ตอนที่ 42  ฉีกหน้ากันไม่เหลือเยื่อใย

เดิมทีจิ่นหลีคิดจะซื้อลอตเตอรี่ให้เขาเป็นปึก แต่พอคิดอีกที กู้เฉิงเวลาเป็นครูดูจะวางท่ามาก แถมแนวทางการอธิบายก็เฉียบคม เธอเลยคิดว่าจะพยายามอีกหน่อย เผื่อได้คุณครูราคาถูกมาใช้สักคน?

เธอลองถามอย่างระวังว่า “ฉันไม่เอาของฝากเล็ก ๆ จากงานการกุศลของคุณก็ได้ แบบนี้ดีไหม คุณว่างเมื่อไหร่ก็สอนฉันทำโจทย์ ทุกครั้งที่สอน ฉันจะส่งลอตเตอรี่ขูดให้คุณหนึ่งปึก?”

กู้เฉิงตอบทันทีโดยไม่ลังเล “ได้สิ”

จิ่นหลี:……

ตอบตกลงเร็วเกินไปจนเธอรู้สึกเหมือนตัวเองขาดทุน

กู้เฉิงส่งข้อความเสียงมาอีก

“ของฝากนั่นไม่กี่บาทเอง แต่สวยดี ฉันหยิบมาหลายชิ้น เดี๋ยวส่งให้เธอหนึ่งอัน ไม่เป็นไรหรอก”

จิ่นหลีว่า “ก็ได้”

พอดีตอนนั้นมีเสียงกดกริ่งหน้าประตูดังขึ้น จิ่นหลีจึงบอกกู้เฉิงว่าขอตัวก่อน แล้ววางโทรศัพท์ไปเปิดประตูให้พี่ฟาง

สุยหลิงฟางเปิดทีวี ต่อสัญญาณแคสต์หน้าจอมือถือขึ้นจอทีวี แล้วฉายวิดีโอจากมือถือขึ้นบนจอใหญ่

รายการ 《PICK~ดาวคนต่อไป》 เริ่มฉายภาคแรกของตอนที่สองแล้ว ตอนนี้มีเนื้อหาเยอะ รายการแบ่งออกเป็นสองภาค

สัปดาห์นี้ฉายภาคแรก

ทั้งคู่ยังดูได้ไม่กี่นาที เนื้อหาหลักของตอนก็ถึงคิวเวทีของจิ่นหลี

จิ่นหลีประหลาดใจเล็กน้อย “ฉันนึกว่าเปิดต้นรายการคงไม่ใช่ฉันซะอีก ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะจัดให้ฉันขึ้นเปิด ตอนนี้รายการดูมีใจขึ้นมาหน่อยนะ”

ลำดับการออกอากาศของรายการจริงมักไม่ตรงกับลำดับการถ่ายทำ

บางเวทีที่ถ่ายช่วงท้าย กลับถูกตัดมาต้นรายการให้เปิดก่อนก็มี

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าโปรดิวเซอร์กับฝ่ายตัดต่ออยากจัดลำดับอย่างไร

โปรดิวเซอร์มือดีสามารถหลอกตาคนดูได้หมด—เอาฉากไม่มีดราม่ามาตัดให้เหมือนมีดราม่า เอาของดีตัดให้กลายเป็นแย่ ของแย่ตัดให้กลายเป็นดี

สุยหลิงฟางเองก็แปลกใจ “ตอนนั้นฉันคุยกับผู้กำกับไว้ว่า ขอแค่รับประกันให้เวทีของเธอฉายครบ ส่วนลำดับหรืออย่างอื่นเรายอมได้หมด ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะจัดให้เธอเปิดรายการ”

การได้เปิดเวทีแรกในรายการวาไรตี้ ถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญ เพราะเปิดคือจุดดึงคนดู

ถ้าเปิดรายการยังไม่ดี แล้วจะให้คนเชื่อได้อย่างไรว่าเนื้อหาต่อไปจะดี?

