ตอนที่ 17 เธอเชื่อฉันจริง ๆ เหรอ?

สองวันหลังจากเรื่องราวนั้นเกิดขึ้น เจียงเสวี่ยลี่ก็ยังคงเป็นแบบนี้มาโดยตลอด และดูเหมือนข่าวลือก็เริ่มแพร่กระจายไปยังห้องเรียนอื่นด้วยเหมือนกัน

แต่ก็เป็นอย่างที่ระบบเคยพูดไว้ หลินเจิ้งหรานในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลางอย่างแท้จริง เริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างที่ดูไม่ถูกต้อง เวลาผ่านไปนานเข้าก็ยิ่งเห็นเงื่อนงำได้ชัดเจนขึ้น

ช่วงเช้า คาบที่สามกับสี่เป็นคาบพละ อาจารย์พละให้ทุกคนแบ่งกลุ่มเป็นคู่ ๆ เพื่อฝึกซิทอัพ ให้จับคู่ได้อย่างอิสระ

ในห้องเรียน ส่วนใหญ่เด็กผู้หญิงก็จับคู่กับเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชายจับคู่กับเด็กผู้ชาย

แต่ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่คาด แม้ว่าจำนวนเด็กผู้หญิงจะเป็นเลขคู่พอดี สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากจับคู่กับเจียงเสวี่ยลี่ เธอจึงถูกทิ้งไว้คนเดียวอย่างเลี่ยงไม่ได้

อาจารย์พละถามขึ้นว่า “ทุกคนจับคู่กันครบหรือยัง?”

“อาจารย์! เจียงเสวี่ยลี่ยังไม่มีคู่ครับ!” เด็กผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยท่าทีสนุกสนาน คนในห้องต่างพากันหันไปมองด้วยสายตาที่อธิบายไม่ถูก

เจียงเสวี่ยลี่ใบหน้าซีดเซียว ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างอ้างว้าง

อาจารย์พละขมวดคิ้ว “เจียงเสวี่ยลี่? ทำไมถึงหาคู่ไม่ได้ล่ะ? ถ้าไม่มีคู่ก็รอให้กลุ่มแรกซ้อมเสร็จแล้วค่อยหาคนช่วยก็ได้นะ”

แต่ก็มีเสียงจากด้านหลังแทรกขึ้น “อาจารย์ ไม่มีใครช่วยเธอหรอก! เธอเป็นขโมย พวกเราจะไม่ยอมจับคู่กับเธอเด็ดขาด!”

เจียงเสวี่ยลี่รีบปฏิเสธอย่างลนลาน “ไม่ใช่นะ! ฉันไม่ใช่ขโมย!”

“เธอเป็น!”

“ใช่! กล้าพูดเหรอว่าไม่ใช่?!” “อาจารย์ยังถอดเธอออกจากตำแหน่งแล้วเลย!”

อาจารย์พละได้ยินคำว่า ‘ขโมย’ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่นานมานี้ห้องนี้เคยมีเรื่องทำนองนี้จริง แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ “ในคาบพละอย่าพูดเรื่องนี้! พูดได้แค่เรื่องกีฬาเท่านั้น!” จากนั้นก็หันไปมองเจียงเสวี่ยลี่ “ไม่ว่าจะเป็นขโมยหรือไม่ ปกติแล้วเธอไม่มีเพื่อนสนิทอยู่เลยเหรอ?”

เจียงเสวี่ยลี่น้ำตาคลอ ไม่รู้เพราะอะไรถึงได้รู้สึกว่าแม้แต่สายตาของอาจารย์ก็เหมือนกับคนอื่น—เหมือนมองเธอเป็นขโมยจริง ๆ เธอพูดอะไรไม่ออก

ทันใดนั้นเอง มีคนหนึ่งในแถวที่ยกมือขึ้นอย่างกะทันหัน “อาจารย์ ผมจับคู่กับเธอเองครับ”

ทุกสายตารวมถึงอาจารย์พละหันไปมองพร้อมกัน คนที่ยกมือคือหลินเจิ้งหราน

เจียงเสวี่ยลี่เองก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ

อาจารย์พละพยักหน้าอย่างงุนงง “ก็ได้ งั้นหลินเจิ้งหรานกับเจียงเสวี่ยลี่เป็นคู่กันนะ ทุกคนวอร์มร่างกายหน่อย เริ่มฝึกได้เลย!”

