ตอนที่ 46: หมาจิ้งจอกน้อยเป็นไข้
หลินเจิ้งหรานคว้าแขนหานเวินเวินไว้ทันด้วยสัญชาตญาณ พยุงเธอไว้ก่อนที่เธอจะล้มลงมาเต็มแรง
เธอซบลงมาบนอกเขา แล้วพึมพำเบา ๆ อย่างมึนงง “ทำไมยืนไม่ไหว... ขารู้สึกหนัก ๆ แปลก ๆ ยังไงไม่รู้” น้ำเสียงแผ่วเบา “แต่กลิ่นตัวนายหอมดีแฮะ...”
เห็นแก้มเธอแดงจัดอย่างผิดปกติ หลินเจิ้งหรานยกมือแตะหน้าผากแล้วตกใจ “ตัวร้อนขนาดนี้เลย?”
หานเวินเวินหลับตาพริ้ม ส่ายหน้าปฏิเสธเบา ๆ “ไม่ได้เป็นไข้หรอก... วันนี้ยังปกติดีอยู่เลย แค่อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกเพลียขึ้นมาเฉย ๆ น่ะ...”
หลินเจิ้งหรานจึงต้องอุ้มเธอขึ้นวางบนเตียง ห่มผ้าให้เรียบร้อย
ตอนเธอนอนอยู่ใต้ผ้าห่ม เธอดูน่ารักผิดหูผิดตา ดวงตาจิ้งจอกมองเขาอย่างอ้อน ๆ หูจิ้งจอกในจินตนาการเหมือนจะห้อยลงอย่างไร้พลัง
“กุญแจห้องอยู่ไหน? ฉันจะออกไปซื้อยากับปรอทวัดไข้ให้ ถ้าไข้ยังไม่ลดเดี๋ยวพาไปโรงพยาบาลเลยนะ”
หานเวินเวินนอนนิ่ง ผมยาวสยายเต็มหมอน “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั้ง เดี๋ยวฉันหากุญแจให้... อยู่บนตัวฉันนี่แหละ...”
เธอควานหาของอยู่ใต้ผ้าห่มอยู่พักใหญ่แต่ไม่เจอ
หลินเจิ้งหรานเริ่มหมดความอดทน “อยู่ตรงไหน? เดี๋ยวฉันหยิบเอง”
“ในกระโปรง…”
“ในกระโปรง? หมายความว่ายังไง?”
ว่าแล้วเธอก็เปิดผ้าห่ม หยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋ากระโปรงแล้วยื่นให้ “ก็ในกระโปรงน่ะสิ~”
หลินเจิ้งหรานอึ้งไปชั่วขณะ—กระโปรงมี “กระเป๋า” ด้วยเหรอ? วันนี้เขาได้เปิดโลกใหม่เลยทีเดียว
รับกุญแจมาแล้วจัดผ้าห่มให้เรียบร้อย เขากำลังจะออกไป แต่หานเวินเวินกลับอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร
เขาหันกลับมามอง “มีอะไรเหรอ?”
เธอส่ายหน้าเบา ๆ เสียงเบาเหมือนเสียงกระซิบ “รีบกลับมานะ...”
“รู้แล้ว รอแป๊บนึงนะ”
เขาไปซื้อยาลดไข้ ยาแก้หวัด และปรอทวัดไข้จากร้านขายยาแถวล่างหอ รวมถึงผลไม้เล็กน้อยด้วย เพราะหน้าร้อน ถ้าเป็นไข้จะหายยากกว่าปกติ
กลับมาถึงห้อง ก็พบว่าหานเวินเวินห่อตัวเป็นก้อนกลมอยู่ในผ้าห่ม
“ทำอะไรน่ะ?” เขาถามอย่างงง ๆ
“รอนายกลับมาน่ะสิ~” เสียงเธอเบาเหมือนแมวป่วย
“ฉันหมายถึงทำไมถึงม้วนตัวเป็นลูกบอลแบบนั้น”
เขาวางยากับของอื่น ๆ ลง แล้วต้มน้ำร้อน ระหว่างนั้นก็นั่งข้างเตียงเตรียมชงยา
ตอนนี้หานเวินเวินหมดลายจิ้งจอกไปเลย ดูเหมือนเด็กป่วยตัวเล็ก ๆ มากกว่า
เธอไม่มีท่าทางเขินเหมือนเหอฉิง แต่ก็ยังคงจ้องเขาอย่างไม่ลดละ
สักพักถึงตอบคำถามเมื่อครู่ “หนาว... ม้วนตัวไว้จะอุ่นขึ้นนิดนึง”
หลินเจิ้งหรานเอาปรอทวัดไข้ยัดใส่มือเธอ
เธอหนีบไว้ใต้วงแขนแล้วร้องงอแงเบา ๆ “เย็นชะมัดเลย~ หลินเจิ้งหราน นายใจร้าย~ เอาอะไรเย็น ๆ มายัดใส่คนป่วยเนี่ย!”
