ตอนที่ 59 ฟ้าหากไม่ให้ข้าเกิดมา…ถูกลวงจนได้

“ต้นกกขึ้นริมธาร วัวแกะอย่าเหยียบใบอ่อน ดอกตูมกลมกลึง ใบเรียงแน่นชื้นแฉะ พี่น้องทั้งหลายอย่าได้เหินห่าง บางคราก็เลี้ยงดูบนโต๊ะ บางคราก็ฝากไว้เหนือขาตั้ง… ดีมาก ทุกคนอ่านตามข้าอีกครั้งหนึ่ง”

ยามเช้าใหม่ ที่ลานบ้านขานเสียงท่องหนังสืออย่างรื่นเริง การสอนของไซ่เหยียนยิ่งเข้าที่ เวลาเรียนจึงขยับมาแต่เช้า “หนึ่งวันเริ่มที่ยามรุ่ง” ไม่มีสิ่งใดช่วยให้จำแม่นเท่าการอ่านยามเช้า

เว่ยเฉิงนั่งอยู่ในเรือน สีหน้าลำบากใจ ของใช้สตรีก็ซื้อมาแล้ว ทั้งผ้าอนามัยและเสื้อชั้นใน แต่…จะให้พวกนางอย่างไรดี

เขาแอบมองผ่านช่องประตูไปยังไซ่เหยียน ราวกับนางรับรู้ สายตาคู่งามก็หันมาสบ แล้วยิ้มหวานให้

เว่ยเฉิงยิ้มตอบอย่างกระดาก ของในมือนี่ช่างยกออกไปไม่ลงจริง ๆ

ครั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หยิบกระดาษกับพู่กันขึ้นมาวาดรูป

ไหน ๆ เอ่ยปากไม่ถนัด ก็วาด “คู่มือ” เสียดีกว่า ทั้งรูปทั้งคำ เชื่อว่าด้วยสติปัญญาของไซ่เหยียนย่อมเข้าใจได้

วาดเสร็จ เว่ยเฉิงก็เอาผ้าอนามัยที่แกะห่อแล้ว กับเสื้อชั้นในสตรี และใบคู่มือ ใส่รวมลงในหีบหนึ่ง

ต่อหน้าสายตาอยากรู้ของไซ่เหยียน เขาก็หอบหีบนั้นเข้าไปไว้ในเรือนของนาง

ไซ่เหยียนกำลังสอนเด็ก ๆ อยู่ เห็นดังนั้นก็ทำหน้างุนงง

เว่ยเฉิงเพียงชี้ไปทางเรือนของนาง ยิ้มบาง ๆ แล้วเผ่นแน่บราวกับหนีภัย

หลังเว่ยเฉิงไปไม่นาน ไซ่เหยียนหาโอกาสเข้าไปในเรือน พอออกมาใบหน้าก็แดงปลั่ง หันมองไปทางหมู่บ้าน ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความเขินอาย

เว่ยเฉิงลงมาถึงหมู่บ้าน ครั้นนึกถึงลุงห่าวกับพวกที่เคยถูกซ้อมแทบเละ ก็คิดจะแวะไปดูว่าพวกเขาซ้อมกันอย่างไร

ระหว่างทาง ชาวบ้านต่างทักทายเขาอย่างอบอุ่น

ในหมู่บ้านสร้างเรือนใหม่เสร็จแล้วสามหลัง เป็นอิฐแดงกระเบื้องแดง แม้ภายหลังอาจดูธรรมดา แต่ในยุคนี้นับว่าหรูหรานัก ครอบครัวที่ได้ย้ายเข้าก็เบิกบาน คนที่ยังไม่ถึงคิวก็ฮึดทำงาน หวังวันหนึ่งจะได้เข้าอยู่บ้านใหม่เช่นกัน

ลุงห่าวพาชายฉกรรจ์จากที่ก่อสร้างบ้านใหม่เดินมา ค้อมคำนับแล้วว่า “คุณชาย ตามกำหนดนี้อีกสองเดือนเศษ ข้าปรึกษาพี่น้องไว้ว่า ควรเร่งทำเรือนเล็กของท่านให้เรียบร้อยก่อน ท่านว่าอย่างไร”

เว่ยเฉิงยิ้ม “เรือนเก่าไม่ต้องซ่อมแล้ว ข้าคิดไว้ว่า บ้านใหม่ให้สร้างติดหมู่บ้านเป็นสามห้องหนึ่งโถง เรือนหญ้าเก่าข้าอยู่สบายอยู่ หน้าหนาวค่อยลงมาอยู่เรือนอิฐ พอเข้าฤดูใบไม้ผลิค่อยย้ายกลับขึ้นไป”

