บทที่ 1 นักเดินทาง
บทที่ 1 นักเดินทาง
อาจินหอบหายใจอย่างหนัก ลำคอและช่องอกปวดร้าวราวกับมีมีดเย็นเฉียบวิ่งพล่านอยู่ข้างใน
ร่างกายสั่งการให้เขาวิ่งต่อไป แต่การตะบึงวิ่งระยะไกลทำให้มือเท้าไม่ยอมฟังคำสั่ง ขาขวาที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดเริ่มสั่นระริกและหนาวเหน็บ
เวลานั้น ดวงตะวันกำลังโผล่พ้นขอบฟ้า
ความมืดกำลังจางหายไป
ภายใต้แสงรุ่งอรุณ ใบหน้าซีดเผือดของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เช้าแล้ว
กลางวันมาถึงแล้ว
พวกสัตว์ประหลาดกำลังจะตื่น
เบื้องหน้าไม่ไกลนัก ทะเลมรณะที่เคยเป็นหมอกสีดำกำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวนวล
ที่นี่คือชายหาดทางตะวันออกของโอเอซิส ซึ่งห่างไกลจากเขตปลอดภัยมากเกินไป ต่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด เขาก็ไม่มีทางวิ่งผ่านเขตล่าเหยื่อของพวกสัตว์ประหลาดรอดออกไปได้
ความสิ้นหวังลึกๆ เอ่อล้นขึ้นมาในใจของอาจิน
แผ่นหลังของเขาเริ่มรู้สึกเย็นวาบ ขนแขนลุกชันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
มีบางอย่างในความมืดกำลังจ้องมองเขาอยู่
อาจินกวาดตามองหาที่กำบัง ทันใดนั้นเขาก็เห็นกองไฟกองหนึ่งอยู่หลังก้อนหินใหญ่ทางทิศตะวันออก
หรือจะเป็นค่ายพักของกลุ่มนักล่า? สัญชาตญาณเอาตัวรอดผลักดันให้เขาโผเข้าไปทางนั้น
เมื่อมาถึงข้างกองไฟ อาจินพบว่ามีคนอยู่แค่คนเดียว
อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มสวมเสื้อโค้ทสีดำ ดูอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี คนที่สามารถมีชีวิตรอดมาถึงอายุขนาดนี้ในสถานที่แบบนี้ได้ ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือ
ข้างกายชายชุดดำมีเป้ใบใหญ่ และอุปกรณ์หน้าตาประหลาดวางอยู่
อุปกรณ์นั้นมีสีเหลืองหลุดร่อนดูเก่าคร่ำครา มีล้อหน้าหลังสองล้อ แฮนด์จับโค้งเหมือนเขาแพะ ส่วนอื่นๆ ของโครงสร้างดูเพรียวบางมาก
ชายชุดดำมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้รอยแผล ดวงตาอันสงบนิ่งคู่นั้นมองมาที่อาจิน ทำให้เขาใจหายวาบ
ผิวพรรณที่ดีเยี่ยมจากการได้รับการดูแลอย่างดี เสื้อผ้าเนื้อละเอียดจากต่างถิ่น ผมสีดำสะอาดสะอ้าน เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและปลอดภัย
อาจินทำใจดีสู้เสือถามออกไปว่า "คุณคือผู้เสริมแกร่งใช่ไหมครับ?"
"ผู้เสริมแกร่ง?"
อีกฝ่ายตอบกลับด้วยเสียงเบาๆ "นั่นคืออะไร?"
อาจินตะลึง
เขาไม่รู้จักผู้เสริมแกร่งงั้นเหรอ
"ฉันคงไม่ใช่หรอก"
นักเดินทางหนุ่มดูเหมือนจะนึกเรื่องน่ายินดีบางอย่างขึ้นมาได้ "แถวนี้มีเมืองบ้างไหม?"
อาจินเริ่มร้อนรน คนต่างถิ่นคนนี้ทำไมไม่มีความรู้รอบตัวเลยสักนิด
"คุณตอนนี้มันกลางวันแล้วนะ! ยังไม่รีบซ่อนตัวอีก! ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเหรอ?"
