ตอนที่ 60 เว่ยเปี่ยน
เมืองสวีชางเดิมเรียกว่า “สวี” ได้ชื่อนี้มาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเหยา ว่ากันว่าเมื่อครั้งนั้นฤๅษีผู้สูงส่งนามสวีโหยวเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกอยู่แถบนี้ ล้างหูอยู่ริมน้ำอิ่งจึงได้ชื่อดังกล่าว
กล่าวถึงสวีชาง ภายหลังผู้คนมักนึกถึงแคว้นเว่ยของโจโฉ เพราะที่นั่นคือศูนย์กลางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในสมัยโจเว่ย
ต้นยุคสามก๊ก สงครามระหว่างขุนศึกทางเหนือวนเวียนอยู่แถบลั่วหยางกับฉางอัน ทั้งสองอยู่ลุ่มแม่น้ำเหลือง ส่วนสวีชางกับลั่วหยางนั้นอยู่ใต้แม่น้ำเหลือง จากสวีชางขึ้นเหนือจรดแม่น้ำเหลืองเพียงราวสองร้อยลี้ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือถึงลั่วหยางก็เพียงสามร้อยลี้
ด้วยเงื่อนไขเกษตรกรรมอันเอื้ออำนวย สวีชางจึงหล่อเลี้ยงแคว้นเว่ยอย่างมหาศาล จนเศรษฐกิจช่วงหนึ่งรุ่งเรืองยิ่งกว่า—ลั่วหยางที่ทรุดโทรมจากไฟสงคราม และเหนือกว่าฉางอันซึ่งอ่อนล้าจากศึกไม่รู้จบ
ในฐานะแหล่งผลิตเสบียงสำคัญของแดนเหนือ สวีชางอาศัยคมนาคมทั้งน้ำและบกที่สะดวก ทิศตะวันออกติดต่อที่ราบหวงหวย ทิศเหนือจรดแม่น้ำเหลือง กลายเป็นแหล่งเสบียงและฐานใหญ่เบื้องหลังของกองทัพเว่ย
แน่นอน เวลานี้ยังไม่มีแคว้นเว่ย เมืองสวีชาง ณ ตอนนี้สังกัดมณฑลอิ่งชวนของราชวงศ์ฮั่น ใช้ชื่อว่า “เขตสวี”
ทิศตะวันออกของเขตสวีมีที่ราบผืนใหญ่ ด้วยติดริมฝั่งแม่น้ำเหลืองจึงชุ่มชื้นดินดี ผลผลิตมากล้น ยังรวมถึงทรัพยากรประมงที่ได้รับการพัฒนาอย่างเข้มแข็ง เรียกว่าขุมทรัพย์แท้จริง
และผู้กุมที่ราบผืนนี้ มิใช่ราชสำนักหรือขุนศึกใด หากกลับเป็นตระกูลเว่ยแห่งเหอตงผู้ยิ่งใหญ่
ดินแดนสำคัญเช่นนี้ ตระกูลเว่ยย่อมไม่กล้าประมาท ผู้ถูกส่งมาประจำการเพื่อคุมความเรียบร้อยคือ เว่ยเปี่ยน หรือ เว่ยจ้งผิง ลุงคนที่สองของเว่ยเฉิง และเป็นหนึ่งในผู้ถืออำนาจหลักของตระกูล
เช้าวันหนึ่ง ที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลเว่ยในเขตสวีมีแถวแนวยาวเหยียด ชาวไร่จากแต่ละหมู่บ้านนำข้าวผลผลิตมาลงทะเบียน แล้วหักตามภาษีและแรงงานไปราวหกส่วน ที่เหลือจึงเป็นส่วนของชาวไร่
พวกผู้ดูแลบัญชีทำงานมาตั้งแต่ฟ้าสางจนใกล้เที่ยง ยุ้งฉางกว่าหนึ่งโหลในคฤหาสน์เว่ยค่อยๆ เต็มไปด้วยธัญพืชสารพัด
ริมหน้าประตูคฤหาสน์มีแท่นไม้สลักอย่างแข็งแรง ตั้งสูงพอให้กวาดตามองเห็นได้กว้างไกลถึงราวสองลี้
ทหารยามผู้รับผิดชอบต่างเคร่งขรึมระวังภัย เกรงพวกโจรโพกผ้าเหลืองฉวยโอกาสปล้นชิง