ลุงห่าวคิดแล้วก็ปลื้ม เช่นนี้คุณชายก็อยู่ใกล้พวกเขายิ่งขึ้น ดีแท้

เขารีบว่า “ถ้าเช่นนั้น สร้างตรงเชิงเนินดีไหม ข้างนั้นอิงเขา หน้าหันไปทางใต้ รับแดดอบอุ่นทั้งวัน หลังยังติดเรือนเก่าของท่านด้วย เดินขึ้นลงก็สะดวก เดี๋ยวข้าจะให้คนไปปูบันไดหิน”

“ความคิดดี ทำตามนั้นเถอะ” เว่ยเฉิงรับคำ พลางคิดจะปลูกดอกเหมยรายรอบเรือนเก่าไว้ วันหิมะจะได้พา ไซ่เหยียนขึ้นไปชม คิดเพียงเท่านี้ยังชื่นใจ

พอคุยกับพวกลุงห่าวอีกสองสามคำ เขาก็เดินทอดน่องไปทางลานฝึก

ยังไม่ทันถึง ก็ได้ยินเสียงม้ากระทืบพื้นสะเทือนปฐพี คลอเสียงเหล็กกระทบกัน และเสียงตะโกนฮึกเหิมของชายฉกรรจ์

เว่ยเฉิงหาก้อนหินนั่งลง มองภาพชุลมุนบนลานฝึกอยู่ไกล ๆ

ฝั่งซ้ายมีลุงห่าวนำเด็กหนุ่มวัยกำลังโต ส่วนคู่ต่อสู้คือพวกผู้ใหญ่ที่เฉิงโถวเป็นหัวหน้า

เพียงแต่ว่าพวกลุงห่าวขี่ม้า ส่วนพวกเฉิงโถวตั้งโล่ไม้ล้อมเป็นวง

เว่ยเฉิงอดคิดไม่ได้ นี่กำลังฝึกทหารม้าหรือทหารราบกันแน่

เขาดูไปก็ยังงง เพราะตนเองไม่สันทัดเรื่องนี้ ที่แท้ก็มา “เก็บบรรยากาศ” เท่านั้น

กำลังคิดอยู่ว่าควรไปถามเซี่ยอวี้ดีหรือไม่ ก็เห็นขบวนรถเลียบหุบเขามาแต่ไกล

ผู้นำขบวนไม่ใช่ใครอื่น หากคือเว่ยกง—เว่ยเหวินซู ผู้เคยมาเยือนครั้งหนึ่ง

คราวก่อนพอเห็นบาดแผลบนตัวโจรโพกผ้าเหลือง เขาก็ไม่ตัดใจจากดาบของพวกเฉิงโถวเลย

ครั้งนี้เฝ้ารอโอกาสจนเว่ยเก๋าสั่งให้ขนเสบียงขึ้นเขา เขาจึงขอลาเว่ยเก๋านำขบวนมาเอง

ชาวบ้านบนเขาจำเขาได้ ถึงแม้เป็นญาติของเว่ยเฉิง ก็ต้องไปบอกเว่ยเฉิงเสียก่อน

เว่ยเฉิงได้ข่าวก็ฉงนใจเล็กน้อย แล้วตามคนไปยังแท่นยก

พอเห็นเว่ยเฉิง เว่ยกงก็ร้อง “พี่รอง ข้าเอง! เราสองพี่น้องไม่ได้พบกันนานนัก จะไม่ให้ขึ้นไปนั่งคุยสักครู่หรือ”

เดิมทีเว่ยเฉิงคิดว่าพวกเขาจะลงของแล้วกลับ ไม่คาดว่าอยากขึ้นมานั่งพัก

อีกฝ่ายคือ “น้องคนที่สาม” ของร่างเดิม เว่ยเฉิงไม่รู้ว่าเป็นบุตรบุญธรรม จึงเข้าใจว่าเป็นน้องแท้

เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า พอดีกับอยากบอกเรื่องรับช่างทองช่างเงินเสียด้วย

เว่ยกงดีใจนัก เร่งให้คนช่วยชาวบ้านลงของ แล้วขึ้นแท่นมาบนยอดเขา

“โธ่เอ๊ย ไกล ๆ ก็ว่าดูดี ใกล้ ๆ ยิ่งดูดี นี่จะมาแย่งหญิงข้าหรือไร”

