บทที่ 12 ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง
ด้านหน้ามีกระบี่วสันต์ กวาดล้ำฟ้าอยู่เบื้องหน้า
ด้านหลังมีแมงป่องกลสองตัวดักซุ่มอยู่ก่อนแล้ว พุ่งเข็มพิษราวลมพายุทะลุม่านหมอกเข้าใส่ร่างเป้าหมายอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว
มู่หรงม่อยังไม่ทันรู้ว่าเขากำลังตกอยู่ในเกมมรณะ
ขณะนั้นเขายังมัวตะลึงกับระดับพลังของหลี่เสวียนเซียวอยู่
ระดับฝึกตนมีตั้งแต่ ฝึกปราณ ขั้นสร้างรากทอง ขั้นโอสถทอง ไปจนถึงขั้นหลอมวิญญาณ ประสานร่าง ฝ่าฟ้าดารา และบรรลุใหญ่สุดคือสหธรรมขั้นฟ้าดิน
ระดับฝึกปราณแบ่งเป็นหลายขั้น ยิ่งสูง ยิ่งควบคุมพลังวิญญาณได้มาก ยิ่งสามารถขับเคลื่อนค่ายกล อาวุธเวท และยันต์วิญญาณได้แม่นยำ
หากผู้ฝึกตนผ่านเข้าสู่ขั้นสร้างรากแล้ว จะเริ่มมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี เริ่มมีการควบรวมลมปราณเป็นแก่นพลัง และเริ่มไม่ต้องกินอาหาร สามารถดำรงชีวิตด้วยการดูดกลืนพลังฟ้าดินแทน
การทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างราก จึงถือเป็นเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างมนุษย์ธรรมดา กับผู้บำเพ็ญเซียนโดยแท้
— แต่มู่หรงม่อไม่รู้เลยว่า คนตรงหน้าคือผู้ที่ทะลวงเข้าสู่เส้นแบ่งนั้นแล้ว
เขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายเพียงปิดซ่อนพลังด้วยของวิเศษ และคิดว่าตนยังมีเวลาร่ายคาถาและใช้กระบวนยุทธ์ออกมาตอบโต้
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำสิ่งใด เข็มพิษจากแมงป่องกลก็ได้พุ่งทะลวงเข้าร่างก่อน
“เร็วเกินไป!” มู่หรงม่อเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา
แขนขวาของเขาหล่นลงราวไร้เรี่ยวแรง รู้สึกถึงอาการชาและการไหลเวียนของปราณที่สะดุดทันที
— ยาพิษปิดจุด! ช่องจุดพลังสำคัญทั้งสามจุดในแขนขวาถูกเข็มพิษจู่โจมปิดกั้น
ปราณไม่สามารถไหลเวียนผ่าน “จุดประตู” เหล่านี้ได้ ก็ย่อมร่ายวิชาหรือปลุกพลังจากอาวุธเวทไม่ได้เลย
“ไม่นะ...นี่มัน…” มู่หรงม่อหน้าเปลี่ยนสีเป็นซีดเผือด
เขาเพิ่งรู้ตัวว่า—เขาคือเหยื่อในแผนลวงที่วางมาล่วงหน้า!
