ตอนที่ 1 ชีวิตสุดซวยหลังทะลุมิติเข้าหนังสือ
ยามรุ่งอรุณ แสงสีทองทะลุผ่านชั้นเมฆ ส่อง ลงมาบนวัดหลวงเยว่ซานทางตอนใต้ของเมือง เพิ่มกลิ่นอายลึกลับในหมอกอีกเล็กน้อย
ช่วงไม่กี่ปีมานี้เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนไม่หวังจะได้เงินเดือนเพิ่ม ขอแค่ไม่ถูกไล่ออกก็พอ เดิมทีศาลสมรสที่เคยฮิตกลับถูกทอดทิ้ง เหล่านักท่องเที่ยวพากันหันไปไหว้ขอพรจากเทพเจ้าโชคลาภแทน
วัดหลวงเยว่ซานเลยพลอยกลายเป็น “วัดไวรัล” ขึ้นมาโดยบังเอิญ
เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก เทพประธานในวิหารหลักคือ “เทพมิงอู่หงเต้าเจินจวิน” หรืออีกนามหนึ่งว่า “ไห่ฉานจื่อ” เทพผู้โปรดโปรยทรัพย์ช่วยเหลือคนยากจน เป็นดั่งเทพโชคลาภกิตติมศักดิ์
โปรย—เงิน—ช่วย—คนจน
ใครได้ยินก็ต้องยกนิ้วชม “ยุติธรรมแท้!”
ท่ามกลางกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พากันมาเข้าแถวแต่เช้าเพื่อแย่ง “ธูปดอกแรก” มีหญิงสาวคนหนึ่งสวมเสื้อกันหนาวสีดำลายการ์ตูนแมว ด้านนอกคลุมด้วยกางเกงขายาวสีดำ สวมหมวกและหน้ากากดำคลุมมิดชิด นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เล็ก ๆ
เธอคิดว่าทำแบบนี้จะไม่เป็นจุดสนใจ ใครจะคิดว่ากลับเด่นราวกับนกกระเรียนท่ามกลางฝูงไก่ โดดออกมาจากฝูงชนจนคนมองไม่วางตา
หยุดก่อน
เหตุผลที่เธอโดดเด่นจริง ๆ คือ—หญิงสาวชุดดำคนนี้ดันเป็นคนแรกที่เข้าแถว!
จิ่นหลีทนกับสายตาร้อนแรงจากด้านหลัง ขยับเท้าเล็กน้อยแต่ยังคงไม่ขยับตัว แม้จะสวมเสื้อผ้ามากจนเหงื่อผุดบนหน้าผาก ก็ไม่ยอมถอดหมวกมาเช็ด
จากด้านหลังมีเสียงกระซิบของกลุ่มป้า ๆ ดังมาเบา ๆ
“มาถึงตั้งแต่กี่โมงกันจ๊ะ?”
ป้าคนที่สองพูดอย่างภาคภูมิใจ “ช่วงนี้ลูกจะไปสัมภาษณ์บริษัทใหญ่ ฉันเลยตื่นแต่เช้า มาถึงตั้งแต่ตีสามแน่ะ”
ป้าคนที่สามถามด้วยความสงสัย “แล้วทำไมถึงไม่ได้เป็นคนแรกล่ะ?”
ป้าคนที่สองชะงักไป ก่อนถอนหายใจอย่างเสียดาย “ก็ยังสู้พลังหนุ่มสาวไม่ได้สิ”
เธอชี้ไปที่จิ่นหลีตรงหน้า “รู้ไหมว่าเด็กคนนั้นมาเข้าแถวตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ยังไม่ทันให้ใครตอบ ป้าคนที่สองก็พูดอย่างตื่นเต้น “ฉันถามแม่บ้านกวาดลานมาแล้ว เค้าบอกว่าเด็กคนนี้มาเข้าแถวตั้งแต่ตอนวัดปิดเมื่อวาน!”
“ว้าว!” ทุกคนหันมามองด้วยความทึ่ง
แม้ในยุคที่ใคร ๆ ต่างแข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย ความตั้งใจของเด็กคนนี้ก็สมควรได้รับคำชมว่า “ใจสู้จริง!”
“กง——”
เสียงระฆังดังกังวาน วัดหลวงเยว่ซานเปิดประตูแล้ว!
