ถามกระบี่เขาเสินเฉ่า
แคว้นต้าสุ่ย นครหลวง
ไม่ไกลจากวังหลวง ณ จวนขององค์ชายสาม
ในห้องหมากกระดาน องค์ชายเยี่ยอวิ๋นไท่กำลังประลองหมากล้อมกับผู้เป็นอาจารย์
อาจารย์ขององค์ชายสามผู้นี้มีชื่อว่า “หวงจิ่ว” ผู้รั้งตำแหน่งนักหมากอันดับหนึ่งของแคว้นต้าสุ่ย เป็นปราชญ์ใหญ่แห่งสำนักห้าวหราน
เหตุที่เขาชื่อหวงจิ่ว ไม่ใช่เพราะชื่อตั้งใจสูงส่งอะไร แต่เพราะบิดาของเขานามสกุลหวง อีกทั้งชอบดื่มเหล้าหมัก “หวงจิ่ว” จึงตั้งชื่อบุตรชายตามนั้นเสียเลย
แม้ภายหลังเข้าสู่วงราชการและสำนักใหญ่ หวงจิ่วก็ไม่เคยเปลี่ยนชื่อนี้
“เขาเสินเฉ่าตั้งอยู่ ณ จุดพิเศษทางภูมิศาสตร์ วิญญาณภูเขาแน่นหนา ลมปราณสมบูรณ์ ทั้งยังไม่ทราบว่าเหตุใด ฝูงอสูรดุร้ายที่เคยอาศัยอยู่โดยรอบกลับหายไปหมดสิ้น
ข้าเคยไปที่นั่นเมื่อหลายปีก่อน สัมผัสได้ถึงพลังธรรมชาติลึกล้ำ บริเวณนั้นเหมือนเป็นจุดเชื่อมสายมังกรแห่งแผ่นดิน กระแสลมปราณย่อมหนาแน่นกว่าแหล่งอื่นโดยธรรมชาติ
หากผู้ฝึกตนไปจำศีลหรือฝึกฝนที่นั่น ประสิทธิภาพการดูดซับลมปราณย่อมมากกว่าสถานที่ทั่วไปหลายเท่า”
เพียงครอบครองภูเขาแห่งหนึ่ง ก็เท่ากับครอบครอง “ธรรมสถาน” แห่งหนึ่ง
เพราะธรรมะประดุจการปกครองภูเขา
ผู้ที่ครองเขา สามารถสื่อสารกับเทพเจ้าภูเขาและเทพพื้นดิน รับการบูชาจากผู้คน หรือแม้กระทั่งตั้งเป็นสำนักรับศิษย์ ใช้แรงศรัทธาหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของตน
อีกทั้งในการต่อสู้ ณ เขตเขาของตนเอง ยังสามารถประสานพลังกับสวรรค์ดิน เชื่อมโยงชะตาแห่งภูผา เกื้อหนุนพลังได้อีกด้วย
เยี่ยอวิ๋นไท่เลิกคิ้วขึ้น “อาจารย์หมายจะยึดภูเขานั้นไว้?”
“ภูเขาลูกนั้นมีศักยภาพสูงนัก”
“แต่ข้าได้ยินว่าเพิ่งมีคนซื้อภูเขานั้นไปนะ?”
“ก็แค่ส่งศิษย์ข้าไปท้าประลอง ไล่เจ้าสำนักเสียนั่นไปก็สิ้นเรื่อง”
เยี่ยอวิ๋นไท่มองบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังอาจารย์ เขาคือศิษย์พี่ใหญ่ของหวงจิ่ว กระบี่อยู่ในอ้อมแขน ดวงตาคมดั่งเหยี่ยว
“ฝีมือศิษย์พี่ ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนแน่นอน”
บุรุษผู้นั้นแย้มยิ้มบาง ๆ โค้งคำนับ “ศิษย์ขอรับคำสั่ง”
……
เขาเสินเฉ่า
บุรุษผู้นั้นนามเดิมว่า “ฮวาอู๋เหิน” แต่เปลี่ยนชื่อเป็น “ฮวาเซิ่งโต้ว” หลังเข้าเป็นศิษย์ของหวงจิ่ว
ด้วยความเคารพในอาจารย์ที่ชื่อว่า “หวงจิ่ว” เขายินดีแม้จะต้องเปลี่ยนชื่อเป็นถั่วลิสงที่เป็นกับแกล้มกินกับเหล้า
ผู้คนลือว่าเขาประจบเลียแข้งขาเข้าหาอาจารย์อย่างน่าหมั่นไส้ แต่คนอื่นถึงอยากประจบเข้าหาก็ยังไม่มีโอกาสเสียด้วยซ้ำ
นับแต่นั้นมา เส้นทางการฝึกตนของเขาราบรื่นไร้คลื่นคลอน ถ้าเปลี่ยนชื่อนี้ไม่พอ จะให้เปลี่ยนเป็นชื่อ “ยำรวมมิตร” เขาก็ยินดี
และในวันนี้ ฮวาเซิ่งโต้ว ยืนอยู่กลางเขาเสินเฉ่า พบเห็นเหล่าภูตตัวเล็กหน้าคล้ายหนูดินกำลังช่วยกันขนของอยู่พอดี
เขาเงื้อเท้าถีบเจ้าหนูดินตัวหนึ่งจนกลิ้งไป กลางอากาศพลางตะโกนลั่น
“ไปตามเจ้าสำนักพวกเจ้ามา ข้าจะมาท้าทายถึงที่!”
