ตอนที่ 19 ขายลูกสาว

  เว่ยเฉิงมองแผ่นหลังห่าวต้าต้าเตาที่เพิ่งจากไป พลันเกิดความสงสัยว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

  สำหรับเรื่องทำร้ายคนในครอบครัว เขาไม่เคยประสบด้วยตนเอง เพราะพ่อแม่ของเว่ยเฉิงเป็นนักวิชาการ ตั้งแต่เล็กสอนเขาด้วยเหตุผล แม้เขาจะทำผิด ก็ไม่เคยถูกลงไม้ลงมือเลย

  อีกทั้งในโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยวิดีโอรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว เว่ยเฉิงเคยเห็นเด็กที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงดุราวกับสุนัข โดยเฉพาะเด็กสาวต่างชาติหลายราย ชีวิตไม่ต่างจากนรกบนดิน ทำให้เขารู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่ได้เห็น

  เมื่อหันกลับมา ก็เห็นเสี่ยวเอ๋อน้ำตาคลอ คุกเข่าต่อหน้าเว่ยเฉิง

  เขาคิดว่านางจะขอบคุณที่ตนออกหน้าปกป้อง แต่ประโยคแรกที่เปล่งออกมากลับเป็นการขอร้องแทนบิดา

  “คุณชาย ได้โปรดปล่อยพ่อข้าเถิด ข้าไม่เป็นอะไร พ่อข้าจะตีจะดุด่าก็สมควรแล้ว ตอนนี้ที่บ้านเหลือพ่อข้าเพียงคนเดียว หากเขาเป็นอะไรไป ข้ากับน้องชายก็คงจะอดตายแน่”

  เว่ยเฉิงได้ยินก็อึ้งไปชั่วขณะ มองเด็กสาวตรงหน้า ทั้งโกรธทั้งสงสาร—โกรธที่นางยอมจำนนต่อความรุนแรงเช่นนี้ และก็สงสัยว่าตนกำลังยุ่งเรื่องเกินควรหรือไม่

  ห่าวเหนียงรีบประคองปลอบ “เจ้ายอมให้เขาตีต่อไป มีหวังถูกฆ่าตายในสักวัน พ่อเจ้าไม่ต่างจากคนเกียจคร้าน เห็นแก่กิน แม้แต่ความขยันยังสู้น้องชายเจ้าไม่ได้เลย”

  เสี่ยวเอ๋อฟังแล้วร้องไห้หนักกว่าเดิม

  เว่ยเฉิงเหลือบมองห่าวเหนียงอย่างเหนื่อยใจ—นี่เรียกปลอบหรือซ้ำเติมกันแน่?

  ห่าวเหนียงเองก็หน้าเจื่อน เมื่อรู้ว่าคำพูดตัวเองทำให้นางร้องสะอื้นหนักกว่าเดิม พลันหันมาสบตากับเว่ยเฉิง แล้วรีบก้มหน้าดึงผ้าปิดหน้าให้ต่ำลง

  ในเวลาเดียวกัน ห่าวต้าต้าเตาเองก็กำลังปวดหัว

  เขาเดินเข้าหมู่บ้าน เห็นห่าวเหล่าหก—บิดาของเสี่ยวเอ๋อ และยังเป็นญาติห่าง ๆ ของตน กำลังนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

  นี่ก็ปาเข้าเดือนเจ็ดแล้ว ปีนี้พวกโจรก่อกวนจนข้าวปลาไม่ได้ผล ชาวบ้านต่างพากันเข้าป่าเก็บผลไม้ ล่าสัตว์ เด็กโตยังรู้จักหาผักป่าประทังชีวิต

  แต่เจ้านี่สิ…ไร้ประโยชน์ยิ่งกว่าโคลนโสโครก

  ห่าวต้าต้าเตาเดือดจัด วิ่งไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถีบเข้าหน้าห่าวเหล่าหกเต็มแรง

  แรงจนเขากลิ้งคว่ำไปทั้งร่าง ลืมตาขึ้นมาเห็นญาติผู้พี่กำลังยืนดุดันอยู่ตรงหน้า รีบร้องลั่น “พี่ใหญ่ ท่านทำข้าทำไม?”