เดิมทีเขาคิดว่าเป็นฝ่ายล่า เพราะเห็นว่าหลี่เสวียนเซียวเป็นเพียงศิษย์ระดับล่างที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร
แต่หารู้ไม่ว่า ตั้งแต่ครึ่งปีก่อน—ตั้งแต่วันที่เขาทำให้ซูหว่านเสียใจ หลี่เสวียนเซียวก็ตั้งใจจะรับมือเขาไว้แล้ว
ตลอดครึ่งปีนั้น หลี่เสวียนเซียวศึกษาพฤติกรรม รายละเอียด อุปนิสัยแม้กระทั่ง—
“เจ้าชอบกินข้าวรสไหน ใส่กางเกงในสีอะไร ข้าก็ยังรู้เลยนะมู่หรงม่อ…” เขาพึมพำเบา ๆ พลางยิ้มเย็น
— แม้จะเป็นการหยอกเล่น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
หลี่เสวียนเซียววิเคราะห์ทุกอาวุธเวทที่อีกฝ่ายเคยใช้ ศึกษาวิธีตอบโต้ และวางแผนพิษแมงป่องกลอย่างแม่นยำ โดยเจาะจงให้เข็มพิษโจมตีจุดเดียวกับจุดไหลเวียนปราณของอาวุธชิ้นโปรดของมู่หรงม่อ
การที่มู่หรงม่อมั่นใจจะใช้ “วงแหวนเงิน” เพื่อรับมือการโจมตี กลับกลายเป็นดาบคืนสนอง
เขาคิดว่าจะเป็นผู้ควบคุมกระบวนท่า แต่กลับตกเป็นหุ่นเชิดของแผนลวงทั้งสิ้น
“ข้า...พลาดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม” มู่หรงม่อแค่นเสียงในลำคอ
“เจ้าประมาทเกินไป” หลี่เสวียนเซียวกล่าวเย็นเยียบ “และข้า...ไม่ใช่คนที่เจ้าจะควบคุมได้ง่ายอีกต่อไป”
ในชั่วพริบตา กระบี่วสันต์ ก็พุ่งออกมาดั่งสายฟ้า เจาะตรงสู่ศูนย์กลางสมองของมู่หรงม่อ
ดวงตาของเขาคล้ายมืดดับในเสี้ยวนาที จากนั้นก็ล้มลงดัง “ตุ้บ!” อย่างไร้ชีวิต
ใบไม้ร่วงปลิวกระจายรอบกาย ราวกับเป็นม่านสุดท้ายส่งเขากลับสู่ห้วงวัฏสงสาร
สิ่งที่เหลืออยู่ คือความเงียบ
หลี่เสวียนเซียวหายใจยาว ถอนปราณที่แผ่ออกกลับเข้าสู่กาย แล้วกล่าวเบา ๆ
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นศิษย์อัจฉริยะของตระกูลใด… ถ้าข้ารู้ว่าเจ้ามีพิษร้าย ข้าก็จะทำลายก่อนที่มันจะระบาด”
เขาเก็บกระบี่เข้ากล่องไม้ เข็มพิษแมงป่องกลสลายเป็นหมอกจาง แล้วกระจายหายไป
เขาหยิบผงสีดำจากถุงแปะร่างมู่หรงม่อ ราวกับเป็นเครื่องหอมส่งวิญญาณ แท้จริงคือ “ผงล่ออสูร”
ไม่ช้านาน เสือดำตัวหนึ่งก็มาปรากฏ มันกระโจนเข้าหาศพอย่างหิวโหย
หลี่เสวียนเซียวลอบซ่อนเงียบ ๆ ดูเหตุการณ์จนเสร็จสิ้น แล้วติดตามเสือดำอยู่สองวัน ก่อนจะสังหารมันทิ้งในเงามืด
— ศพหาย อสูรตาย หลักฐานไม่มี
ในยุคที่ความรักสามารถผลักคนให้กลายเป็นมาร เพียงเพราะถูกบอกเลิก ความระแวงและสังหารจึงเป็นสัญชาตญาณ
“โลกนี้...ผู้ที่ตายเพราะประมาท มีมากกว่าผู้ที่ตายเพราะอ่อนแอเสียอีก” เขากระซิบกับตนเองเบา ๆ
สองวันต่อมา หลี่เสวียนเซียวออกเดินทางต่อ เก็บวัตถุดิบสำหรับทำแมงป่องกลและกลไกใหม่ ๆ ได้ครบถ้วนตามต้องการ
ในหุบเขาแห่งหนึ่ง เขายืนทอดสายตามองฟ้า แล้วโยนเหรียญทองแดงสามเหรียญขึ้นฟ้า—วิชา “พยากรณ์สามเส้น”
ขณะเขาเพิ่งเขยิบเข้าสู่การโยนครั้งที่ห้า ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนจากฟากฟ้าก็สาดซัดลงมา
ลมปราณระดับนภาทะลวงลงจากเบื้องบน พร้อมกับแสงสีทองพวยพุ่งปานเปลวสุริยันเผาผลาญแผ่นดิน
เสียงระเบิดฟ้าคำรามกึกก้อง ม่านฟ้าแทบฉีกเป็นสองซีก
หลี่เสวียนเซียวเงยหน้ามอง...
— นั่นมิใช่ศึกของเขา
แต่เขารู้...นั่นคือ “ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง” ที่กำลังก้าวเดินอยู่เหนือผู้คนทั้งใต้หล้า
...จบตอน