ตอนที่ 43 ในสวนแตงมีตัวชะมดวิ่งเล่น

ในกลุ่มแชตใหญ่ของทางการ หลายคนกำลังเม้ามอยกันอย่างสนุกสนาน

บอยแบนด์เดือนมีนาคมโดยปกติไม่ค่อยเปิดดูห้องแชตนั้น แต่ก็หนีไม่พ้นความอยากรู้อยากเห็นของเฉินหลิน ผู้ชอบอ่านข้อความและดูคลิปเมื่อเบื่อ ๆ

ครั้งนี้ทุกคนนั่งดูรายการวาไรตี้อยู่บนโซฟา เฉินหลินเห็นว่ากล้องแทบไม่จับมาที่วงเลย ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา อยากดูปฏิกิริยาของชาวเน็ตต่อเทปนี้

แล้วก็เห็นทันทีว่าสุยหลิงฟางเปิดศึกกับลวี่ซันเจี๋ยในกลุ่มแชต

“ว้าว สุยหลิงฟางเป็นผู้จัดการของจิ่นหลีสินะ ผู้จัดการคนนี้สุดยอดจริง ๆ ไม่เคยเห็นผู้จัดการนิสัยแข็งขนาดนี้มาก่อน!”

เฉินหลินถึงกับอุทานชม แล้วรีบแชร์ให้คนอื่นดู

หลังฟังคลิปเสียง เยียนซิงต้งยืนยันว่า “ลวี่ซันเจี๋ยนั่นตั้งใจแน่ ฉันจำได้ว่ากำหนดซ้อมประกาศล่วงหน้าสามวันแล้ว เพื่อให้เวลากับอาจารย์รับเชิญปรับตารางได้”

ลัวอี้ครุ่นคิด “ตอนที่ได้ยินว่าเหลียนเป่าจื้อซึ่งอยู่ค่าย LP เป็นคนชวนรุ่นพี่จิ่นหลีมาเป็นคู่ ฉันก็รู้สึกแปลกใจ ทำไมไม่ใช่พี่ชิงเหลียนชวนเอง ตอนนี้ดูเหมือนต้นเหตุน่าจะอยู่ที่เหลียนเป่าจื้อนั่นแหละ เธอตั้งใจใช้จิ่นหลีเป็นสะพาน”

กู้เฉิงไม่พูดอะไร แต่เปิดค้นหาทันทีว่าจิ่นหลีกับเหลียนเป่าจื้อเคยมีเรื่องบาดหมางกันไหม

เพราะตามที่เขารู้ ทั้งคู่ไม่น่าจะเคยเกี่ยวข้องกันเลย

ไม่เพียงแต่เขางง คนอื่นก็พากันงง แม้แต่โลกออนไลน์อันมหัศจรรย์ก็ยังหาไม่เจอว่าทั้งสองมีความแค้นกันตรงไหน

สุดท้ายเฉินหลินซึ่งชอบอ่านข่าวบันเทิงอยู่แล้วพูดแทงใจดำว่า “เหลียนเป่าจื้อคงอยากเหยียบคนหนึ่งเพื่อปั้นตัวเองแหละ ช่วงนี้ชาวเน็ตชอบพูดว่าเธอไม่คู่ควรจะเป็นดาราแถวหน้า เพราะไม่มีผลงาน”

“อีกอย่าง ฉันดูเวทีของเหลียนเป่าจื้อแล้ว สไตล์คือเกิร์ลกรุ๊ปชัด ๆ ถ้าเป็นพี่ชิงเหลียนกับพี่จิ่นหลีมาเต้นคงจะเหมาะกว่า เพราะทั้งคู่เป็นเกิร์ลกรุ๊ปตัวจริง”

ไม่เพียงแต่บอยแบนด์เดือนมีนาคมที่ดูดราม่าอย่างเอร็ดอร่อย จี๋ชิงเหลียนก็ร่วมเมาท์ด้วย เธอถึงขั้นแชร์คลิปสุยหลิงฟางด่าลวี่ซันเจี๋ยลงในกลุ่ม “สาวชมพู”

เหลียนฮวา : [ผู้จัดการของปลาคาร์ฟคนนี้สุดยอด——ภาพ สุดยอด.jpg]

ถงถง : [666 เท่มาก!]

เจินจู : [ไม่กลัวว่าจะถูกเล่นงานเอาเหรอ?]

เหลียนฮวา : [ไม่กลัว เหลียนเป่าจื้อยังรักษาสถานะดาราแถวหน้าไว้ไม่ได้เลย ถึงได้จงใจมาเกาะปลาคาร์ฟ คิดจะฆ่าปลาเพื่อสร้างชื่อ!]