เขาไม่สนใจเสียงงอแงนั้น แล้วถามต่อ “กินข้าวเที่ยงยัง?”
เธอพยักหน้าเบา ๆ
“แน่ใจนะ?”
เธอเอียงคอมองเขา “อะไรคือแน่ใจ?”
“ก็คือกินข้าวเที่ยงไปแล้วใช่ไหม?”
เธอขมวดคิ้ว คิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตอบเบา ๆ “เหมือนจะลืมกิน...”
เขาถอนหายใจในใจ—เด็กพวกนี้วัน ๆ ไม่รู้ทำอะไรกันบ้าง เอาแต่ลืมนู่นลืมนี่ จะกินยาทั้งทีต้องถามให้ละเอียด ไม่งั้นเดี๋ยวกระเพาะแย่ก่อน
“มากินอะไรรองท้องก่อน เดี๋ยวจะกินยาได้”
เธอขัดขืนเล็กน้อย เอาหัวซุกหมอน แต่สุดท้ายก็ยันตัวลุกขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
ตัวสั่นเบา ๆ เหมือนโดนลมหนาวเข้าไปอีกระลอก
หลินเจิ้งหรานประคองให้เธอพิงอกตัวเอง แล้วคลุมผ้าให้ดี ๆ
เขาฉีกซองขนมปัง หยิบกล้วยมาปอกเปลือกแล้วยื่นให้
หานเวินเวินเคี้ยวช้า ๆ อย่างเชื่องช้า พิงแขนเขาเหมือนตุ๊กตา
ทันใดนั้นมีเสียง “ตึ้ง” จากมือถือของเธอดังขึ้น
“มีข้อความมาน่ะ มือถือฉันอยู่ไหน~”
หลินเจิ้งหรานหยิบมือถือเคสสีชมพูของเธอขึ้นมาจากข้างหมอน แล้วดูหน้าจอ
พบว่าเต็มไปด้วยข้อความจากคนในโลกออนไลน์
บางคนถามถึงคอร์สสอนแต่งหน้า ว่าทำเสร็จหรือยัง ขายเท่าไหร่
บางคนทวงงานเกมที่เธอรับจ้างเล่นให้ บอกว่าช้าไปหรือเปล่า
บางคนด่าแรงมาก บอกว่านิยายที่เธอรับจ้างแต่งมัน “กาก” จนอยากได้เงินคืน
มีข้อความแบบนี้เต็มไปหมด และยังเด้งมาเรื่อย ๆ
เขาลองเช็กเวลา พบว่าแม้แต่ตีสามตีสี่ของเมื่อคืนเธอก็ยังตอบข้อความ และไม่ใช่แค่เมื่อคืน—คืนก่อนก็เหมือนกัน และคืนก่อนหน้านั้นอีก
“เธอรับงานหลายอย่างดีนะ ทุกอย่างทำหมดเลยเหรอ?”
เขาถามพลางเหลือบตามองเธอ
เธอกำลังกินกล้วย ดวงตาจิ้งจอกเหม่อลอยไร้แวว “ฉันก็นอนตลอดนะ แต่พอมีข้อความก็จะตอบ... ก็เลยนอนน้อยหน่อย”
“ฉันบอกไว้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าอีกอาทิตย์ฉันจะมาสอนหาเงินให้ ทำไมต้องเร่งขนาดนี้?”
เธอถอนหายใจยาว “ฉันหางานพิเศษมาตลอดนั่นแหละ ลองหมดแล้วทุกอย่าง การหาเงินมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก...”
เธอโยนเปลือกกล้วยลงถังขยะ จ้องหน้าเขาอย่างว่างเปล่า “ถึงนายจะสอนฉัน ฉันก็คิดว่าคงไม่ต่างกันหรอก อีกอย่างฉันไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร นายช่วยฉันมาเยอะมากแล้ว”
หลินเจิ้งหรานวางมือถือเธอไว้ห่าง ๆ
เธอพยายามเอื้อมไปคว้า แต่เขาไม่ยอมให้
เขาพูดเรียบ ๆ “เธอคิดว่าฉันช่วยเธอเพราะอยากทำดีงั้นเหรอ? ฉันก็หวังผลตอบแทนเหมือนกัน เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าจะติดหนี้บุญคุณ แล้วก็อย่าดูถูกฉันนักเลยนะ เธอหาเงินไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าฉันช่วยให้หาไม่ได้เหมือนกัน”
เธอเม้มปากแน่น แล้วหันหน้าหนีทำท่าไม่พอใจ “ดูถูกกัน~ หลินเจิ้งหรานนายคิดว่าตัวเองเก่งนักเหรอ? เราก็อายุเท่ากัน ฉันไม่เชื่อหรอกว่านายจะหาเงินได้เก่งกว่าฉัน!”