  ห่าวต้าต้าเตาไม่เสียเวลาพูดพร่ำ เพียงข่มขู่เสียงกร้าว “ฟังให้ดี เสี่ยวเอ๋อตอนนี้เป็นสาวใช้รับใช้คุณชายเว่ย ถือว่าเป็น ‘คนของคุณชาย’ หากเจ้ากล้าลงไม้ลงมืออีก ระวังถูกหักขาเละเหมือนพวกครึ่งชั่งแปดเหลี่ยง!”

  ห่าวเหล่าหกพอได้ยินชื่อเว่ยเฉิงก็เย็นวาบไปทั้งตัว ภาพเหตุการณ์วันนั้นแจ่มชัด—คุณชายเว่ยเคยพาคนมาหักแขนขาครึ่งชั่งกับแปดเหลี่ยง เขาเองแอบเห็นอยู่ไกล ๆ จึงรู้ดีว่าคนเช่นนี้มิอาจลบหลู่ได้

  ทว่าเสี่ยวเอ๋อเป็นลูกสาวเขา เมื่อได้ยินว่าได้ไปเป็นสาวใช้ของคุณชาย ความคิดแรกกลับคือ—เป็นลาภลอย!

  เขาปาดรอยเท้าที่หน้าตนเอง แล้วยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย “แล้วคุณชายจะให้ข้าวให้ปลาสักเท่าไร? จำได้ว่าตอนดาสาวใหญ่กับสาวสองถูกส่งไปเป็นสาวใช้ในเมือง เฉินกวนซื่อยังให้ข้าวท่านตั้งสิบห้าถัง ข้าคิดว่าลูกสาวข้าแม้ด้อยกว่า แต่สักห้าถังก็คุ้ม”

  ห่าวต้าต้าเตาชะงักไป ก่อนเดือดดาลชี้หน้าด่า “ไอ้สุนัขเอ๋ย! ยังกล้าหวังเอาข้าวอีก เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครให้ข้ามาสั่งสอนเจ้า? นั่นคือคุณชายเว่ย เขากำลังออกหน้าแทนเสี่ยวเอ๋อ หากเจ้ายังทำให้คุณชายไม่พอใจ จะได้ตายเสียก่อนที่ข้าวจะถึงปาก!”

  ห่าวเหล่าหกได้ยินว่าไม่มีข้าว ก็ตะแบงเสียงดัง “ทำไมเล่า เสี่ยวเอ๋อเป็นลูกข้า จะให้รับใช้ใครก็ต้องได้ค่าตอบแทนสิ ไม่อย่างนั้นข้าขายให้อาหูเปียวดีกว่า อย่างน้อยก็ได้แกะมาหนึ่งตัว”

  ห่าวต้าต้าเตาถลึงตา ขึ้นมือจะฟาดอีกรอบ “ถ้าเสี่ยวเอ๋อถูกขายให้ไอ้หูเปียวจริง นางหมดอนาคตแน่ หูเปียวมันคือสัตว์เดรัจฉาน ค้าขายมนุษย์ไม่เลือก!”

  ห่าวเหล่าหกสะดุ้งรีบถอย กระนั้นยังพึมพำเบา ๆ “อย่างน้อยก็ดีกว่าให้ไปรับใช้คนเปล่า ๆ บุตรีของข้ามิเหมือนห่าวเหนียงของท่านที่ไม่มีใครเอา เสี่ยวเอ๋อของข้าน่ะมีแต่คนต้องการ”

  “ว่าไงนะ!?”

