ตอนที่ 52 – กราบไหว้เหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย
ตอนเที่ยง จิ่นหลีกินข้าวที่โรงอาหารพร้อมกับวงเดือนมีนาคม
เฉินหลินเสนอว่าจะออกไปกินข้างนอกไหม แต่คนอื่น ๆ เห็นว่ามันยุ่งยากเกิน จึงเลือกกินที่โรงอาหารเหมือนเดิม ฝ่ายวางแผนก็มาด้วย
หลังจากกินเสร็จ จิ่นหลีก็หยิบของที่ระลึกกับเชือกแดงออกมา ของที่ระลึกมีแผ่นทองคำใบเล็ก ๆ เขียนว่า “ขอพรให้มีโชควาสนาไม่สิ้นสุด” ยังมีถุงนำโชค จี้ห้อย และถุงหอม
ส่วนเชือกแดงนั้นเธอซื้อมาเป็นกำใหญ่ จิ่นหลีหยิบเส้นหนึ่งส่งให้ฝ่ายวางแผน พร้อมเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ขอพรให้มีโชควาสนาไม่สิ้นสุด”
กู้เฉิงเห็นเธอพูดอย่างเคร่งขรึมก็ถามว่า “ประโยคนี้มีความหมายสำคัญมากเหรอ?”
จิ่นหลีคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบ “ประโยคนี้ในลัทธิเต๋ามีความหมายเทียบได้กับคำว่า ‘อามิตาพุทธ’ ของพุทธศาสนา เวลาออกไปข้างนอกถ้ารู้สึกใจสั่นหรือไม่สบายใจ หรือเจอเรื่องไม่ดี ก็สามารถท่องคำนี้ได้ จะช่วยให้ใจสงบ ขจัดสิ่งชั่วร้าย”
กู้เฉิงพยักหน้าแล้วถามต่อ “แล้วเชือกแดงล่ะ?”
จิ่นหลีว่า “เชือกแดงมีประโยชน์มาก ใส่ซ้ายหรือขวามีกฎอยู่ ด้านซ้ายเรียกโชค ด้านขวาปัดเป่าคนพาล ถ้าราศีประจำปีชนเทพ สวมเชือกแดงยังช่วยหลบเคราะห์ได้”
กู้เฉิงหัวเราะ “ตามที่เธอพูด เชือกแดงนี่แทบจะสารพัดประโยชน์เลยนะ”
จิ่นหลีตอบอย่างจริงจัง “ก็ใช่น่ะสิ ฉันตั้งใจไปซื้อจากศาลเจ้าพ่อโชคลาภมาเลยนะ!”
เดิมทีฝ่ายวางแผนเห็นของขวัญเป็นแค่เชือกแดงเส้นหนึ่ง ก็แอบไม่ค่อยปลื้มในใจ
คิดว่า ‘บนถนนก็ขายอยู่เส้นละบาทเองนี่นา’
แม้จะได้ฟังจิ่นหลีอธิบายข้อดีของเชือกแดง เธอก็ยังไม่รู้สึกอะไร เพราะทุกคนก็รู้ว่าเชือกแดงกันสิ่งไม่ดีได้
แต่พอได้ยินว่าซื้อมาจากศาลเจ้าพ่อโชคลาภ มือที่กำเชือกอยู่ถึงกับเบาแรง กลัวจะบีบแรงไปจนขาด
นี่มันเชือกแดงจากศาลเจ้าพ่อโชคลาภเชียวนะ!
ตอนที่ฝ่ายวางแผนถือเชือกออกไป ในใจก็คิดว่าบนเกาะนี้จะมีร้านล็อตเตอรี่ไหม วันนี้ขอลาหยุดไปขูดบัตรดีไหมเนี่ย
ตอนบ่าย วงเดือนมีนาคมมีซ้อมการแสดง จิ่นหลีไม่มีงาน เลยกลับไปที่ห้องแต่งหน้า สุยหลิงฟางรออยู่ก่อนแล้ว
พี่ฟางพูดเสียงเข้ม “เธอเดาถูก ทีมรายการมีฝ่ายวางแผนคนหนึ่งลาออก ได้ยินว่าลักลอบเผยข้อมูลภายในกับวิดีโอซ้อมออกไป ทางช่องเพนกวินจะฟ้องเขาด้วย!”
จิ่นหลีสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย “มีข่าวฉาวของทีมรายการหลุดออกมาข้างนอกไหม?”
พี่ฟางส่ายหน้า “เท่าที่ฉันจำได้ ไม่มีนะ ตั้งแต่รายการ ‘PICK~สถานีต่อไปราชินีเพลง’ ออกอากาศ เรตติ้งก็พุ่งไม่หยุด ไม่มีข่าวเสียเลย
ฉันยังกลัวว่าจำผิด เลยโทรให้โจวต๋าใช้ช่องทางบริษัทช่วยสืบ เขาก็ยืนยันว่าไม่มีข่าวอะไร นอกจาก—”
จิ่นหลีพูดต่อ “นอกจากเรื่องลวี่ซันเจี๋ย ฝ่ายวางแผนคนนั้นตั้งใจร่วมมือกับลวี่ซันเจี๋ย ทำให้เราไม่ได้รับแจ้งซ้อม และอาจเอาวิดีโอซ้อมของฉันไปให้เหลียนเป่าจือดู”
สุยหลิงฟางพยักหน้า “ฉันก็คิดเหมือนกัน เสียดายคนลาออกไปแล้ว จะหาก็คงไม่เจอ”
จิ่นหลีพูดเรียบ “ต่อให้หาเจอ ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีหลักฐาน ทั้งหมดเป็นแค่การคาดเดา เรื่องภายในรายการก็ให้เขาจัดการกันเอง ฉันในฐานะแขกรับเชิญไม่มีสิทธิ์พูด”
สุยหลิงฟางมองจิ่นหลี “เธอ…”
จิ่นหลีส่ายหน้า “พี่ฟาง ฉันไม่เป็นไร ยังไงฉันก็ไม่เสียหายอะไร ซ้อมก็ผ่านไปได้ด้วยดี ต้องขอบคุณพี่มากกว่า”
เธอเว้นจังหวะ แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “งั้นฉันให้ผู้บริหารเพิ่มโบนัสให้พี่ปีนี้ดีไหม?”