เผชิญหน้าใกล้ ๆ เว่ยเฉิงก็อดหมั่นไส้ เว่ยกงรูปงามล้ำ คมคิ้วดวงตาคมกริบ สันหน้าคมสัน หล่อกระชากใจ จะว่าไปก็เกือบทาบรัศมีข้าแล้ว น่าเจ็บใจนัก

เว่ยกงเองก็ทึ่ง “พี่รอง หลายวันมิได้พบ ใยท่านชุ่มชื่นขึ้นนัก เมื่อก่อนยังซีดเซียว บัดนี้หน้าผากผ่องใส เลือดฝาดขึ้น ครบเค้าคนหนุ่มทรงปัญญาแท้”

เว่ยเฉิงโบกมือ “เพิ่งฟื้นไข้ ให้ข้าอยู่ดียามหนึ่งเถิด”

เว่ยกงพยักหน้า ดีใจแทนทั้งพี่รองและแทนท่านพ่อ คิดแล้วหากเว่ยเก๋ารู้ข่าวคงชื่นใจยิ่ง

เว่ยกงกำพร้าตั้งแต่เล็ก ถูกตระกูลเว่ยฝึกเป็นองครักษ์ เพราะขยันและหัวดี ดั่งโชคชะตาขีด ครั้งหนึ่ง เขาเคยเป็น เด็กหนังสือในเรือนเว่ยเก๋า คอยคัดคำและเฝ้าศึกษาวิชาจากผู้เป็นนาย แล้วเรียนรู้คัมภีร์ประวัติศาสตร์ด้วยมือท่าน จนเว่ยเก๋ารักใคร่รับเป็นบุตรบุญธรรมในที่สุด

เมื่อยังเล็ก เว่ยกงเรียนและคัดอักษรร่วมกับเว่ยจีและเว่ยเฉิง ทั้งสามรักใคร่กันยิ่ง โดยเฉพาะเว่ยเฉิงกับเว่ยกงที่วัยไล่เลี่ย ก็สนิทกันกว่าเว่ยจีอยู่โข

ต่อมาเว่ยเฉิงเกิดอาการกำเริบ ต้องย้ายไปอยู่เรือนตะวันออกเพื่อพักฟื้น จะพบกันแต่ละหนต้องผ่านคำอนุญาตของเว่ยเก๋า ความใกล้ชิดจึงค่อยจาง แต่ความผูกพันมิได้จืดจาง

ยังจำได้ครั้งหนึ่ง เว่ยเฉิงทนความโดดเดี่ยวไม่ไหว ให้เว่ยกงแอบพาออกไปชมธรรมชาติ ใครจะรู้ว่าเว่ยเฉิงกลับอาการกำเริบข้างทาง

เมื่อเว่ยเก๋ารู้เรื่อง ก็ลงโทษเว่ยกงเสียจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากวันนั้นมิใช่หมอฮวาอยู่ เกรงว่าเว่ยเฉิงจะสิ้นไปแล้ว ถึงอย่างนั้นเว่ยกงก็ไม่โกรธท่านพ่อ กลับโทษตัวเองว่าเกือบทำให้เว่ยเฉิงตาย

ยามได้ข่าวว่าเว่ยเฉิง “ตาย” เว่ยกงก็ร้องไห้เป็นครั้งแรกในชีวิต

ครั้นเว่ยเฉิงฟื้นรอดและหนีออกจากตระกูล เขายิ่งลนลานออกตามหา ทั้งวันทั้งคืน นอนไม่หลับสามวันสองคืนเต็ม

ส่วนเหตุที่เว่ยกงดีกับเว่ยเฉิงถึงเพียงนี้ ยังมีที่มาอีก ไว้จึงค่อยเล่า

เมื่อสองคนพี่น้องเดินเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านกลับไม่สนิทใจเหมือนก่อน เห็นเว่ยกงเป็นคุณชายแปลกหน้า ต่อให้ลุงห่าวก็ยังแต่โค้งให้ห่าง ๆ เท่านั้น

เว่ยเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

เว่ยกงหาได้ติดใจ เพราะทุกหมู่บ้านที่เขาผ่านก็ล้วนเคารพเช่นนี้ จนชินเสียแล้ว

เมื่อผ่านลานม้า เว่ยกงพลันหยุด

“พี่รอง ข้าว่าเห็นคุณหนูเซี่ย”

เว่ยเฉิงชำเลืองไปยังลานม้า พยักหน้า “ใช่ นางเอง”

เว่ยกงแปลกใจ “นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ข้าได้ยินว่า ท่านตาเซี่ยให้นางหมั้นแล้ว เวลานี้ควรกลับชานอิงไม่ใช่หรือ”

