ตอนที่ 10 ห้าสามรักษาชีวิต

เช้าวันรุ่งขึ้น จิ่นหลีรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองดีขึ้นไม่น้อย

เพื่อความไม่ประมาท ตอนที่ถูกสุยหลิงฟางมารับออกไป เธอยังอุ้มหนังสือ “ห้าปีสอบเข้ามหาวิทยาลัย สามปีจำลอง” ติดมือไว้ด้วย

พอขึ้นรถ สุยหลิงฟางอยากจะชวนคุย แต่จิ่นหลีกลับก้มหน้าหยิบปากกามาทำแบบฝึกหัดเสียแล้ว

คำพูดที่มาถึงปลายลิ้นจึงกลืนกลับลงไป ดีแล้ว ดีมากเลย

ดูสิ คนเขาสงบนิ่งขนาดไหน!



พอถึงบริษัท จิ่นหลีได้พบกับประธานที่ไม่ได้เจอกันมานาน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอกัน แต่ก็เพิ่งเป็นครั้งที่สามเท่านั้น

ครั้งแรก คือวันที่เซ็นสัญญา

ครั้งที่สอง คือวันที่ไปหาหมอ

ครั้งที่สาม ก็ยังเป็นตอนมาหาหมออีกอยู่ดี



ชื่อของประธานคือ เซียวจื้อเฉวียน ชื่อธรรมดามาก

หน้าตาก็ธรรมดาเช่นกัน เขามักยิ้มแย้มเหมือนพระเมไตรย รูปร่างลงพุงแบบชายวัยกลางคนทั่วไป ไม่มีร่องรอยของความเย่อหยิ่งเลย

จิ่นหลีเคยได้ยินพี่ฟางพูดว่า ประธานเซียวเป็นคนบ้านเกิดที่เมืองเล็ก สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ได้ ถือเป็นนักศึกษาที่หายากยิ่งในยุคนั้น

พอเข้าเรียน เขาก็สมัครไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศ เรียนต่อสองปีจนได้ข้อเสนอจากวอลล์สตรีต กลายเป็นที่ปรึกษาการเงินของธนาคารนานาชาติแห่งหนึ่ง

จากที่ปรึกษา ถูกโยกย้ายไปเป็นผู้จัดการสาขา และสุดท้ายก็ได้รับตำแหน่งประธานใหญ่ประจำภูมิภาคจีน

ตอนลาออก ตำแหน่งของเขาคือระดับสูงสุดที่พนักงานเชื้อสายจีนในกลุ่มบริษัทนั้นเคยไปถึง ว่ากันว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครทำลายสถิตินั้นได้เลย



พูดง่าย ๆ นี่คือคนเก่งระดับตำนาน

เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา จิ่นหลีรู้สึกเกร็งเล็กน้อย

ทว่าคำถามแรกของเขาไม่ใช่ถามถึงสุขภาพ แต่ถามว่าในมือนั้นถืออะไรอยู่

จิ่นหลีตอบ “แบบฝึกหัดของนักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งค่ะ ช่วงนี้ฉันเรียนออนไลน์ อยากลองอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยดู”

ประธานเซียวประหลาดใจเล็กน้อย “เธออยากกลับไปเรียนอีกครั้งหรือ?”

จิ่นหลีตอบด้วยความระมัดระวัง “ค่ะ ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งรู้ว่าตัวเองเสียโอกาสเพราะไม่มีความรู้”

ประธานพยักหน้า “ดีมาก บริษัทสนับสนุน เรียนออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ ฉันจะให้บริษัทหาครูสอนพิเศษให้เธอ”

จิ่นหลีรีบส่ายหน้า ไม่กล้ารับ รู้สึกทั้งเกรงใจและหวั่นใจว่าประธานอาจมีเจตนาแอบแฝง

ในวงการบันเทิงเรื่องสกปรกมีอยู่ทั่วไป เธอเองก็ไม่รู้ว่าเชินซีเอนเตอร์เทนเมนต์ภายในเป็นอย่างไร ถึงอย่างไรตอนยังไม่กลับมาดัง เธอก็เป็นเพียงศิลปินปลายแถว