เมิ่งเมิ่ง : [งั้นเราจะช่วยซ้ำเติมไหม ตีหมาที่ตกน้ำให้หนักหน่อย?]

NANA : [เฮอะ เรื่องโหดต้องยกให้เมิ่งเมิ่งจริง ๆ!]

เมิ่งเมิ่ง : [แล้วพวกเธอล่ะ จะเอาด้วยไหม ยิ้มอ่อน.jpg]

คนอื่น ๆ ก็ส่ง [+1] กันถ้วนหน้า

ดังนั้นโดยที่จิ่นหลีไม่รู้เรื่อง อดีตสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปสีชมพูเหล่านั้น ก็พร้อมใจกันโพสต์บล็อกใหม่

เวลานั้น เหล่าคนเมาท์ต่างพร้อมเพรียง เป็นสายพันธุ์เดียวกันโดยแท้

คนอื่นอาจเป็นตัวชะมดที่วิ่งเล่นในสวนแตง แต่เหลียนเป่าจื้อกับลวี่ซันเจี๋ยกลับกลายเป็นไก่ตัวที่ถูกเชือดให้ลิงดู

เหลียนเป่าจื้อกำลังออกงานโปรโมต ร่วมพิธีตัดริบบิ้นเปิดร้านใหม่ของแบรนด์หนึ่ง

ลวี่ซันเจี๋ยตามติดไปด้วย และเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติในกลุ่มใหญ่

เหลียนเป่าจื้อยืนอยู่หน้า ร้าน ถ่ายรูปร่วมกับผู้จัดการร้านและผู้บริหารแบรนด์ พอลงจากเวทีก็ถูกลวี่ซันเจี๋ยลากไปมุมหนึ่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

เหลียนเป่าจื้อขมวดคิ้ว “เธอเป็นอะไร ทำไมลนลานแบบนั้น”

ลวี่ซันเจี๋ยพูดเร็วปรื๋อ “สุยหลิงฟางเปิดโปงแล้ว ผู้จัดการของจิ่นหลีปล่อยคลิปเสียงโทรศัพท์ของฉันออกไป!”

เหลียนเป่าจื้อยังไม่เข้าใจ “คลิปเสียงอะไร?”

“ก็คลิปที่เราตั้งใจปิดบังวันซ้อมไง สุยหลิงฟางเอาไปลงในกลุ่มรายการหมดแล้ว!”

สีหน้าของเหลียนเป่าจื้อพลันมืดลง รีบพาอีกฝ่ายไปหลังเวที จะฟังเสียงด้วยตัวเองก่อนค่อยว่ากัน

อีกด้าน ที่อพาร์ตเมนต์ของจิ่นหลี

หลังส่งข้อความไป สุยหลิงฟางก็ไม่ได้ดูมือถืออีก เธอไม่สนว่าในกลุ่มนั้นคนจะพูดอะไรกัน

ในวงการบันเทิง ทุกคนชอบวางตัวเป็นกลาง คงไม่มีใครกล้าออกมาพูดอะไรสักคำ

แต่ก็ช่างเถอะ ไม่พูดในกลุ่มใหญ่ ไม่ได้แปลว่าไม่พูดในกลุ่มอื่น บางคนหัวไวหน่อย อาจเอาคลิปไปขายให้นักข่าวแล้วก็ได้

จิ่นหลีหันกลับมาดูรายการต่อ หางตาเหลือบเห็นสุยหลิงฟาง ก็ครุ่นคิดอยู่ในใจ

ผ่านเหตุการณ์นี้ เธอยิ่งเข้าใจนิสัยของผู้จัดการตัวเองมากขึ้น

สุยหลิงฟางเป็นคนไม่ยอมให้มีฝุ่นเข้าตา ทำงานตรงไปตรงมา

บางเรื่องพูดกันตรง ๆ จะดีกว่ามาอ้อมค้อมทีหลัง

อย่างกรณีฮั่วอี้เซวียน ถ้าเปิดใจกับพี่ฟางแต่แรก พี่ฟางก็คงไม่โมโหขนาดนั้น

จากเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้จัดการของเธอไม่กลัวเรื่องยุ่งยากเลย

การกลัวเรื่องไม่ดี เพราะผู้จัดการขี้ขลาด ย่อมทำให้ศิลปินไม่มีความมั่นใจตามไปด้วย

แต่ไม่กลัวเกินไปก็ไม่ดี อาจหุนหันพลันแล่น ไปทำให้คนอื่นไม่พอใจได้ง่าย

ทว่าพี่ฟางเป็นประเภทที่ทั้งไม่กลัวและฉลาด

เธอรู้ดีว่าควรจะสวนกลับทางไหน ถ้าเรื่องนี้ไปลงที่เหลียนเป่าจื้อ ผลลัพธ์คงไม่ออกมาแบบนี้แน่

