อให้ไม่สนใจคนเฝ้ายามคนอื่นที่เจอระหว่างทาง ก็วิ่งเร็วมากไม่ได้
มือขวาถือไฟฉาย มือซ้ายต้องคอยแหวกกิ่งพุทราป่าที่ยื่นออกมานอกคันกั้นน้ำ หลี่ตงเลยตัดสินใจเอาเชือกที่ผูกรองเท้ากับฆ้องคล้องคอซะเลย
ด้านซ้ายเป็นฆ้อง ขนาดใหญ่กว่าที่พวกพ่อค้าขายน้ำมันงาชอบใช้หน่อยนึง
ด้านขวาเป็นรองเท้าผ้า พื้นรองเท้าเต็มไปด้วยโคลนสีดำแห้งกรัง กลิ่นเหม็นโชยบอกชัดว่านี่คือรองเท้าเน่าที่อาเถี่ยใส่ลุยในฟาร์มไก่จนพังแล้ว
รองเท้าผ้าดึงรั้งน้ำหนักฆ้องทองแดงที่อยู่อีกฝั่งของคอ ชั้นขี้ไก่ที่แห้งเกรอะกรังนั้นมาแบบจัดหนักจัดเต็ม
หลี่ตงไม่สนใจกลิ่นเหม็น ชำเลืองมองน้ำขุ่นคลั่กที่อยู่ห่างจากสันเขื่อนไม่มาก หวังแค่ว่าจะทันเวลา!
ไม่มีใครอยากไร้บ้าน!
จากปี 1998 ถึงปี 2019 เวลา 21 ปี เขาเคยเหลวไหล เคยเหนื่อย เคยร้องไห้ เคยสู้ชีวิต ถึงแม้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ จนได้เป็น ฉีเทียนต้าเซิ่ง แต่ก็เข้าใจความหมายของบ้านเกิดและความรับผิดชอบแล้ว
ก้อนดินสามประสานที่ตำเท้า กิ่งพุทราป่าริมเขื่อนที่เกี่ยวจนเจ็บ ล้วนบอกหลี่ตงว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน!
ความทรงจำของหลี่ตงผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ทางตอนกลางและตอนเหนือของอำเภอชิงเจ้าฝนไม่ตกเลยตั้งแต่เริ่มสอบเกาเข่า แต่เขตภูเขาทางตอนใต้ฝนตกหนักติดต่อกัน เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งรับแรงดันไม่ไหว ต้องระบายน้ำลงสู่ปลายน้ำ ส่งผลให้พื้นที่ตอนกลางและปลายน้ำวิกฤตหนัก
ขาดประสบการณ์ต้านน้ำท่วม คาดการณ์ระดับความรุนแรงของน้ำต่ำเกินไป สถานการณ์คืนนี้ หมู่บ้านตระกูลหลี่มีคนเฝ้าเวรบนคันกั้นน้ำแค่สิบกว่าคน กระจายกันอยู่ ซึ่งเคยต้องแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง
วิ่งเลาะคันกั้นน้ำมาจนถึงโค้งหักศอกสุดท้าย หลี่ตงเห็นหลี่เหวินเยว่
เด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดคนนี้ร่างกายไม่แข็งแรงแต่กำเนิด โตมาความสูงใช้ได้แต่ผอมแห้งมาก นั่งอยู่ตรงมุมแหลมของเขื่อนสามเหลี่ยมที่ยื่นเข้าไปในน้ำ ถามด้วยความแปลกใจ "หลี่ตง นายมาทำไม?"
หลี่ตงไม่ตอบ ข้ามเขื่อนสามเหลี่ยมมุ่งหน้าไปทางเหนือต่อ แสงไฟฉายส่องลงไปที่แม่น้ำ มองหาจุดที่อาจจะผิดปกติ
หลี่เหวินเยว่สงสัย เพื่อนซี้ที่หาความน่าเชื่อถือไม่ค่อยได้คนนี้จะทำอะไรของมัน?