แต่นักเดินทางกลับหันหน้าเข้าหากองไฟ "เวลาน่าจะพอดีแล้ว เจอกันถือเป็นวาสนา เอาไปกินรองท้องสักไม้ก่อนสิ"
เขายื่นไม้เสียบเหล็กเรียวเล็กให้อาจิน ไม้นั้นเสียบก้อนเนื้อย่างสีเหลืองเกรียมที่กำลังส่งควันร้อนและน้ำมันเดือดปุดๆ
กลิ่นหอมของเนื้อที่เข้มข้นทำเอาอาจินหน้ามืดด้วยความหิวโหยทันที
เขากัดกินอย่างตะกละตะกลาม
นี่มันเนื้อสดจริงๆ!
ไม่ใช่พวกหนอนที่เลี้ยงกันในเมืองจะมาเทียบได้เลย
อาจินเคยกินเนื้อเน่ามาก่อน เนื้อพวกนั้นต้องต้มในหม้อจนเละเป็นกากถึงจะกินได้ ไม่อย่างนั้นจะป่วย รสสัมผัสแทบไม่มี ได้แค่กลิ่นน้ำมันนิดหน่อยเท่านั้น
ความอร่อยพุ่งขึ้นสมองได้เพียงชั่วครู่
สัญญาณเตือนความตายก็กลับมาครอบงำความคิดอีกครั้ง
อาจินใช้หลังมือเช็ดปาก "อย่ากินอยู่เลย รีบหนีเร็วเข้า! กลางวันไม่ใช่เวลาที่มนุษย์อย่างเราจะออกมาข้างนอก เร็วเข้าๆ"
ด้านหลังเริ่มมีเสียงที่น่ากังวลดังแว่วมา พร้อมกับเสียงลมหายใจต่ำลึกทรงพลังและเสียงฝีเท้าหนักๆ
"เอาไปอีกไม้"
อีกฝ่ายยื่นเนื้อไม้ใหญ่ให้เขาอีก
อาจินกัดกินด้วยความร้อนรน
แม้ชีวิตจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่เนื้อนี่มันอร่อยเหลือเกิน
หางตาของเด็กหนุ่มเหลือบไปเห็นด้านหลัง
สัตว์ประหลาดสองตัวเดินออกมาจากเงามืดแล้ว
ร่างกายของพวกมันปกคลุมด้วยขนแข็งสีเทาดำ ขาที่ล่ำสันทั้งสี่กางกรงเล็บกระดูกที่คมกริบราวกับดาบโค้ง บนกรงเล็บยังมีคราบเลือดสีน้ำตาลเข้มเกรอะกรัง
สัตว์ประหลาดกรงเล็บมีเขี้ยวแหลมสองแถวที่น้ำลายไหลย้อย จมูกสั้นพ่นลมหายใจที่มีกลิ่นเหม็นเน่า ดวงตาเล็กๆ ที่ดุร้ายจ้องมองมนุษย์สองคนที่ไร้ทางสู้ ล็อคเป้าเหยื่อเรียบร้อยแล้ว
อาจินหนังหัวชาหนึบ
เผ่ากลืนแสงระดับ E หมูกรงเล็บ
"คุณรีบหนีไป ผมจะล่อพวกมันเอง"
อาจินคว้ากิ่งไม้บนพื้นขึ้นมา ทำท่ากวัดแกว่ง เตรียมใช้ประโยชน์ครั้งสุดท้ายของตัวเอง
ได้กินเนื้อดีๆ แล้ว ตายก็คุ้ม
นักเดินทางกลับค่อยๆ เคี้ยวเนื้อย่างอย่างใจเย็น "ไม่ต้องรีบ ฉันยังไม่ตกต่ำถึงขนาดต้องให้เด็กตัวเล็กๆ มาช่วยระวังหลังให้หรอกนะ"
ด... เด็กตัวเล็กๆ?
อาจินตัวแข็งทื่อ หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที "ค...คุณดูถูกคนเกินไปแล้ว"
"ผมรู้ว่าผมตัวเตี้ย ไม่ล่ำ แต่ผมอายุ 13 แล้ว เป็นช่างเก็บกวาดมืออาชีพที่มีประสบการณ์มา 3 ปีแล้วนะ! ผมเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว! ผู้ชาย!"
