ตอนที่ 47 โง่ซื่อแต่น่ารัก
หลี่เซวียนยืนนิ่ง สายตาจับจ้องข้อความจากผู้ช่วยน้อย เห็นความเคลื่อนไหวของร่างแยกทั้งหลายปะทะกับเผ่าหนูโลหิต รวมทั้งการตอบโต้ที่ดุดัน ใบหน้าเขาปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ
“ดีนัก ล่อพวกมันออกจากนครไป๋อวิ๋นเช่นนี้ ถูกใจข้า เผ่าหนูโลหิตมันก่อกรรมทำเข็ญมามาก ควรถูกถอนรากถอนโคนเสียที”
เขาส่งคำสั่งใหม่ไปยังร่างแยกทั้งหลาย ให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ หากพบเผ่าหนูโลหิตก่อกรรมเมื่อใด ก็จงกำราบลงได้ทันที หาใช่ต้องรอคำสั่งจากเขาอีก
เมื่อสั่งการเรียบร้อย หลี่เซวียนก้าวออกจากห้อง หันสายตาไปยังทิศที่เป็นเขตหมอกขาวประหลาด
หลายวันมานี้ เหล่าผู้ฝึกเซียนจากเมืองใหญ่ยังมิได้มาปรากฏตัว ทั้งที่สองวันก่อนหมอกขาวยังเกิดคลื่นสั่นสะเทือนใหญ่โต
เพราะเหตุนี้เอง…
เขาถึงกับต้องเสี่ยงเดินทางไปยังเขตหมอกขาว ลงมือด้วยตนเอง เสียสละร่างแยกโลหิตถึงร้อยตนเพื่อวางผนึกลูกโซ่ร้อยชั้น ค้ำยันตรา “ผนึกปราบ” ไว้จนหมอกขาวสงบลงได้
แม้จะสงบลงแล้ว แต่หลี่เซวียนก็ยังคงระแวงอยู่ เขาอยากให้ผู้ฝึกเซียนตัวจริงรีบมาจัดการจะได้คลายกังวล
“ร้อยชั้นผนึกเล็กนี้พอค้ำได้อีกนาน อย่างน้อยก็สบายใจได้ช่วงหนึ่ง…ไปหาท่านพ่อกับท่านแม่กินข้าวดีกว่า หลายวันแล้วที่ไม่ได้อยู่กับท่านทั้งสอง”
เขายิ้มบาง ก่อนจะเดินจากไป ใช้เวลาร่วมกับบิดามารดาอย่างอบอุ่น กระทั่งถูกกดดันให้แต่งงาน จึงต้องรีบหนีหัวซุกหัวซุนออกมา
ไม่นาน หลี่เซวียนก็มาถึงสวนหลิว กลับเข้าสู่ห้องปรุงโอสถอีกครา เริ่มต้นหลอมโอสถอย่างตั้งใจ
…
ขณะเดียวกัน ที่ประตูทิศตะวันออกของนครไป๋อวิ๋น
เจ้าเมืองไป๋ซานยืนรอพร้อมขุนนางน้อยใหญ่ สายตาทุกคู่จับจ้องท้องฟ้าอย่างคาดหวัง
เพียงครู่เดียว ร่างสองสายก็ก้าวเหยียบกลีบบัวเหินลอยลงมาจากเมฆา
บุรุษรูปงามคิ้วดั่งดาบ ดวงตาดุจดวงดาว สูงโปร่ง สะพายกระบี่โบราณสามเล่มไว้ด้านหลัง องอาจสง่างาม
สตรีเคียงข้างนั้นผิวขาวผ่อง ริมฝีปากบาง ดวงตาอ่อนหวาน รูปร่างอรชรอวบอิ่ม แม้สวมเพียงชุดคลุมขาว ก็ไม่อาจบดบังโฉมงามเย้ายวน ประกอบกับปานแดงเล็กกลางหว่างคิ้ว และรอยยิ้มบางบนเรียวปาก ยิ่งเพิ่มเสน่ห์สะกดใจ