ข้างหลังพวกเขา ชายวัยกลางคนแต่งกายแบบนักปราชญ์นั่งสงบอยู่บนเบาะ ดวงตาหรี่เรียว ลมหายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าสันคมละม้ายเว่ยเฉิงอยู่หลายส่วน ชายผู้นั้นก็คือเว่ยเปี่ยน
ที่บันไดไม้ซึ่งเป็นทางขึ้นแท่นเพียงแห่งเดียว มีชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษถือคันศรเขาโค ยืนจ้องแนวป่าเบื้องไกล ดวงตารูปหงส์คมกริบ เพียงลมไหวก็เกร็งกายดุจเผชิญศัตรู
เว่ยเปี่ยนเหลือบตา ก่อนลุกมายืนเคียง กล่าวเสียงราบ “เดิมข้าตั้งใจจะกลับเหอตงในไม่กี่วันนี้ ไม่นึกว่าพวกโจรโพกผ้าเหลืองจะโผล่มาอีก ให้ลำบากน้องชายจงคังจริงๆ”
ชายหนุ่มหันมาค้อมมือ “ท่านเว่ยอย่าได้กล่าวเช่นนั้น สองปีก่อนโจรโจมตีเมืองเฉียว ชาวเมืองทุกข์เข็ญนัก หากไม่ใช่ตระกูลเว่ยเร่งส่งเสบียง เกรงว่าเมืองของข้าคงตายอดตายหนาวไปไม่รู้เท่าไร บิดากับพี่ชายต่างสั่งไว้ว่า บุญคุณใหญ่นัก หากตระกูลเว่ยมีสิ่งใดให้รับใช้ สกุลสวีของพวกข้าพร้อมยอมสละชีพ”
เว่ยเปี่ยนเพียงยิ้ม พยักหน้ามองแถวยาวเบื้องล่าง คิ้วขมวดเล็กน้อย
สวี่จูเห็นท่าทางผิดสังเกต จึงถาม “ท่านเว่ย มีสิ่งใดไม่ชอบมาพากลหรือ?”
เว่ยเปี่ยนไพล่มือหลัง เอ่ยเนิบ “ลองดูชายที่จูงเกวียนวัวกลางแถวนั่น กิริยาเดินไม่เหมือนชาวไร่ทั่วไป แขนยังมีรอยสักกว้างอยู่ลางๆ”
“และไม่ใช่เพียงเขาผู้เดียว ลองดูคนที่ตามหลัง เข่าโก่งออกเล็กน้อย มือเผลอแตะเอวเสมอ หากข้าเดาไม่ผิด คงเป็นความเคยชินของคนที่ขี่ม้าบ่อย”
สวี่จูก้มมองก็เห็นตรงตามนั้น ผู้คนกลุ่มนั้นดูแปลกแยกจากฝูงชนอยู่จริง
“เกรงว่าพวกมันปลอมเป็นชาวไร่หวังแทรกเข้ามาก่อความวุ่นวายในคฤหาสน์ แล้วพวกซุ่มที่อยู่นอกกำแพงก็ฉวยจังหวะบุก”
เว่ยเปี่ยนว่าแล้วหันมาสบตา ยิ้มบาง “จงคัง ข้ามีแผนอยู่อย่างหนึ่ง...”
ขณะเดียวกัน
ห่างจากคฤหาสน์เว่ยราวห้าลี้ ในคูหาภูเขาอันลับตา
ผู้คนเกือบพันซ่อนตัวนิ่งงันอยู่ ณ ที่นั้น ผู้เป็นหัวหน้าคือ เหอมั่น อดีตแม่ทัพโจรโพกผ้าเหลือง ผู้ขนานนามตนว่า “อสูรพิฆาตทลายฟ้า” เชี่ยวชาญกระบองเหล็กหนักร้อยชั่ง กำลังต่อกรกับโจฮงได้ไม่เสียที เพียงแต่สติปัญญามิได้เก่งนัก
“สวะเอ๊ย! จะรอถึงเมื่อไร บุกโถมเข้าไปทีเดียวไม่ได้หรือ!” เหอมั่นคำรามเมื่อรอจนหงุดหงิด
ทหารข้างกายเหล่มองกันไปมา ไม่กล้าขัด
ชายผอมหนวดยาวเอ่ยเตือน “พี่เหอ ใจเย็นเถอะ รอให้คนของเราข้างในจุดไฟเสียก่อน เมื่อคฤหาสน์แตกตื่น เราบุกเข้าไปก็เสมือนไร้ผู้ขวาง”
เหอมั่นหน้าบึ้ง “โถ่เว้ย แค่คฤหาสน์กระจอก ต้องให้ข้ารอทั้งวัน พวกเจ้าเพียงกลัวว่าข้าจะแย่งความดีความชอบ!”
