บทที่ 2 เสาหลัก
บทที่ 2 เสาหลัก
เสียงฆ้องแสบแก้วหูดังสะท้อนไปไกลในความมืด ปลุกหมู่บ้านที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น แสงไฟนับไม่ถ้วนสว่างพรึ่บ หมู่บ้านตระกูลหลี่ตื่นแล้ว ฟื้นคืนชีพแล้ว!
ผ่าง ผ่าง
หลี่ตงยังคงใช้รองเท้าเน่าตีฆ้องต่อไป พร้อมกับคิดแผนการขั้นต่อไปในหัว
"ใครตีฆ้อง!" มีเสียงตะโกนมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ "ใครมันตีฆ้องวะ!"
หมู่บ้านตระกูลหลี่อยู่ติดริมแม่น้ำ คนที่เฝ้าเวรอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านและบนแม่น้ำเริ่มวิ่งกันมาแล้ว
หนึ่งในนั้นมีอาเถี่ยรวมอยู่ด้วย
"หลี่ตง แกตีฆ้องทำบ้าอะไร!" อาเถี่ยวิ่งเลาะคันกั้นน้ำมา "เรื่องแบบนี้ล้อเล่นไม่ได้นะโว้ย!"
หลี่ตงเห็นคนทยอยกันมาแล้ว ก็ตะโกนสุดเสียง "ทางเหนือของเขื่อน ดินสามประสานร่วงลงไปแล้ว ผมกับเหวินเยว่เห็นกับตา!"
ยังไม่ได้รู้เวลาแน่ชัด หลี่ตงเลยถามอาจากหมู่บ้านที่เดินนำหน้ามา ทราบว่ายังไม่ถึงสี่ทุ่มครึ่ง ก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง จำได้ว่าเขื่อนพังตอนตีสามครึ่ง
ชายฉกรรจ์ชาวนาสามสิบคนรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว บางคนตายังปรือ บางคนยังงงว่าเกิดอะไรขึ้น บนสันเขื่อนเริ่มวุ่นวาย
เสียงตะโกนของหลี่เหวินเยว่ดังมาแต่ไกล "ปู่สามมาแล้ว! หลี่ตง ปู่สามมาแล้ว!"
ทุกคนเหมือนเจอเสาหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ แสงไฟฉายและสายตาทุกคู่หันขวับไปทางนั้น
หลี่เหวินเยว่วิ่งเหยาะๆ ตามหลังชายชราผมสั้นมาติดๆ ชายชราร่างกายแข็งแรง แผ่นหลังใต้เสื้อเชิ้ตผ้าเทโร เหยียดตรง เวลาวิ่งดูมั่นคงทรงพลัง
จุดเด่นที่สุดของแกคือคิ้วกระบี่สองข้างนั้น แม้จะมีสีขาวแซมบ้างแล้วแต่ยังดกหนา หลี่ตงเห็นทีไรเป็นต้องนึกถึงอาจารย์ปราบผีในหนังฮ่องกงทุกที
ชายชราก้าวยาวๆ ขึ้นมาบนสันเขื่อนตามทางเดิน ทุกคนต่างส่งเสียงทักทาย
"อาสาม!"
"ลุงสาม!"
หลี่ตงก็เรียก "ปู่สาม"
"อื้ม"
นี่คือ หลี่เจิ้นหลิน เลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านตระกูลหลี่ เป็นพี่น้องลำดับที่สามในตระกูล ตั้งแต่หลี่ตงจำความได้ แกก็ช่วยเหลือครอบครัวเขามาตลอด
"สถานการณ์เป็นไง?" หลี่เจิ้นหลินเอ่ยปากปุ๊บ คนอื่นก็เงียบปากปั๊บ
ไม่ใช่เวลามาพูดมาก หลี่ตงรีบตอบ "ทางเหนือของเขื่อนไปยี่สิบกว่าเมตร มีคันกั้นน้ำช่วงหนึ่ง เมื่อกี้ดินสามประสานร่วงลงไปต่อเนื่องเลยครับ" เขาเน้นย้ำ "เหวินเยว่ก็เห็น"
หลี่เจิ้นหลินหันไปมองคนข้างๆ หลี่เหวินเยว่รีบเสริม "ผมกับหลี่ตงเห็นกับตาครับ"
บรรยากาศรอบข้างตึงเครียดขึ้นมาทันที
หลี่ตงไม่ใช่เด็กหนุ่มเลือดร้อนวัยสิบแปดอีกแล้ว เขาไม่ถือสาที่ทุกคนดูจะเชื่อคำพูดของเพื่อนซี้มากกว่า
จะว่าไป นี่ก็เป็นผลจากการทำตัวเกเรสารพัดเรื่องตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาของเขาเอง
ทุกคนในที่นี้ แม้แต่หลี่เจิ้นหลินที่อาวุโสที่สุด ก็ไม่มีใครมีประสบการณ์ต้านน้ำท่วมจริงๆ จังๆ สักคน แต่หลี่เจิ้นหลินต้องคุมสติคนให้อยู่ "คนเข้าเวร กลับไปเฝ้าจุดตัวเองเดี๋ยวนี้! เบิกตาดูให้กว้างๆ เข้าไว้!"
