ตอนที่ 69 อยู่ด้วยกันตลอดไป
หลังจากอัดเสียงเสร็จ ฟ้าก็มืดแล้ว
ระดับการร้องเพลงของเจียงเสวี่ยลี่ทำให้ทุกคนเริ่มคาดหวังกับการแข่งขันระดับเมืองในปีหน้า บางทีสตูดิโออาจจะได้เฉิดฉายขึ้นมาบ้างก็เป็นได้
เจียงเสวี่ยลี่เดินกลับบ้านกับหลินเจิ้งหราน มือไขว้หลัง เดินกระโดดเด้งไปเด้งมา
ฤดูหนาวทำให้ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ บนถนนมีเพียงรถที่ขับผ่านไปมาทำให้บรรยากาศไม่เงียบจนเกินไป
“ไอ้บ้า ฉันเคยได้ยินมาว่าผู้หญิงพอขึ้นมัธยมปลายแล้วจะโตไวมากเลยนะ นายว่าฉันจะสูงขึ้นเยอะไหมอะ? สูงกว่านายไปเลยอะไรแบบนี้!”
หลินเจิ้งหรานมองดูเจียงเสวี่ยลี่ที่กระโดดดึ๋ง ๆ หางม้าคู่กระเด้งกระดอน ดูเหมือนจะสูงกว่าเหอฉิงนิดหน่อย “เธอคิดไปไกลละ ฉันเองก็ยังจะสูงอีก แต่เธอน่ะ...คงไม่สูงไปมากกว่านี้แล้วมั้ง”
“ห้ะ? ทำไมล่ะ! ฉันเพิ่งสูงมาได้แค่ร้อยหกสิบสามเองนะ! สองสามปีมานี้ฉันสูงขึ้นตั้งเยอะ!”
“เธอไม่เคยเรียนชีววิทยาเหรอ? ช่วงมัธยมต้นคือช่วงที่ผู้หญิงโตเร็วที่สุดแล้ว แม้มัธยมปลายจะโตต่อ แต่ก็คงไม่ใช่สูงขึ้นหรอก”
“ไม่ใช่สูง? แล้วโตตรงไหนล่ะ?” เธอถามอย่างจริงจัง
หลินเจิ้งหรานกลอกตาใส่ “กลับไปเปิดหนังสือดูเอาเอง”
“แหม ขี้งกจริง คิดว่าเก่งอยู่คนเดียวหรือไง! ฉันก็เรียนดีเหมือนกันนะ! อยู่ระดับกลาง ๆ ค่อนบนตลอดแหละน่า” เธอพูดพลางแอบชำเลืองมองข้างหน้าของหลินเจิ้งหราน “ก็แค่...นายเก่งกว่าก็เท่านั้น”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานหรือเปล่า เจียงเสวี่ยลี่มักรู้สึกว่าหลินเจิ้งหรานนี่มัน...หล่อชะมัด
แค่บางทีชอบทำเท่เกินไปหน่อย เลยดูไม่ค่อยเหมือนเด็กสักเท่าไหร่
จู่ ๆ เธอก็พูดขึ้นมาว่า “มัธยมต้นนี่ผ่านไปไวชะมัด อีกแค่อาทิตย์เดียวก็ปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว ปีหน้าก็ขึ้น ม.3 แล้ว… พูดก็พูดเถอะ ตั้งแต่จบประถมมา ฉันก็กลัวมาตลอดเลยล่ะ”
“กลัวอะไร?” หลินเจิ้งหรานถามด้วยความสงสัย
เจียงเสวี่ยลี่รีบเบือนหน้าไปทางอื่น พูดเขิน ๆ ว่า “ก็...กลัวว่าโลกตอนโตขึ้นมันจะไม่เหมือนกับที่คิดไว้ตอนเด็กน่ะสิ”
หลินเจิ้งหรานแค่หัวเราะในลำคอ ไม่พูดอะไรต่อ
เจียงเสวี่ยลี่หันหน้ากลับมามองพื้นตรงหน้า เธอรู้ดีว่าตัวเองกลัวอะไรมาตลอดสองปีนี้
กลัวว่าหลังจากเหอฉิงกลับมา ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาจะเปลี่ยนไป
กลัวว่าไอ้บ้าคนนี้จะโดนความน่ารักของเหอฉิงแย่งไป
กลัวว่าเขาจะไม่อยู่ข้างเธออีก ลืมเธอไปเลย...แต่...
