บทที่ 19 รายได้สูง

บทที่ 19 รายได้สูง
หลี่ตงหิ้วกระเป๋าและถังน้ำ เดินถามราคาอยู่หลายที่ ในที่สุดก็กลับมายังแผงเดิมที่เคยรู้สึกว่าใช้ได้ ยิ้มทักทายชายร่างเตี้ยอายุราวสามสิบปี "พี่หนิว ผมมาอีกแล้วครับ"
แผงนี้เหมือนร้านขายของชำประเภทของป่า มีตั้งแต่เครื่องในหมู เครื่องในแพะ ไปจนถึงดักแด้หนอนไหม ตัวอ่อนจักจั่น และด้วงหนวดยาว
พี่หนิวเห็นหน้าหลี่ตงก็คุ้นๆ ใบหน้าอ่อนเยาว์และดูซื่อๆ ทำให้เขานึกออก จึงถามว่า "มีของมาเหรอ?"
หลี่ตงวางถังน้ำ เปิดฝาออก ข้างในยั้วเยี้ยไปด้วยตัวอ่อนจักจั่น "วันนี้ให้ราคาเท่าไหร่ครับ?"
พี่หนิวก้มลงกอบขึ้นมาดู ดมกลิ่นนิดหน่อย แล้วโยนกลับลงถัง ไม่พูดพร่ำทำเพลง "15 หยวนต่อจิน พี่เหมาหมด"
ในตลาดมีคนรับซื้อตัวอ่อนจักจั่นหลายเจ้า ราคาพื้นฐานพอๆ กัน หลี่ตงเลยตกลงง่ายๆ "ตกลงครับ!"
พี่หนิวหาตะกร้าพลาสติกมาใบหนึ่ง ชั่งน้ำหนักตะกร้าให้หลี่ตงดู แล้ววางบนกะละมังใบใหญ่หน้าร้าน หลี่ตงเทตัวอ่อนจักจั่นลงไป น้ำไหลซู่ลงมา พี่หนิวคอยพลิกดู พอเห็นตัวที่เริ่มดำก็คัดทิ้ง
ระหว่างรอ พี่หนิวก็ขายของให้ลูกค้าไปหลายราย มีคนหนึ่งซื้อตัวอ่อนจักจั่นกับด้วงหนวดยาวไปถุงใหญ่
เห็นได้ชัดว่าเขามีลูกค้าขาใหญ่
หลี่ตงไม่ได้พูดอะไร ยืนรออย่างอดทน
พอสะเด็ดน้ำ พี่หนิวก็เอาไปขึ้นตาชั่ง หลี่ตงยืนดูอยู่ข้างๆ
ในสวนผลไม้มีตาชั่ง เมื่อเช้าก่อนออกมา แม่ก็ชั่งปลิงกับตัวอ่อนจักจั่นมาแล้ว
พี่หนิวมีลูกค้าประจำที่เป็นร้านอาหารโต้รุ่งและย่านบาร์บีคิวในเฉวียนหนานหลายเจ้า ตัวอ่อนจักจั่นค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม แต่ก็มีกลุ่มคนรักเมนูนี้อยู่ ธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับว่ามีของส่งให้ไหม
เขาเรียกหลี่ตงมาดู "3 จิน 1 เหลี่ยงกว่า คิดให้ 3 จิน 2 เหลี่ยงก็แล้วกัน!"
เพราะมีน้ำติดมาด้วย แถมคัดตัวเสียออกไป ตัวเลขคลาดเคลื่อนนิดหน่อยถือเป็นเรื่องปกติ หลี่ตงตอบรับ "ได้ครับ"
พี่หนิวนับเงิน 48 หยวน ส่งให้หลี่ตง เห็นเขาจะไป ก็ชี้ไปที่กระบอกน้ำว่างเปล่า "กรอกน้ำให้เต็มค่อยไป"
หลี่ตงไม่เกรงใจ รับกาน้ำที่พี่หนิวเอาออกมาจากในร้าน กรอกน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วจนเต็ม แล้วยัดใส่กระเป๋า "ขอบคุณครับ"
พี่หนิวถามย้ำ "พรุ่งนี้มาอีกไหม?"