ชายผอมหน้าถมึงทึง “เหอมั่น ระวังคำพูด ท่านแม่ทัพสั่งให้เรามาปล้นเสบียง แผนนี้ผิดตรงไหน หรือว่าต้องบุกแบบบ้าบิ่นอย่างเจ้าเท่านั้นถึงเรียกว่ากล้า?”
เหอมั่นหัวเราะเย้ย “ร่างกระจ้อยร่อยอย่างเจ้าเทียบกับข้าได้หรือ” แล้วเชิดหน้า ไม่ชายตามองอีก
ชายผอมเดือดดาล แต่เมื่อแลดูขาตนยังเล็กกว่าแขนอีกฝ่าย ก็ต้องกลืนโทสะ
กาลผ่านไปอีกกว่าชั่วยาม
เหอมั่นลุกขึ้นอย่างเบื่อหน่าย เดินเลี่ยงไปถ่ายเบา ยังไม่วายจงใจเหยียบเท้าชายผอมก่อนผ่านหน้า
ชายผอมจะสวนกลับ แต่ทหารอีกคนฉุดแขนไว้ กระซิบ “ท่านอู๋ สงบหน่อยเถอะ ส่งคนไปสอดแนมดีกว่า ทำไมเงียบผิดปกติ หรือว่าพลาดแล้ว?”
ชายผอมคนนี้นาม อู๋เปี๋ยเจี่ย นิ่งคิดครู่หนึ่งก็เห็นด้วย ตามปกติคนแทรกเข้าไปควรส่งสัญญาณกลับมานานแล้ว ความรู้สึกไม่ดีเริ่มคืบคลาน
เขาเงยหน้ามองไปทางคฤหาสน์เว่ย ตะวันคล้อยต่ำ แสงเรื่อเรืองลอดพุ่มไม้ทาบแก้มเขาแดงราวโลหิต
“อ๊า—ท่านอู๋!”
วื๊ด วื๊ด วื๊ด—เสียงลูกศรเจาะอากาศดังไม่ขาดระยะ
“ศัตรูโจมตี! หมอบ! ตั้งโล่!”
“เราถูกโจมตีแล้ว! ตามข้าบุกไป!”
เหอมั่นที่กำลังถ่ายเบาแทบหดหาย เมื่อศรปริศนาพุ่งเฉียดจุดลับเขาไปนิดเดียว
เขาเห็นอู๋เปี๋ยเจี่ยถูกศรปักกลางหน้าผาก ร่วงสิ้นใจในพริบตา กู่ร้องลั่น สะบัดกระบองเหล็กกวาดปัดลูกศรแล้วพุ่งขึ้นสันเขาอย่างว่องไว
แต่พอเหลียวหลังกลับต้องเดือดดาลสุดขีด
“กลัวอะไรนัก! ตามข้าสิ!”
ทหารใกล้ๆ เพียงกลอกตาใส่เขา แล้วแตกฮือถอยไปอีกทางของหุบเขา
ปากหุบเขามีสองทางเข้าออก ทางหน้าโดนปิดกั้น แต่ทางหลังยังเปิดไว้ให้หนี
ไม่เพียงไพร่พลธรรมดาหนีเอาตัวรอด แม้ผู้คุ้มกันของอู๋เปี๋ยเจี่ยยังพากันถดถอย
เหอมั่นสบถ ฟาดกระบองใส่ศิลาจนแตกแล้วหมุนตัวเผ่น “ข้า ‘อสูรพิฆาตทลายฟ้า’ จะเสียหน้าอยู่กับพวกเจ้าไม่ได้! ข้าขอไปก่อน!”