“เรื่องจริงไม่ต้องเถียง เดี๋ยวก็รู้เอง ดื่มยาก่อนเถอะ”
เขาเอายาใส่ถ้วยเตรียมให้ เธอดูจะเบลอ ๆ ขึ้นทุกที เขาจึงตัดสินใจป้อนยาด้วยตัวเอง
“ฉันป้อนให้แล้วกัน”
เธอเหมือนจะรับถ้วย แต่พอเห็นเขาจะป้อนให้ ก็ถอนมือกลับ แก้มแดงระเรื่อเพราะพิษไข้...หรืออาจเพราะอย่างอื่น
หลังดื่มยาเสร็จ เธอก็เบ้ปากบ่นว่า “ขมสุด ๆ” แล้วล้มตัวนอนทันที หายใจหอบถี่
หลินเจิ้งหรานหยิบปรอทวัดไข้ขึ้นมาดู ตัวเลขเฉียด 39 องศา
เขาอึ้งไปชั่วครู่—สูงขนาดนี้เชียว?
เขาเขย่าปรอท แล้ววัดซ้ำอีกครั้ง คราวนี้คิดว่าถ้าไข้ไม่ลดต้องรีบพาไปโรงพยาบาลแล้ว
โชคดี ยาออกฤทธิ์เร็ว
ไข้ลดลงเหลือราว ๆ 38 องศา
เห็นเธอหลับแล้ว เขากำลังจะลงไปซื้ออาหารเย็น แต่ยังไม่ทันลุกขึ้น มือเธอก็จับชายเสื้อเขาไว้แน่น
เธอลืมตาอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงอ้อน ๆ “จะไปไหนน่ะ? จะกลับบ้านแล้วเหรอ? จะทิ้งฉันไว้คนเดียวเหรอ...?”
เขาหันกลับมามองด้วยสีหน้างง “ยังไม่ไปไหน แค่จะไปซื้อข้าวเย็น เดี๋ยวกลับมาเร็ว ๆ นี้แหละ”
เธอยังไม่ยอมปล่อยมือ มองเขาด้วยสายตาเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง “ฉันไม่เชื่อหรอก... แม่ฉันก็เคยพูดแบบนี้ แล้วก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย ฉันรู้ว่าฉันเป็นตัวปัญหาสำหรับทุกคน แต่วันนี้ฉันป่วย... ขอให้นายอยู่ด้วยอีกหน่อยไม่ได้เหรอ?”
หลินเจิ้งหรานจับมือเธอวางลงใต้ผ้าห่ม “ใครบอกว่าเธอเป็นตัวปัญหา? อย่างน้อยเหอฉิงก็ไม่คิดแบบนั้นแน่นอน เธอมองเธอเป็นเพื่อนรักที่สุดเลยด้วยซ้ำ ถ้าไข้เธอยังไม่ลด ฉันจะไม่กลับหรอก”
เธอหรี่ตาจิ้งจอก มองเขาครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย “จริงเหรอ?”
“จริงน่ะสิ ฉันไม่เคยคิดว่าเธอเป็นตัวปัญหาเลย... แค่บางครั้งน่ารำคาญบ้างนิดหน่อย แต่ฉันก็ยังมองเธอเป็นเพื่อนอยู่ดี”
เธอยิ้มบาง ๆ หลับตาลงราวกับวางใจ
เสียงเธอเบาเหมือนจะเคลิ้มหลับ “หลินเจิ้งหราน... นายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงคอยยุให้นายกับฉิงฉิงคบกัน?”
“เพราะถ้าพวกเธอเป็นแฟนกัน... ฉันจะได้วางใจไงล่ะ”
“เพราะฉิงฉิงคือเพื่อนคนเดียวของฉัน ฉันเคยทำลายคู่รักหลายคู่มาก่อน แต่ฉันไม่อยากทำลายพวกเธอ ถึงแม้นายจะเป็น...คู่แท้ของฉันก็ตาม ฉันก็ยังอยากให้นายอยู่กับฉิงฉิง...”
หลินเจิ้งหรานอึ้ง “คู่แท้?”
หานเวินเวินลืมตาข้างหนึ่งแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “พูดมากไปแล้วมั้ง~ ไม่บอกหรอกว่าฉันพูดอะไรไปเมื่อกี้~”
(จบตอน)