บทที่ 5 เต๋ารักปั่นป่วน สำนักนี้เพี้ยนหมดแล้วหรือไร?
ไม่นาน เต๋าจารย์หลิงซวีก็นำจ้าวลู่กลับมาถึงภูเขาซูซาน
นางเงยหน้ามองยอดเขาที่ตัดกับเมฆหมอกเบื้องบน — ยอดเขาดาบเงินอันแหลมคมราวแทงทะลุฟ้า แมกไม้เขียวขจี ดอกไม้บานสะพรั่ง นกน้อยร้องขับขานด้วยความยินดี
ลมเบาพัดผ่านกลิ่นหอมของบุปผา ทำให้จ้าวลู่รู้สึกแจ่มใสหัวใจเบิกบาน หมอกลอยเอื่อยผ่านหุบเขา บดบังและเผยให้เห็นทิวทัศน์สลับกันไปมา
“ราวกับแดนเซียนโดยแท้!” นางพึมพำกับตนเอง
เต๋าจารย์หลิงซวีพานางตรงไปหาหลี่เสวียนเซียว
“เสวียนเซียว ต่อไปนี้นางคือศิษย์น้องของเจ้า เจ้าจะมิใช่ศิษย์น้องเล็กที่สุดในยอดเขาดาบเงินอีกต่อไปแล้ว จงดูแลนางให้ดี”
“ศิษย์ขอน้อมรับคำสั่ง”
“พานางให้คุ้นเคยกับซูซานเถิด ข้ายังมีธุระ”
กล่าวจบก็จากไปทันที
จ้าวลู่ยืนหน้าแดงอยู่นิด ๆ ชายตรงหน้านั้นช่างแตกต่างจากชายใดที่นางเคยพบในวังหลวง
“คารวะศิษย์พี่”
หลี่เสวียนเซียวพยักหน้าเบา ๆ “เมื่อเจ้ามาอยู่ซูซาน ข้าต้องขอบอกเจ้าไว้ก่อน”
“การฝึกฝนมิใช่เพียงการบ่มเพาะพลัง แต่ยังเป็นการขัดเกลาตนเอง ทางแห่งเต๋าของซูซานเราคือ ‘เต๋าไร้อารมณ์’ แต่น่าเสียดาย...มีศิษย์มากมายแต่แทบไม่มีใครทำได้”
“เต๋าไร้อารมณ์?” จ้าวลู่ขมวดคิ้ว “หมายถึงต้องตัดใจตัดรักอย่างนั้นหรือ? ช่างดูเย็นชา...”
หลี่เสวียนเซียวอธิบาย “ความรักอันแท้จริงมิได้ยึดติดเพียงรักเล็กน้อยเฉพาะตน หากแต่ยึดมั่นในความเมตตาต่อสรรพชีวิต”
“รักต่อผู้คน เท่าเทียมต่อสรรพสิ่ง คือความมีใจ มิใช่ความไร้ใจตามที่เจ้าเข้าใจ”
“ข้า...เข้าใจแล้ว ศิษย์พี่”
ชายผู้นี้ช่างสุขุมราวกับผู้ใหญ่ หาใช่เหล่าทายาทตระกูลขุนนางที่นางเคยรู้จักไม่
หลี่เสวียนเซียวสะบัดแขน กระโดดขึ้นยืนบนกระบี่ “ขึ้นมาเถิด”
จ้าวลู่กระพริบตาปริบ ๆ — เดินทางด้วยกระบี่บิน นางยังทำไม่เป็นเลยนะ!
เดี๋ยวก่อน...ต้องจับตรงไหน? กอดเอวเขาหรือดี? หรือคว้าชายเสื้อไว้?
กระบี่นั่นยาวเพียงสามฉื่อ แน่นอนว่าต้องยืนแนบชิดเป็นแน่
นางค่อย ๆ เหยียบขึ้นกระบี่ แต่ทันใดนั้นเอง หลี่เสวียนเซียวร่ายคาถา กระบี่สามฉื่อกลับแผ่ขยายกลายเป็นกระบี่สิบกว่าเมตร
เขายืนที่ปลายกระบี่ จ้าวลู่ยืนห่างออกไปสุดปลายอีกด้าน — ห่างกันราวฟ้ากับดิน
จ้าวลู่: (⊙o⊙)…
“ซูซานมีเจ็ดยอดเขา ได้แก่ เขาดาบเงิน เขาเซียวฉง เขาทงเทียน เขาหลงโส่ว เขาลั่วเสีย เขาไม้ไผ่ใหญ่ และเขาไม้ไผ่น้อย โดยที่เขาทงเทียนคือยอดเขาหลัก...”
หลี่เสวียนเซียวบรรยายไม่หยุดยั้งเกี่ยวกับภูมิประเทศของซูซาน
“ศิษย์พี่ ข้าได้ยินไม่ค่อยถนัด” จ้าวลู่ขยับเข้าไปหนึ่งก้าว
ทันใดนั้นเอง เสียงคำพูดของเขาดังชัดเจนในโสตนาง หลี่เสวียนเซียวร่ายคาถาส่งเสียงโดยตรงเข้าหู
“ฟังชัดขึ้นแล้วใช่หรือไม่?”
“ชะ...ชัดแล้วเจ้าค่ะ”
“ในการฝึกตน จงอย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นตัวตัดสิน หากเลือกเดินบนเส้นทางนี้ จงเตรียมใจให้พร้อม”
“สมมุติว่ามีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งตกหลุมรักเจ้า เขายอมทำลายโลกทั้งใบเพื่อเจ้า เข่นฆ่าผู้คนจำนวนมาก เจ้าคิดอย่างไรกับเขา?”