แต่พอลงที่ลวี่ซันเจี๋ย อีกฝ่ายต่อให้มีสิบปากก็เถียงไม่ออก

จิ่นหลีชอบคุยกับคนที่ตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ

ทั้งสองคนนั่งดูรายการจนจบอย่างสงบ

ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของสุยหลิงฟางดังแล้วหยุด หยุดแล้วดัง เสียงสั่นต่อเนื่องราวกับเพลงซิมโฟนี แต่เธอก็ไม่รับ นั่งนิ่งอย่างมั่นคงราวแม่ทัพเฝ้าเมือง

พอรายการจบ จิ่นหลีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “พี่ฟาง ฉันอยากไปวัดเต๋าหน่อย”

สุยหลิงฟางลังเล “จำเป็นต้องไปตอนนี้เลยเหรอ”

จิ่นหลียิ้ม “ไม่ถึงกับจำเป็น แต่ฉันอยากไป ขอพรให้ร่างกายแข็งแรงหน่อย”

พอได้ยินว่าเกี่ยวกับสุขภาพ สุยหลิงฟางก็ไม่สนเรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อทันที พลังใจมันก็เป็นพลังอย่างหนึ่ง จึงว่า “ไปสิ ฉันไปกับเธอ!”

“แล้วอยากไปวัดไหนล่ะ” เธอถาม

เดิมทีจิ่นหลีอยากไปวัดที่ใกล้ที่สุด แต่พอนึกได้ว่ากู้เฉิงอยากขูดลอตเตอรี่ ชิงเหลียนก็อยากเหมือนกัน เลยคิดว่าถ้าไปที่วัด ‘หมิงอู่หงเต้าจื้อเจิ้นจวิน’ ใกล้ ๆ ก็เข้าท่า เพราะตรงนั้นมีร้านล็อตโต้พอดี

สุยหลิงฟางฟังแล้วถามเล่น ๆ “อย่าบอกนะว่าเธออยากไปขูดหวย?”

จิ่นหลีหลบตานิด ไม่ได้ตอบทันที

สุยหลิงฟางหัวเราะ “จริงด้วยสินะ เอาเถอะ พอไปถึงแล้วช่วยเลือกให้ฉันด้วยละกัน”

เมื่อตกลงเรื่องไปวัดเสร็จ สุยหลิงฟางก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายอย่างสบายอารมณ์

เป็นสายจากบริษัท เธอเปิดลำโพงคุยทันที

โจวต๋า ซึ่งเป็นคนกลาง รายงานสั้น ๆ “ทางเหลียนเป่าจื้ออยากเจรจา ให้คุณออกมาชี้แจงว่าทุกอย่างเป็นความเข้าใจผิด ลวี่ซันเจี๋ยได้รับแจ้งจากทีมงานแต่ลืมอ่าน ต่อมาเพราะคุณเตือนถึงได้รู้”

เขาหยุดนิด ลดเสียงลง “ฝั่ง LP บอกว่า ถ้าคุณยอมพูดเคลียร์ เขายินดีจะยกทรัพยากรบางส่วนของเหลียนเป่าจื้อให้จิ่นหลี”

สุยหลิงฟางหัวเราะหยัน “คุณเชื่อเหรอ”

เสียงของจิ่นหลีดังตามมาอย่างเนิบ ๆ “ฉันก็ไม่เชื่อ”

ช่วงนี้อากาศร้อน เธอเปิดตู้เย็นหยิบแตงกิหลิน (แตงชนิดหนึ่ง) ออกมา ผ่าออกครึ่งหนึ่ง เนื้อสีเหลืองสด

เธอตักครึ่งหนึ่งให้สุยหลิงฟาง ตัวเองถืออีกครึ่ง ตักตรงกลางคำแรกขึ้นมากิน

หวานจัด!

จิ่นหลีหรี่ตาเล็กน้อย เอ่ยชมอย่างพอใจ ในใจรู้สึกชื่นใจสุด ๆ

“พี่โจว พี่ชิงเหลียนบอกฉันว่า บริษัท LP ไม่ใช่คู่ที่คบง่าย มีแต่ LP ได้ประโยชน์ คนอื่นไม่มีทางได้เปรียบ”

“ถ้าบริษัทเราก็เป็นค่ายแถวหน้า ฉันคงไม่ห่วง แต่ด้วยขนาดบริษัทเรา อย่าไปยุ่งกับ LP จะดีกว่า”

(จบตอน)



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 43 ในสวนแตงมีตัวชะมดวิ่งเล่น

ตอนถัดไป