บทที่ 48 ยามเยาว์แห่งไฟ ล่อลวงจิตใจสะท้านสวรรค์
ณ รอบนอกของเมืองลั่วสุ่ย หลังม่านหมอกแห่งความตายค่อย ๆ จางหาย เผยให้เห็นแสงอรุณแรกที่แตะขอบฟ้า เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นว่า
“หายไปแล้ว!”
“ดูท่าทางท่านซือคงคงใกล้จะฟื้นคืนแล้วกระมัง”
เหล่าศิษย์จากวิหารเทียนซาเฝ้าเวรอยู่เบื้องนอกต่างสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในลั่วสุ่ยอย่างชัดเจน พลังปราณที่เคยอึมครึมคล้ายคุกขังเริ่มผ่อนคลาย คล้ายว่ามีใครบางคนทำลายพันธนาการที่มองไม่เห็นไปเสียสิ้น
“เร็วกว่าที่ท่านเจ้าวิหารคาดเสียอีก”
“งั้นพวกเราคงมีวันว่างไม่กี่วันแล้วใช่ไหม?”
“ฮ่า ๆ เจ้านี่คิดจะไปเกี้ยวสาวอีกแล้วล่ะสิ!”
“อย่ามั่วสุมให้มากนัก รอดูหน้าท่านซือคงก่อนเถอะ!”
เสียงล้อกันไปมา แต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ในเงามืดที่พวกเขามองข้าม ร่างเงาหนึ่งกำลังพุ่งเข้าหาอย่างเงียบเชียบ เงาที่ไร้เสียง ไร้กลิ่น ไร้แม้แต่การสั่นสะเทือนของลมปราณ
หลี่เสวียนเซียวปรากฏตัวดั่งภูตพรายแห่งสายลม กระบี่ในมือสะบัดเพียงครึ่งวงศ์จันทร์ ก็แล่นผ่านราวกับสายลมกลางหิมะ ฆ่าศัตรูทีละคนอย่างแม่นยำ ชีพจรขาดสะบั้นโดยไร้เสียงร้องขอชีวิต
โลหิตสาดในยามที่กระบี่ถูกเก็บแล้ว แสงแดดยามเช้าตกกระทบหยาดเลือดนั้น ราวกับแต้มสีให้ท้องฟ้า
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีศัตรูซ่อนพิษในร่าง เขาจุดไฟเผาทุกสิ่ง และปล่อยลมหายใจออกเบา ๆ
ผ่านไปสองวันแล้วหรือ?
แม้จะถูกขังอยู่ในมิติพิเศษ แต่พลังวิญญาณที่ได้ซึมซับกลับนับว่าคุ้มค่าเกินคาด เขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในตันเถียน กระแสปราณใหม่ไหลเวียนราวแม่น้ำฤดูหนาว ลึก เย็น และมั่นคง
เมื่อคำสาปในลั่วสุ่ยสลาย กฎทั้งหมดก็พลันหายไป ทว่าผู้ที่ติดอยู่ภายในกลับไม่ขยับเขยื้อน มองหน้ากันราวกับไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ดวงตาว่างเปล่าดั่งคนสิ้นใจ แม้ร่างจะยังหายใจอยู่ก็ตาม
บางคนแม้จะถูกปลดปล่อยแต่สัมผัสทั้งห้ายังคงถูกปิดผนึก ยืนพิงกำแพง ราวกับร่างไร้วิญญาณ
“แค่ระดับเหอถี่ ข้ากับพี่หลี่ก็ไร้เทียมทานแล้ว!” จางเทียนซินหัวเราะ มือเท้าสะเอวอย่างภาคภูมิ ราวกับเขาคือวีรบุรุษผู้กู้โลก แม้จะเพิ่งหนีจากเสียงแส้ของมารดาในภาพเวรกรรมมาไม่นาน
แล้วก็พึมพำกับตนเองว่า “พวกเรานี่มีวาสนานัก เจอกันสองครั้งในสถานที่อันตราย ทั้งที่โลกกว้างนัก นี่คงเป็นชะตาฟ้าแล้วกระมัง… ตกลงเป็นพี่น้องร่วมสาบานเลยดีหรือไม่?”