บนไหล่เขา
สวี่จูขมวดคิ้ว หันเรียนถาม “ท่านเว่ย ให้ข้าตามไล่หรือไม่?”
เว่ยเปี่ยนหรี่ตา พึมพำ “อสูรพิฆาตทลายฟ้า... เหอมั่น โจรโพกผ้าเหลืองที่ว่า เมื่อตะกี้ข้าได้ข่าวว่าเขาสนิทสนมกับคนของเยวียนกงลู่—หรือว่า...”
“ท่านเว่ย?” สวี่จูเห็นศัตรูล่าถอยไกล จึงเร่งถามซ้ำ
เว่ยเปี่ยนส่ายหน้า เสียงหนักแน่น “อย่าไล่จนมุม กลับคฤหาสน์ก่อนเถิด”
สวี่จูแม้เสียดาย แต่ก็รับคำโดยดี
สีหน้าเว่ยเปี่ยนยังราบเรียบ แต่ในใจคลื่นซัด “เยวียนซู่ผู้สืบเชื้อสายสี่ชั่วคน เหตุใดจึงข้องเกี่ยวโจรโพกผ้าเหลือง แล้วยังกล้าเสี่ยงปล้นเสบียง... หรือคำของเว่ยเฉิงจะเริ่มเป็นจริง?”
ครั้นคิดถึงเว่ยเฉิง เขาหันบอกสวี่จู “จงคัง เรื่องหนึ่งอยากปรึกษาเจ้า”
…
“—พี่ไม่ได้เห็นเองหรอก ตอนนั้นข้าใช้กระบวนท่า นกน้อยเวียนบิน พอออกดาบดอกเดียว กระบี่ของเขาก็หักเป็นสองท่อน ฮ่าๆๆ”
ที่ลานเรือนเล็ก
เซี่ยอวี้หัวเราะชอบใจเหลือเกิน ชัยชนะเหนือเว่ยกงพอให้คุยได้อีกหลายวัน
เว่ยกงกำลังกินหมั่นโถวอยู่ข้างๆ มิได้โกรธหรือโต้เถียง เพียงยิ้มพลางเหลือบมองอาหนิง
อาหนิงถูกจ้องจนเก้อ ตวัดตาใส่ “มองอะไรของเจ้า”
เว่ยกงยิ้มเจื่อน ชี้หมั่นโถวในมือ “ไม่มีอะไรหรอก เพียงอยากรู้ว่าเจ้ากินได้กี่ลูก”
อาหนิงพองแก้ม เคี้ยวตุ้ย “เรื่องของข้า—ฮึ!”
ถูกจับจ้องกินหมั่นโถวจนถึงลูกที่หกยังเขิน
เว่ยกงจึงพูด “กินได้ก็ดี แปลว่าเจ้ามีแววฝึกกาย วันหน้าอาจเป็นยอดฝีมือก็ได้”
อาหนิงค้อน “ข้าไม่อยากเป็นยอดฝีมือ ความฝันของข้าคือเป็นนักชิมห้าดาว กินให้ทั่วแผ่นดิน”
เว่ยกงงง “นักชิมห้าดาวคืออะไร”
อาหนิงชะงัก แล้วหันมองเว่ยเฉิง
เว่ยเฉิงรีบช่วย “นักชิมก็คือคนที่ตระเวนชิมอาหารตามโรงเตี๊ยมกับสถานีพัก แล้วให้คะแนนน่ะสิ”
“มีเช่นนั้นด้วยหรือ” เว่ยกงสงสัย
อาหนิงจ้องเว่ยเฉิง น้ำตาคลอ
เว่ยเฉิงเห็นดังนั้น รีบจูงมือไช่เหยียน “มีสิ มีแน่ พี่ชายเว่ยกงไม่รู้เอง ถ้าไม่เชื่อถามพี่หญิงก็ได้”
ไซ่เหยียนมองสามี ก่อนยิ้มบอกเด็กหญิง “จริงสิ วันหน้าอาหนิงต้องเป็นนักชิมฝีมือเอกแน่ๆ”
อาหนิงยิ้มปลื้ม “อืม! อาหนิงจะเป็นนักชิมห้าดาว—ไม่สิ หกดาวเลย ฮ่าฮ่า!”