หลี่ตงยืนยัน "มาครับ เวลาเดิม"
พี่หนิวยกนิ้วโป้งให้ "เด็กสมัยนี้ รู้จักหาเงินมีไม่เยอะ"
ตลาดมีโซนรับฝากจักรยาน มีลุงยามเฝ้า แต่หลี่ตงงกค่าฝากรถ ห้าเจียว เลยไม่ได้เอารถมา เดินเท้าไปป้ายรถเมล์แถวนั้นแทน ระยะทางไม่ได้ไกลเท่าไหร่
ไม่กี่นาทีต่อมา เขาเจอป้ายรถเมล์สายตรงไปตลาดทิศตะวันตก ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้า คนบนป้ายรถเมล์เยอะมาก
ในกระเป๋าหูหิ้วสีดำของหลี่ตงมีปลิงอยู่ เขาเลยไม่ไปเบียดเสียดกับฝูงชน ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ในที่คนน้อยๆ
"ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวฉันก็ไปถึง" ข้างๆ มีเสียงผู้หญิงแว่วมา "ต้นฉบับเดี๋ยวไปแก้ที่บริษัท"
หลี่ตงหันไปมอง เป็นผู้หญิงอายุราวยี่สิบห้าปี ไว้ผมสั้นทะมัดทะแมง สวมแว่นกรอบดำ ที่คางมีไฝแดงเม็ดหนึ่ง ใส่เสื้อเชิ้ตสีชมพูกับกางเกงทรงกระบอก มือหนึ่งถือกระเป๋า อีกมือถือโทรศัพท์มือถือคุยธุระ
คนรอบข้างต่างพากันมองเธอ ไม่ใช่เพราะสวยหยาดเยิ้ม แต่เพราะโทรศัพท์มือถือ
ในปี 98 คนที่มีมือถือถือเป็นคนส่วนน้อยของส่วนน้อย
ถ้าไม่รวย ก็ต้องทำงานในหน่วยงานพิเศษ
ค่าเครื่องบวกค่าเปิดเบอร์ เท่ากับรายได้ทั้งปีของคนจำนวนมาก
มองแวบหนึ่ง หลี่ตงก็หันกลับมา รถเมล์คันยาวมาถึงพอดี
ยุคนี้ เฉวียนหนานเริ่มใช้รถเมล์แบบไม่มีกระเป๋ารถแล้ว
หลี่ตงล้วงเหรียญห้าเจียว ที่เตรียมไว้ออกมา เดินไปทางประตูหน้า เพราะไม่อยากเบียดเข้าไป เลยรั้งอยู่ท้ายๆ
เห็นชัดว่าขึ้นไปคงไม่มีที่นั่ง เขาค่อยๆ ขยับตามฝูงชนขึ้นไป
ชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้า อยากแย่งที่นั่งบนรถเมล์ ต้องฝ่าดงตีนขึ้นไปจริงๆ
พอขึ้นรถก็ยังเบียด คนยืนกันแน่นเอี๊ยดจนล้นมาถึงประตูหน้า
หลี่ตงมองไปข้างหลัง เขาเป็นคนที่สามนับจากท้ายสุด ผู้หญิงผมสั้นที่คุยโทรศัพท์เมื่อกี้อยู่รั้งท้าย
รถเมล์แน่นมาก โดยเฉพาะตรงประตูหน้า ถ้าจะไปข้างหลังต้องเบียดฝ่าเข้าไป
หลี่ตงถือกระเป๋าหูหิ้ว กำเงิน ห้าเจียว เพิ่งก้าวขึ้นรถ ก็เหลือบไปเห็นชายร่างเตี้ยอายุราวยี่สิบปียืนอยู่ค่อนไปทางหน้ารถ อาศัยจังหวะที่คนเบียดกันขึ้นรถ ล้วงมือไปที่กระเป๋าสะพายใบหนึ่ง
นั่นมันนักล้วงกระเป๋า!
ยุคสมัยที่ต้องปราบปรามอาชญากรรมอย่างหนักแบบนี้ บนรถเมล์มีนักล้วงกระเป๋าชุกชุม มักไม่ได้ทำงานคนเดียว
หลี่ตงรีบละสายตากลับมา เพื่อไม่ให้นักล้วงกระเป๋าไหวตัว
เขาไม่ใช่พ่อพระ ไม่ได้ซื่อบื้อขนาดจะตะโกนจับขโมย
ปาดเหงื่อบนหน้าผาก หลี่ตงดัดเสียงเหน่อสำเนียงชิงเจ้า ถามคนขับหน้าซื่อๆ ว่า "ลูกพี่ รถคันนี้ไปตลาดทิศตะวันตกไหม!"
เสียงดังฟังชัด คนหันมามองเพียบ
ชายร่างเตี้ยหดมือกลับ มองมาทางหลี่ตง เห็นหน้าเปื้อนโคลน เสื้อผ้าสีตุ่นๆ ก็แค่ไอ้หนุ่มบ้านนอกซื่อบื้อคนหนึ่ง เลยละความสนใจกลับไป
"สุดสายเลยน้อง" คนขับเตือน "เดินไปข้างหลัง ฟังเสียงประกาศเรียกป้ายด้วย!"