เงาในความมืด หลี่เสวียนเซียวแทบอยากตะโกนใส่หัวใจตนเองว่า “เด็กโง่ เจ้าเล่นกับไฟอยู่!”
อีกด้านหนึ่ง หลี่เมิ่งอวิ๋นซึ่งเคยเตรียมตัวตาย ตอนนี้รอดชีวิตมาได้แต่กลับรู้สึกว่างเปล่า โลกดูไม่จริงอย่างไรพิกล นางมองไปรอบ ๆ เสียงฝีเท้า เสียงลมหายใจของผู้คน ฟังแล้วช่างเงียบงันเสียเหลือเกิน
“เขาอยู่ที่ใด?” ใจนางพลันหวนนึกถึงชายที่ช่วยนางสองครั้ง ดวงหน้าที่เปื้อนเลือดกลับดูสง่างามราวเทพเซียน ยิ่งคิด ยิ่งเต้นแรง ดวงหน้าร้อนผ่าว
“ข้า… ข้าเหมือนเจอตัวเอกในนิยายแล้วกระมัง…” นางหน้าแดงระเรื่อ มือจับอกข้างซ้ายที่หัวใจเต้นไม่หยุด
ขณะที่กำลังเพ้อฝัน จางเทียนซินเจอจดหมายที่หลี่เสวียนเซียวฝากไว้ เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอำลา
“เขาจากไปแล้ว!”
“หา?” หลี่เมิ่งอวิ๋นร้องเสียงหลง
“เขาว่ามีหน้าที่จากอาจารย์ อีกทั้งได้รับบาดเจ็บ ต้องกลับไปพักฟื้น”
ใบหน้าหลี่เมิ่งอวิ๋นเต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่ก็กระซิบเบา ๆ ว่า “เขาเป็นศิษย์สำนักซู่ซานใช่ไหม… บุญคุณครั้งนี้ ข้าต้องไปขอบคุณถึงที่…”
ใต้เงามืด หลี่เสวียนเซียวกัดฟันแน่น “เด็กโง่ เจ้ากำลังจุดไฟใส่ข้าแล้วจริง ๆ…”
ในกระดาษนั้น มีเพียงหกอักษร—
“มีวาสนา ไว้พบกันอีกในยุทธภพ”
เขายังขอร้องให้จางเทียนซินช่วยเหลือคนที่ถูกปิดผนึกสัมผัสห้าในลั่วสุ่ย ซึ่งจางเทียนซินก็รับคำ และพาผู้คนเหล่านั้นกลับสำนัก
เมื่อผู้คนจากไปหมด หลี่เสวียนเซียวตั้งค่ายกลขนาดใหญ่รอบลั่วสุ่ย สวด “คาถาส่งวิญญาณ” เพื่อให้ดวงวิญญาณของผู้ตายได้กลับคืนสู่แหล่งแห่งธุลี
ท่ามกลางซากศพ เขาพบจดหมายหลายฉบับ—บางคนคือผู้เร่ร่อนที่ได้รับจดหมายจากบ้าน บิดามารดาคิดถึงเหลือเกิน ระหว่างเดินทางกลับบ้านจึงหลงเข้ามา บางคนหมั้นหมายไว้ มีคนรักรออยู่ บางคนรู้ว่าคงไม่รอด จึงเขียนจดหมายฝากผู้ผ่านทางนำส่งครอบครัว หากเคราะห์ดีมีคนพบ
หลี่เสวียนเซียวนั่งกลางหญ้า ค่อย ๆ อ่านจดหมายเหล่านั้น และเก็บรวบรวมไว้ เขาสาบานว่าจะนำมันไปส่งให้ถึงมือ แม้จะต้องเดินข้ามภูผาหิมะก็ตาม