ประธานดูเหมือนจะสังเกตได้ว่าเธอตื่นกลัว จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงบอกให้สุยหลิงฟางพาเธอไปโรงพยาบาล



หมอแผนจีนชื่อดังของโรงพยาบาลจิงต๋าคนนี้ต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือน เดิมทีประธานจองไว้ให้ตัวเอง แต่สุดท้ายกลับยกให้จิ่นหลี

ในห้องตรวจของแพทย์แผนจีน

หมอฟังสุยหลิงฟางเล่าประวัติ แล้วตรวจวินิจฉัยทั้งมอง ฟัง ถาม จับชีพจร ก่อนเขียนคำสั่งให้เธอไปเอกซเรย์เพิ่ม ลายมือแกว่งไปมาราวมังกรเหิน

ขั้นตอนทั้งหมดกินเวลาร่วมสองชั่วโมงเต็ม

เมื่อผลภาพส่งถึงมือ หมอพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนเอ่ย “พื้นฐานร่างกายของเธออ่อนแอมาก”

ทุกคนในห้องถึงกับใจหายวาบ

“แต่โดยรวมตอนนี้ดูแลได้ดีแล้ว สามารถออกกำลังเบา ๆ ได้ จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว”

หินก้อนใหญ่ในใจทุกคนหล่นตุ้บลง

“เมื่อสามปีก่อนฉันเคยดูประวัติเธอ ตอนนั้นคิดว่าอยู่ได้ไม่เกินสี่ปี แต่ตอนนี้ดูแล้วแค่ร่างกายอ่อนกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย ดีใจแทนจริงๆ คงเป็นเพราะตอนนั้นฉันวินิจฉัยพลาด”

หมอพูดเนิบ ๆ “หวังว่าจะมีการวินิจฉัยผิดแบบนี้บ่อย ๆ หน่อย จะได้รีบเกษียณเสียที”

ทุกคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน



ขากลับ บรรยากาศเบากว่าตอนมา อย่างกับยกภูเขาออกจากอก

กลับถึงบริษัท สุยหลิงฟางเรียกประชุมผู้จัดการส่วนตัวสั้น ๆ จากนั้นชั่วโมงให้หลัง ก็แจ้งจิ่นหลีว่าช่วงบ่ายจะให้เธอเปิดไลฟ์บนแพลตฟอร์ม “แมวช่วน” พูดเรื่อง “โชคดีของจิ่นหลีปลานำโชค”

สุยหลิงฟางเกลี้ยกล่อมเธอ “ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบการปั่นกระแส แต่ตอนนี้ยุคเปลี่ยนไป สื่อกับกระแสออนไลน์สำคัญมาก ในเมื่อเธอดังเพราะภาพลักษณ์ปลานำโชค บริษัทเลยอยากต่อยอดให้คนจดจำภาพลักษณ์นี้”

จิ่นหลีพยักหน้า ไม่ได้คัดค้าน เพราะจริง ๆ แล้วเธอก็เป็นปลานำโชคโดยแท้ นี่ไม่ใช่การปั้นกระแสเลย

“อีกอย่าง บริษัทอยากให้เธอเล่าความรู้สึกตอนถูกรางวัล ดึงดูดคนดูมากขึ้น”

จิ่นหลีถาม “ต้องพูดนานแค่ไหนคะ?”

สุยหลิงฟางตอบ “สักสามถึงสี่นาทีก็พอ พูดซ้ำมากไปจะดูจงใจเกิน”

“หลังพูดจบ ฉันก็ปิดไลฟ์เลยหรือคะ?”

สุยหลิงฟางสังเกตสีหน้า ก็พอเดาออก “เธออยากเรียนต่อในไลฟ์ใช่ไหม?”