ในจอทีวี จิ่นหลีสวมเดรสสีขาวเรียบสะอาด ผมประดับดอกลิลลี่ออฟเดอะวัลเลย์ดูบริสุทธิ์และน่ารัก มีเสน่ห์แบบสาวน้อยอ่อนโยน

เมื่อเธอปรากฏตัวบนเวที แสงทั้งหมดดับลง เหลือเพียงสปอร์ตไลต์ส่องเธอราวกับเทพธิดาดอกไม้สีขาว

เธอนั่งหน้าคีย์เปียโน เคาะคอร์ดเบา ๆ แล้วพยักหน้าด้านข้างอย่างสบายใจ ก่อนจะเริ่มร้อง

“ในวันที่กระดิ่งลมดัง เธอยืนอยู่หน้ากระดานดำ

เสื้อเชิ้ตสีขาวของเธอ พัดไหวตามสายลมฤดูร้อน……”

กระแสคอมเมนต์บนหน้าจอพุ่งพรึ่บแทบจะกลบภาพของจิ่นหลีในวิดีโอ

ตั้งแต่เธอปรากฏตัว ปริมาณข้อความแชตของผู้ชมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

[มั่นแล้ว มั่นแล้ว รอบนี้ลี่เปาไม่มีพลาดแน่!]

[เพราะดีมากเลย ฮือ ๆ ๆ หลังจากสามปี ฉันได้ยินเพลงนี้อีกครั้ง!]

[คิดถึงตอนนั้นที่คลั่งไคล้พวกเธอจริง ๆ ตอนมัธยมฉันถูกภาระการเรียนทับจนหายใจแทบไม่ออก เวลาว่างก็แอบฟังเพลงของสาวชมพู พวกเธอคือแสงเดียวในวัยเยาว์ที่แห้งแล้งของฉัน]

[ทุกครั้งที่ฟังเพลงของสาวชมพู ฉันจะซึ้งใจทุกครั้ง อยู่ ๆ ก็คิดถึงคนที่เคยแอบชอบ ไม่รู้ตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง?]

สุยหลิงฟางกับจิ่นหลีไม่ได้พูดอะไร ต่างดูอย่างตั้งใจจนจบเวที

เมื่อโน้ตสุดท้ายจบลง ทั้งคู่ก็ถอนหายใจพร้อมกัน

“สมบูรณ์แบบ”

“ไม่มีพลาด”

ทั้งสองสบตากัน ต่างเห็นความโล่งใจในแววตาอีกฝ่าย

สุยหลิงฟางยิ้มบาง “ครั้งนี้ต้องขอบคุณทีมรายการ 《PICK~ดาวคนต่อไป》 ถ้าไม่ใช่เพราะแสงและการตัดต่อที่ยอดเยี่ยม เวทีของเธอคงไม่โดดเด่นขนาดนี้”

จิ่นหลีพยักหน้า “ฉันก็คิดเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสเจอผู้กำกับหรือโปรดิวเซอร์อีก ฉันอยากมอบของขวัญให้พวกเขาหน่อย”

สุยหลิงฟางก้มหน้ากดมือถือ น้ำเสียงเบา “รายการทำได้ดีขนาดนี้ ฉันกลับรู้สึกผิดกับสิ่งที่จะทำต่อไป”

“หืม?” จิ่นหลีงง กำลังจะถามต่อ แต่เสียงแจ้งเตือนพิเศษจากมือถือก็ดังขึ้น

เปิดดู ปรากฏว่าเป็นข้อความจากกลุ่มไลน์ทางการของรายการ 《PICK~ดาวคนต่อไป》

เธอตั้งค่าพี่ฟางไว้เป็นบุคคลพิเศษ ถ้ามีข้อความจากกลุ่มที่ทั้งคู่ร่วมอยู่ หรือแชตส่วนตัว จะมีเสียงแจ้งเตือนพิเศษขึ้น

ในกลุ่มทางการนั้น สุยหลิงฟางโพสต์ด้วยบัญชีหลักของตัวเอง

สุยหลิงฟาง: [@เหลียนเป่าจือ @ลวี่ซานเจี๋ย พวกเธอดูตอนที่สองหรือยัง? ตอนนั้นเพราะความเห็นแก่ตัวของพวกเธอสองคน เกือบทำให้ผู้ชมไม่ได้เห็นเวทีของจิ่นหลี]

สุยหลิงฟาง: [ตอนนั้นตอนแรกเพิ่งออกอากาศ ฉันโทรถามเธอ @ลวี่ซานเจี๋ย เธอกลับบอกว่ายังไม่รู้เวลาซ้อมกับรายการ พูดหลบ ๆ เลี่ยง ๆ ไม่ยอมบอกจริง ๆ !]