"ขอบคุณครับ!" หลี่ตงรีบขอบคุณ หยอดเงิน แล้วเดินเบียดไปหลังรถเหมือนไม่เคยเห็นนักล้วงกระเป๋ามาก่อน
แต่เขาจำหน้ามันไว้แม่น วันหลังนั่งรถเจออีกจะได้ระวัง
รถเมล์ยาวมาก ตอนเดินไปตู้หลัง เอามือที่หิ้วกระเป๋าบังกระเป๋ากางเกงไว้ ในนั้นมีเงินตั้งสี่สิบกว่าหยวน
หลี่ตงหันกลับไปมอง ผู้หญิงผมสั้นคนนั้นก็มาอยู่ส่วนท้ายรถ นักล้วงกระเป๋าดูเหมือนจะไม่ได้ตามมา เขาถอนหายใจโล่งอก
ยุคนี้ ขโมยขโจรกล้าชักมีด จะเป็นพลเมืองดีต้องประเมินกำลังตัวเอง และต้องรู้จักวิธีที่เหมาะสม
วรยุทธสูงส่งแค่ไหน ก็แพ้มีด
ยิ่งเขามีแค่มวยวัดด้วยแล้ว
พอรถถึงโรงพยาบาลศูนย์ นักล้วงกระเป๋าก็ลงรถตามหลังคนกลุ่มหนึ่งไป หลี่ตงมองตามออกไปนอกหน้าต่าง เห็นมันเดินไปสมทบกับผู้ชายหัวเกรียนอีกคน ชัดเจนว่าเป็นพวกเดียวกัน
คนบนรถเริ่มบางตา หลี่ตงรอจนได้ที่นั่ง พอได้นั่งก็นึกถึงเรื่องหาเงิน เหม่อลอยไปพักใหญ่
ใกล้ถึงตลาดทิศตะวันตก คนบนรถเหลือน้อยแล้ว ผู้หญิงผมสั้นก็เตือนหลี่ตงว่า "ป้ายหน้าตลาดทิศตะวันตกนะ"
เห็นได้ชัดว่าเธอได้ยินที่หลี่ตงถามคนขับตอนขึ้นรถ
หลี่ตงได้สติ ยิ้มตอบ "ขอบคุณครับ"
คนดีๆ ก็ยังมีเยอะ
ลงจากรถ หลี่ตงไม่เสียเวลา มุ่งหน้าไปประตูทิศเหนือของตลาดสมุนไพร เจอชายวัยกลางคนคนเดิม
อีกฝ่ายกำลังคิดบัญชีอยู่ หลี่ตงรอจนเขาพักมือ ค่อยพูดอย่างสุภาพ "สวัสดีครับ ผมคือ..."
ชายวัยกลางคนเงยหน้า จำเขาได้ ก็พูดแทรกขึ้นมา "มีปลิงมาเหรอ?"
หลี่ตงรีบเปิดกระเป๋าหูหิ้ว หยิบถุงพลาสติกออกมา สัตว์ไร้กระดูกสันหลังหลายสิบตัวกำลังดิ้นยั้วเยี้ย
ชายวัยกลางคนกวาดตามอง แล้วตะโกนสั่งลูกน้อง "เสี่ยวหวัง เอาไปชั่งกิโล ให้ราคา 8 หยวนต่อจิน แล้วเอาไปใส่กะละมังหลังร้าน"
หนุ่มเจ้าเนื้อคนหนึ่งเดินมาเรียกหลี่ตง "ตามมา"
หลี่ตงส่งถุงให้หนุ่มเจ้าเนื้อ เดินตามไปที่ตาชั่งดิจิทัล
หนุ่มเจ้าเนื้อบีบถุงดูสองสามที เช็คว่าน้ำไม่เยอะ แล้ววางบนตาชั่งเลย
ปลิงเจ็ดสิบกว่าตัว น้ำหนักรวม 3.5 จิน ได้เงินมา 28 หยวน
หลี่ตงถามไถ่ว่ายังรับซื้อเรื่อยๆ ไหม แล้วเก็บเงินเดินออกมา
ชายวัยกลางคนไม่ได้มองเขาอีกเลย หลี่ตงรู้สถานะตัวเองดี เทียบกับร้านใหญ่ขนาดนี้ การค้าของเขาเป็นแค่เศษผง
รอบวันนี้ ตัวอ่อนจักจั่นบวกปลิง ทำรายได้รวม 76 หยวน
ถ้าคิดเป็นค่าแรงรายวัน ยุคนี้ถือว่าเป็นรายได้สูงลิบ
หลักๆ มาจากตัวอ่อนจักจั่น ปลิงจับได้น้อย ราคาก็ต่ำกว่า