เว่ยเฉิงนึกถึงเรื่องหมั้นที่เซี่ยอวี้เคยเล่า ก็เพียงส่ายศีรษะ

เวลานั้นเว่ยกงเอ่ยว่า “พี่รอง ข้าไปดูเขาฝึกได้หรือไม่”

ไม่ไกลนัก เซี่ยอวี้ก็เห็นสองพี่น้อง ครั้นเห็นเว่ยกง นางเบิ่งตาแล้วร้องลั่น “เว่ยเหวินซู เจ้ามาก็ดีแล้ว! กล้าหรือไม่ มาประลองกับข้า”

เว่ยกงชะงัก แล้วประสานมือยืนหลังตรง ยิ้มว่า “คารวะคุณหนูเซี่ย ประลองคงต้องเลื่อนไว้ก่อน แต่หากไม่รังเกียจ ให้ข้าเป็นคู่ซ้อมสักคราก็ได้”

“กล้าดีนี่!” เซี่ยอวี้หัวเราะ ฮุบดาบจากเอว ชี้ไปที่ลานว่าง แล้วกระโดดลงจากหลังม้า

เว่ยกงหันบอกเว่ยเฉิง “พี่รอง ข้าไปเดี๋ยวเดียว”

เห็นทั้งสองท่าทางคึกคัก เว่ยเฉิงก็ว่า “เบามือไว้หน่อย ระวังอย่าให้บาดเจ็บ”

เว่ยกงชะงักใจ *พี่รองห่วงข้าอย่างนั้นหรือ* แล้วหัวเราะ “วางใจเถิด ข้าแค่เล่น ๆ”

เว่ยเฉิงขมวดคิ้ว พูดชัด “หมายถึง อย่าให้เจ้าบาดเจ็บต่างหาก”

เว่ยกงทั้งขำทั้งเขิน ชี้ไปที่เซี่ยอวี้ผู้กำลังยืดอกร่าเริง “พี่รองยกยอนางเกินไปแล้ว ที่ผ่านมาไม่มีเมื่อใดที่ข้าแพ้นาง มีแต่ทำให้นางร้องไห้เสียอีก นางน่ะหรือจะทำข้าเจ็บ”

เว่ยเฉิงไม่รู้ว่าทั้งสองมีอดีตร่วมกันถึงเพียงนี้ แต่พอนึกถึงเกราะกันแทงและดาบในมือนาง ก็ยังยิ้ม “อย่างไรก็เถิด ระวังไว้”

เว่ยกงรับคำ เห็นเป็นห่วงก็ยิ่งเบาใจ

พอเสียงเหล็กกระทบกัน พวกในลานก็หยุดมองกันหมด

เว่ยกงในชุดขาว คาดดาบสามฉือ คิ้วดุจคมดาบ ดวงตาดังดวงดาว เพียงยืนเฉยก็ทำให้ชายฉกรรจ์หลายคนย่อตัวด้วยความละอาย

ลุงห่าวกับพวกหนุ่มน้อยยิ่งตาเป็นประกาย คิดกันว่าโตขึ้นจะต้องแต่งกายอย่างนี้บ้าง จะได้ไม่กลัวไร้คู่ครอง

เว่ยเฉิงนั่งพิงหิน ช้อนตามองแดดอุ่นบนฟ้า เข้าปลายฤดูแล้ว แสงตะวันยิ่งอบละมุน

พลันเสียงอาวุธกระทบสั้น ๆ ดังขึ้น

เซี่ยอวี้ร้องคำหวาน ก้าวเท้าแปลกพิกลประชิดตัว เว่ยกงยังยืนไพล่หลังอยู่ จนอีกสองก้าวจึงชักดาบออกจากเอวเร็วปานสายฟ้า

เคร้ง!

เดิมคิดว่าจะได้ชมเพลงดาบงามตา ไม่นานดาบในมือเว่ยกงกลับขาดสะบั้นเสียแล้ว

ทั้งคู่ รวมทั้งผู้คนรอบลานแข็งค้างไปชั่วขณะ

เว่ยเฉิงมองดาบในมือเว่ยกง ก่อนยกยิ้มขื่น ๆ อย่างเข้าใจ

ดาบของเว่ยกงเป็นเพียงของประดับ วัสดุธรรมดา แม้แลดูโอ่อ่าสง่างาม แต่ก็เป็นเพียง “ดาบคุณชาย” ที่ไม่อาจเทียบ “ดาบฮั่นแปดสัน” อันหนักหน่วงในมือนางได้