จิ่นหลีพยักหน้า “ต้องเรียนทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้เรียน ความมุ่งมั่นอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะหายไป”

สุยหลิงฟางลังเล ก่อนพยักหน้า “งั้นก็เรียนไปเถอะ”



จิ่นหลีไม่สนใจความกังวลของอีกฝ่าย กินข้าวกลางวันที่บริษัท แล้วเตรียมเปิดไลฟ์ สีหน้าไม่ตื่นเต้นเลย

จะว่าปล่อยตามยถากรรมก็ได้ จะว่าปลงก็ใช่ ดังหรือไม่ดัง ก็แค่ทำให้มีงานเลือกมากขึ้น งานเพิ่มขึ้น เท่านั้น

ช่วงที่มีแต่เงินเดือนพื้นฐานยังผ่านมาได้ ต่อให้ล้มอีก จะเลวร้ายแค่ไหนเชียว

ด้วยสภาพร่างกายแบบเธอ ต่อให้ยุ่งแค่ไหน ก็ไม่มีวันยุ่งเกินไปนัก

ใจของเธอจึงสงบ กลับกลายเป็นว่าผู้จัดการต่างหากที่ตื่นเต้น



สุยหลิงฟางนั่งเฝ้าในห้องไลฟ์ ส่วนโจวต๋าและผู้จัดการคนอื่น จับกลุ่มดูถ่ายทอดบนมือถือในออฟฟิศ

“เริ่มแล้ว เริ่มแล้ว!” มีคนตะโกน

“ตอนนี้มีคนดูเท่าไหร่?”

“ห้าพัน หนึ่งหมื่น สามหมื่น… ห้าหมื่นแล้ว!”

เพียงสิบนาที หลังจากโปรโมตก่อนหน้า ห้องไลฟ์ของจิ่นหลีมียอดผู้ชมแตะห้าหมื่น

จำนวนผู้เข้าชมเริ่มเพิ่มช้าลง แต่ยังขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อได้รับสัญญาณมือจากสุยหลิงฟาง จิ่นหลีกล่าวกับกล้อง “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อจิ่นหลี หรือที่ทุกคนเรียกว่า สาวปลาคาร์ฟชุดดำ”

[ฉันบอกแล้วว่าเธอคือตัวจริง! เมื่อวานยังใส่เสื้อตัวเดียวกัน หลักฐานแน่นมาก จะมีใครเถียงได้อีก!]

[จิ่นหลีของแท้!] ×100 ข้อความ

[จิ่นหลี แบ่งโชคให้ฉันหน่อยสิ!]

จิ่นหลีกำลังจะพูดตามสคริปต์ แต่พอเห็นคอมเมนต์นั้นก็ฉุกคิด “งั้นฉันจัดสุ่มแจกรางวัล มอบการ์ดขูดรางวัลที่ฉันถูกรางวัลให้นี่แหละ ดีไหม?”

ผู้ชมต่างพิมพ์ [ดี!] เต็มจอ

สุยหลิงฟางรีบช่วยตั้งค่าระบบจับสลาก จิ่นหลีเริ่มเล่าเรื่องตอนที่ไปวัดเยวี่ยซาน

“ตอนนั้นฉันไปวัดเยวี่ยซาน จริง ๆ เพื่อรักษาสุขภาพค่ะ…” น้ำเสียงเธอราบเรียบแต่เปี่ยมความสงบ จนคนดูที่กำลังตื่นเต้นกลับเงียบลง

“ส่วนเรื่องที่ถูกรางวัล ก็แค่เรื่องของโชค แต่โชคเป็นสิ่งล่องลอย อย่ามัวไขว่คว้ามากนักนะคะ”

จิ่นหลีพูดต่อ “เห็นมีคนคอมเมนต์ว่าวันนี้มีข่าวว่าฉันไปโรงพยาบาล ใช่ค่ะ เช้านี้ฉันไปกับทีมจริง”

เธอยิ้มอ่อน ราวสายลมเย็นในฤดูร้อน แววตาเปล่งประกายเหมือนประกายไฟจุดกลางใจผู้คน

“คุณหมอบอกว่าฉันสามารถออกกำลังเล็ก ๆ ได้แล้ว มันจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น หมายความว่าฉันอาจกลับขึ้นเวทีได้อีกครั้ง”

คำพูดนั้นทำให้ห้องไลฟ์ แมวช่วน ถึงกับค้างทั้งระบบ



(จบตอน)



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 10 ห้าสามรักษาชีวิต

ตอนถัดไป