ผ่านตลาดค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ด หลี่ตงแวะซื้อถ่านไฟฉายกับเทปกาวหน้ากว้างสิบม้วนในราคาส่ง หมดไป 27 หยวน
กลับมาถึงวงแหวนตะวันออก ซื้อฮั่วเซาไส้เนื้อจากแผงลอยข้างทางกินในราคา ห้าเจียว รสชาติอร่อยเหาะ หลักๆ คือหิวโซ
เทียวไปเทียวมา ท้องว่าง ไม่กินอะไรคงไม่ไหว
กินฮั่วเซาหมด ดื่มน้ำไปเกือบครึ่งกระบอก หลี่ตงเอารถจักรยาน ปั่นฝ่าแดดตอน 11 โมงกลับบ้าน ระหว่างทางแวะเก็บเหยื่อล่อสี่จุดในแม่น้ำ
โชคดีใช้ได้ ฟางข้าวสาลีชุบเลือดไก่สี่มัด ได้ปลิงตัวใหญ่มาเกือบสี่สิบตัว
กลับถึงสวนผลไม้ พักผ่อนครู่หนึ่ง หลี่ตงก็เริ่มพันเทปกาวรอบต้นไม้ หูชุนหลานตื่นจากงีบกลางวันก็มาช่วย
เกิดในชนบท โตในชนบท งานแค่นี้จิ๊บจ๊อย
หลี่ตงเล่าเรื่องรายได้รอบนี้ให้ฟัง จะแบ่งเงินให้ หูชุนหลานไม่เอา
"เงินอย่าใช้มั่วซั่ว!" หูชุนหลานเคยเห็นวัยรุ่นเสียคนเพราะมีเงินใช้ฟุ่มเฟือย สังคมสมัยนี้ยิ่งนับวันยิ่งมองกันที่วัตถุ "ลูกไม่มีเงินติดตัวไม่ได้ เดี๋ยวสาวๆ ไม่แล"
หัวข้อนี้ หลี่ตงไม่ต่อความยาว ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
สองคนแม่ลูกช่วยกันทำค่อนบ่ายกว่าจะเสร็จ พอตะวันบ่ายคล้อย หลี่ตงก็ถือแหกับถุงน้ำไปที่แม่น้ำ
เขาติดค้างปลา หลี่หลานหลาน ลูกสาวบ้านอาเถี่ย วันหลังยังต้องใช้เลือดไก่ จะใช้ฟรีๆ ไม่ได้ เอาปลาไปแลกเป็นครั้งคราว จะได้ไม่ต้องฟังอาเถี่ยบ่น
หลี่ตงมาที่เขื่อนสามเหลี่ยมอีกครั้ง
ฝูงปลาที่มากับน้ำระบายจากอ่างเก็บน้ำกระจายตัวไปหมดแล้ว ปลาใหญ่กระจัดกระจายอยู่ในแม่น้ำ แหแรกได้แค่ปลาเฉาตัวเท่าฝ่ามือตัวเดียว ปลิงสักตัวยังไม่มี
เก็บปลาเสร็จ หลี่ตงย้ายที่ หว่านแหต่อ ปลาใหญ่หายหัวไปหมด ได้มาแค่ปลิงไม่กี่ตัวกับปลาตะเพียนทอง
พอหว่านแหที่ห้า ในที่สุดก็ได้ปลาเฉาหนัก 1.5 จิน ขึ้นมาตัวหนึ่ง
กลับมาบนเขื่อน หลี่ตงเก็บปลาแล้วหว่านใหม่อีกที คราวนี้ดวงเปลี่ยน ลากปลาดุกยักษ์หนักตั้ง 3.5 จิน ขึ้นมาได้
นี่ต้องเป็นปลาหลุดมาจากอ่างเก็บน้ำแน่ๆ แม่น้ำช่วงหมู่บ้านตระกูลหลี่หน้าแล้งน้ำขาดบ่อย บางทีก็แห้งขอด ไม่มีทางมีปลาใหญ่ขนาดนี้โตได้
สองชั่วโมงต่อมา หลี่ตงได้ปลาเฉากับปลาดุกมาอีกหน่อย ตัวไม่ใหญ่มาก อย่างหลังตัวใหญ่สุดแค่จินกว่าๆ
ไม่นานนัก เด็กสาวอายุสิบสามสิบสี่ก็เดินมาจากทางฟาร์มไก่ ปีนขึ้นคันดิน ตะโกนเรียกหลี่ตง "พี่ตง! หนูมาแล้ว!"