คาดไม่ถึงว่าเพิ่งปะทะครั้งแรกก็ขาดเป็นท่อน น่าอายสิ้นดี

เว่ยกงแก้มแดงก่ำ มองดาบขาดในมือ แล้วชำเลืองเซี่ยอวี้ที่เพิ่งได้สติ

เซี่ยอวี้อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนเท้าสะเอวหัวเราะรื่น “เป็นเช่นไร เว่ยเหวินซู รู้หรือยังว่าข้าเก่งกาจ ฮ่า ๆ ฟ้าหากไม่ให้ข้า เซี่ยอวี้เกิด ทางแห่งกระบี่ก็จะมืดมิดยาวนาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เว่ยกงหน้าถอดสี มองปลายดาบอีกซีกที่กระเด็นไปอย่างเสียดาย

เว่ยเฉิงเหล่มองเซี่ยอวี้ *ประโยคเด็ดนี่นางไปเก็บมาจากไหนกัน ข้าเคยพูดเมื่อไรเชียว*

เห็นเว่ยกงอับอาย เว่ยเฉิงก็ลุกขึ้น “เอาละ อย่าให้หมางใจกันเลย เที่ยงแล้ว กลับไปกินข้าวเถิด บ่ายค่อยมาฝึกต่อ”

เซี่ยอวี้ยักคิ้วยิ้ม เก็บดาบเข้าฝัก โผขึ้นหลังม้า “ถ้ายังไม่หนำใจ วันหน้ามาสู้หอกกับข้าบ้างสิ” นางเหลือบตามองเว่ยเฉิง เจตนาชัด—นางเคยเห็น “หอกเปลวเพลิงอวิ๋นหยง” ของเขา

เว่ยเฉิงส่ายหน้า เดินไปหาเว่ยกง “อย่าเสียใจ เดี๋ยวข้าหาดาบใหม่ให้”

เว่ยกงยิ้ม “รับปากแล้วนะ พี่รองอย่าผิดคำ”

เว่ยเฉิงชำเลืองดาบหัก แล้วยิ้ม “เจ้าลวงข้า”

เว่ยกงไม่รู้ความหมายของคำว่า “ลวง” แต่เห็นสีหน้าพี่รองก็รู้ว่าอุบายถูกจับได้

เขาว่า “ก็จนปัญญานี่นา ดาบของลูกน้องท่านต่างก็ซ่อนไว้อย่างมิด อยากจับดูสักเล่มยังยาก จึงต้องใช้วิธีนี้”

เว่ยเฉิงไม่โกรธ “คราวหน้าอยากได้อะไรก็บอกตรง ๆ เถิด ดาบหนึ่งเล่มเสียเปล่าไปน่าเสียดาย”

เว่ยกงรีบยิ้ม “จริงสิ ถ้ายังมีถ้วยหยกคริสตัลแบบคราวก่อน ช่วยเก็บไว้ให้ท่านพ่อสักชุด ท่านพ่อชอบนัก ถ้าไม่ใช่ท่านเตรียมไว้ก่อน คงอยากซื้อเองแล้ว”

“ท่านพ่อหรือ” เว่ยเฉิงนิ่งไว้ ตั้งใจไปถามไซ่เหยียนเรื่องเว่ยกงภายหลัง ไม่เรียกบิดาแต่เรียกท่านพ่อ ดูท่าเป็นบุตรบุญธรรมของเว่ยเก๋าจริง เพียงไม่แน่ใจว่าร่างเดิมสนิทกับเขาเพียงใด กลัวเพียงว่าวางตัวพลาด

เว่ยเฉิงว่า “เอาเถิด ครั้นเจ้ากลับ ข้าจะจัดถ้วยหยกหนึ่งชุดฝากไปให้ เจ้าช่วยนำไปมอบแก่ท่านพ่อแทนข้าด้วย”

เว่ยกงหัวเราะรับ ค้อมศีรษะ

เว่ยเฉิงดูวาจากิริยาของเขาอยู่ครู่ ก็ยิ่งเห็นเป็นคนซื่อตรง และน่าจะสนิทกับร่างเดิมจริง

“จริงสิ อีกไม่กี่วันท่านอาคงกลับจากซวี่ชัง พี่รองไม่คิดจะกลับไปพบหรือ”

เว่ยเฉิงขมวดคิ้ว *ท่านอาอีกแล้วหรือนี่ ตระกูลเว่ยช่างญาติมากนัก แต่ข้ากลับไม่รู้จักสักคน*

(จบตอน)



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 59 ฟ้าหากไม่ให้ข้าเกิดมา…ถูกลวงจนได้

ตอนถัดไป