ทันใดนั้นเสียงซุบซิบก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

“เมื่อก่อนฉันยังไม่เชื่อเลยว่าสองคนนี้เป็นแฟนกัน ตอนนี้เชื่อแล้วแหละ”

“ใช่ แต่หลินเจิ้งหรานนี่มันแปลกจริง ๆ ขนาดขโมยยังชอบเหรอ? เขาเป็นที่หนึ่งของห้องเลยนะ”

“สองคนนี้คบกันจริงดิ?”

หลินเจิ้งหรานปรายตามองคนพวกนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย “พวกเธอกำลังพูดอะไรกัน?”

ทุกคนในห้องก็พากันเงียบสนิท ไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับเขา

ใคร ๆ ก็รู้ว่าหลินเจิ้งหรานไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งเรียนดี ทั้งแรงเยอะ ถ้าเขาอยากเป็นหัวหน้าห้องจริง ๆ ป่านนี้ตำแหน่งนั้นก็คงเป็นของเขาไปแล้ว

อาจารย์พละบอกให้ทุกคนจับคู่กัน หลินเจิ้งหรานจึงเห็นเจียงเสวี่ยลี่เดินเข้ามาหา

เธอมองเขาเหมือนเห็นผี

หลินเจิ้งหรานขมวดคิ้ว “มองฉันแบบนั้นทำไม? เหมือนเห็นลิงยังไงยังงั้น”

“เปล่านะ!” เจียงเสวี่ยลี่เม้มปาก ตอบเสียงเบา “นาย…นายกล้ามาจับคู่กับฉันเหรอ? ไม่กลัวโดนลากไปนินทาด้วยหรือไง?”

“เธอคิดมากไปแล้ว” หลินเจิ้งหรานพูดอย่างไม่ใส่ใจ “อย่างกับว่าเราไม่เคยโดนเม้าท์มาก่อนงั้นแหละ เธอคิดว่าฉันเป็นคนที่แคร์สายตาคนอื่นมากขนาดนั้นเหรอ? ฉันไม่สนหรอก”

เจียงเสวี่ยลี่หน้าเหม่อลอยไปพักหนึ่ง “ก็จริง นายเองก็แปลก ๆ มาตลอด ไม่มีใครเข้าใจนายสักคน”

.

อาจารย์พละเริ่มสั่งให้ทุกคนเริ่มฝึก หลินเจิ้งหรานนั่งลงบนสนามหญ้า เจียงเสวี่ยลี่ก็ก้มลงจับขาให้เขา เพื่อฝึกซิทอัพ

เธอมองใบหน้าปกติของเขาอย่างลังเล ก่อนจะถามเสียงเบาแทบไม่ได้ยินว่า “นายเชื่อฉันไหม”

แต่เสียงมันเบาเกินไป หลินเจิ้งหรานไม่ได้ตอบทันที เจียงเสวี่ยลี่จึงไม่กล้าถามซ้ำอีก

ไม่คิดเลยว่า หลังจากทำซิทอัพไปได้สองครั้ง หลินเจิ้งหรานก็ตอบขึ้นมา

“ถ้าฉันไม่เชื่อเธอ ฉันก็คงไม่ยอมจับคู่กับเธอตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ในห้องนี้ฉันว่าทุกคนมีโอกาสจะขโมยของได้ทั้งนั้น ยกเว้นเธอ”

“ฉันดูออกว่าเธอชอบตำแหน่งหัวหน้าห้องมากแค่ไหน เธอไม่มีทางทำอะไรที่ทำลายสิ่งที่เธอรักหรอก”

เจียงเสวี่ยลี่ไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินประโยคนี้ เธอแค่รู้สึกว่าผู้ชายตรงหน้าดูดีเป็นพิเศษ หัวใจเต้นแรง ความรู้สึกอัดอั้นที่กดทับมาตลอดสองสามวันเหมือนถูกปลดปล่อยไปครึ่งหนึ่ง อากาศรอบตัวดูเหมือนจะสดชื่นขึ้นในพริบตา

ใบหน้าเธอค่อย ๆ มีรอยยิ้มบาง ๆ พร้อมแก้มแดงเรื่อ ๆ อย่างไม่รู้ตัว มือที่จับขาเขาก็กระชับแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย

.