ไม่มีใครคัดค้าน รวมถึงเจ้าไก่เหล็กด้วย ต่างรีบกลับประจำจุดของตน
หลี่ตงกระซิบ "ให้อาเถี่ยอยู่ต่อเถอะครับ ฟาร์มไก่แกอยู่ใกล้ เครื่องมือเยอะ"
หลี่เจิ้นหลินปรายตามองหลี่ตงแวบหนึ่ง ดูแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร พูดสั่งการทันที "เจี้ยนปิน แกอยู่ต่อ!"
หลี่เหวินเยว่มองหลี่ตง กลับตัวกลับใจแล้วเหรอ? เมื่อก่อนไม่หาเรื่องใส่ตัวก็บุญโขแล้ว!
หลี่เจิ้นหลินพูดต่อ "คนอื่นรออยู่ตรงนี้ เหวินเยว่ เอาไฟฉายมา หลี่ตง เจี้ยนปิน เจี้ยนเซ่อ พวกแกสามคนตามฉันมา"
หลี่ตงส่งฆ้องให้หลี่เหวินเยว่ แล้วเดินนำหน้าไปอย่างห้าวหาญ
มาถึงจุดเดิม หลี่ตงส่องไฟฉายลงไป พร้อมเตือน "ทิ้งระยะห่างกันหน่อยครับ อย่าไปกระจุกรวมกัน!"
หลี่เจิ้นหลินหยุดห่างจากหลี่ตงหนึ่งเมตร มองลงไปพร้อมพูดว่า "ฟังเจ้าหลี่ตงมัน"
เจ้าไก่เหล็กเร่งฝีเท้า มาหยุดหน้าหลี่ตงสองเมตร ส่วนหลี่เจี้ยนเซ่อรั้งท้ายสุด
ภายใต้แสงไฟฉาย คันกั้นน้ำช่วงนี้ตรงจุดใกล้ผิวน้ำ เศษดินสามประสานจำนวนไม่มากนัก ร่วงลงน้ำกะปริดกะปรอยเหมือนฝนตกประปราย เดี๋ยวหยุดเดี๋ยวตก
"เหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรนะ" หลี่เจี้ยนเซ่อบ่นงึมงำอยู่ข้างหลัง
หลี่ตงรีบแถ "ข้างบนร่วง แสดงว่าข้างล่างเปื่อยหมดแล้ว"
คำพูดนี้แน่นอนว่ามั่วเอาจากความทรงจำ
ฟาร์มไก่ของเจ้าไก่เหล็กอยู่ไม่ไกล "เสี่ยงดวงไม่ได้นะเว้ย"
หลี่เจิ้นหลินไม่รู้เรื่องชลประทาน ครั้งสุดท้ายที่ซ่อมแม่น้ำคือยุค 50 มันนานเกินไปแล้ว
คราวนี้ ตอนไปประชุมที่ตำบล พวกเขาแค่บอกว่าต้นน้ำปล่อยน้ำ ให้แต่ละหมู่บ้านให้ความสำคัญกับการป้องกันน้ำท่วม แต่จะให้ความสำคัญยังไง จะป้องกันยังไง คนที่ไม่เคยเจอน้ำท่วมมาหลายสิบปีก็ไม่รู้เหมือนกัน
"ต้องเช็กให้ละเอียด!" หลี่เจิ้นหลินสั่ง "ชีวิตคนในหมู่บ้านพันกว่าชีวิต..."
ใครๆ ก็รู้ว่าเรื่องเฉพาะทางต้องให้มืออาชีพทำ แต่ถ้าไม่มีมืออาชีพจะทำยังไง?