สุยหลิงฟาง: [สุดท้ายฉันทนไม่ไหวต้องด่าเธอไปชุดใหญ่ ถึงได้ยอมบอกเวลาซ้อมจริง ๆ แล้วดันเป็นวันเดียวกับที่ตอนแรกออกอากาศ! นี่คือที่เธอเรียกว่าไม่รู้? พวกเธอใช้ช่องว่างที่เราติดต่อทีมงานไม่ได้มาทำให้เราลำบากใช่ไหม!]

สุยหลิงฟางแค่โพสต์ด่าแบบนั้นยังไม่พอ ยังแนบไฟล์เสียงการโทรคุยกับลวี่ซานเจี๋ยมาอีกด้วย

ทั้งเสียงโทรครั้งแรกและครั้งที่สองมีครบ ไม่เหลือที่ให้เธอรักษาหน้า เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ตั้งใจจะฟาดกันให้ถึงที่สุด

ทำให้สมาชิกในกลุ่มต่างพากันเข้ามาส่องความวุ่นวายกันหมด

กลุ่มทางการแบบนี้มีทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารโปรดักชันไปจนถึงทีมงานระดับล่าง

ดังนั้นพอสุยหลิงฟางอัปโหลดไฟล์เสียง เรื่องนี้ก็ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้อีก

แม้เหลียนเป่าจือจะหาทางใช้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ LP เพื่อปิดข่าวไม่ให้คลิปหลุด แต่ในวงการก็ไม่มีทางปิดได้สนิท

ไม่ว่าคนในกลุ่มจะคิดเห็นยังไง พอจิ่นหลีอ่านโพสต์ของพี่ฟางและฟังไฟล์เสียงจบ เธอก็ยังคงวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล

เธอมองว่าเรื่องนี้คงไม่กระทบเหลียนเป่าจือมากนัก อย่างมากก็แค่ทำให้ขุ่นเคืองใจ แต่เหลียนเป่าจืออาจต้องยอมเสียคนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ โดยปลดผู้จัดการออก

เพราะตลอดการโทรเป็นการคุยระหว่างลวี่ซานเจี๋ยกับสุยหลิงฟาง โดยไม่มีการเอ่ยชื่อเหลียนเป่าจือ ดังนั้นทางเทคนิคจึงนับว่าเป็นความผิดพลาดของผู้จัดการเท่านั้น

อย่างน้อยในสายตาคนในวงการ ครั้งนี้จะถือเป็นความผิดของลวี่ซานเจี๋ยเพียงคนเดียว

ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่สุยหลิงฟางต้องการ

สุยหลิงฟางบอกกับจิ่นหลีอย่างตั้งใจ “ฉันสืบมาแล้ว ลวี่ซานเจี๋ยดูแลเหลียนเป่าจือตั้งแต่เดบิวต์ ความสัมพันธ์ลึกซึ้งมาก บางกลยุทธ์ของเหลียนเป่าจือก็น่าจะได้มาจากเธอ”

“พอไม่มีลวี่ซานเจี๋ย เหลียนเป่าจือก็ต้องลำบากไปช่วงหนึ่ง แค่นี้ก็พอแล้ว อีกอย่าง เรื่องนี้ต้องกระทบภาพลักษณ์เธอแน่”

ชื่อเสียงในวงการบันเทิงเป็นเรื่องสำคัญมาก

สุยหลิงฟางไม่คาดหวังจะโค่นเหลียนเป่าจือให้พ้นตำแหน่งดาวแถวหน้า แต่อย่างน้อยภาพลักษณ์ของเธอจะตกต่ำแน่นอน

งานใหญ่ ๆ ที่จะติดต่อเหลียนเป่าจือคงต้องคิดให้ดี เพราะชื่อเสียงก็เป็นปัจจัยสำคัญ

ยังไงเหลียนเป่าจือก็ไม่ใช่ดาราที่แทนที่ไม่ได้ พอเธอชื่อเสียงแย่ คนอื่นที่ภาพลักษณ์ดีกว่าก็พร้อมขึ้นแทน

(จบตอน)



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 42  ฉีกหน้ากันไม่เหลือเยื่อใย

ตอนถัดไป