“มีคนแบบนั้นจริงหรือ? ข้าคิดว่าเขาก็...ซื่อสัตย์ต่อรัก”
“ดี...ถ้าอย่างนั้นลองคิดอีกเรื่องหนึ่ง”
“หากเจ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาผู้ใช้ชีวิตเรียบง่าย พ่อแม่หาเจ้าบุรุษหนึ่งให้แต่งงานด้วย ในวันแต่งงาน...มีผู้ฝึกตนบ้าคลั่งคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น สังหารคนทั้งเมือง เจ้าเหลือรอดเพียงผู้เดียว”
“เจ้ามองศพพ่อแม่ตน มองว่าที่สามียังใส่ชุดแดงสด...”
จ้าวลู่เงียบงัน
“จงจำไว้—นั่นมิใช่ความรัก หากแต่คือเลือด น้ำตา ความสูญเสีย และโศกนาฏกรรมอันไม่มีที่สิ้นสุด!”
“เมื่อเซียนมีรัก โลกมนุษย์ย่อมไร้ความสงบ!”
“ขะ...ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ตอนนี้ จงหลับตา วาดภาพในใจเจ้า”
“ชายหนุ่มผู้หนึ่ง รูปงามสูงสง่า ราวกับออกมาจากภาพวาด”
“เขาคือผู้ที่ช่วยเจ้าจากภัยพิบัติ ในยามคับขัน เขายืนอยู่ข้างหน้า ปกป้องเจ้าไว้ด้วยชีวิต”
“ในห้วงเวลานั้น โลกภายนอกดูเงียบสงัด ทุกสิ่งหยุดนิ่ง เหลือเพียงเงาร่างของเขาที่ฝังแน่นในหัวใจเจ้า”
“หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เส้นด้ายแห่งโชคชะตาของเจ้ากับเขาก็เริ่มพันเกี่ยวกันอย่างมิอาจคลาย”
“ทุกการสบตา ทุกการพูดคุย ล้วนประหนึ่งเสียงเพลงที่บรรเลงในใจ”
“อารมณ์ที่ไม่อาจอธิบายเริ่มเบ่งบานในหัวใจของเจ้าโดยมิรู้ตัว…”
น้ำเสียงของหลี่เสวียนเซียวช่างมีเสน่ห์นัก นุ่มลึกดุจสายลมยามค่ำคืน ค่อย ๆ พาให้จ้าวลู่ดำดิ่งเข้าสู่ห้วงจินตนาการ
และสิ่งที่นางนึกถึง ก็คือชายผู้ช่วยชีวิตนางไว้ — หลี่เสวียนเซียว
ทว่าในทันใด หลี่เสวียนเซียวพลิกคำพูดกลับทันที
“แต่แล้ววันหนึ่ง เจ้าได้รู้ความจริงว่า เขาคือคนของพรรคมาร เป็นศัตรูของฝ่ายธรรมะ”
“ผู้คนบริสุทธิ์และสหายของเจ้า ต่างล้มตายด้วยน้ำมือเขา ศพกองพะเนินเท่าภูเขา”
“เจ้าจะทำเช่นไร?”
จ้าวลู่เม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าแสดงความลำบากใจ
“ข้า… ข้าควรจะ…”
“ไม่เป็นไร พูดออกมาตามตรงเถิด” หลี่เสวียนเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
จ้าวลู่สูดลมหายใจลึก “ข้าควรจะฆ่าเขา!”
ถูกต้อง — นั่นคือคำตอบที่เขาคาดหวัง
นางต้องไม่แสดงตนว่าเป็นหญิงสาวใสซื่อผู้ตกหลุมรัก จนไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี
ทว่า…
“ผิด!”
“หา?” จ้าวลู่เบิกตากว้าง
“หรือว่าข้าควรปล่อยเขาไป แล้วตัดสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด แล้วรอพบกันในสนามรบ ค่อยฆ่าเขาในภายหลัง?”
“ก็ยังผิดอยู่ดี!” หลี่เสวียนเซียวพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คำตอบที่ถูกต้องคือ — บอกเขาว่าเจ้าจะพาเขากลับไปพบครอบครัว เตรียมสินสอดหมั้นหมาย”
“เพราะด้วยพลังของเจ้า เจ้าย่อมไม่มีทางฆ่าเขาได้เอง ต้องล่อลวงให้เขากลับมาสำนัก แล้ววางแผนล้อมจับนั่นจึงจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยและมั่นคงที่สุด”
จ้าวลู่: “…”
“อย่าให้อารมณ์มาบดบังตาเจ้า อย่าคิดว่าเขาจะรักเจ้าเพียงคนเดียวตลอดไป และอย่าได้ช่วยเหลือคนชั่ว”
“หากรู้ความจริง ก็อย่าบุ่มบ่าม แต่จงใช้สติและวางแผนให้รอบคอบ”
“ข้าขอรับไว้ด้วยใจจริง ศิษย์พี่” จ้าวลู่กล่าวพร้อมกับพยักหน้ารับหนักแน่น
บทสนทนาในวันนี้ ช่างสั่นคลอนวิธีคิดของนางอย่างถึงราก
“ดีมาก เช่นนั้น…จงจินตนาการต่อไป—”
[จบตอนที่ 5]