หลี่ตงอย่างน้อยก็เคยดูข้อมูลน้ำท่วมปี 98 มาบ้าง แถมยังเคยร่วมรบกับพี่น้องชาวบ้านและพี่ๆ ทหารสู้กับไต้ฝุ่นเลกิปี 19 มาแล้ว ถึงสุดท้ายจะแพ้ให้กับทางลอดใต้สะพานทางด่วนที่ฝนตกทีไรก็น้ำท่วมทุกที แต่ในหมู่คนตาบอด คนตาดีข้างเดียวก็นับเป็นราชา ก็นับว่าพอมีประสบการณ์บ้างล่ะมั้ง?
และนี่ไม่ใช่เวลามาถ่อมตัวหรือลังเล!
"ปู่สาม ช่วงสองวันนี้ผมดูทีวี ภาคใต้ก็เริ่มน้ำท่วมใหญ่แล้ว" หลี่ตงหาข้ออ้างที่ฟังขึ้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ "ในข่าวเคยบอกสัญญาณเตือนก่อนเขื่อนจะแตกครับ"
หลี่เจิ้นหลินไม่เชื่อไอ้เด็กไม่เอาถ่านอย่างหลี่ตง แต่แกเชื่อข่าว "ว่ามา!"
แกไม่รู้ แต่แกมีวิจารณญาณ
หลี่ตงชี้ไปที่ลาดดินด้านนอกคันกั้นน้ำก่อน "ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ก่อนเขื่อนจะเกิดเรื่อง ปกติจะมีน้ำซึมหรือน้ำผุด ออกมาครับ"
หลี่เจิ้นหลินพอนึกออกลางๆ เหมือนเคยเห็นในทีวี สั่งการ "เจี้ยนเซ่อ ไปเรียกคนมาสักสองสามคน ดูให้ละเอียดๆ"
หลี่เจี้ยนเซ่อรับคำ วิ่งกลับไป
เพราะเสียงฆ้องเมื่อครู่ บริเวณเขื่อนเลยมีคนมารวมตัวกันมากขึ้น
หลี่ตงหันกลับไปมองแม่น้ำอีกครั้ง "ต้องลงไปดูครับ ว่าเขื่อนใต้น้ำโดนน้ำเซาะเป็นหลุมหรือเปล่า? ถ้ามี หลุมใหญ่แค่ไหน? อยู่ตรงไหนแน่..."
ถึงแม้คนพูดเมื่อก่อนจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่ประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชนของหลี่เจิ้นหลิน เพียงพอที่จะตัดสินใจได้
ความสัมพันธ์ในตระกูลของชนบทหลายแห่งซับซ้อนยุ่งเหยิง โดยเฉพาะมณฑลไท่ตง ที่หัวอนุรักษ์นิยม
ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะขึ้นมาเป็นเสาหลักในหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติซับซ้อนแบบนี้
มันไม่ได้อาศัยแค่ลำดับอาวุโสอย่างเดียว
"อีกอย่าง" หลี่ตงพูดรัวเร็ว "พวกกระสอบสานกับทรายและหิน รีบขนมาเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ..."
หลี่เจิ้นหลินถอนหายใจเงียบๆ ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเด็ดขาด "เตรียมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด" แกหันหลังกลับเดินไปทางเขื่อนสามเหลี่ยม พูดไปเดินไป "เจี้ยนปิน พาคนไปเอาเครื่องมือที่ฟาร์ม เชือก พลั่วเหล็ก เอามาเยอะๆ"
ของพวกนี้ใช้เสร็จคืนได้ เจ้าไก่เหล็กลังเลนิดหน่อย "อ้อ ได้ๆ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้"
หลี่ตงไม่สนใจเจ้าไก่เหล็กที่วิ่งลงจากคันกั้นน้ำ เดินตามหลังหลี่เจิ้นหลินไป
หลี่เจิ้นหลินไม่รอช้า ตะโกนใส่คนนับสิบชีวิตทั้งบนและล่างคันกั้นน้ำ "พี่น้อง! คันกั้นน้ำไม่ปลอดภัย! มันเกี่ยวกับความปลอดภัยของทั้งหมู่บ้าน! ไอ้กั๋ว ไอ้หงซิง ขับรถไถของพวกแก ไปขนหินกับทรายที่ปากทางทิศใต้ของหมู่บ้านมา! แบ่งคนไปช่วยกัน! บ้านใครมีกระสอบสาน ไปเอามา! ยิ่งเยอะยิ่งดี! ใครมีทรายมีหิน ไปลงบัญชีไว้กับคนทำบัญชี!"
