ตอนที่ 37 เผยชาติกำเนิดโดยบังเอิญ
หลินเจิ้งหรานเดินถือเค้กสตรอว์เบอร์รี่ชิ้นใหญ่อยู่บนถนน เขาใช้ส้อมค่อย ๆ แคะเค้กเข้าปากทีละนิด กินอย่างไม่เร่งรีบ จนหมดไปในท้องเรียบร้อย
อร่อยดีนะ แต่ออกจะหวานเกินไปหน่อย
【วันนี้เป็นวันเกิดของคุณหนูเจียง ในฐานะเพื่อนร่วมทางที่ผจญภัยในยุทธภพมานานหลายปี นางจึงทุ่มเงินมหาศาลซื้อบัตรเข้าชมโรงละครมา 2 ใบ ชวนเจ้าร่วมไปชมการแสดง หลังจากชมเสร็จ เสน่ห์ของเจ้าจะเพิ่มขึ้น 2 หน่วย พลังกายเพิ่มขึ้น 1 หน่วย】
【คุณหนูเจียงยังมอบขี้ผึ้งหิมะเจ็ดสี ที่สามารถกินได้เพียงปีละครั้งให้แก่เจ้า ของสิ่งนี้คุณภาพเลิศเลอ เมื่อเจ้ากินเข้าไปจะช่วยเพิ่มระดับพลังวิญญาณ เพิ่มพลัง เพิ่มความแข็งแกร่ง และเพิ่มพลังงานอีกอย่างละ 1 หน่วย】
หลังจากกินเค้กหมด เขารู้สึกปากหวานจนเริ่มเลี่ยน เลยแวะเดินไปที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ เพื่อกะจะซื้อน้ำดื่มสักสองขวด
เดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าว จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากที่ไกล ๆ ดูเหมือนจะเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน กำลังมีปากเสียงกันด้วยเหตุผลบางอย่าง
ฝ่ายหญิงพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่านายแอบเลี้ยงลูกสาวไว้อีกคน? แล้วยังส่งเธอไปเรียนต่างเมืองเพื่อปิดบังฉัน? ถ้าฉันไม่สืบเอง นายกะจะปิดเรื่องนี้ไปถึงเมื่อไหร่? นายทำแบบนี้ฉันจะแต่งงานกับนายได้ยังไง?”
ผู้ชายยืนอยู่ข้างรถออดี้ พยายามอธิบาย “ฉันบอกเธอไปกี่รอบแล้ว ว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกฉัน เป็นหลานสาวต่างหาก ฉันเป็นแค่ลุงของเธอ”
“อ้อ รู้ตัวเหรอว่านายเป็นแค่ลุง? ก็ใช่สิ เด็กคนนั้นมีแม่อยู่แล้ว นายไม่เห็นต้องไปยุ่งเลยไม่ใช่เหรอ?”
ฝ่ายชายเริ่มมีท่าทางไม่สู้ดี น้ำเสียงก็ไม่ได้เด็ดขาดนัก “เธอ...เธอพูดไม่แฟร์เลยนะ ฉันเลี้ยงดูเธอเพราะอะไร? ก็เพราะตอนนั้นพี่สาวฉันไม่อยากได้เด็กคนนี้ ฉันเลยสงสาร เลยส่งเสียเลี้ยงดูให้เรียนให้โตมาได้ขนาดนี้”
ผู้หญิงยกมือขึ้น ราวกับไม่อยากทะเลาะต่อ
“ฉันไม่ได้ไม่เข้าใจนะ ฉันเข้าใจว่านายมีน้ำใจดี ฉันยังเข้าใจด้วยที่นายปิดเรื่องนี้ไว้ไม่ให้ฉันรู้ แต่ฮันเฉิง นายยังเลี้ยงเด็กคนนั้นอยู่แบบนี้ พ่อแม่ฉันไม่มีทางยอมให้ฉันแต่งงานกับนายหรอกนะ”
เธอพูดต่อ “ฮันเฉิง บางเรื่องที่นายทำก็มากพอแล้ว เด็กคนนั้นมันก็แค่โชคชะตาของเธอ อีกแค่สองปี เธอก็จะเรียนจบมัธยมต้นแล้ว ถึงตอนนั้นฉันก็จะให้เงินเธอหน่อยหนึ่ง ให้เธอไปเลี้ยงตัวเองได้”
“ถ้าเธอมีวาสนาได้เรียนต่อมัธยมปลาย ก็ให้เธอทำงานพิเศษไปด้วย เราช่วยส่งเสียให้ก็ได้ ถ้าไม่มีก็ให้เธอเรียนจบแล้วไปทำงาน แต่ไม่ว่ายังไง เธอห้ามมาอยู่กับเราอีกต่อไป”
“ไม่อย่างนั้น ถ้าลูกในท้องฉันเกิดมา...” เธอลูบท้อง “คนอื่นจะมองฉันยังไง? ฉันจะอธิบายให้พ่อแม่ฉันฟังยังไง? นายกะจะดูแลเด็กคนนั้นไปตลอดชีวิตเลยเหรอ?”
