ความลับของขั้นที่ 10
ความเงียบสงัดภายในห้องฝึกวิชาปฐพีถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงของหลินอี้
พลังงานสีทองจากหยาดวารีพิสุทธิ์ที่เขาดื่มเข้าไป กำลังอาละวาดอยู่ภายในร่างกายราวกับมังกรคลั่ง ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วเส้นชีพจร ขยายจุดตันเถียนให้กว้างขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนสถานะของลมปราณจากก๊าซให้กลายเป็นของเหลว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการก้าวเข้าสู่ระดับก่อกำเนิด
อึก!
หลินอี้กัดฟันแน่น เหงื่อกาฬไหลพราก เขาหยิบเห็ดโลหิตพันปีขึ้นมาเคี้ยวกลืนลงไปอีกอย่างเพื่อเสริมพลังกายและป้องกันไม่ให้ร่างกายแตกสลายจากแรงดัน
เอาล่ะ... รวมพลัง!
หลินอี้รวบรวมสมาธิ บีบอัดลมปราณทั้งหมดในร่างให้มารวมกันที่จุดศูนย์กลาง เพื่อสร้างรากฐาน
วูบ... วูบ...
กระแสลมปราณเริ่มหมุนวนและควบแน่น แสงสว่างสีทองเริ่มปรากฏขึ้นที่ท้องน้อย
แต่ทันใดนั้น เสียงเตือนจากระบบก็ดังแทรกเข้ามาในหัว
[คำเตือน! ตรวจพบการสร้างรากฐานระดับ ต่ำ]
หลินอี้ชะงัก
"เดี๋ยว... อะไรนะ? ระดับต่ำ?"
[วิเคราะห์: วัตถุดิบปัจจุบัน หยาดวารีพิสุทธิ์ และ เห็ดโลหิต มีคุณสมบัติธาตุน้ำและเลือด หากทำการสร้างรากฐานในตอนนี้ ท่านจะได้ รากฐานวารีโลหิต ซึ่งจัดอยู่ในเกรด ธรรมดา]
[ข้อเสีย: พลังโจมตีต่ำ, ศักยภาพในการเติบโตจำกัด, และไม่มีความเท่]
หลินอี้คิ้วกระตุก
'ไม่เท่? เหตุผลบ้าอะไรวะเนี่ย! แต่เดี๋ยวก่อน... ข้าอุตส่าห์เสี่ยงตายหาของมาแทบตาย จะได้แค่เกรดธรรมดางั้นเหรอ?'
[คำแนะนำ: หากต้องการสร้าง รากฐานคู่ ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ ท่านจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบธาตุ สายฟ้า และ ไฟวิญญาณ]
[ทางเลือกปัจจุบัน: หยุดการสร้างรากฐาน และนำพลังงานมหาศาลนี้ไปใช้ในการ ทะลวงขีดจำกัด ของระดับรวบรวมลมปราณแทน]
หลินอี้ลืมตาโพลง
'ทะลวงขีดจำกัด? หมายถึงขั้น 10 ที่เขาว่ากันว่าเป็นแค่ตำนานน่ะเหรอ?'
ในโลกยุทธภพทั่วไป ผู้คนเชื่อว่าระดับรวบรวมลมปราณมีแค่ 9 ขั้น เมื่อถึงขั้น 9 ก็ต้องพยายามก่อกำเนิดทันที ไม่มีใครบ้าพอที่จะฝึกต่อ เพราะมันยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขา และเสี่ยงที่ร่างกายจะระเบิด
แต่หลินอี้ไม่ใช่คนทั่วไป และเขาก็มีระบบที่ชอบยุให้ทำเรื่องบ้าๆ
'เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน! ถ้าจะเป็นเทพ ก็ต้องไปให้สุด!'
หลินอี้เปลี่ยนกระบวนท่าการเดินลมปราณทันที แทนที่จะบีบอัดให้เป็นของเหลว เขาหันมา กระจาย พลังงานทั้งหมดออกไปกระแทกใส่ผนังของจุดตันเถียนและเส้นชีพจรทั่วร่างแทน
'ขยายมันออกไป! ฉีกกระชากขีดจำกัดเดิมทิ้งซะ!'
ตึง!
เสียงเหมือนกลองศึกดังขึ้นภายในร่างหลินอี้ ผิวหนังของเขาเริ่มปริแตก เลือดสีดำซึมออกมา แต่ทันใดนั้น แสงสีทองจากหยาดวารีก็เข้ามาซ่อมแซมและผสานเซลล์ใหม่ให้แข็งแกร่งขึ้น
กระบวนการทำลายและสร้างใหม่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความเจ็บปวดรุนแรงจนหลินอี้อยากจะสลบ แต่เขากัดลิ้นตัวเองเพื่อคงสติไว้
ผ่านไป 3 วัน 3 คืน...
บรรยากาศภายในห้องฝึกวิชาปฐพีเปลี่ยนไป พลังปราณธาตุดินที่เคยหนาแน่น ถูกร่างของหลินอี้ดูดกลืนเข้าไปจนเกลี้ยง
ปัง!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังขึ้นจากร่างของหลินอี้ คลื่นพลังลมปราณที่รุนแรงและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าระดับก่อกำเนิดทั่วไปบางคน ระเบิดออกมาจนผนังหินสั่นสะเทือน
หลินอี้ลืมตาขึ้น
นัยน์ตาของเขาสใสกระจ่างดุจดวงดาว ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหยกเนื้อดี ร่างกายดูเพรียวบางแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่อัดแน่นด้วยพลังมหาศาล
[ยินดีด้วย!]
