ตอนที่ 68 ถกเรื่องการเสด็จออกตรวจราชการ
ใต้ร่มไม้ หน้าเขตค่ายพัก
“ท่านขอรับ!” จู่ ๆ จางฮั่นก็เปลี่ยนท่าที กลายเป็นสุภาพนอบน้อม ใบหน้าแต้มรอยยิ้ม มือก็ประสานคารวะเอ่ยว่า “ไม่ทราบว่าข้าจะขอรับอุปกรณ์เหล่านี้ไว้ได้หรือไม่? ส่วนสมุนไพรพวกนี้...ขอท่านช่วยจัดให้ข้าสักชุดได้หรือไม่?”
“หากไม่ได้ ข้ายินดีจ่ายเงินซื้อ!”
เขาชี้ไปยังอุปกรณ์ที่ใช้รักษาผู้บาดเจ็บเมื่อวานด้วยสีหน้าจริงจัง
“เอ่อ...” หลี่เจ้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หากอีกฝ่ายจะเอาแค่สมุนไพรก็ไม่น่าเกี่ยงงอนอะไรนัก เพราะตนเองไม่ใช่หมอ จะหวงไว้ก็ไร้ประโยชน์ ทว่าถ้าเป็นอุปกรณ์นี่สิ! ให้ไปคงดูไม่เหมาะนัก เพราะของเหล่านี้ล้วนผ่านการใช้งานแล้ว หากอีกฝ่ายนำไปใช้ซ้ำ เกิดเรื่องขึ้นมาก็ไม่ต่างจากการทำร้ายคนดี ๆ นี่เอง
ในชาติที่แล้วนั้น เรื่องสุขอนามัยทางการแพทย์ถือว่าสำคัญยิ่ง เขาจึงเห็นว่าที่นี่ก็ควรให้ความสำคัญเช่นกัน
เห็นหลี่เจ้าแสดงท่าทีลังเล จางฮั่นรีบยกมือขึ้นสาบาน “ข้าสาบานว่าจะไม่เปิดเผยต่อผู้อื่น และจะไม่นำไปใช้มั่วซั่วเด็ดขาด!” เขาเข้าใจว่าหลี่เจ้านั้นลังเลเพราะของเหล่านี้มีค่าหรืออาจเป็นความลับ หากคนอื่นเลียนแบบได้ ก็ไม่ใช่ของล้ำค่าอีกต่อไป
“เอาเถิด ตามใจเจ้าแล้วกัน”
<ไม่ใช้มั่วก็ดี ข้าจะได้ไม่รู้สึกผิด>
ยังไงของพวกนี้เขาก็ไม่ต้องใช้แล้ว หากต้องการอีกก็สามารถทำใหม่ได้ ตอนทำปืนลูกปรายเมื่อคราวก่อนยังเหลือแร่เหล็กและวัสดุคล้ายยางพอสมควร แม้จะใช้ไปมากก็ยังมีเหลือ
แน่นอนว่า สิ่งที่เขาเรียกว่า “ยาง” นั้น แท้จริงไม่ใช่ยางพาราเช่นในชาติก่อน เพราะตอนนี้ยางยังไม่ได้แพร่เข้ามา เขาเพียงใช้ยางพืชหลายชนิดมาผสมกันแทน แล้วเรียกมันว่ายางเพื่อความสะดวก
“ขอบคุณท่านมาก!” จางฮั่นดีใจสุดขีด รีบวิ่งเข้าไปในกระโจมที่ใช้รักษาผู้บาดเจ็บเมื่อวาน แล้วเก็บอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างระมัดระวัง
หลี่เจ้าเองก็ไม่อยู่เฉย เขานำสมุนไพรที่ยังไม่ได้ใช้มาบดและผสมอีกครั้ง ก่อนจะมอบให้จางฮั่นไปด้วย
สมุนไพรเหล่านี้มิใช่ตำรับวิเศษใด ๆ ในชาติก่อนก็หาได้ง่ายดาย ทว่าในแผ่นดินต้าฉินกลับดูเหมือนจะได้ผลดีอย่างประหลาด อย่างน้อยจากผลลัพธ์เมื่อคืน ก็เห็นว่ามันมีประสิทธิภาพกว่ายารักษาทหารที่ทางการใช้กันอยู่มาก
...
จวนสกุลม่ง
ม่งอี๋นอนพักอยู่สองวันเต็ม บาดแผลยังพันด้วยผ้าจนดูไม่งามนัก แต่พอได้ข่าวว่าในวันนี้ ฮ่องเต้เปลี่ยนเวลาว่าราชการเช้าเป็นราชการเที่ยง อีกทั้งหัวข้อยังเกี่ยวกับการเสด็จตรวจราชการภาคตะวันออก เขาก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีก รีบข่มความเจ็บปวด เตรียมตัวเข้าร่วม
การเสด็จตะวันออกนั้น เป็นการแสดงอำนาจต่อกลุ่มคนจากหกราชวงศ์เก่าในแผ่นดิน เป็นภารกิจสำคัญของราชวงศ์ ม่งอี๋ในฐานะคนของตระกูลม่งจึงจำเป็นต้องร่วม แม้จะเจ็บกายเขาก็ต้องไปให้ได้
...