จิ่นหลีคว้าเก้าอี้ไม้ลุกขึ้นวิ่งเข้าวัด เธอเตรียมธูปสามดอกไว้เรียบร้อย บรรดาป้าทั้งหลายก็เร่งตามมาติด ๆ ทุกคนต่างแข่งกันว่องไวราวกับสงครามไร้ควัน
จนกระทั่งหมอนพุทธะใบแรก—และเป็นใบเดียว—ถูกจิ่นหลีคว้าจับนั่งลง สงครามเงียบงันนี้จึงสิ้นสุด
แต่จิ่นหลีไม่ได้ผ่อนคลาย เธอจัดท่าทางให้มั่น แล้วภาวนาเรียกนามเทพในใจ หวังจะได้รับการตอบรับ
เดิมทีเธอเป็นเพียงปลาคาร์ฟตัวหนึ่ง แต่โชคดีที่ฝึกบำเพ็ญจนกลายเป็นภูตน้อย
ต่อมาก็โชคดีอีกที่กินสมุนไพรสวรรค์เข้าโดยบังเอิญจนได้บรรลุเป็นเซียน กลายเป็นเซียนกวนผู้ไม่โดดเด่นในสวรรค์
และสุดท้ายก็ยังโชคดีอีกที่ได้เป็นศิษย์ของท่ายซ่างเหล่าจวิน อยู่รับใช้เป็นศิษย์น้อยในสำนัก
แต่สิ่งที่ทำให้เธอรุ่งก็เพราะโชคดี และสิ่งที่ทำให้เธอล่มก็เพราะโชคดีเช่นกัน
วันหนึ่งอาจารย์บอกว่า เส้นทางฝึกตนของนางราบรื่นเกินไป แม้จะได้เป็นเซียนแล้วแต่จิตยังไม่บริบูรณ์ ต้องไปสัมผัสความทุกข์ในโลกมนุษย์สักหน่อย
จากนั้นก็ถีบเธอลงมายังโลกมนุษย์ให้ไปเกิดในร่างหญิงสาวที่ชื่อเหมือนกัน หน้าตาก็เหมือนกันเป๊ะ
แค่นั้นยังไม่พอ
หลังจากจิ่นหลีมาอยู่บนโลกได้เจ็ดวัน เธอฝันทุกคืน แล้วก็รู้ว่าร่างนี้เป็นเพียงตัวประกอบหญิงลำดับที่ N ในหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ตายตั้งแต่ต้นเรื่อง มีเพียงการกล่าวถึงว่าเคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของนางเอกเท่านั้น
หลายวันมานี้เธอหน้ามืด ใจสั่น เดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อย พอค้นเอกสารการแพทย์ในบ้านก็พบว่าร่างนี้ป่วยมาตั้งแต่กำเนิด ไม่แปลกเลยที่เจ้าของเดิมจะเสียชีวิตเร็ว
ดังนั้นพอได้รู้ว่ามีวัดเต๋าที่มีชื่อเสียงใกล้บ้าน เธอจึงรีบมาขอพรต่อเหล่าเทพ
ไม่ใช่ว่าจิ่นหลีอยากลัดทาง แต่อีกไม่นานร่างนี้จะสิ้นลมหายใจอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำอะไรตอนนี้ก็คงไม่ทัน
ท่ามกลางสายตาคมกล้าราวคมมีดจากด้านหลัง เธอคุกเข่ากราบซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่องมนต์อยู่นานนับสิบนาที แต่ก็ยังไม่รู้สึกถึงการตอบสนองใด ๆ จนต้องลุกขึ้น
พอออกจากวิหารใหญ่ จิ่นหลีรู้สึกว่าร่างเบาลง มีพลังบางอย่างไหลเข้ามาในกาย พลังนั้นคือ…
พลังเทพ?