“ฉัน...”
“ไหน ๆ ก็มาแล้ว ฉันว่าบอกความจริงเธอไปเลยดีกว่า เราสองคนช่วยกันเลี้ยงเธอจนเรียนจบมัธยมต้น หลังจากนั้นค่อยให้เงินเธอไว้หน่อย เวลาปีใหม่หรือเทศกาลเธอก็มาหาเราได้ แต่ต้องไม่ให้เธอมาอยู่ที่บ้านประจำ เธอต้องไปมีชีวิตของตัวเอง ถ้านายพูดไม่ออก เดี๋ยวฉันพูดแทนให้เอง”
ถนนสายนี้เป็นเส้นทางผ่านห้างสรรพสินค้าโดยตรง หลินเจิ้งหรานที่เดินผ่านมาเลยได้ยินเกือบหมดทุกคำ
กระทั่งเขาเห็นฝ่ายหญิงหันมามองข้างหลังแล้วพูดว่า “เธอมาแล้ว ฉันจะไปคุยกับเธอเอง นายยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พอ” เธอเหมือนกำลังปลอบใจคู่หมั้นตัวเองและปลอบใจตัวเองไปพร้อมกัน “ฉันว่าพวกเราไม่ได้ทำอะไรเกินไปนะ ยังไงเธอก็โตแล้วใช่ไหม?”
หลินเจิ้งหรานเดินห่างออกไปแล้ว แต่พอได้ยินแบบนี้ก็ยังอดหันกลับไปมองไม่ได้
เมื่อเขาเห็นใบหน้าของเด็กสาวที่สองคนนั้นพูดถึง ก็ถึงกับตกตะลึง ในหัวของเขามีเสียงของระบบดังขึ้นมาทันที
【ช่วงนี้มารสาวแห่งลัทธิมารปรากฏตัวใกล้ชิดกับเจ้าบ่อยครั้ง วันนี้เจ้ากะจะออกไปฝึกฝนตามปกติ กลับต้องมาเจอเธอที่นี่โดยบังเอิญ โดยไม่ได้ตั้งใจ เจ้ากลับล่วงรู้ถึงชาติกำเนิดของมารสาวแห่งลัทธิมาร กลุ่มผู้ดูแลในลัทธิกำลังคิดจะขับไล่เธอ เจ้าเองก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าควรเข้าไปยุ่ง เกี่ยวไม่เกี่ยวล้วนเป็นจุดเปลี่ยนของโชคชะตา】
เด็กสาวที่เดินผ่านมาในชุดนักเรียน รูปร่างเพรียวบาง ท่าทีสง่างามแน่นอนว่าเป็นหานเวินเวิน
บนใบหน้าเธอยังคงยิ้มจาง ๆ ดวงตาเหมือนจิ้งจอกที่ทั้งสวยและเจ้าเล่ห์ ราวกับไม่เคยเก็บเอาอะไรมาใส่ใจ
เดินไปถึงหน้าชายหญิงคู่นั้น หานเวินเวินยังคงสุภาพโค้งตัวเล็กน้อย “ลุงมาด้วยเหรอคะ? นี่ต้องเป็นป้าสินะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
ฝ่ายหญิงถึงกับตกใจที่เด็กสาวคนนี้สวยโดดเด่นขนาดนี้ แน่นอนว่าได้ความสวยจากแม่ที่สวยแต่นิสัยแย่ไปเต็ม ๆ
หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่ม จากนั้นก้าวเดินไปข้างหน้าแล้วยิ้มกล่าวว่า
“เวินเวิน สวัสดีจ้ะ หนูสวยจริง ๆ นะ วันนี้เป็นครั้งแรกที่เราพบกัน ป้าก็อยากจะพูดอะไรกับหนูบ้าง ตามปกติครั้งแรกที่เจอกัน ป้าก็ไม่ควรพูดอะไรแบบนี้หรอก แต่ป้าก็มีเหตุผลของป้า ยังไงถ้าหนูมีอะไรในใจ หนูก็บอกป้ามาได้เลยนะ”
หลินเจิ้งหรานไม่ได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดอะไรกันต่อ จากนั้นเขาก็เดินไปซื้อขวดน้ำเสร็จ กลับออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต
ตอนนั้นเอง หานเวินเวินกับลุงป้าของเธอก็ขับรถออกไปแล้ว หานเวินเวินยืนอยู่ข้างถนน สีหน้าของเธอกลับเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คล้ายกับว่าเธอรู้เรื่องทั้งหมดมาก่อนอยู่แล้ว
