บทที่ 34 แม้จะเป็นศัตรูกับทั้งใต้หล้า ข้าก็จะเคียงข้างเจ้า
เวลาผันผ่านไปดั่งลมหายใจ ฤดูร้อนเข้ามาแทนที่ฤดูใบไม้ผลิอย่างเงียบงัน บนยอดเขาซูซานเมฆหมอกยังคงลอยอ้อยอิ่งดังเดิม ลมเซียนพัดเอื่อยอาบยอดหญ้า ดอกไม้ป่าสีขาวบานสลับกับผีเสื้อวิญญาณที่โบยบินอยู่เบื้องหลัง แต่สำหรับฟ่านเยว่แล้ว ทุกสิ่งกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
สองเดือนผ่านไป ชีวิตในซูซานของเขาค่อย ๆ คุ้นชิน ทุกเช้าเขาจะตื่นมาเปิดหน้าต่างสูดกลิ่นหญ้าเซียนที่ปลิวมาตามลม ก่อนจะเดินทอดน่องตามเนินเขา ซึ่งพี่สาวของเขามักใช้เป็นสถานที่ฝึกกระบี่อยู่เสมอ เสียงกระบี่ตัดลมที่แว่วมาแต่ไกลนั้น กลับกลายเป็นบทเพลงปลอบประโลมใจของเขาในแต่ละวัน
ใช่แล้ว—ตราบใดที่พี่สาวยังอยู่ โลกใบนี้ก็คือบ้าน
เขาไม่เคยลืมว่าทุกฤดูหนาวล้วนเหน็บหนาวเพียงใด ท้องฟ้าที่มืดหม่น หิมะที่ไม่รู้จักหยุดตก และเปลวไฟในเตาอันแผ่วเบา แม้จะพันผ้าห่มหนาเพียงใด หัวใจก็ยังหนาวเหน็บ ทว่าเพียงแค่ได้ซุกตัวในอ้อมแขนอันอบอุ่นของพี่สาว—แม้จะมีพายุหิมะถาโถม โลกทั้งใบก็ไม่อาจพรากความอบอุ่นจากเขาไปได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อยามราตรีมาเยือน เงามืดกลับคืบคลานเข้าสู่ห้วงนิทรา เขาฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงนิมิตอันน่าสะพรึง—และทุกครั้งล้วนเหมือนจริงจนทำให้เขาตื่นขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
“อ๊ากกกกกก!!”
เสียงกรีดร้องดังลั่น ฟ่านเยว่สะดุ้งตื่น น้ำเหงื่อชุ่มทั่วกาย เขากุมศีรษะด้วยความทรมานราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังไหลวนในเส้นลมปราณ คล้ายอสูรร้ายโบราณที่กำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลภายในไขกระดูก
“มันเจ็บ...มันเจ็บเหลือเกิน!”
ในห้วงสำนึก เสียงเย็นชากระซิบแผ่วเบา เหมือนมาจากหุบเหวแห่งเงามืด
“ฆ่ามันสิ...เผาทำลาย...ล้างแค้น...นี่แหละคือเส้นทางสู่การเป็นเซียน!”
ภาพตรงหน้ากลายเป็นโลกาวินาศ แผ่นดินแตกร้าว ภูเขาทลาย เมืองทั้งเมืองจมหายอยู่ใต้ทะเลเพลิง ศพเรียงรายเต็มพื้น โลหิตไหลรวมกลายเป็นแม่น้ำสีชาด ร่างผู้คนแตกสลายเป็นผุยผง เศษเนื้อปลิวว่อนในอากาศร้อนระอุ
เขายืนอยู่กลางหายนะ—ฟ่านเยว่กำลังหัวเราะ ดวงตาว่างเปล่า สะท้อนเพียงความคลั่ง เขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่คือจอมมารผู้หลอมรวมโลกด้วยเปลวเพลิง มือทั้งสองข้างเปรอะเปื้อนเลือด ใบหน้าเปื้อนคราบยิ้มแปลกประหลาดราวรูปปั้นเทพมารในวิหารต้องห้าม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่าาา!!”
เสียงหัวเราะของเขาแผดดังแข่งกับเสียงกรีดร้องของเหล่าผู้พินาศ ร่างเด็ก ผู้หญิง คนชรา เหล่านี้ล้วนไม่มีทางรอด
“ไม่!!”
ฟ่านเยว่ตื่นอีกครั้ง หอบหายใจแรงราวผู้รอดตายจากนรก เขาสะบัดผ้าห่มออก ลุกขึ้นพรวด เหงื่อไหลชุ่มจนเสื้อเปียกปอน ดวงตาแดงก่ำ มือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
ทันใดนั้น เขารีบพุ่งตัวออกจากห้อง วิ่งหาผู้เดียวที่เป็นหลุมหลบภัยแห่งจิตใจเขา—หลินหว่านชิง
“พี่สาว!” เขาโผเข้าใส่นาง ราวกับเด็กน้อยวิ่งเข้าหาแม่ในพายุฝน
หลินหว่านชิงชะงักเล็กน้อย แก้มขึ้นสี แต่ในที่สุดก็กอดตอบอย่างเคยชิน “ฝันร้ายอีกแล้วหรือ?”
