บทที่ 6 จะหนีไปแบบหางจุกตูดไม่ได้
บทที่ 6 จะหนีไปแบบหางจุกตูดไม่ได้
เพราะความตื่นเต้นจากระบบที่ได้มาแบบปุบปับ เสิ่นฮ่าวเลยมัวแต่เห่อของใหม่จนดึกดื่น กว่าจะหลับลงได้ก็ปาเข้าไปค่อนคืน
เช้าวันต่อมา นาฬิกาปลุกสามรอบก็ปลุกเขาไม่ตื่น
กว่าจะลืมตาตื่นขึ้นมา ก็ปาเข้าไปสิบโมงเช้าแล้ว
เขาสะดุ้งลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติ สิ่งแรกที่ทำคือคว้ามือถือมา @ผู้จัดการ ในกลุ่มวีแชทแผนก
"ผู้จัดการครับ ผมเสิ่นฮ่าว ขอโทษทีครับพอดีไม่ค่อยสบาย วันนี้ขอลาช่วงเช้า เดี๋ยวบ่ายจะเข้าไปเขียนใบลาที่บริษัทนะครับ"
ตามหลักแล้ว การลาแบบนี้ต้องบอกล่วงหน้า นี่จะเที่ยงอยู่แล้วเพิ่งมาลา ชัดเจนว่าตื่นสายแล้วหาข้ออ้าง
แต่ในบริษัท เรื่องแบบนี้รู้กันอยู่แก่ใจ ปกติหัวหน้าก็จะไม่มาฉีกหน้ากันโต้งๆ หรอก
น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า นี่คือมารยาททางสังคม
เสิ่นฮ่าวไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เขาเป็นพนักงานดีเด่นที่มาเช้ากลับดึกที่สุดในบริษัทแทบทุกวัน!
ข้อความลาเพิ่งส่งไป ยังไม่ทันวางมือถือ ผู้จัดการก็ตอบกลับมาทันที
"นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว? ยังมีหน้ามาขอลาตอนนี้อีก! ช่วงเช้าถือว่าขาดงาน ใบลาไม่ต้องมาเขียนย้อนหลังหรอก"
เพื่อนร่วมงานคนอื่นในกลุ่มเริ่มเม้าท์กันแล้ว
"ฮ่าๆ เสี่ยวเสิ่นเมื่อคืนไปทำไรมา วันนี้ถึงไม่ตื่น วัยรุ่นก็เพลาๆ หน่อยนะ รักษาสุขภาพบ้าง" อันนี้ยังถือว่าแซวเล่นขำๆ
"เหอๆ วัยรุ่นสมัยนี้ทัศนคติการทำงานมีปัญหาจริงๆ! ชัดๆ ว่าขาดงาน ยังมาอ้างป่วยขอลา มีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐมายืนยันไหมล่ะ? ใครจะไปรู้ว่าป่วยจริงหรือเปล่า?" ไอ้นี่กะซ้ำเติมชัดๆ
อย่าเพิ่งพูดเรื่องทัศนคติเลย ต่อให้ป่วยจริง ถ้าไม่ได้เป็นอะไรหนักหนา คนปกติเขาก็นอนพักกินยาอยู่บ้านไหม?
ใครจะบ้าหอบสังขารไปโรงพยาบาลรัฐกัน?
สมัยนี้เข้าโรงพยาบาลน่ะง่ายแต่ออกยาก ต่อให้แค่ปวดหัวตัวร้อน เข้าไปทีถ้าไม่เสียสักพันสองพันคงไม่ได้เดินออกมาหรอก!
"อุ๊ยตาย เสิ่นฮ่าวไม่สบายเหรอ? ไม่ใช่ว่าเมื่อวานโดนผู้จัดการดุแล้วน้อยใจ เลยแกล้งไม่มาทำงานหรอกนะ"นี่คือข้อความของเสี่ยวหลิว อ่านแล้วเสิ่นฮ่าวคันฟันยิบๆ
ยัยเสี่ยวหลิวนี่ร้ายจริงๆ เล่นโยนฟืนเข้ากองไฟชัดๆ
กำลังจะพิมพ์ตอบโต้ ก็มีเพื่อนร่วมงานอีกคนแทรกขึ้นมา
"พอได้แล้วน่า ทุกคนก็เคยลากันทั้งนั้น เสิ่นฮ่าวทำงานมาปีกว่าแล้วมั้ง นี่เพิ่งลาครั้งแรกเอง ใครมันจะไม่เจ็บไม่ป่วยบ้าง ผู้จัดการคะ อย่าเช็กขาดงานเสิ่นฮ่าวเลย ผลงานปกติเขาก็เห็นๆ กันอยู่ ในแผนกมีใครขยันกว่าเขาอีก""
ในที่สุดก็มีคนพูดดีๆ ให้บ้าง เสิ่นฮ่าวรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาหน่อย
นั่นคือ "พี่หู" หัวหน้าฝ่ายบริการลูกค้าที่ดูแลลูกค้าระดับ S พี่เขาอายุมากกว่าเสิ่นฮ่าวไม่กี่ปี นิสัยใจคอดีและเป็นมิตรกับน้องๆ มาก
หน้าตาของพี่หูยังพอมีความหมาย พอเห็นเธอออกโรงปกป้องเสิ่นฮ่าว น้ำเสียงของผู้จัดการก็เปลี่ยนไป
เขาส่งข้อความมาอีกว่า "เออๆ งั้นเสิ่นฮ่าวบ่ายนี้รีบมาทำงานให้ตรงเวลาล่ะ อย่าให้มีครั้งหน้าอีก!"