ช่วงเที่ยง ฟ้าเริ่มครึ้ม และในที่สุดฝนก็ตกลงมาจริง ๆ แถมยังตกหนักเสียด้วย

หลินเจิ้งหราน หลังจากทานข้าวเสร็จ กลับมาที่หลังห้องเรียนแล้วก็พบว่าร่มของตัวเองหายไป เขานึกขึ้นได้ว่าครั้งก่อนตอนฝนตกเขาพกร่มกลับไปบ้าน แล้วก็ไม่ได้เอากลับมาอีกเลย

คนในห้องต่างพากันไปโรงอาหารกันหมดแล้ว เจียงเสวี่ยลี่ที่กำลังจะไปกินข้าวเหมือนกัน เห็นหลินเจิ้งหรานเดินออกจากห้องโดยไม่มีร่มในมือ

เธอมองร่มในมือของตัวเอง แล้วไม่รู้ทำไมถึงได้เผลอเดินตามไป

.

มาถึงชั้นหนึ่งของอาคารเรียน หลินเจิ้งหรานยืนมองฝนที่ตกหนักไม่หยุด เขาหันไปถามคนที่เดินตามมา “เธอเดินตามฉันมาทำไม?”

เจียงเสวี่ยลี่ที่แอบเดินตามถึงกับชะงัก รีบออกมาจากมุมแล้วเชิดหน้าขึ้นพูดอย่างวางท่า “ใครเดินตามนายกัน?! พูดอะไรเพ้อเจ้อ! ฉันก็จะไปกินข้าวเหมือนกัน ต้องผ่านทางนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!”

หลินเจิ้งหรานหันไปมองเธอด้วยสีหน้าจับผิด เจียงเสวี่ยลี่รีบแกล้งทำเป็นมองไปทางอื่น เปียสองข้างของเธอแกว่งไกวอย่างน่ารัก

เธอพูดติด ๆ ขัด ๆ ว่า “นายไม่ได้เอาร่มมาสินะ? งั้น…งั้นจะเดินด้วยกันไหม? ถึงฉันจะไม่เคยกางร่มกับผู้ชายมาก่อน แต่ก็ไม่อยากเห็นนายเปียกฝนอยู่ดี…”

เธอยังคงมองไปทางอื่น แต่สายตาก็แอบเหลือบมองเขาเป็นระยะ

ใครจะคิดว่าหลินเจิ้งหรานกลับตอบว่า “ไม่ต้อง”

“ไม่ต้อง?” เจียงเสวี่ยลี่ตกใจ เดินเข้ามาใกล้ “ฝนตกขนาดนี้ไม่มีร่ม นายจะไปยังไง? อีกอย่าง นายเองไม่ใช่เหรอที่บอกว่าไม่กลัวข่าวลือ? หรือว่านายยังกลัวเดินกับฉัน?”

หลินเจิ้งหรานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ที่จริงแล้วฉันว่าดูเหมือนเธอจะไม่อยากเดินกับฉันมากกว่านะ”

เจียงเสวี่ยลี่ถึงกับพูดไม่ออก กำหมัดแน่น

ตอบกลับไปอย่างดื้อดึง “ใช่! ฉันไม่อยากเดินกับนาย! ก็ฉันเป็นผู้หญิง นายเป็นผู้ชาย เดินด้วยกันก็ต้องโดนเม้าท์อยู่แล้ว! แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่!”

หลินเจิ้งหรานมองหน้าเธอด้วยความสนใจ ราวกับเห็นอะไรที่น่าสนุก “เจียงเสวี่ยลี่ เธอรู้จักคำว่า ‘ซึนเดเระ’ ไหม?”

“หืม?” เจียงเสวี่ยลี่ทำหน้างง ส่ายหน้า “ไม่รู้จัก ซึนเดเระคืออะไรเหรอ?”