[ท่านบรรลุระดับ: รวบรวมลมปราณ ขั้น 10 (สมบูรณ์แบบ)]
[ฉายาใหม่: ผู้ไร้เทียมทานในหมู่ศิษย์]
[คุณสมบัติพิเศษ: ปริมาณลมปราณมากกว่าขั้น 9 ถึง 2 เท่า, ร่างกายบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน, พร้อมรองรับ รากฐานระดับเทพ ในอนาคต]
"ขั้น 10..."
หลินอี้กำหมัดแน่น สัมผัสได้ถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในทุกอณู
"รากฐานที่แท้จริง... ข้าต้องไปหาเจ้ามาให้ได้!"
เขาหยิบหินวิญญาณก้อนหนึ่งขึ้นมา แล้วบีบเบาๆ
เพล้ง!
หินแข็งๆ แตกละเอียดเป็นผงแป้งคามือโดยไม่ต้องใช้ลมปราณช่วย
'สุดยอด...'
หลินอี้ยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ แม้จะยังไม่ได้เป็นระดับก่อกำเนิด แต่พลังของเขาในตอนนี้ก็น่าจะตบระดับก่อกำเนิดขั้นต้นทั่วไปได้สบายๆ
และที่สำคัญ... รากฐานของเขายังว่างเปล่า รอคอยการเติมเต็มด้วยของที่ดีที่สุด
'สายฟ้า และ ไฟ...'
หลินอี้ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น
'ได้เวลาออกเดินทางตามหาวัตถุดิบที่แท้จริงแล้ว'
...
หน้าห้องฝึกวิชา
หม่าเทียนสง เจ้าเมืองศิลาขาว กำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจ นี่ก็ผ่านมา 4 วันแล้ว แต่ประตูห้องฝึกวิชาก็ยังปิดสนิท เขาเริ่มกังวลว่าหลินอี้จะธาตุไฟเข้าแทรกตายไปแล้วหรือเปล่า เพราะห้องนี้มีพลังปฐพีรุนแรงมาก คนทั่วไปอยู่ได้แค่ 2-3 วันก็เต็มกลืน
ครืด...
เสียงประตูหินหนักอึ้งค่อยๆ เปิดออก
หม่าเทียนสงรีบหันไปมอง แล้วก็ต้องชะงัก
ชายหนุ่มที่เดินออกมาดูแตกต่างจากคนที่เข้าไปเมื่อ 4 วันก่อนอย่างสิ้นเชิง แม้ใบหน้าจะยังอยู่ภายใต้หน้ากากพันหน้า แต่กลิ่นอายความน่าเกรงขามและความบริสุทธิ์ของพลังที่แผ่ออกมา ทำให้หม่าเทียนสงที่เป็นถึงระดับก่อกำเนิดขั้น 5 ยังรู้สึกหวั่นเกรงลึกๆ
'เป็นไปได้ยังไง... มันยังอยู่แค่รวบรวมลมปราณไม่ใช่เหรอ?'
หม่าเทียนสงคิดในใจด้วยความสับสน
"เป็นไงบ้างพ่อหนุ่ม? สำเร็จไหม?"
หม่าเทียนสงเอ่ยถาม
"ก็ดีครับ... ได้อะไรดีๆ มาเยอะเลย"
หลินอี้ยิ้มตอบ
"ขอบคุณท่านเจ้าเมืองมากสำหรับห้องฝึกวิชา ตอนนี้ข้าคงต้องขอตัวลา"
"เดี๋ยวสิ!"
หม่าเทียนสงรีบเรียกไว้
"เจ้าจะรีบไปไหน? อยู่ต่ออีกสักพักไม่ได้หรือ? คือว่า... ฮูหยินของข้าเริ่มบ่นอยากกินซุปไก่อีกแล้ว ข้าเลยอยากให้เจ้าช่วย..."
หลินอี้หัวเราะแห้งๆ
"ขออภัยท่านเจ้าเมือง งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา... และข้าก็ไม่อยากไตวายเพราะซุปฮูหยินด้วย"
พูดจบ หลินอี้ก็ประสานมือคารวะ แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เจ้าเมืองยืนหน้าเศร้าอยู่คนเดียว
...
นอกเมืองศิลาขาว
หลินอี้เดินออกมาตามเส้นทางมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ตามข้อมูลในแผนที่ที่เขาวิเคราะห์ร่วมกับระบบ
เป้าหมายต่อไปคือ หุบเขาอัสนีบาต สถานที่ต้องห้ามที่มีฟ้าผ่าตลอดทั้งปี ซึ่งลือกันว่าเป็นที่ตั้งของ วิหารอัสนีบาต
ที่นั่น... มี แก่นอสูรสายฟ้า ที่เขาต้องการ
แต่ก่อนจะไปถึงที่นั่น เขาต้องผ่านด่านสำคัญอีกด่านหนึ่ง
เมืองร้างร้อยวิญญาณ
สถานที่ที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของผีดิบและวิญญาณอาฆาต และเป็นทางผ่านเดียวที่จะลัดไปสู่หุบเขาอัสนีได้
หลินอี้หยิบดาบตัดวายุอัสนีออกมาตรวจสอบ
'หวังว่าผีแถวนั้นจะไม่ดุนะ... เพราะข้าเพิ่งอัปเกรดสกิลตบผีมาพอดี'
[ติ๊ง! ภารกิจใหม่: เส้นทางสู่รากฐานเทพเจ้า]
[เป้าหมายย่อย: ค้นหาเบาะแสของ วิหารอัสนีบาต ในเมืองร้างร้อยวิญญาณ]
[รางวัล: สูตรปรุงยา 'ระเบิดเพลิงกัมปนาท']
หลินอี้เก็บดาบ แล้วออกวิ่งด้วยความเร็วที่เหนือกว่าม้าศึก มุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ที่อันตรายกว่าเดิม