ราชสำนักเที่ยงวัน ขุนนางทั้งหลายต่างถวายบังคม
“ทุกท่านลุกขึ้นเถิด”
“ขุนนางทั้งหลายย่อมทราบกันดี ขณะนี้มีเรื่องไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พวกหกราชวงศ์เก่ากลับมาขยับตัวอีกครั้ง ข่าวลือเรื่อง ‘ราชวงศ์ฉินอำมหิต’ ก็แพร่กระจาย บางวันยังมีพวกโจรร้ายกล้าละเมิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว ดูท่าแล้วอำนาจของต้าฉินเราคงเริ่มถดถอย”
“เราจึงตัดสินใจจะออกตรวจราชการภาคตะวันออกครั้งที่ห้า เพื่อแสดงอำนาจและรักษาความสงบสุขของต้าฉินให้คงอยู่ชั่วกัลปาวสาน”
เหล่าขุนนางพร้อมใจกันร้องประสานเสียง “ขอให้ต้าฉินเจริญรุ่งเรืองชั่วนิรันดร์!”
“ว่าด้วยเรื่องนี้ ทุกท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง?” ฉินซีฮ่องเต้มองกวาดสายตาทั่วหมู่ขุนนาง ถามอย่างเรียบเฉย
ขุนนางทั้งหลายต่างมองหน้ากันไปมา สุดท้ายสายตาก็มาหยุดที่หลี่ซือ
หลี่ซือก้าวออกจากแถว ค้อมกายถือบานแผ่นคำร้อง “ฝ่าบาท การเสด็จภาคตะวันออกนับเป็นกิจสำคัญยิ่งของแคว้นต้าฉิน ข้าไม่มีข้อคัดค้านใด ๆ ตรงกันข้ามยังปรารถนาจะร่วมเดินทางด้วย”
แน่นอนว่าเขาไม่มีข้อโต้แย้ง และยังปรารถนาอยากไปด้วยเสียอีก เพราะการเดินทางครั้งนี้ย่อมมีเกียรติอย่างสูง
ฉินซีฮ่องเต้มองเขาแวบหนึ่ง มิได้ตอบรับในทันที หากแต่คิดในใจว่า —หลี่เจ้าเคยกล่าวเตือนว่าเจ้าคนนี้จะก่อเรื่องใหญ่ในระหว่างการเสด็จ ข้าไม่อยากเชื่อหรอก แต่เจ้ากลับออกตัวแรงเช่นนี้ คิดจะทำสิ่งนั้นจริงหรือ?
—แล้วที่ว่าก่อเรื่องใหญ่...หมายถึงเรื่องอันใดกันแน่?
ฉินซีฮ่องเต้ขบคิดในใจอย่างหนัก เขาอยากจะหันไปถามหลี่เจ้าในทันทีว่า <เจ้าว่าเขาจะทำอะไรกันแน่?> แต่เขาก็รู้ดีว่าหากถามออกไป ต่อจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้ยินเสียงในใจของหลี่เจ้าอีก
แม้กระนั้น ดวงเนตรเขากลับเปล่งประกายประหลาด ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดรู้
ในยามนั้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดสิ่งใด บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบงันด้วยแรงกดดันจากพระองค์ ทุกคนแทบไม่กล้าหายใจ เพราะโดยมากเมื่อฮ่องเต้มีสีหน้าเช่นนี้ ย่อมหมายถึงเหตุการณ์สำคัญกำลังจะบังเกิด
ในพริบตา หลี่ซือสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เหงื่อเย็นผุดซึมออกตามแผ่นหลัง
แต่โชคยังเข้าข้าง ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดเกิดขึ้น
ท้ายที่สุด ฉินซีฮ่องเต้ก็มิได้ทรงกระทำสิ่งใดให้เป็นที่ฮือฮา หากแต่กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบว่า “ตกลง หลี่ซือเจ้าก็เป็นขุนนางที่ทุ่มเทให้ต้าฉินเสมอ สมควรติดตามเราไปตรวจราชการ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” หลี่ซือถอนหายใจโล่งอก พลางปลื้มปิติในใจ
ช่วงนี้ฮ่องเต้ทรงเย็นชากับเขามาก เขาจึงวางแผนว่าจะใช้โอกาสในการตรวจราชการครั้งนี้ถวายงานรับใช้อย่างสุดกำลัง หวังจะเรียกความไว้วางใจกลับคืนมา แต่ยังไม่ทันลงมือ ฮ่องเต้กลับทรงอนุญาตด้วยท่าทีที่ง่ายดายนัก
คาดไม่ถึงเลยจริง ๆ!