“ไม่ต้องรู้หรอก คิดว่าฉันชมเธอก็แล้วกัน”

เธอทำหน้าประหลาดใจ พึมพำเบา ๆ “จริงเหรอ? ทำไมฟังดูไม่เหมือนชมเลย…กลับบ้านไปฉันจะไปหาความหมายแน่”

จากนั้นก็บ่นไปเรื่อย “ตกลงนายจะเดินด้วยกันไหม? รีบ ๆ หน่อยสิ มีคนมองอยู่เต็มเลยนะ ฉันอายนะ!”

.

โถงชั้นหนึ่งของอาคารเรียนก็มีคนไม่น้อยที่หันมามอง

ในโรงเรียนประถม การที่เด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงเดินกางร่มด้วยกันถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกไม่น้อย

หลินเจิ้งหรานพูดขอบคุณ แล้วเจียงเสวี่ยลี่ถึงได้โล่งใจลง

.

เจียงเสวี่ยลี่ส่งร่มให้หลินเจิ้งหราน ด้วยความที่เธอตัวเตี้ย เวลากางร่มยกแขนจนตรงแล้วมันก็ยังไม่พอ

สุดท้ายหลินเจิ้งหรานจึงต้องเป็นคนถือเอง “เดี๋ยวฉันถือเองเถอะ เธอยกแขนขนาดนั้นไม่เมื่อยรึไง?”

เจียงเสวี่ยลี่เอามือไพล่หลัง เดินเบียดเขาอย่างเขิน ๆ “ก็โทษทีที่นายสูงเกินไปเองนะ”

.

ใต้ร่มที่ค่อนข้างแคบ เจียงเสวี่ยลี่อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นอีกครั้ง

“นายเชื่อฉันจริง ๆ เหรอ? เชื่อว่าฉันไม่ได้ขโมยของ? ทั้งห้องมีแต่คนคิดว่าฉันเป็นขโมยนะ”

หลินเจิ้งหรานเหลือบมองเธออย่างจนใจ “ฉันไม่ตอบไปแล้วเหรอในคาบพละ? ฉันเชื่อเธอจริง ๆ นั่นแหละ แต่ฉันก็อยากรู้นะ ว่าเธอจะปล่อยเรื่องนี้ไปเฉย ๆ เหรอ?”

เจียงเสวี่ยลี่ยิ้มแฉ่ง ชูกำปั้นขึ้น “แน่นอนว่าไม่! ฉันต้องหาตัวคนที่ใส่ร้ายฉันให้เจอ แล้วสั่งสอนมันให้เข็ดหลาบเลย! แล้วก็ต้องสืบให้ได้ด้วยว่าทำไมเจียงเสี่ยวถึงชี้มาว่าฉันเป็นคนขโมย ทั้งที่เธอโกหกชัด ๆ!”

หลินเจิ้งหรานเลิกคิ้ว “โอ้? ฉันไม่คิดเลยนะว่าเธอจะมีความฮึกเหิมแบบนี้ แค่ก่อนหน้านี้ยังดูซึม ๆ อยู่เลย”

เจียงเสวี่ยลี่เถียงเสียงดัง “บ้า! ใครบอกว่าฉันซึม?! ตอนนี้ฉันก็ดีขึ้นแล้วไง! ก่อนหน้านี้แค่ยังตั้งตัวไม่ทันเฉย ๆ!”

หลินเจิ้งหรานหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก

.

เจียงเสวี่ยลี่ลดมือลง แอบเหลือบมองเขา เปียสองข้างของเธอแกว่งไปมาตามจังหวะเดิน สีหน้าดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด

เธอบ่นเบา ๆ “หัวเราะอะไรของนาย? หัวเราะได้แย่มากเลยนะ”

.

ในขณะเดียวกัน ที่หน้าตึกเรียน เจียงเสี่ยวที่ถือร่มสีชมพูสองคัน กำลังยืนมองหลินเจิ้งหรานที่เดินกางร่มไปกับเจียงเสวี่ยลี่

บางอย่างดูเหมือนจะยิ่งยุ่งเหยิงไปกว่าเดิมเสียแล้ว

“หลินเจิ้งหราน…”

.

(จบตอน)



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 17 เธอเชื่อฉันจริง ๆ เหรอ?

ตอนถัดไป