บทที่ 47 เช้าฟื้นค่ำดับ
ใต้แสงจันทร์ซีดจางซึ่งส่องลอดม่านเมฆ หลี่เสวียนเซียวผู้ยืนเดี่ยวกลางศาลเจ้าภูเขา แววตาเขานิ่งดุจผิวน้ำในคืนลมสงบ แม้จะต้องเผชิญหน้าเทพเจ้าผู้ซ่อนเร้นภายใต้ภาพลวงตาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่ได้หวั่นไหวแม้แต่น้อย ในดวงใจของเขา กฎแห่งลั่วสุ่ยนั้นเปรียบดั่งม่านมายาที่ต้องฝ่าฟัน มิใช่ของศักดิ์สิทธิ์ที่ควรกราบไหว้
ที่ริมเขตแดนลั่วสุ่ย หลิวชิวสุ่ยทอดสายตามองไปยังเรือนร่างของเขา มือบางแนบอกนุ่มนิ่มเบา ๆ ราวจะเก็บความรู้สึกไว้ภายใน และถอนหายใจแผ่วเบาดังสายลมฤดูใบไม้ร่วง หัวใจของนางมิอาจสงบนิ่งได้ แม้ปากจะเอ่ยอย่างเฉยชา แต่แววตากลับซ่อนไฟแห่งความห่วงใยไว้แน่นลึก
“เจ้าฉลาดมาก...แต่น่าเสียดายที่เดาได้เพียงครึ่งเดียว” นางกระซิบกับตัวเอง ก่อนจะหันหลังให้ศาลเจ้าและเดินจากไป ผ้าคลุมสีครามพลิ้วไปตามแรงลม ลบเลือนเงานางในม่านหมอก
เบื้องหลังนาง ผู้ใต้บัญชาในชุดดำรีบเข้าประจำตำแหน่งรอบศาลเจ้าตามคำสั่ง
“เฝ้ารอการฟื้นคืนของผู้อาวุโสซือคงให้ดี” นางสั่งสั้น ๆ แล้วหายลับไปในม่านหมอก
เงาในค่ำคืนนั้นจึงไม่ใช่แค่เงาของสิ่งมีชีวิต แต่เป็นเงาของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาเยือน
—
ในเวลาเดียวกัน ณ ลั่วสุ่ยจิน เจ้าหน้าที่ในชุดดำกลุ่มหนึ่งตะโกนก้องหน้าเทวสถาน เสียงตะโกนดังลั่นจนแม้แต่ผีราตรีก็สะดุ้งตื่น
“ผู้ใดอยู่ในนั้น จงออกมาโดยเร็ว!”
“ตามกฎ ผู้ที่อาศัยในเมืองนี้ต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าหน้าที่!”
แต่หลี่เสวียนเซียวในชุดดำยืนนิ่งพลางก้มมองเครื่องแต่งกายของตนเอง เขายิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน
“ข้าก็เจ้าหน้าที่เหมือนกันมิใช่หรือ?” เสียงของเขานั้นเรียบ แต่แฝงความเด็ดขาดและเสียดเย้ย สะท้อนความย้อนแย้งของกฎลั่วสุ่ย
ทันใดนั้น เงาดำพุ่งลงมาจากหลังคา—จางเทียนซินปรากฏตัวพร้อมฟาดฝ่ามือใส่คอของเจ้าหน้าที่ผู้นำโดยไม่ออมแรง เสียง “กร๊อบ!” ดังขึ้นอย่างน่าขนลุก
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เจ้าหน้าที่อีกคนตะโกน แต่สายไปแล้ว—จางเทียนซินราวปีศาจรัตติกาลเคลื่อนไหวว่องไว ฟาดหมัด เตะ เข่า กระบวนท่าชัดถ้อยชัดคำ ไม่กี่ลมหายใจก็ปลิดชีพทุกคนหน้าศาลเจ้า
“อย่าปล่อยให้พวกมันเรียกกำลังเสริม” จางเทียนซินกล่าวพร้อมถ่มน้ำลายลงพื้น “สู้กับคนสวมหน้ากาก แค่พลังยังไม่พอ ต้องมีสติด้วย”
หลี่เสวียนเซียวที่ยืนมองฉากนั้นอย่างเงียบงัน สุดท้ายจึงปลดชุดดำของตนออก เผยให้เห็นอาภรณ์สีแดงที่ชุ่มไปด้วยเลือดภายใน
“สีแดง?” ใครบางคนอุทาน
【กฎข้อสาม: ห้ามสวมเสื้อแดงในลั่วสุ่ย】
...ปกติไม่มีใครสวมชุดสีแดงในเมืองลั่วสุ่ย แต่กลับถูกยกเว้นเพราะกฎข้อเจ็ด
【กฎข้อเจ็ด: ศาลเจ้าคือสถานที่ปลอดภัย】
เมื่อหลี่เสวียนเซียวเปล่งจิตสังหารสู่รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ เทวสถานสั่นสะเทือน ตัวอักษรเรืองแสงปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ
【กฎข้อสิบสาม: ทำลายเทพภูเขาจึงจะหลุดพ้นลั่วสุ่ยได้】
รูปปั้นเริ่มสั่นไหว ก่อนจะเปล่งแสงเป็นรูปชายวัยกลางคนในชุดนักปราชญ์อันสง่างาม เงาร่างของเขาไม่ต่างจากเทพเจ้าจากภาพวาดโบราณที่ก้าวออกจากม้วนคัมภีร์
“ข้าคือ..จางฮ่าวหราน” เขาเอ่ยเสียงสั่น “เจ้าหนุ่ม...ฟังข้าก่อน อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน” เสียงของเขาสั่นเครือแฝงด้วยความเว้าวอน อารมณ์หลั่งไหลออกมาราวเกลียวคลื่นในคืนพายุใหญ่ เขารู้ดีว่าไม่มีเวลามาก และความเข้าใจผิดนั้นอาจกลายเป็นดาบที่ย้อนกลับมาฟันตนเอง หากไม่เร่งไขความจริงให้กระจ่าง
“ข้าเป็นผู้สร้างหมู่บ้านลั่วสุ่ยแห่งนี้...” เขากล่าวเสียงต่ำ “ข้าสร้างมันขึ้นจากอาคมและพลังแห่งเต๋า เพื่อยืดหนึ่งวันสุดท้ายของนางให้กลายเป็นชั่วนิรันดร์...”