“หรือว่าฮ่องเต้ยังทรงเห็นความดีของเราอยู่?” หลี่ซือคิดในใจ
เมื่อครู่เขายังเชื่อว่าฮ่องเต้จะทรงปฏิเสธ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขาคิดมากไปเอง ฮ่องเต้หาได้ทอดทิ้งเขาไม่
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความภักดีที่เขามีให้ต้าฉินตลอดมา!
ระหว่างที่คิดอยู่นั้น เขาก็รู้สึกว่ามีสายตาร้อนแรงจ้องมองมา จึงหันไป และก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร — ขุนนางเฟิ่งฉางที่ชื่อเซียวเจ้า
เฟิ่งฉางในฐานะหนึ่งในเก้าขุนนางผู้ใหญ่ หน้าที่ของเขาหลังจากฮ่องเต้เริ่มเสด็จภาคตะวันออก คือการประกอบพิธีเซ่นไหว้ขอพรจากภูเขาแม่น้ำทั่วแคว้น หน้าที่นี้แม้จะสำคัญ แต่กลับไม่โดดเด่นเท่าการติดตามฮ่องเต้ ดังนั้น เซียวเจ้าจึงเคยติดสินบนหลี่ซือ เพื่อให้ช่วยเอ่ยปากแนะนำให้ตนได้ติดตามเสด็จ
หลี่ซือเองก็ยินดี เพราะเซียวเจ้ามีความสัมพันธ์อันดีกับเขา หากสามารถดึงตัวมาอยู่ฝ่ายเดียวกันระหว่างการตรวจราชการ ก็อาจเปลี่ยนความเห็นของฮ่องเต้ที่มีต่อเขาได้
“ฝ่าบาท เฟิ่งฉางเซียวเจ้ามีความจงรักภักดีต่อพระองค์มาโดยตลอด เขาคือผู้ที่ทำพิธีขอพรแทนพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ขอพระองค์โปรดอนุญาตให้เขาได้ติดตามเสด็จครั้งนี้ด้วยเถิด”
ฉินซีฮ่องเต้ปรายตามองหลี่ซือแล้วหันไปมองเซียวเจ้า มิได้ทรงคัดค้าน เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีการเสด็จภาคตะวันออก เซียวเจ้าก็จะประกอบพิธีขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทุกพื้นที่โดยไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่น้อย คุณงามความดีนี้หาได้ยากนัก
เป็นขุนนางที่ภักดีแท้จริง! จะให้ติดตามไปด้วยก็ไม่เสียหาย
“ก็แล้วไป เฟิ่งฉางเซียวเจ้าทุ่มเททำงานมามาก คราวนี้ก็ร่วมเดินทางด้วยเถิด”
เซียวเจ้าดีใจยิ่งนัก รีบคุกเข่ากล่าวขอบพระทัยทันที
ม่งอี๋เห็นทั้งสองคนสมัครใจเสนอตัวและได้รับการอนุญาต เขาเองก็นิ่งไม่อยู่ รีบเดินกะเผลก ๆ ออกมาจากแถว ค้อมกายกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “ฝ่าบาท ครั้งนี้หม่อมฉันขอรับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทัพหน้า นำทหารอารักขาพระองค์”
ยังไม่ทันที่ฉินซีฮ่องเต้จะตอบ หลี่ซือก็คุกเข่าขัดขึ้นมาทันที แถมยังพูดตรง ๆ อย่างไม่ปิดบังว่า “ฝ่าบาท หม่อมฉันเห็นว่าไม่สมควรให้แม่ทัพม่งรับหน้าที่นี้!”
“เจ้า?” ม่งอี๋บิดตัวอย่างยากลำบาก เหลือบมองหลี่ซืออย่างโกรธเกรี้ยว “หลี่ซือ เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?” จากนั้นก็หันไปทางฮ่องเต้ “ฝ่าบาท หลี่ซือนี่ตั้งใจขัดแข้งขัดข้าชัด ๆ”
วาจานี้แข็งกร้าวไม่เบา
ฉินซีฮ่องเต้เหลือบมองม่งอี๋ แต่ยังไม่ตอบคำ หากแต่หันไปถามหลี่ซือว่า “เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น?”
เป็นที่รู้กันว่าหลี่ซือเป็นคนใจแคบ หากเอ่ยวาจานี้กับหลี่เจ้า เขายังพอเข้าใจ แต่กับม่งอี๋ซึ่งไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน กลับขัดค้านเช่นนี้ เขาย่อมไม่เข้าใจนัก
หลี่ซือก้าวออกมาข้างหน้า ค้อมกายกล่าว จากนั้นก็หันไปพูดกับม่งอี๋ด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ว่า “การปราบโจรครั้งนี้ที่เป็นหน้าที่ของแม่ทัพม่ง ข้าอยากถามว่า ท่านทำสำเร็จหรือไม่?”