อีกฝ่ายดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงเปลี่ยนคำพูด "ความผิดฉันเอง กรอบความคิดเดิมๆ นี่มันทำร้ายคนจริงๆ"
คำพูดของนักเดินทางฟังดูเข้าใจยากนิดหน่อย
แต่ตอนนี้อาจินไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น
หมูกรงเล็บพุ่งเข้ามาแล้ว
อาจินชูกิ่งไม้ในมือขึ้น ปากก็ร้องตะโกนโวยวายเพื่อปลุกใจตัวเองไม่ให้วิ่งหนีเพราะแบบนั้นจะตายเร็วและน่าสังเวชกว่าเดิม
สัตว์ประหลาดสองตัวเปรียบเสมือนรถศึกหุ้มเกราะหนัก พริบตาเดียวก็พุ่งมาถึงตรงหน้า กรงเล็บตะขอคมกริบเงื้อขึ้นราวกับดาบวงพระจันทร์
ฉึก ฉึก ฉึก!
จู่ๆ พื้นดินก็มีแท่งหนามแหลมพุ่งทะลวงขึ้นมา เสียบทะลุท้องของสัตว์ประหลาดทั้งสองตัว หมูกรงเล็บที่กำลังพุ่งชาร์จด้วยความเร็วสูงพลิกคว่ำคะมำหงาย ร่างกายที่ถูกอาวุธแทงทะลุบิดเร่าด้วยความเจ็บปวด เลือดสดๆ ทะลักออกมา
ปูสีเขียวขนาดใหญ่ที่มีสัญลักษณ์กางเขนสีเงินบนกระดองผุดขึ้นมาจากผืนทราย พวกมันใช้ก้ามขนาดใหญ่ถือหอกเหล็กปลายแหลม เข้ากลุ้มรุมแทงเหยื่อที่บาดเจ็บ เพียงการโจมตีไม่กี่ชุด ร่างของหมูกรงเล็บก็พรุนไปด้วยรูเลือดและแน่นิ่งไป
ร่างของสัตว์ประหลาดที่ตายแล้วเริ่มเปล่งแสงจางๆ ค่อยๆ ก่อตัวเป็นก้อนแสงขนาดเล็กสองก้อน ก่อนจะถูกปูยักษ์สองตัวกลืนลงท้องไปทันที
ชั่วพริบตาเดียว การต่อสู้ก็จบลง
อาจินมองภาพตรงหน้าอย่างงุนงง
ปูซามูไร
พวกมันดักซุ่มโจมตีสังหารหมูกรงเล็บ ฝ่ายหลังดูไม่มีทางสู้ได้เลย
แต่ทั้งคู่เป็นระดับ E เหมือนกัน ความห่างชั้นมันมากขนาดนี้เลยเหรอ?
ปูซามูไรใช้หอกและจัดขบวนทัพเป็นด้วย?
ปกติพวกมันเป็นประเภทใช้ก้ามสู้อย่างเดียวจนตัวตาย ไม่สนว่าจะสู้ได้หรือไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?
ทำไมถึงฉลาดขึ้นมาขนาดนี้?
เหล่าปูซามูไรเริ่มทำการชำแหละและรวบรวมชิ้นส่วนเหยื่อ ทยอยขนย้ายลงไปในทะเลมรณะที่อยู่ไม่ไกล
แต่กับมนุษย์สองคนที่อยู่ข้างๆ พวกมันกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
นี่มันแปลกประหลาดมาก
อาจินเกิดข้อสันนิษฐานหนึ่งขึ้นมา เขาหันไปมองนักเดินทางลึกลับผู้นั้น "ที่นี่คือกับดักเหรอครับ?"
อีกฝ่ายใช้กระดาษบางๆ สีขาวเช็ดปาก "จะพูดแบบนั้นก็ได้"
แต่อาจินยังคงไม่เข้าใจ "เป็นไปได้ยังไง เผ่ากลืนแสงฝูงหนึ่งจะร่วมมือกับมนุษย์ได้ยังไง แถมยังเป็นปูซามูไรในตอนกลางวันแสกๆ ปกติพวกมันไม่มีทางยอมให้มนุษย์เข้ามาในอาณาเขตหรอก"
นักเดินทางตอบ "พวกมันเป็นพนักงานของฉัน"
"......"