จากนั้นเขาจึงหายตัวจากลั่วสุ่ย
—
หลายเดือนต่อมา แสงอรุณยามเช้าส่องบนหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คู่สามีภรรยาออกมาแต่เช้า เจอกระดาษแผ่นหนึ่งและเงินห้าตำลึงเงินวางไว้หน้าบ้าน พวกเขาอ่านไม่ออก จึงนำไปให้สะใภ้อ่าน สะใภ้ที่เคยร่ำเรียนมาบ้าง อ่านอยู่ครู่ใหญ่ ก็น้ำตาไหลพราก เด็กในอ้อมแขนจับหน้ามารดาไม่เข้าใจ
หลี่เสวียนเซียวที่ยืนดูจากไกล ๆ ถอนหายใจเบา ๆ ความรักของจางฮ่าวหรานที่มีต่อหญิงฝูโหยว แม้จะงดงาม แต่สิ่งที่เขาแลกมาคือความพังพินาศของผู้คนนับไม่ถ้วน
ฝูโหยว คือแมลงอายุขัยสั้นที่มีชีวิตเพียงวันเดียว แต่จางฮ่าวหรานกลับยอมพลีชีวิตเพื่อหญิงผู้นั้น… โลกช่างโหดร้ายยิ่งนัก
เมื่อส่งจดหมายฉบับสุดท้ายเสร็จ เขารีบกลับสู่ซู่ซาน หนทางแห่งเต๋านั้น ไร้ความรักมิใช่ไร้หัวใจ แต่คือการมองจากฟากฟ้าสู่ผืนดินอย่างเมตตา หากยังติดอยู่ในพันธนาการของโลกียะ ก็ไม่อาจพ้นวัฏฏะ ยิ่งยึดยิ่งเจ็บ ยิ่งปล่อยยิ่งกว้าง…
—
ณ วิหารแห่งหนึ่ง ศิษย์เข้ารายงาน
“ท่านเจ้าวิหาร! ตอนท่านไม่อยู่ ค่ายกลถูกทำลาย! ซือคงตายแล้ว! ศิษย์ขอบวิหารก็หายตัวไป!”
หลิวชิวสุ่ย ขมวดคิ้วเรียวบาง ดวงตาเย็นเยียบ “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
ผู้รายงานไม่กล้าหายใจแม้แต่ครึ่งลมหายใจ
ทันใดนั้น หลิวชิวสุ่ยก็ยิ้มออกมา รอยยิ้มงดงามแต่กลับทำให้ศิษย์ผู้นั้นตัวสั่นไม่หยุด “ข้าดูแคลนเขาเกินไปจริง ๆ ไปเถอะ”
ศิษย์รีบล่าถอยทันทีเหมือนได้รับอภัยจากฟ้า
นิ้วเรียวเคาะเบา ๆ บนพนักเก้าอี้ “ผู้นั้น หลอมจินตันสมบูรณ์ ทำลายค่ายกลของผู้ฝึกระดับเหอถี่ได้... เจ้ายังบอกว่าเขาตายแล้ว?”
นางสะบัดมือ วงกระจกหนึ่งปรากฏขึ้น ภายในกระจกปรากฏร่างชายคนหนึ่ง
“คารวะท่านเจ้าวิหาร”
“เจ้าเป็นสายลับข้าซ่อนตัวในซู่ซานไม่ใช่หรือ? ข้าจำได้ว่าเจ้าบอกว่ามู่หรงม่อตายแล้วมิใช่?”
“หา!? มู่หรงม่อยังมีชีวิต!? ไม่… ข้าแน่ใจว่าเขาตายแล้วจริง ๆ…”
“โง่เง่า!”
เพียงนิ้วเดียวในอากาศ ศิษย์ลับทรุดตัวลงกุมหัวใจ กรีดร้อง
(⊙o⊙)…
—จบบท—