“อื้อ...”
ฟ่านเยว่ซุกตัวแน่น ร้องไห้อย่างเงียบงัน “ข้าฝันว่าฆ่าคนมากมาย...ข้ากลัวว่าตัวเองจะเป็นคนเลว” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ดวงตาสั่นไหวเหมือนเด็กหลงทาง
“ไม่หรอก เจ้าน่ะอ่อนโยนที่สุดในโลก” หลินหว่านชิงยิ้มจาง ๆ ลูบศีรษะเขาเบา ๆ “หากเจ้าฆ่าใครได้จริง คนพวกนั้นคงต้องชั่วร้ายมากแน่ ๆ”
“แต่...ถ้าเป็นคนดีล่ะ? ถ้าเป็นผู้บริสุทธิ์? แล้วพวกเขาจะกลับมาแก้แค้นข้าไหม? ผู้คนจะรังเกียจข้าไหม? แล้วพี่สาวจะยังรักข้าอยู่หรือเปล่า...”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกนิ้วจิ้มจมูกเขาเบา ๆ
“แม้ทั้งใต้หล้าจะเป็นศัตรูกับเจ้า...พี่สาวก็จะยืนข้างเจ้าเสมอ” นางกล่าวอย่างหนักแน่น
ฟ่านเยว่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มทั้งน้ำตา “ข้าก็จะปกป้องพี่สาว ไม่ว่าต้องฆ่าใคร ข้าก็จะไม่ให้ใครแตะต้องพี่สาวแม้แต่เส้นผม!”
“ดีเด็กดี พูดแบบนี้แล้วต้องนอนได้แล้ว” หลินหว่านชิงผลักเขาเบา ๆ “พรุ่งนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ”
...
นับแต่วันนั้น ความผูกพันของทั้งสองก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แม้กระทั่งตอนที่หลินหว่านชิงต้องฝึกตนในที่ห่างไกล นางก็มักจะกลับมาพร้อมของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่อง บ้างเป็นหญ้าเซียนชนิดหายาก บ้างเป็นขนมที่เด็กหนุ่มโปรดปรานที่สุด
คราวนี้นางซื้อของเล่นจากตลาดในซูซาน เป็น “หมาน้อยกลไก” สร้างโดยศิษย์สายรองผู้ศึกษาวิชาเครื่องกลแบบลับของพรรคเม่อเจีย ตัวกลไกเคลื่อนไหวได้ วิ่งไล่ลูกบอลกลิ้งได้ นางเห็นว่ามันน่ารักดี จึงซื้อมาให้
ฟ่านเยว่ชอบใจมาก พาเจ้าหมาน้อยไปเล่นบนยอดเขาทุกวัน ตั้งชื่อให้มันว่า “เจ้าเปา” ทุกเช้าเขาจะป้อนผลไม้ ฮัมเพลงขณะป้อน และมักจะพูดคุยกับมันราวกับเป็นเพื่อนสนิทอีกหนึ่งคน
แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะเขาไล่เล่นกับหมาน้อยตามปกติ หมานั้นกลับวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว แล้วกางปีกไม้กลไกออกบินได้!
“อ๊า! เจ้าหมาน้อย เจ้าบินได้ด้วยเรอะ!” ฟ่านเยว่ตะโกนไล่ตามด้วยความตื่นเต้น
เขาวิ่งตามอย่างมุ่งมั่น หัวเราะเสียงดังสนุกสนาน แต่เมื่อหมาน้อยบินลับหายไปในกลุ่มเมฆ เขาก็เหลือบไปเห็นฝูงนกกระเรียนเซียนบินผ่าน
ฟ่านเยว่กระโดดขึ้นหลังหนึ่งในนั้น — ด้วยท่าทางราวเซียนน้อยจอมก่อกวน นกกระเรียนที่ชินกับพฤติกรรมเด็กฝึกตนของซูซานก็ไม่ได้ขัดขืน
พวกมันโผบินผ่านยอดเขาหลายลูก สุดท้ายก็มาถึงหุบเขาเบื้องหลัง “เขาทงเทียน” ซึ่งช่วงเวลานี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ — หมอกที่ว่ากันว่าสามารถทำให้ผู้ฝึกตนหลงทางได้นานนับเดือน และยังมีสัตว์วิญญาณแปลกประหลาดซ่อนตัวอยู่
“นี่มันที่ไหนกันเนี่ย...” ฟ่านเยว่พึมพำ หอบหมาน้อยคืนไว้ในอก ดวงตาเริ่มลุกวาว
แต่แล้ว — เสียงขลุ่ยแผ่วเบาก็ลอยมาจากกลางหุบเขา คล้ายเชื้อเชิญ คล้ายหลอกล่อ เสียงนั้นมิใช่ของมนุษย์ คล้ายมีเวทมนตร์แฝงอยู่
เด็กหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มกว้าง “งั้นก็ไปดูให้รู้กันไปเลย!”
และด้วยคำพูดนั้น เขาก็ย่ำเท้าก้าวเข้าสู่ชะตากรรมบทใหม่ โดยไม่รู้เลยว่า เบื้องหน้ารอเขาอยู่...คือเงามืดที่ไม่มีแสงใดส่องถึง
...จบบท