“ขอต้อนรับท่านเซียนเสด็จสู่นครไป๋อวิ๋นข้าน้อยไป๋ซาน เจ้าเมืองไป๋อวิ๋น หากท่านต้องการสิ่งใดโปรดสั่งเถิด” ไป๋ซานก้าวขึ้นประนมคารวะด้วยความนอบน้อม
“อืม”
ทั้งสองหยุดยืนตรงหน้า กลีบบัวที่เหยียบก็ค่อย ๆ หดเล็กลง กลับกลายเป็นใบเขียวธรรมดา แล้วลอยเข้ากระเป๋าของแต่ละคน
“ข้านามโจวเหิง ผู้นี้คือศิษย์น้องของข้า ถังเข่อเอ๋อร์ ครานี้เรื่องประหลาดนี้มอบหมายให้เราจัดการเอง นี่คือบัญชีภารกิจจากเมืองใหญ่ หวังว่าพวกท่านจะให้ความร่วมมือเต็มกำลัง”
เสียงของโจวเหิงเยือกเย็น เอ่ยพลางยื่นบัญชีภารกิจที่ประทับตราเมืองใหญ่ให้
“ท่านโปรดวางใจ พวกเราจะทุ่มเทสุดกำลังแน่นอน” ไป๋ซานตอบรับอย่างรีบร้อน
“เช่นนั้น จงนำทางไปยังเขตหมอกขาวโดยเร็วเถิด”
ไป๋ซานนำสองผู้ฝึกเซียนออกเดินทาง พลางเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงตรา “ผนึกปราบ” อันลี้ลับ
“ในสารขอความช่วยเหลือของพวกเจ้า เขียนว่าเป็นผนึกโลหิตปิดกั้นหมอกขาว เจ้ารู้แน่ชัดหรือไม่?” โจวเหิงถามเสียงขุ่น
“ดูเผิน ๆ คล้ายใช่ แต่พวกเรามิอาจยืนยันได้เต็มปาก” ไป๋ซานตอบอย่างนอบน้อม
“วิญญาณประหลาดเช่นนี้ ขนาดผู้ฝึกเซียนยังลำบากจะผนึก ข้าจึงไม่เชื่อว่าผนึกโลหิตเล็ก ๆ จะค้ำได้”
คำพูดนั้นทำเอาไป๋ซานอึ้งงัน มิอาจตอบโต้อันใด
“อย่าเพิ่งด่วนตัดสินไปเลยพี่โจว หากเป็นฝีมือปรมาจารย์ผนึกโลหิต ก็มิควรมองเบาไป ข้าเคยได้ยินว่า พวกเขาก็มีวิชาอันร้ายกาจนัก”
เสียงใสแจ่มใสของถังเข่อเอ๋อร์เอื้อนเอ่ย นุ่มนวลราวระฆังเงิน สะกดให้ผู้ฟังดุจต้องมนต์
โจวเหิงได้ฟังพลันยิ้มอ่อน “ศิษย์น้องกล่าวถูก ต้องไปพิสูจน์ดูเอง…แต่โดยมากปรมาจารย์ผนึกโลหิตมักเป็นผู้เฒ่า การลงผนึกใหญ่นั้นแลกด้วยโลหิตจำนวนมาก คงไม่มีผู้ใดโง่เฒ่าถึงกับยอมเสี่ยงเพื่อคนธรรมดาดอก”
“พี่โจว โปรดเรียกข้าว่าถังเข่อเอ๋อร์เถิด คำว่า ‘เข่อเอ๋อร์’ มีเพียงคนในครอบครัวที่เรียกได้”
ถังเข่อเอ๋อร์ยิ้มละมุน หากแต่สายตาเว้นระยะห่างชัดเจน
“ก็ได้…ศิษย์น้องถังเข่อเอ๋อร์” โจวเหิงหัวเราะเบา
ทั้งสองสนทนาเคียงกัน เดินทางสู่เขตหมอกขาว ไม่นานนักก็ได้เห็นอักษร “ตราผนึกปราบ” ลอยเด่นเหนือหมอก
“นี่มัน…!”