“แต่พอได้ยินที่นายพูดตอนบ่ายวันนี้ ฉันรู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะเลย” จากนี้ไปฉันจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้แพ้อีกแล้ว เพราะฉันได้ยินกับหูว่าฉันสำคัญกับนายแค่ไหน
ถ้าถึงขนาดคำพูดจริงใจแบบนั้นของนายยังทำให้ฉันไม่มีความมั่นใจอีกล่ะก็ ฉันมันก็แย่เกินไปแล้ว
“จากวันนี้เป็นต้นไป ฉันจะเชื่อมั่นว่าฉันต้องชนะให้ได้ จะไม่ยอมคิดว่าจะแพ้อีกเด็ดขาด”
ความคิดของเจียงเสวี่ยลี่กับคำพูดที่เปล่งออกมา เหมือนต่อกันไม่ติด บางคำก็พูดออกมาจริง บางคำก็คิดอยู่ในใจ
ทำให้ฟังดูสะเปะสะปะไปหมด
แต่ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร หลินเจิ้งหรานก็ไม่เคยเป็นคนที่จะเอาน้ำเย็นมาสาดใส่คนที่กำลังมีไฟ
“สู้ ๆ นะ”
เจียงเสวี่ยลี่ได้ยินสองคำนี้ หัวใจก็แทบจะเต้นหลุดจากอก ปากกัดริมฝีปาก ตัวสั่น ๆ ร้อนวูบไปทั้งหัว
พอถึงสี่แยกไฟแดง เธอก็โบกมือลา “ไอ้บ้า พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ อย่าลืมสิ่งที่นายสัญญากับฉันล่ะ ปีหน้า ถ้าฉันชนะการแข่งขัน นายต้องไปดูสัตว์กับฉัน แล้วก็ดูหนังด้วย!”
“ไม่ลืมหรอก ฉันพูดแล้วก็ต้องทำ”
เจียงเสวี่ยลี่โบกมือลาแล้วยิ้มกว้าง ข้ามถนนไป ส่วนหลินเจิ้งหรานก็หันหลังกลับมาทางบ้านของตัวเอง
แต่ในตอนที่สาวน้อยหางม้าคู่นั้นเดินไปถึงกลางสี่แยกใหญ่ เธอกลับไม่เดินต่อ
เธอหยุดลงเงียบ ๆ หันกลับไปมองหลินเจิ้งหรานที่เดินห่างออกไปแล้ว แล้วตะโกนเสียงดังว่า
“ไอ้บ้า! อย่าลืมคำสัญญาที่เราเคยเกี่ยวก้อยกันไว้ตอนอยู่โรงเรียนนะ...”
เธอจงใจรอให้รถบรรทุกคันใหญ่แล่นผ่าน แล้วจึงตะโกนต่อประโยคถัดไป กลบเสียงไว้ในเสียงเครื่องยนต์ ก่อนที่หลินเจิ้งหรานจะได้หันกลับมา
“เราจะต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต!”
หลินเจิ้งหรานหันกลับไปมองทางที่เธอยืนอยู่
แต่เจียงเสวี่ยลี่ก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เธอหายไปในความมืดปลายถนน คล้ายกับว่าเมื่อกี้เขาแค่หูฝาดไปเอง
เสียงรถบรรทุกบดบังทุกอย่าง ทำให้คนทั่วไปไม่สามารถได้ยินว่าเธอตะโกนว่าอะไร
แต่หลินเจิ้งหรานไม่ใช่คนทั่วไป
เขาได้ยินชัดเจนทุกคำ
เขายิ้มออกมาแล้วถอนหายใจ ก่อนจะเดินกลับบ้านต่อไป
ความจริงแล้ว ตอนยังเด็กเขาก็เคยลองมาแล้ว เวลาที่ทำสัญญากับระบบและเหล่าเซียนสาว ๆ สัญญานั้นจะไม่สามารถยกเลิกได้เลย
เพราะฉะนั้น เวลาเขาทำสัญญากับใคร มันไม่ใช่แค่การเลือกมั่ว ๆ
เส้นด้ายแดงแห่งโชคชะตาเมื่อเชื่อมต่อแล้ว ก็ยากจะตัดขาด
【เซียนหญิงเหอกับคุณหนูเจียงต่างก็เพิ่งผ่านพ้นอุปสรรคจากปีศาจในใจไปได้ เมื่อพ้นจากขีดจำกัดจิตใจ การฝึกตนของทั้งคู่ก็พัฒนาไปอีกขั้น หากปล่อยให้ติดอยู่กับจุดเดิมนานกว่านี้ คงได้วิปลาสจนกลายเป็นอัจฉริยะที่ร่วงหล่นเสียแล้ว โชคดีที่เจ้าช่วยไว้ทัน】