หลี่หลานหลานถือซองบุหรี่แข็ง หยิบเมล็ดแตงโมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
พอมาถึงบนเขื่อนสามเหลี่ยม เธอยื่นซองบุหรี่ให้หลี่ตง "พี่ตง กินเมล็ดแตงโมไหม"
"กินเลย" หลี่ตงลากถุงน้ำขึ้นมา ให้เธอมาดู "ปลาใหญ่มีปลาเฉากับปลาดุก อีกถุงมีปลาเฉา หลานหลาน เลือกเอาเลย"
หลี่หลานหลานรู้จักหลี่ตงมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่เกรงใจอยู่แล้ว "เอาปลาดุกได้ไหม? คราวก่อนพ่อหนูเชือดไปตัวหนึ่ง หนักตั้ง 5 จิน อร่อยมาก!"
หลี่ตงเงยหน้ามองฟ้าอย่างหมดคำพูด นึกถึงปลาดุกในบ่อขี้ไก่ของอาเถี่ย เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์คือตัวเดียวกับที่หลานหลานพูดถึง
เอาปลาดุกกินขี้ไก่จนโตให้ลูกสาวกิน อาเถี่ย นี่อาใช่พ่อแท้ๆ ของหลานหลานแน่เหรอ?
หลี่ตงนึกถึงปลาดุกตัวนั้นแล้ว รู้สึกว่าชาตินี้คงกินปลาดุกไม่ลงอีกแล้ว
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมปลาดุกถึงตกอับ
หลี่ตงไปหาเถาวัลย์หนาม จะร้อยตัวที่ใหญ่ที่สุดให้
"เอาตัวเล็กก็พอ" หลี่หลานหลานรีบห้าม "เอาตัวเล็กก็พอค่ะ"
หลี่ตงไม่ได้เอาตัวเล็กสุดให้ จับปลาดุกตัวหนักจินกว่าขึ้นมา เอาเถาวัลย์หนามร้อยปาก ส่งให้หลี่หลานหลาน แล้วกำชับเป็นพิเศษ "หลานหลาน กลับไปให้แม่เชือดตุ๋นกินเลยนะ อย่าให้พ่อเอาไปเลี้ยงต่อล่ะ"
"รับทราบ" หลี่หลานหลานกินเมล็ดแตงโมหมดพอดี โยนซองบุหรี่ทิ้งไว้บนฝั่ง รับปลามา แล้วถามว่า "พี่ตง วันนี้พี่เข้าเมืองมาเหรอ?"
หลี่ตงตอบเลี่ยงๆ "ไปมาแป๊บนึง"
หลี่หลานหลานแกว่งปลาดุกไปมา "หนูก็อยากไปเที่ยวในเมือง พ่อไม่ยอมให้ไป บอกว่าในเมืองคนเลวเยอะ"
นึกถึงนักล้วงกระเป๋าที่เจอวันนี้ หลี่ตงพูดว่า "คนเลวไม่น้อยจริงๆ"
หลี่หลานหลานนึกขึ้นได้ ร้องบอกว่า "หนูไปก่อนนะ จะรีบกลับไปให้แม่ทำปลาให้กิน"
เด็กสาวรีบวิ่งลงจากคันดินไป
หลี่ตงดูท้องฟ้า ยังไม่รีบกลับ หว่านแหต่อ
ในหัวก็ขบคิดปัญหาหนึ่งไปด้วย
ยุคสมัยนี้ สังคมค่อนข้างวุ่นวาย ทั้งในชนบทและในเมือง วันข้างหน้าเขาอาจต้องนั่งรถเมล์บ่อยๆ โอกาสเจอนักล้วงกระเป๋ามีสูงมาก
เขาทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ รับเงินสด ถ้าโดนนักล้วงกระเป๋าเล็งเข้า ขโมยไม่ได้เผลอๆ จะโดนปล้นเอาดื้อๆ
จะพกมีดพกอะไรไว้ป้องกันตัวดีไหม? หลี่ตงส่ายหน้าทันที คนดีๆ ที่ไหนเขาพกมีดกัน ตอนนี้กำลังกวาดล้างอาชญากรรมอยู่ด้วย ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจะแก้ต่างลำบาก

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 19 รายได้สูง

ตอนถัดไป