ไม่นานนัก ฝูงหนูดินก็ล้อมหน้าล้อมหลังหญิงสาวชุดขาวผู้หนึ่ง เดินออกมา
“เจ้านี่คือเจ้าสำนักเขาเสินเฉ่าหรือ?”
“ข้าเป็นเพียงผู้อารักขา เจ้าสำนักยังไม่กลับมา” หญิงสาวตอบเรียบ ๆ
ฮวาเซิ่งโต้วตะโกนเสียงดังลั่น “ข้าจะมาท้าทายเขาเสินเฉ่า! นี่คือหนังสือประลองของข้า เจ้าไปบอกเจ้าสำนักพวกเจ้าว่าคราวหน้า ข้าจะไม่มาปากเปล่าอีกแล้ว! เจ้าต้องการเวลาเตรียมตัวเท่าไหร่?”
หญิงสาวยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
“สามเดือน?” ฮวาเซิ่งโต้วขมวดคิ้ว
สามเดือนนับว่าไม่นาน...แต่ก็ไม่น้อย
ขณะลังเล หญิงสาวก็ลดนิ้วลงหนึ่งนิ้ว
“สอง?”
“หนึ่ง?”
“หา?”
“ไม่ต้องรออะไรแล้ว!”
ตูมมมมมม——!!
ร่างของฮวาเซิ่งโต้วปลิวกระเด็นลอยละลิ่วออกจากเขาเสินเฉ่าราวกับลูกเห็บถูกปา
กระบี่วิญญาณของเขาเสินเฉ่าผงะเล็กน้อยก่อนจะเชิดหน้าขึ้นกล่าวเยาะ
“กระจอกเช่นนี้ก็กล้ามา ‘ถามกระบี่’ งั้นรึ?”
นางนึกถึงคำกำชับของหลี่เสวียนเซียวว่า อย่าก่อเรื่อง หากเกิดเรื่องใหญ่ให้รายงาน
เงียบไปครู่หนึ่ง นางก็ครุ่นคิดในใจ
“กระจอกระดับ ‘หยวนอิง’ แค่นี้ เรื่องเล็กน้อยนัก”
“เจ้าสำนักเราวุ่นวายหลายเรื่องนัก จะมาเสียเวลากับขยะพรรค์นี้ได้อย่างไร”
…
หลังจากได้รับรายงานว่า ‘ฮวาเซิ่งโต้ว’ ถูกอัดปลิวออกจากเขาเสินเฉ่าไปแบบไม่เป็นท่า หวงจิ่วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอันใดเลยสักนิด
“ดูท่าเจ้าสำนักเขาเสินเฉ่าคงไม่ใช่คนธรรมดา หากถึงขั้นจัดการศิษย์ข้าด้วยกระบวนท่าเดียวได้ อีกทั้งข่าวการที่อสูรรอบเขาหายไปกะทันหัน คงเป็นฝีมือของพวกเขาแน่แท้”
เยี่ยอวิ๋นไท่ที่อยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้ว “แม้แต่ศิษย์พี่ก็ไม่ใช่คู่มือ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเขาไม่ใช่พวกธรรมดาจริง ๆ”
หวงจิ่วยิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้า “เปิดสำนักบนเขาได้ แก้ปัญหาอสูรได้ ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว”
“เช่นนั้น...เราจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปหรือ?” เยี่ยอวิ๋นไท่เอ่ยอย่างลังเล
หวงจิ่วมองฟ้า พลางยิ้ม “ไม่ถึงกับต้องปล่อยไปเสียทีเดียว ข้าจะไปถามกระบี่เองสักหน่อย”
เยี่ยอวิ๋นไท่ดีใจลึก ๆ “ข้านึกถึงตอนเด็กที่ได้เห็นอาจารย์ออกกระบี่ครั้งก่อน ยังจำได้ดีถึงความสั่นสะเทือนใจในวันนั้น”
ครู่หนึ่งเขาก็นึกอะไรบางอย่างออก “อาจารย์ ท่านยังจำได้หรือไม่ ครั้งก่อนราชสำนักมีคำสั่งให้สำนักข่าวหลวงมาเยี่ยมสัมภาษณ์ท่าน แต่ยังไม่มีโอกาส หากคราวนี้เราใช้โอกาสนี้...”