เสิ่นฮ่าววางมือถือลงอย่างเซ็งๆ เตรียมตัวไปอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน
ขณะยืนแปรงฟันอยู่ในห้องน้ำแคบๆ เสิ่นฮ่าวเผลอเงยหน้ามองกระจกที่แขวนอยู่เหนืออ่างล้างหน้า
ภาพในกระจกคือใบหน้าของชายหนุ่มที่ดูสดใส คิ้วตาคมคาย ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ผมสั้นดูทะมัดทะแมง
เสิ่นฮ่าวกะพริบตาปริบๆ เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ คาบแปรงสีฟันค้างอยู่อย่างนั้น
เขาเป็นถึงผู้ชายที่มีระบบเสินฮ่าวครอบครองแล้วนะเว้ย!
ทำไมต้องมาทนรองมือรองเท้าผู้จัดการกับเพื่อนร่วมงานด้วย?
เมื่อกี้เขาน่าจะด่าสวนผู้จัดการไปสักชุด แล้วประกาศกร้าวไปเลยว่า "ฉันไม่ทำแล้ว ลาออก!"
ทำแบบนั้นมันจะสะใจแค่ไหนกันเชียว!
เรื่องอะไรต้องถ่อสังขารไปบริษัท ทำงานงกๆ เหมือนหมา แล้วรับเศษเงินเดือนละสี่พันกว่าหยวน?
พอระบบอัปเกรดแล้ว เงินรางวัลรายวันก็ได้สี่พันกว่าหยวน เท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนของเขาเลยนะ
นอนกระดิกตีนอยู่บ้านก็ได้เงินเท่าทำงานทั้งเดือน แล้วจะไปทนรับอารมณ์ใครทำไม!
ด้วยความวู่วามชั่ววูบ เสิ่นฮ่าวบ้วนฟองยาสีฟัน บ้วนปากลวกๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องนอน หยิบมือถือเตรียมโทรหาผู้จัดการ
จังหวะที่นิ้วกำลังจะกดโทรออก เขาก็ชะงัก
คำพูดของพวกผู้จัดการ เสี่ยวหลิว และลูกค้าเมื่อวาน ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
‘แกมันก็แค่ไอ้พวกคอลเซ็นเตอร์กระจอกๆ เดือนนึงหาเงินได้กี่ตังค์เชียว มีสิทธิ์อะไรมาบอกให้ฉันเกรงใจ!’
‘วันๆ เอาแต่ทำตัวสูงส่ง จะสร้างภาพให้ใครดูย๊ะ!’
‘ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวของนาย!’
‘ความฝันบ้าบออะไร ความฝันของนายมันไม่มีค่าอะไรกับฉันเลย ฉันไม่สนใจหรอก!’
ในสายตาคนพวกนั้น เขาเป็นแค่คนไร้ค่า จะด่าจะว่ายังไงก็ได้ ไม่ต้องแคร์ความรู้สึก
การลาออกมันง่ายก็จริง แต่ในสายตาคนพวกนั้น เขาคงเป็นได้แค่ "ไอ้ขี้แพ้" ที่หางจุกตูดหนีไป
วันหลังถ้ามีการพูดถึงเขา สีหน้าคนพวกนั้นก็คงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
อีกอย่าง วงการเกมคือสิ่งที่เขาถนัดและรักที่สุด ต่อไปถ้าอยากหาเงินมาอัปเกรดระบบ ก็คงต้องพึ่งพาความรู้ในวงการนี้แหละ
ดังนั้น เขาจะไปตอนนี้ไม่ได้!
อย่างน้อยก็ต้องไม่ไปแบบผู้แพ้
วันใดที่เขาจะก้าวออกจากบริษัทนี้ เขาต้องเดินออกไปอย่างผู้ชนะ ให้ทุกคนต้องเงยหน้ามอง!
…………
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ดูเวลาก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว
เสิ่นฮ่าวแวะกินข้าวขาหมูที่ร้านฟาสต์ฟู้ดใต้หอ พอมีระบบแล้วราศีมันเริ่มจับ
จากปกติที่กล้าสั่งแค่ข้าวขาหมูจานละสิบห้าหยวน วันนี้จัดไปเลย ชุดคอมโบ้ขาหมู+ไก่ตอน เพิ่มน่องไก่ ราคา 25 หยวน!
อิ่มหนำสำราญแล้วก็เดินไปป้ายรถเมล์
แดดวันนี้ร้อนแรงแสบผิว เดินไปไม่กี่ก้าวเหงื่อก็เริ่มซึม
ความจริงแล้ว ฤดูร้อนของเมืองเซินเจิ้น ถ้าฝนไม่ตก ก็ร้อนตับแลบแบบนี้ตลอดแหละ
คิดไปคิดมา เสิ่นฮ่าวก็ด่าตัวเองในใจว่าโง่ชิบหาย เขาเป็นคนที่มีรายได้วันละสี่พันกว่า เดือนละแสนสอง ปีละเป็นล้านแล้วนะ
ทำไมยังขี้งกอยู่อีก อากาศแบบนี้จะไปเบียดรถเมล์ทำไม?
มันต้องนั่งแท็กซี่สิ
เขายืนหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้ เปิดมินิโปรแกรม ตีตี (แอปเรียกรถ) ในวีแชท
ถ้าไปบริษัท เรียกรถด่วนราคา 26 หยวน ส่วนรถหรู ราคา 38 หยวน
งั้นก็ต้องเลือก รถด่วน สิ ถึงจะรวยแล้ว แต่ก็ไม่ควรฟุ่มเฟือยเกินเหตุนะ (ยังงกอยู่ดี)