“ลั่วสุ่ยไม่ใช่แดนทดสอบ...แต่คือความฝัน ความหลง และพันธนาการที่ข้าสร้างขึ้นด้วยตัวเอง”
หลี่เสวียนเซียวไม่ตอบ เพียงย่อตัวเล็กน้อย พร้อมจู่โจมทุกเมื่อ กระบี่ในมือสะท้อนแสงจันทร์ดุจแสงแห่งการพิพากษา
แต่ก่อนเขาจะฟาดกระบี่ ชายตรงหน้าชี้นิ้วเดียว—และความทรงจำของอีกผู้หนึ่งไหลบ่าทะลักสู่หัวใจเขา
...จางฮ่าวหราน อดีตผู้ครองสำนัก เคยยิ่งใหญ่ดั่งพระอาทิตย์ตอนกลางวัน แต่กลับพลาดพลั้งทำลายทุกสิ่งด้วยมือตน
...ในวันหนึ่ง เขาได้พบกับเด็กสาวผู้หนึ่ง—ร่างแปรจากแมลงฝูโหยว ที่มีอายุขัยเพียงวันเดียว
เด็กสาวผู้นั้นขอให้เขาอยู่กับนางเพียงหนึ่งวัน แลกเปลี่ยนกับรอยยิ้มอันงดงาม ความหมายของชีวิต และความสุขอย่างแท้จริง
เขากล่าวว่า “นางคือภรรยาของข้า เราแต่งงานกันแล้ว...นางคือชีวิตใหม่ของข้า”
แต่ฝูโหยวมีอายุขัยเพียงหนึ่งวัน แม้จางฮ่าวหรานจะเป็นยอดเซียนระดับเหอถี่ ก็ไม่อาจฝืนชะตาได้
“ข้าเพียงอยากให้นางได้ใช้ชีวิตอีกวัน เหมือนคนธรรมดา ได้เห็นเมือง ได้นั่งรถม้า ได้กินขนมหวาน...นางสมควรได้รับมัน!”
เขากล่าวพลางคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลี่เสวียนเซียว “เจ้าต้องการอะไร ข้าให้ได้หมด ขอเพียงรออีกหนึ่งวันเท่านั้น!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเว้าวอน น้ำตาไหลรินอาบแก้มราวฝนแรกในฤดูใบไม้ผลิ
“...ข้าต้องการชีวิตของเจ้า” หลี่เสวียนเซียวกล่าวสั้น ๆ ดวงตานิ่งราวผืนน้ำกลางฤดูหนาว
ดาบฟันฉับ! เลือดสาดทะลัก ศีรษะของจางฮ่าวหรานล้มลงช้า ๆ ดวงตาเบิกกว้างยังเต็มไปด้วยคำถาม คำถามที่ไม่มีคำตอบสำหรับผู้ฝืนฟ้า
“ทำไม...”
“เพราะนางให้โอกาสเจ้าแล้ว” หลี่เสวียนเซียวกล่าวเสียงเรียบ “นางช่วยเจ้าจากห้วงมรณะ เจ้าอยู่กับนางหนึ่งวัน...คือพรหมลิขิต
...แต่นับแต่นั้น เจ้ากลับยึดติด มุ่งหวังเปลี่ยนชะตาฟ้าดิน ฆ่าผู้คนมากมายเพียงเพื่อตอบสนองความปรารถนาส่วนตน”
“เจ้ารู้หรือไม่—คนที่เจ้าฆ่า ก็มีความฝันที่ยังไม่สมหวังเหมือนกัน”
สิ้นคำ ดวงจิตของจางฮ่าวหรานระเบิดกึกก้อง กลายเป็นหมอกวิญญาณดำทะมึนที่หวีดร้องไปทั่วท้องฟ้าแห่งลั่วสุ่ย
“ข้าจะไม่ยอม!! ข้าจะสาปแช่งเจ้า!!”
เสียงคำรามสะท้อนทั่วลั่วสุ่ย แต่หลี่เสวียนเซียวเพียงยืนเฉย สีหน้าไม่เปลี่ยน คล้ายรับรู้แต่ไม่สะทกสะท้าน
เมื่อทุกอย่างเงียบสงบ ลั่วสุ่ยค่อย ๆ ละลายหายไปในสายลม เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า กับกระดูกขาวโพลนของเหล่าผู้เคราะห์ร้าย
...จบบท