หวงจิ่วส่ายหน้า “ใคร ๆ คงกล่าวว่า ‘ผู้เฒ่ารังแกเด็ก’ ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะถามกระบี่ได้อย่างเปิดเผย”
เยี่ยอวิ๋นไท่กระซิบ “แต่ว่า...ตอนงานวันเกิดของข้า ข้าได้ส่งหนังสือเชิญไปถึงเจ้าสำนักเขาเสินเฉ่า เขาไม่เพียงไม่มา แต่ยังส่งของขวัญแปลกประหลาดมาให้ ข้าสั่งคนให้ดัดแปลงเล็กน้อย ให้ดูเหมือนว่าเป็นของเสีย หากเอาข้อนี้เป็นข้ออ้าง ถือว่าดูหมิ่นองค์ชาย อาจารย์ท่านก็มีเหตุอันควรในการออกหน้าแล้ว”
หวงจิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ พยักหน้า
“เหตุผลนี้ฟังขึ้น อีกทั้งสำนักข่าวหลวงคงอยากเผยแพร่ภาพข้าด้วยยอดกระบี่ มือปราบภูเขา วิญญาณคุณธรรม ข่าวคงขายดีไม่น้อย ข้ายังได้ส่วนแบ่งรายได้อีกต่างหาก”
“อาจารย์จะไปเมื่อใด?”
“วันใดจะเหมาะเท่าวันนี้เล่า!”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะติดต่อขุนนางจากสำนักข่าวหลวงทันที!”
……
ณ เขาเสินเฉ่า กระบี่วิญญาณกำลังใช้เหล่าหนูดินเล่นเกมโบว์ลิ่งอย่างอารมณ์ดี
นางเรียงพวกมันเป็นแถว แล้วยกอีกตัวหนึ่งกลิ้งใส่ให้ล้มกันระเนระนาด ฝูงหนูโอดครวญไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าหือ ได้แต่คิดในใจว่า “คืนนี้ตอนโบกพัดให้นาง เราจะใช้แรงน้อยลง!”
ทันใดนั้น กระบี่วิญญาณเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เหลียวตามแรงลมแล้วพึมพำ
“อ๋อ คราวนี้ส่งตัวใหญ่มาแทนตัวเล็กละรึ ช่างน่าเบื่อ”
……
หน้าฉากในครั้งนี้เป็นภาพที่สำนักข่าวหลวงกำลังบันทึกภาพถ่ายทอดสด
“บัดนี้ ผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเราคือ ปราชญ์กระบี่อันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้าสุ่ย ท่านอาจารย์ประจำราชสำนัก ท่านอาจารย์แห่งสำนักห้าวหราน! ท่านคือ ‘หวงจิ่ว’!”
ภาพตัดมา หวงจิ่วยืนอย่างสง่างาม หน้ากล้อง หันมาพูดด้วยเสียงหนักแน่น
“ข้าคือหวงจิ่ว วันนี้มาถึงเขาเสินเฉ่า ไม่ใช่เพื่ออื่นใด แต่เพราะเจ้าสำนักของที่นี่ไม่เพียงไม่เห็นหัวราชวงศ์ ยังกล้าลงมือทำร้ายศิษย์ข้า ข้าจึงต้องออกหน้าด้วยตนเอง!”
ในขณะที่กล่าวอยู่นั้นเอง ฉับพลันเหมือนมีพลังลึกลับบีบจากฟ้าจับหวงจิ่วร่วงหัวปักพื้นกลางกล้องถ่ายทอดสดเสียงดังปัง!
ทุกเสียงเงียบงัน แม้แต่หนูดินก็เบิกตากว้าง
กระบี่วิญญาณที่ยืนอยู่บนเนินเขา แสยะยิ้มเยาะ “บ่นบ้าอะไรนักหนา?”
…จบตอน …