  “ม่ะ…ไม่มี ข้าไม่ได้พูดอะไร…”

  บนเนินเขา

  เสี่ยวเอ๋อพยายามหยุดร้องไห้ เว่ยเฉิงจึงให้ห่าวเหนียงก่อไฟต้มบะหมี่

  เขาเดินเข้าห้อง หยิบเส้นบะหมี่แห้งออกมา ซองฉีกทิ้งไว้แล้วเพื่อไม่ให้ใครสงสัย

  อาหนิงวิ่งตามมาช่วย นางเข้าใจผิดว่าคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แปลกใจว่าทำไมตอนยังไม่ต้มเส้นตรง แต่พอต้มแล้วกลับงอ

  เว่ยเฉิงรอจนหม้อเดือด ก็โยนเส้นลงไป เติมเกลือกับน้ำมันเล็กน้อย

  จากนั้นหยิบไหดินอีกใบเข้าไปในห้อง เตรียมซอสสำหรับคลุกบะหมี่ เพราะบรรจุภัณฑ์เป็นขวดแก้วติดป้าย เขาจึงต้องทำในห้อง ปรุงด้วยเนื้อสับ น้ำมันถั่วลิสง งาขาวคั่ว คลุกจนเข้ากัน แล้วโรยด้วยต้นหอมซอย

  อาหนิงนั่งซบโต๊ะ ดมกลิ่นหอมจนจมูกขยับไม่หยุด “อืม กลิ่นไม่เหมือนครั้งก่อน แต่ก็หอมจังเลย”

  เว่ยเฉิงขีดจมูกนางพลางยิ้ม “ครั้งก่อนคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป วันนี้เป็นบะหมี่แห้ง กินคลุกซอสก็ได้ ทำซุปก็ได้ หรือจะผัดก็ยังได้ ไว้คราวหน้าให้ข้าทำให้เจ้ากิน”

  อาหนิงได้ยินไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็หน้าเจื่อน แต่พอได้กลิ่นซอสหอมฉุยก็น้ำลายสอ ตาโตจ้องไหดินไม่กะพริบ

  ไม่นานเส้นก็ต้มเสร็จ เว่ยเฉิงให้ห่าวเหนียงตักแบ่งสี่ถ้วย เทซอสคลุกลงไปแล้วสอนว่า “ต้องคลุกซอสให้ทั่ว รีบกินตอนร้อน ไม่อย่างนั้นมันจะจับตัวติดกัน”

  ห่าวเหนียง เสี่ยวเอ๋อ และอาหนิงก็พากันคลุกตาม กลิ่นเนื้อกับถั่วลิสงคั่วหอมฟุ้ง เสริมด้วยงาขาวยิ่งยั่วน้ำลาย

  อาหนิงแรงน้อย คลุกได้ยังไม่ทันทั่ว ก็รีบตักคำใหญ่ยัดเข้าปาก

  ทันใดนั้น แววตาก็เปล่งประกาย ใบหน้าน้อยตุ่ยพองราวกระรอกน้อยน่ารัก

  “ว่าไง อร่อยหรือไม่?” เว่ยเฉิงหัวเราะถาม

  นางพยักหน้าหงึก ๆ ตาโตเป็นประกาย

  เว่ยเฉิงเองก็ตักชิม รสชาติใช้ได้ แม้เส้นจะนิ่มเกินไปเล็กน้อย

  “จริงสิ ข้ายังมีของดีอีก”

  เขานึกถึงน้ำผลไม้ที่ซื้อมาฝากอาหนิง รีบลุกไปตักน้ำพีชใส่ไหดินออกมา ขวดจริงถูกเก็บซ่อนไว้ในหีบเช่นเคย

  พอเดินออกมา ก็เห็นห่าวต้าต้าเตาไม่รู้โผล่มาตอนไหน กำลังยืนตาละห้อยมองถ้วยบะหมี่คลุกซอสของทุกคนอยู่

  (จบตอน)



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 19 ขายลูกสาว

ตอนถัดไป