โจวเหิงตะลึง สีหน้าประหลาดใจยิ่ง
“ถึงกับเป็นผนึกของปรมาจารย์โลหิตจริง ๆ”
ถังเข่อเอ๋อร์เองก็ตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างเผยฟันขาวระยับ
“เหลือเชื่อยิ่งนัก ถึงกับมีปรมาจารย์โลหิตผู้ทรงเกียรติยอมทุ่มโลหิตมากมายเพื่อปิดผนึกเขตนี้…นับว่าช่างโง่เง่าเสียจริง”
โจวเหิงอุทาน ทั้งน้ำเสียงทั้งสีหน้าล้วนประหลาดใจ
“โง่ก็จริง แต่โง่ซื่อจนชวนให้รัก ข้าอยากเห็นหน้าเขายิ่ง ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่” ถังเข่อเอ๋อร์ถอนหายใจแผ่ว ราวมีความเคารพอยู่ลึก ๆ
“เพียงแค่โลหิตพร่องไปบ้าง ไยจะตาย ชีวิตเพียงสิบปีเท่านั้นที่สั้นลง” โจวเหิงกล่าวหนักแน่น
“นั่นก็ไม่แน่หรอก พี่โจว ไหน ๆ เจ้าก็ตั้งใจจะกำจัดหมอกประหลาดนี่อยู่แล้ว มิสู้ลองบุกเข้าไปดูเถิด” ถังเข่อเอ๋อร์แย้มยิ้ม
“อืม ข้าก็คิดจะทำอยู่แล้ว เจ้าไม่เข้าไปด้วยหรือ?”
“ข้าเข้าไปไม่ได้ดอก หากแต่เจ้าลองเถิด”
“เข้าไม่ได้รึ? นั่นเป็นไปไม่ได้…นี่คือผนึกปราบมาร ถึงแรงกดข้างในจะรุนแรง แต่จากด้านนอกเข้าไปย่อมไม่เป็นปัญหา ยิ่งพวกเราผู้ฝึกเซียนด้วยแล้ว เหตุใดจะเข้ามิได้” โจวเหิงไม่เชื่อ
“ลองเถิด”
ถังเข่อเอ๋อร์ยกมือน้อยขาวนวลเชื้อเชิญ
“ลองก็ลอง”
โจวเหิงหัวเราะหยัน ก้าวตรงเข้าสู่เขตหมอก
พลั่ก!
เสียงทึบดังสนั่น ศีรษะเขากระแทกเข้ากับกำแพงพลังจนหน้าดำ เขามองตาค้างไม่อยากเชื่อ
“นี่มันเรื่องอันใดกัน เหตุใดข้าถึงเข้าไปไม่ได้! ผนึกปราบมารไม่ใช่หรือ เหตุใดกัน!”
“ไม่เพียงผนึกปราบมารเท่านั้น เจ้าดูดี ๆ สิ”
ถังเข่อเอ๋อร์สะบัดมือน้อย ส่งลมปราณเข้าไปในหมอก พลันใต้ตัวอักษรใหญ่ “ตราผนึกปราบ” ก็ผุดอักษรเล็ก ๆ นับร้อย เรียงเป็นลวดลายลูกโซ่ตรึงกันแน่น
“ร้อยชั้นผนึกลูกโซ่…ปริมาณโลหิตที่แลกเปลี่ยนไปมหาศาล ปรมาจารย์โลหิตผู้นั้นคงสิ้นชีพไปแล้วกระมัง” โจวเหิงอึ้งงัน โลกทัศน์สั่นสะเทือน
“ใช่แล้ว…บนโลกนี้ยังมีผู้คนที่เสียสละเช่นนี้ ไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่หวังคำสรรเสริญ แต่ยอมแลกโลหิตมหาศาลเพื่อผนึกสิ่งชั่วร้ายเอาไว้
น่าขันก็จริง หากแต่โง่ซื่อจนน่ารัก หากท่านผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะต้องกราบขอบคุณเขาให้สมเกียรติ เพราะเขาคู่ควร”
ถังเข่อเอ๋อร์เงยหน้ามองฟ้า แววตาแจ่มกระจ่างดุจดวงดารา พลางตัดสินใจในใจ ว่าจะกลับไปขอให้สำนักส่งนักทำนายมายังที่นี่ สืบหาว่าผู้วางผนึกแท้จริงคือผู้ใด
เธออยากได้เห็นโฉมหน้าของปรมาจารย์โลหิตผู้เสียสละนั้น ว่าเป็นบุคคลเช่นไร
นึกได้ดังนี้ ถังเข่อเอ๋อร์ก็หยิบหยกส่งสารออกมา ส่งข้อความไปยังสำนักทันที
…
(จบตอน)