【เซียนหญิงเหอจึงมอบผ้าไหมปักฝีมือของตนให้เจ้า เป็นสมบัติระดับสูงของผู้ฝึกตนที่ใช้พลังลมปราณประจำตัวสร้างขึ้น หลังได้รับจะเพิ่มโชค ความเร็วในการฝึกตน และความสามารถโดยรวม】
【ความเชื่อมโยงด้านโชคระหว่างเจ้ากับคุณหนูเจียงก็เข้มข้นขึ้นอย่างมาก ทำให้ความเร็วในการฝึกตนของเจ้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด】
【เจ้าจะได้รับการเพิ่มระดับพลังวิญญาณอีกสามระดับ ความเร็วฝึกตนเพิ่มเป็นสองเท่า พละกำลัง +5 ความอึด +5 เสน่ห์ +5 ความแข็งแกร่ง +7】
【ระดับพลังวิญญาณปัจจุบันของเจ้าคือ ระดับ 48】
【ค่าสถานะปัจจุบันของเจ้าคือ】
【พลัง: 58】【ครบ 50 แล้วจะปลดล็อกความสามารถพิเศษ “กล้ามเนื้ออยู่ได้แม้ไม่ออกกำลังกาย”】【ปลดล็อกแล้ว】
【ความอึด: 55】【ครบ 60 จะปลดล็อก “ไม่หมดแรงแม้จะจัดหนักทั้งคืน 7 รอบ”】
【ความแข็งแกร่ง: 63】【ครบ 70 จะปลดล็อก “ความแข็งแกร่งเป็นสองเท่า ความทนทานสามเท่า”】
【เสน่ห์: 55】【ปลดล็อก “ค่าความประทับใจเป็นสองเท่า” แล้ว】
【เจ้าปลดล็อกความสามารถพิเศษ “ร่างกายไม่เสื่อมแม้ไม่ออกกำลังกาย” และร่างกายจะไม่ป่วยอีกต่อไป ไม่มีโรคใดส่งผลต่อสุขภาพของเจ้าได้อีก】
เสียงระบบพรั่งพรูในหัวของหลินเจิ้งหรานเหมือนเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่
เขารู้สึกได้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้นในร่างกาย
โดยเฉพาะความสามารถที่ปลดล็อกจากพลังที่ถึงระดับ 50 มันเกินกว่าที่เขาคาดไว้
แต่เดิมเขานึกว่าจะมีแค่ “กล้ามเนื้อไม่ลดลง” เท่านั้น ไม่คิดว่าจะได้ความสามารถกันโรคแถมมาด้วย
ดูท่า จากนี้ไปตอนนอนคงไม่ต้องห่มผ้าก็ไม่เป็นไรแล้ว ยังไงก็ไม่ป่วย
แต่...ห่มผ้ามันก็อุ่นดี ไม่ห่มก็เสียดาย
ร่างของเขาค่อย ๆ หายลับไปในความมืด
แต่ที่มุมกำแพงของอีกฟากถนน เจียงเสวี่ยลี่แอบซ่อนอยู่ตรงนั้น
หน้าแดง ตัวสั่น มือปิดปากแน่นด้วยความตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงไม่หยุด
อยู่ดี ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ทำเอาเธอตกใจจนแทบหัวใจวาย รีบควานหามือถือในกระเป๋า
โชคดีที่ไม่ใช่หลินเจิ้งหรานโทรมา
แต่เป็นแม่ของเธอ
เธอรีบรับสาย “ฮัลโหล แม่เหรอ? มีอะไรเหรอ?”
“ไม่มีอะไร แค่จะถามว่าทำไมยังไม่กลับบ้าน? อาหารเย็นใกล้จะเสร็จแล้วนะลูก”
“โอ๊ะโอ๋! หนูกำลังกลับพอดีเลย แป๊บนึงนะ!”
เธอรีบวางสาย แล้ววิ่งกลับบ้านด้วยความดีใจ
ไม่มีใครเห็นเลยว่า หลังจากเธอเดินจากไป ยังมีอีกคนที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง
ตรงถนนอีกเส้นหนึ่ง มีจิ้งจอกตัวหนึ่งที่ออกมาซื้อของ ยืนตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งเห็น
นาทีเมื่อครู่นั้น ทำให้หานเวินเวินอึ้งทั้งวัน
“นี่มันซึนเดเระอะไรกัน! ถึงขั้นตะโกนกลางถนนแบบนั้นเลยเหรอ…”
จบตอน