ยังไม่ทันคิดตก หลี่ตงก็วิ่งออกไปเกือบยี่สิบเมตรแล้ว หลี่เหวินเยว่รีบตามไปติดๆ
ตูม
เหมือนมีอะไรตกลงไปในน้ำ? หลี่ตงรีบหยุดดู นอกจากน้ำขุ่นคลั่ก ก็มีแต่ผักตบชวาที่หอบเอาขยะต่างๆ ลอยมา
"หลี่ตง ฉันเหมือนได้ยินเสียงอะไรแว่วๆ?" หลี่เหวินเยว่ก็กำลังเพ่งมอง
เสียงไม่ดัง อยู่ไกลหน่อยก็ไม่ได้ยินแล้ว
เสียงที่เหมือนมีเหมือนไม่มีดังมาจากข้างล่างอีกครั้ง ตรงจุดที่ไฟฉายของหลี่เหวินเยว่ส่องพอดี ดินสามประสานที่เปียกชุ่มก้อนหนึ่งแตกหลุดร่วงลงไปในน้ำ
"คงไม่มีอะไรมั้ง?" หลี่เหวินเยว่ถอยหลังไปสองก้าว "เขื่อนช่วงโค้งนี้หนาที่สุด แถมยังมีเขื่อนสามเหลี่ยม..."
หลี่ตงประมวลผลกับความทรงจำบางอย่าง สีหน้าเริ่มดูไม่ดี
เคยได้ยินคนพูดถึงบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านชลประทาน ว่าทำไมคันกั้นน้ำช่วงนี้ถึงพัง
ตามปกติแล้ว คันกั้นน้ำช่วงโค้งนี้หนาที่สุด แถมยังมีมุมแหลมของเขื่อนสามเหลี่ยมช่วยผ่ากระแสน้ำที่พุ่งเข้ามาตรงๆ ไม่น่าจะมีปัญหา
แต่ตามคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญ เขื่อนสามเหลี่ยมผ่ากระแสน้ำ ลดแรงปะทะทางตรง ทำให้เกิดพื้นที่น้ำวนทางด้านเหนือของตัวเขื่อน แต่ริมตลิ่งทางทิศเหนือของพื้นที่น้ำวนนั้น กลับเกิดกระแสน้ำหมุนวนใต้น้ำเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ ทำให้กระแสน้ำนอกพื้นที่น้ำนิ่งไหลเร็วและซับซ้อนยิ่งขึ้น กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อคันกั้นน้ำเก่าแก่
แน่นอน สาเหตุใหญ่ที่สุดก็คือการขาดการซ่อมบำรุงมานานปี
หลี่ตงดึงตัวหลี่เหวินเยว่ รีบถอยกลับไปที่เขื่อนสามเหลี่ยมที่มั่นคงกว่า พูดว่า "เหวินเยว่ นายไปตามปู่สาม! " ปู่สามคือเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้าน "บอกให้ปู่รีบมาดูด่วน!"
หลี่เหวินเยว่มองเพื่อนซี้ที่ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มั่นใจว่านี่ไม่ใช่การทำตัวบ้าบอ รีบวิ่งลงจากคันกั้นน้ำ ใส่เกียร์หมาวิ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ทันที
ในอดีต ตลิ่งช่วงนี้เคยกลืนกินชีวิตของหลี่เหวินเยว่ แต่ตอนนี้เขาไสหัวไปพ้นๆ ได้สักที
พอหลี่เหวินเยว่หายไปในความมืด หลี่ตงปลดฆ้องออกจากคอ มือซ้ายถือฆ้อง มือขวาจับส้นรองเท้าผ้าเน่าๆ ง้างแขนเต็มแรง ฟาดพื้นรองเท้าใส่ฆ้องทองแดงอย่างจัง
ผ่าง
เศษขี้เถ้าสีดำนับไม่ถ้วนฟุ้งกระจาย ตกลงในแม่น้ำ ตกลงบนฝั่ง และตกลงบนตัวหลี่ตง
ผ่าง
เศษสีดำปลิวว่อนขึ้นมาอีก กลิ่นที่ซ่อนอยู่ในนั้น กระตุ้นจิตวิญญาณคนให้ตื่นตัวสุดขีด!
หลี่ตงตีฆ้องฉุกเฉินแล้ว!
—
ฉีเทียนต้าเซิ่ง → โสดขึ้นคาน