"ทรายเหลืองที่ผมเพิ่งขนมาเมื่อวานซืน ยังไม่ได้ขาย อยู่บนรถพอดี" ชาวบ้านหลายคนการศึกษาน้อย แต่ก็รู้ผลของการที่เขื่อนแตก หงซิงพูดอย่างรีบร้อน "เดี๋ยวผมขนมาเลย"
หลี่ตงมองดูคนกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศใต้เงียบๆ จริงๆ แล้วทุกคนเข้าใจดี อยากรักษาบ้านไว้ เวลานี้จะมาคิดเล็กคิดน้อยไม่ได้
หลี่เจิ้นหลินยังตะโกนสั่งต่อ "เหวินเยว่ หลี่หลิน หลี่คุน ไอ้กัง ไปตีฆ้องในหมู่บ้าน เรียกแรงงานผู้ชายมาให้หมด คนที่จะเข้าเวรพรุ่งนี้ก็ให้มาด้วย! เดี๋ยวพอรถมา ผู้หญิงกรอกทรายใส่ถุง ผู้ชายแบกขึ้นไป!"
ยุคนี้อย่าหวังพึ่งเครื่องจักร รถบรรทุกในหมู่บ้านมีไม่กี่คัน รถไถก็นับนิ้วได้
อย่าว่าแต่หมู่บ้านตระกูลหลี่เลย ทางใต้น้ำท่วมหนักขนาดนั้น ส่วนใหญ่ก็ใช้แรงคนแบกขึ้นไปทั้งนั้น
เมื่อเทียบกับหลี่ตง หลี่เจิ้นหลินคิดได้รอบคอบและเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก สั่งกำชับคนที่ไปตีฆ้องเป็นพิเศษ "ไปเรียกพวกลูกเด็กเล็กแดงกับคนแก่ตามตรอกซอกซอยให้ตื่นด้วย ให้ไปรวมตัวที่ตึกสองชั้นที่ใหม่ที่สุดของแต่ละซอย ไปเคาะประตูร้านขายเนื้อของเฉิงลี่เฟิง กับซุนชิ่งไห่ ที่รับจัดโต๊ะจีน ให้เตรียมน้ำกับของกิน ลงบัญชีกองกลางไว้ก่อน! ทำงานเหนื่อยๆ ไม่มีข้าวกินไม่ได้!"
พวกนั้นเพิ่งไป เจ้าไก่เหล็กก็นำคนแบกพลั่วเหล็กและอุ้มเชือกหลายม้วนกลับมา
หลี่เจิ้นหลินมองเชือกแล้วตะโกน "ไอ้เจ็ด! ไอ้เจ็ดล่ะ? เร็วเข้า เตรียมตัวลงน้ำ!"
มีคนตอบเสียงอ่อยๆ "อาเจ็ดเมาแอ๋ตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว จุดประทัดข้างหูก็ไม่ตื่นหรอก"
"ไอ้ลูกกระต่ายนี่!" หลี่เจิ้นหลินกัดฟันกรอด "ไอ้ตัวถ่วงความเจริญ เอ้ย!"
ไม่รู้ทำไม หลี่ตงรู้สึกว่าตอนปู่สามด่าคำนี้ เหมือนจะเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง
ถ้าพูดถึงความเหลวไหล สองหลี่ตงก็ยังเทียบอาเจ็ดหนึ่งคนไม่ได้เลยนะเว้ย?
หลี่ตงคิดฟุ้งซ่านในหัว แต่ปากก็พูดไม่ช้า "ปู่สาม ผมลงไปเอง"
หลี่เจิ้นหลินมองเขาด้วยสายตาแปลกใจยิ่งกว่าเดิม "แกเนี่ยนะ?"
"ถ้าไม่นับอาเจ็ด ในหมู่บ้านมีใครว่ายน้ำเก่งกว่าผมอีก?" หลี่ตงเดินเข้าไปหาอาเถี่ยด้วยความมั่นใจ "แถมยังไม่มีใครหนุ่มแน่นแข็งแรงเท่าผมด้วย..."