เธอเดินต่อไป ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต และก็เห็นหลินเจิ้งหรานที่เพิ่งเดินออกมา เธอเอียงศีรษะ ยิ้มกว้าง ดวงตาเหมือนจิ้งจอกเปล่งประกาย แล้วพูดด้วยความประหลาดใจว่า
“หลินเจิ้งหราน? บังเอิญจังเลยนะ”
หลินเจิ้งหรานยิ้มตอบ “ใช่ บังเอิญจริง ๆ”
สีหน้าของหานเวินเวินดูอ่อนล้าเล็กน้อย “เหมือนกับปีที่แล้วเลยนะ ทำไมเราถึงได้เจอกันในที่แบบนี้อยู่เรื่อยเลย แต่วันนี้ฉันเหนื่อยนิดหน่อย อยากกลับไปพักที่โรงเรียนก่อน งั้นไม่คุยแล้วนะ ไว้เจอกันตอนเย็นที่โรงเรียน”
เธอโบกมือ ดวงตาคล้ายจิ้งจอกมองไปยังทิศทางของโรงเรียน แล้วเดินจากไปอย่างสงบ คล้ายกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ไม่เคยมีผลกระทบต่อเธอเลย
หลินเจิ้งหรานเปิดขวดน้ำ ดื่มไปหนึ่งอึก ใบหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเช่นกัน
ช่วงบ่ายวันนั้น เจียงเสวี่ยลี่แอบซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนอย่างมีความสุข เธอนอนอยู่บนเตียงด้วยความตื่นเต้น ระมัดระวังอย่างยิ่งขณะเปิดกล่องของขวัญที่หลินเจิ้งหรานมอบให้เธอ
เป็นหูฟังครอบหูสีเหลือง ดีไซน์เรียบง่ายแต่ดูดี
เจียงเสวี่ยลี่ลองใส่หูฟัง ฟังเสียงแล้วรู้สึกไพเราะเป็นอย่างยิ่ง
เธอนอนยิ้มอยู่บนเตียง ย้อนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เธอยกมือขึ้น แบออก “เป็นซึนเดเระแล้วไงล่ะ! ฉัน เจียงเสวี่ยลี่ ไม่มีทางเป็นพวกแพ้หรอก! ต้องชนะให้ได้!” เธอกำมือแน่น
คืนวันอาทิตย์ นักเรียนมัธยมต้นต้องมีเรียนพิเศษนอกเวลา นอกจากนักเรียนไป-กลับแล้ว ทุกคนต้องไปเรียน
เมื่อเจียงเสวี่ยลี่กับหลินเจิ้งหรานนั่งรถไปถึงโรงเรียน เสี่ยวเหอฉิงกับหานเวินเวินก็ยืนรออยู่หน้าประตูโรงเรียน ทั้งสองคนต่างก็ถือของขวัญมาให้เจียงเสวี่ยลี่
“สุขสันต์วันเกิดนะ เจียงเสวี่ยลี่”
เจียงเสวี่ยลี่ตกใจและดีใจ “พวกเธอสองคนไปรู้ได้ยังไงกัน...”
เสี่ยวเหอฉิงทำหน้าตาน่ารักแล้วพูดเสียงเบา “วันเสาร์ฉันตามหลินเจิ้งหรานกลับบ้าน เขาเป็นคนบอกฉันว่าวันนี้เป็นวันเกิดเธอ ฉันก็เลยไปซื้อของขวัญมา ไม่แพงหรอก แต่ก็เป็นน้ำใจนะ”
หานเวินเวินยิ้มพลางพยักหน้า “ฉันก็เหมือนกัน พวกเราเป็นเพื่อนกัน ให้ของขวัญวันเกิดมันก็สมควรอยู่แล้ว”
“ขะ...ขอบคุณนะ...” เจียงเสวี่ยลี่รับของขวัญมาอย่างเขินอาย
หลินเจิ้งหรานยืนมองอยู่ข้าง ๆ พินิจสีหน้าของหานเวินเวินที่ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
อายุสิบสองขวบแท้ ๆ แต่จิตใจของจิ้งจอกตัวนี้กลับแข็งแกร่งกว่าทั้งเสี่ยวเหอฉิงและเจียงเสวี่ยลี่อย่างเทียบไม่ติด
แต่ถึงจะแสร้งทำเข้มแข็งขนาดไหน สุดท้ายมันก็เป็นแค่ภาพลวงตา เกราะที่ห่อหุ้มจิตใจเธอบางเบาเหมือนปีกแมลง ไม่เช่นนั้นตอนที่เธอเดินจากไปเมื่อบ่ายนี้ ใบหน้าคงไม่เป็นแบบนั้น