เว่ยกงยิ้ม “ถูกแล้ว อนาคตโรงเตี๊ยมกับสถานีพักของตระกูลเว่ย ฝากเจ้าไปชิมด้วย อย่าลืมให้คะแนนดีๆ นะ”
อาหนิงเอามือเท้าสะเอวเลียนแบบเซี่ยอวี้ “ถ้าไม่อร่อย ข้าจะหักคะแนน!” ลานเรือนพลันเต็มด้วยเสียงหัวเราะ
หลังมื้อ เว่ยกงล่ำลา
เว่ยเฉิงเตรียมหีบของให้หิ้วกลับ ทั้งเครื่องแก้ว ของใช้จิปาถะ กับเครื่องปรุงอีกหลายไห
ยังมอบเสื้อเกราะกันแทงหนึ่งชุดและกระบี่แปดสันหนึ่งเล่มให้ใช้ไปก่อน ภายหน้าค่อยหากระบี่ดีๆ ให้ ช่วงฝึกที่ผ่านมา เว่ยเฉิงเห็นว่ากระบี่ยุคฮั่นไม่เหมาะศึกจริงนัก จึงคิดจะลอง “ดาบตรงสมัยถัง”
“สละพันทองเพื่อดาบล้ำ เปลี่ยนผ้าขนสัตว์แลกสุรา ยังถือว่าหรูหรา”
ในยุคศาสตราวุธ ผู้คนหลงใหลอาวุธไม่ต่างกับคนสมัยหลังที่หลงใหลรถหรู นาฬิกา หรือเลนส์
อยู่กับเว่ยกงเพียงครู่ เว่ยเฉิงก็จับได้ว่าอีกฝ่ายหลงรักศาสตราวุธเหมือนกัน คล้ายหนุ่มมั่งมีคุยรถคุยนาฬิกา ทั้งสองคุยกันเรื่องอาวุธทั้งบ่าย
เว่ยเฉิงเห็นดังนั้นจึงไม่ตระหนี่ สัญญาจะจัดอาวุธชุดหนึ่งให้ แต่ขอให้ครั้งหน้าช่วยพาช่างทองฝีมือดีมาหลายคน
เว่ยกงรับปากทันที เรื่องช่างทองเขาพอจัดการได้
ส่งเว่ยกงแล้ว เว่ยเฉิงยืนดูพระอาทิตย์อัสดง คิดฟุ้ง
เว่ยกงนำข่าวมาทั้งดีและร้าย
ข่าวดี—ตระกูลเว่ยร่วมกับสกุลหวังและสกุลเซี่ย ครอบครองบึงเกลือเรียบร้อย ระหว่างนั้นที่ว่าการเหอตงแม้ส่งคนมาถาม แต่ด้วยหูเปียวช่วยเหลืออยู่ ทุกอย่างก็ผ่านพ้น
ข่าวร้าย—ไม่สบอารมณ์นัก
เว่ยเฉิงไม่คาดว่าตั๋งโต๊ะจะยังเคลื่อนทัพลงใต้—เขาไม่อ่านเรื่อง “ลวี่ปู้เว่ย” ที่เราส่งให้หรือไร
แม้เห็นอวสานลวี่ปู้เว่ยแล้ว เหตุใดยังขืนไป
ครั้นนึกถึงบาปเมื่อครั้งตั๋งโต๊ะขึ้นสู่อำนาจ ก็อดไม่ให้คิ้วผูกปม
“ท่านกำลังคิดอะไรอยู่?” เสียงไช่เหยียนดังแผ่ว
เว่ยเฉิงส่ายหัว “ไม่หรอก เพียงอาวรณ์เล็กน้อย”
ไซ่เหยียนยักคิ้ว ทำหน้าซุกซน “หรือเพราะท่านลุงจะกลับมา?”
เว่ยเฉิงชะงัก
นางเอียงหน้า หยอก “ถ้าท่านลุงเห็นท่านสุขกายสบายใจเพียงนี้ เกรงว่าช่วงสุขของท่านจะหมดเสียแล้วนะ”
(จบตอน)