อาจินสงสัยว่าหูตัวเองเพี้ยน
ปูซามูไร... ถูกจ้างงานได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
นักเดินทางดูไม่ใส่ใจ "ตราบใดที่มีผลประโยชน์ ศัตรูก็กลายเป็นมิตรได้ ตราบใดที่ฉันจ่ายให้มากพอ การร่วมมือกับฉันย่อมมีกำไรมากกว่าการโจมตีฉัน"
อาจินสงบสติอารมณ์แล้วลองคิดดู
แม้ฝูงปูซามูไรจะมีจำนวนมากกว่า แต่ความเร็วบนบกของพวกมันเทียบกับหมูกรงเล็บไม่ได้เลย
ถ้าสู้กันซึ่งหน้า อย่างมากพวกหมูกรงเล็บก็แค่หลบฉากหนีไป
สัตว์ประหลาดบกพวกนี้มีความอึดเป็นเลิศ แรงระเบิดมหาศาล ถนัดการวิ่งไล่ล่าและสู้ยืดเยื้อ นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป การจะล่าพวกมันในพื้นที่เปิดโล่งถือเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้สำหรับปูซามูไร
ถ้าไม่มีกับดักที่นักเดินทางคนนี้ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ก็คงไม่มีทางได้ผลลัพธ์แบบนี้
หรือจะเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ?
แต่ว่า...
แค่ท่าทีที่สงบนิ่งเป็นปกติในขณะเผชิญหน้ากับการพุ่งชาร์จของสัตว์ประหลาด คนนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอนแล้ว
ปูซามูไรตัวหนึ่งวางเนื้อสเต็กที่หั่นเรียบร้อยหลายชิ้นไว้บนก้อนหินข้างกองไฟ
จากนั้นพวกมันก็ทยอยมุดลงไปซ่อนตัวในพื้นทราย
"นี่เป็นส่วนแบ่งของฉัน" นักเดินทางชี้ไปที่เนื้อสดที่กำลังส่งไอร้อน
ดวงตาของอาจินเหม่อลอยไปชั่วขณะ "เนื้อย่างเมื่อกี้นี้ คือเนื้อหมูกรงเล็บ..."
"ใช่แล้ว"
นักเดินทางพูดต่อ "มา กินอีกหน่อยสิ ฉันคนเดียวกินไม่หมดหรอก การตากแห้งเนื้อก็ต้องใช้เวลา มีปูซามูไรอยู่ ปลอดภัยหายห่วง"
อาจินกลืนน้ำลายเอือก
เนื้อของเผ่ากลืนแสง แม้แต่ในเมืองใหญ่ก็ยังเป็นของหรูหราราคาแพงระยับ
เขานั่งลงอย่างว่าง่าย และอาสาเป็นคนย่างเนื้อให้
นักเดินทางแนะนำตัวสั้นๆ "ฉันชื่อโจวอี้ มาจากที่ที่ไกลมากทางทิศตะวันออก อาชีพเดียวกับนาย เป็นนักเก็บกวาด"
"ผมชื่ออาจิน มาจากเมืองเม่ากู่ทางทิศตะวันตก ขอบคุณครับท่าน ผมติดหนี้ชีวิตท่านแล้ว"
อาจินกินเนื้ออย่างตะกละตะกลาม รู้สึกว่าบาดแผลไม่ค่อยเจ็บแล้ว และเรี่ยวแรงก็กลับคืนมา
เขาคิดในใจว่า อีกฝ่ายต้องเป็นนักเก็บกวาดระดับปรมาจารย์แน่ๆ
ตัวเองต้องขอความรู้ให้ได้
......
โจวอี้บิดขี้เกียจ
ปูซามูไรเป็นนักรบโดยกำเนิด กล้าได้กล้าเสีย ฟังคำสั่งเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ประเภทฉลาดหลักแหลม การจะให้พวกมันพรางตัวซับซ้อนคงเป็นการฝืนใจเกินไป
ในโลกแดนรกร้างแห่งนี้ มีพลังก็ควรแสดงออกมาให้เห็นจะดีที่สุด
กลับจะช่วยลดปัญหาจุกจิกไปได้เยอะ
นี่คือประสบการณ์ตรงของโจวอี้
ถ้าคนแถวนี้ต่อต้านคนนอก หรือรับไม่ได้กับทีมสัตว์ประหลาดของเขา ก็แค่ย้ายไปที่อื่น
ยังไงซะที่ที่พอจะตั้งถิ่นฐานได้ก็มีเยอะแยะ
สำรวจดูก่อนแล้วกัน