ในอดีตกว่าจะเข้าใจความสำคัญของบ้านเกิด ก็ต้องรอจนเวลาผ่านไปนาน เข้าใจว่าพ่อตายในสงครามเหล่าซาน ตั้งแต่เขายังเล็ก คนตระกูลหลี่ทั้งบนทั้งล่างช่วยเหลือครอบครัวเขามาไม่รู้เท่าไหร่
อีกอย่าง มีเชือกอยู่ ไม่อันตรายเท่าไหร่หรอก
หลี่ตงรับเชือกมา คล้องเอว ผูกเงื่อนตาย แล้วเดินไปทางทิศเหนือ จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมาบอก "อาเถี่ย พวกอาช่วยดึงเชือกให้ตึงหน่อย เรามาลองทดสอบกันก่อน"
คนข้างหลังรีบดึงเชือกจนตึง หลี่ตงออกแรงดึงไปข้างหน้า ดังปึด เชือก... ขาด!
หน้าหลี่ตงเขียวปั๊ด อาเถี่ยไอ้แก่ขี้เหนียวเอ้ย ไปเอาเชือกเก่าปีมะโว้ที่ไหนมาวะ?
อาจากตระกูลเดียวกันที่ยืนอยู่หลังเจ้าไก่เหล็กโพล่งขึ้นมา "ขาดก็ดี! ขาดก็ดีแล้ว! ขาดตอนนี้ ดีกว่าไปขาดตอนลงน้ำ!"
หลี่ตงพูดไม่ออก รับเชือกอีกเส้นมา ลองทดสอบดูแล้วไม่มีปัญหา ถึงเตรียมตัวลงน้ำ
เจ็ดแปดคนกระจายกำลังกันอยู่บนสันเขื่อน จับเชือกในมือไว้แน่น คนสุดท้ายเพื่อความไม่ประมาท เลยเอาปลายเชือกไปผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่ใต้คันกั้นน้ำซะเลย
มีคนที่ทำงานเหมืองเอาหมวกกันน็อคกันน้ำมาให้ใบหนึ่ง ใช้ส่องสว่างได้ แถมกันกระแทกได้ด้วย
หลี่ตงสวมหมวก ตรวจสอบเงื่อนที่เอวอีกครั้ง หันหน้าเข้าหาแม่น้ำจับเชือกไว้ พยักหน้าให้คนดึงเชือก
"หย่อนลงไป!" คนข้างหน้าทำหน้าที่ผู้บัญชาการชั่วคราว "ช้าหน่อย! จับให้แน่น!"
หลี่เจิ้นหลินที่ยืนอยู่ริมคันกั้นน้ำกำชับ "ระวังตัวด้วย"
เชือกค่อยๆ ถูกหย่อนลงไปทีละช่วง หลี่ตงเหยียบคันกั้นน้ำดินสามประสานไถลลงไป ครึ่งตัวจมลงในน้ำ กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดจนเขาเซไปทางเหนือเกือบเสียหลัก
โชคดีที่หลี่ตงเตรียมใจไว้แล้ว และว่ายน้ำเก่งมาก เท้าถีบน้ำ จับเชือกแน่น อาศัยแรงดึง พยายามแนบตัวติดกับตลิ่งให้มากที่สุด
"ถุย"
เมื่อกี้กลั้นหายใจ แต่โคลนทรายก็ยังเปรอะเต็มปาก
หลี่ตงทรงตัวให้ดี มือหนึ่งปัดผักตบชวาที่เกี่ยวอยู่ริมตลิ่งออก ทิ้งตัวจมลงไปในน้ำอีกหน่อย มือคลำไปที่คันกั้นน้ำใต้น้ำ
พอลูบไป ตรงที่ควรจะเป็นคันกั้นน้ำ กลับว่างเปล่า!
มือเขาคลำลึกเข้าไปอีก ยังดี ยื่นแขนเข้าไปเกินครึ่งแขนก็เจอขอบ
ตลิ่งถูกเซาะเป็นโพรง แต่ยังไม่ลึกมาก
หลี่ตงต้องการรู้ความยาว ให้คนบนเขื่อนขยับไปทางเหนือ มือก็ยังคลำความลึกอยู่
ทันใดนั้น มีของลื่นๆ ว่ายผ่าน ฝ่ามือโดนของแข็งแหลมคมทิ่ม หลี่ตงเจ็บจนร้องออกมา
เจ้านั่นพลิกตัวในน้ำ แล้วก็ถูกกระแสน้ำพัดหายไป
"เป็นไงบ้าง?" เสียงตะโกนถามดังมาจากข้างบน
หลี่ตงสะบัดมือที่มีเลือดออก "ไม่เป็นไร โดนปลากะย่า แทง!"