เธอหันกลับไปมองรูปเคารพของเทพเจินจวิน รูปนั้นดูขรึมขลังทั้งองค์สร้างด้วยทองคำ แสงสะท้อนระยิบระยับจนดูศักดิ์สิทธิ์จับใจ
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัว เงียบเย็นราวน้ำแข็งแตกร้าว ถามนางว่าปรารถนาอันใด
จิ่นหลีภาวนาในใจ “ฉันอยากให้ร่างกายดีขึ้น”
แต่เสียงนั้นไม่ตอบกลับ
จิ่นหลีเลยต่ออีกว่า “ช่วงนี้จนหน่อย เทพโชคลาภช่วยเมตตาให้เงินหน่อยได้ไหม?”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คำว่า “อนุญาตแล้ว” ก้องอยู่ในหู เธอไม่แน่ใจว่าหมายถึงให้สุขภาพดีขึ้น หรือให้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ระหว่างที่คิด เธอก็ก้าวออกจากวัด แล้วได้ยินเสียงเพลงล้างสมองลอยมา—
“เธอรักฉัน ฉันก็รักเธอ ขูดบัตรลุ้นโชคแสนหวาน~”
“เธอรักฉัน ฉันก็รักเธอ ขูดบัตรลุ้นโชคสุดชื่นใจ~”
เธอหันเท้าโดยไม่รู้ตัว เดินเข้าไปในร้านขายล็อตเตอรี่
ร้านนั้นตกแต่งสวยงาม ผนังกลางร้านแขวนจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่กำลังเปิดข่าวล่าสุด
[การออกรางวัลล็อตเตอรี่เลขหกตัวซ้ำ! ความยุติธรรมของมนุษย์อยู่ที่ไหน?]
[มีผู้ซื้อห้าหมื่นใบในงวดเดียว กวาดเกลี้ยงเงินรางวัลสองร้อยล้าน กำลังสืบสวนการเลี่ยงภาษี!]
[บัตรขูดลุ้นโชคประกาศอย่างเป็นทางการว่า:
คุณอาจไม่เชื่อล็อตเตอรี่ แต่คุณเชื่อบัตรขูดลุ้นโชคได้แน่นอน!
ทุกใบผลิตแบบสุ่ม ไม่มีใครรู้จำนวนเงินก่อนขูด รางวัลสูงสุดห้าล้าน!
และผ่านการประกัน “ต่อต้านการโกงล็อตเตอรี่” หากพบว่ามีการฮั้วหรือเปิดเผยข้อมูล จะต้องชดใช้ให้สาธารณะหนึ่งร้อยล้าน!]
นึกถึงคำว่า “อนุญาตแล้ว” ที่เทพเจินจวินพูดเมื่อครู่ จิ่นหลีตัดสินใจแน่วแน่ คว้าเงินห้าพันหยวนสุดท้ายในบัญชีมาซื้อบัตรขูดหนึ่งร้อยใบ มูลค่าต่างกันไป
ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็เคยฝันอยาก “เสี่ยงโชคพลิกชีวิต” ทั้งนั้น ยิ่งเธอเป็นเทพปลานำโชคโดยกำเนิด ยิ่งมั่นใจในโชคของตัวเอง
ที่สำคัญคือวันพรุ่งนี้เธอจะได้รับเงินเดือนพื้นฐานก้อนใหม่ อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับถังแตก
หลังจากซื้อบัตรเสร็จ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวกกลับมาที่วัดหลวงเยว่ซานอีกครั้ง
เธอนำบัตรทั้งหมดเรียงไว้ข้างประตูวิหารใหญ่ ตั้งใจยืมพลังเทพโชคลาภ มาช่วยให้โชคดีระหว่างขูดทีละใบ
ภาพนี้เรียกความสนใจจากผู้คนรอบข้าง หลายคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปทันที
บรรดาป้าและลุงที่ไหว้เสร็จแล้วก็เข้ามารุมดู ช่วยกันตะโกนรายงานผลอย่างตื่นเต้น
“อุ๊ย โชคไม่ดีเลย ขอบคุณที่ร่วมสนุก!”
“ดี ๆ ใบนี้สิบหยวนได้คืนสามสิบ!”
“ถูกห้าสิบ!”
“ถูกหนึ่งร้อย!”
“ไม่ถูก!”
เหงื่อบนหน้าผากของจิ่นหลีไหลชุ่ม แก้มแดงจากความร้อน แต่แววตายังสุกใสราวกับแสงดาว
มีคนช่วยรายงาน เธอแทบไม่ต้องมอง แค่ขูดต่อไปเรื่อย ๆ
จนถึงบัตรใบสุดท้าย เธอถอนหายใจโล่งอก ในที่สุดก็ได้พักบ้าง แต่แล้วเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้น
“โว้ย! ใบนี้ถูกรางวัลสองแสน!”
(จบตอน)