สุยหลิงฟางหัวเราะ “งั้นฉันคงต้องหวังให้เธอสุขภาพดี วิ่งงานได้เยอะ ยอดฉันก็จะเพิ่มเอง”
ตอนบ่ายไม่มีอะไร จิ่นหลีกับสุยหลิงฟางไม่อยู่ต่อบนเกาะ หลังคุยกับทีมงานเรื่องแต่งหน้าและทรงผมของการถ่าย ‘ออกภาคสนาม’ วันรุ่งขึ้นแล้วก็ออกมา
คราวนี้พวกเธอยังพักใกล้ศาลเจ้าแม่มาจู่เหมือนเดิม ที่นั่นกินเที่ยวครบวงจร อากาศก็ดี แม้ค่าที่พักจะแพงหน่อย แต่บริษัทเฉินซี เอ่อ จริง ๆ จิ่นหลีจะเป็นคนออกเอง
ในฐานะเทพที่แบ่งรายได้ 80 ต่อ 20 จิ่นหลีต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของทีม
หลังจากไหว้เจ้าแม่มาจู่อย่างศรัทธา เธอก็ไปกวาดซื้อของที่ระลึกอีกระลอก เชือกแดงก็ซื้อมาหลายกำ ก่อนกลับโรงแรม เปิดไลฟ์เรียนหนังสือต่อ
【คุณที่ติดตามจิ่นหลี การถ่ายทอดสดได้เริ่มแล้ว~】
มือเรียวยาวข้างหนึ่งแตะเปิดหน้าจอ กู้เฉิงมองภาพจิ่นหลีที่ตั้งใจจดเล็กเชอร์ในจอ และเงี่ยหูฟังอาจารย์อธิบายจุดสำคัญ
ฟังอยู่ห้าหกนาที กู้เฉิงมองมือถืออีกครั้ง แล้วจดชื่ออาจารย์ไว้
“เสิ่นสือเฉวียน นี่ใคร?”
เสียงของเอี๋ยนซิงต้งดังจากข้างหู กู้เฉิงนิ่งมาก กดออกจากไลฟ์ ตอบว่า “ชื่ออาจารย์ผู้สอน”
“จดชื่ออาจารย์ไว้ทำไม?” ลัวอี้เดินเข้ามาถามอย่างสงสัย
กู้เฉิงว่า “อาจารย์คนนี้สอนดี อธิบายเป็นระบบ วิธีสรุปก็เยี่ยม ฉันดูไลฟ์หลายคนแล้ว คนนี้ดีที่สุด”
เฉินหลินแอบโผล่มาด้วย พูดแซว “ไม่ใช่ว่า นายดูเพราะอยากมองพี่จิ่นหลีหรอกเหรอ?”
กู้เฉิงถอนหายใจ “ฉันบอกแล้วว่าฉันก็ชอบเรียน สนใจคอร์สในประเทศ”
เอี๋ยนซิงต้งตบมือเรียกพวกพ้อง “เอาล่ะ พักพอแล้ว กลับไปซ้อมต่อ รอบนี้ทั้งแสงทั้งเสียงต้องพร้อม เต้นให้เต็มที่ ดูผลในกล้องด้วย”
วันรุ่งขึ้น จิ่นหลีตื่นแต่เช้าอย่างสดใส
รู้สึกว่าขาไม่ล้า เอวไม่ปวด หัวใจก็ไม่สั่น เต็มไปด้วยพลัง
เธอจึงวิ่งออกกำลังกายรอบศาลเจ้าแม่มาจู่ ช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อย ยังแวะเข้าไปจุดธูปหนึ่งดอก
พอเดินออกจากวิหาร พลังศักดิ์สิทธิ์แผ่วเบาก็หลั่งเข้ามา ทำให้ร่างกายเธอเบาสบายขึ้น
พลังจากเจ้าแม่มาจู่ แม้ไม่แรงเท่าจากเทพโชคลาภ แต่ยืนยาวและมั่นคง ใช้ได้นาน
ถ้าไม่ติดว่าต้องทำงาน จิ่นหลีคงอยากอยู่ศาลเจ้าแม่มาจู่ตลอดไป
เธอซื้ออาหารเช้ากลับมา พร้อมปลุกสุยหลิงฟาง
สุยหลิงฟางพูดงัวเงีย “จิ่นหลี ตอนนี้กี่โมงแล้ว เธอตื่นเช้าจัง”
จิ่นหลีตอบ “แปดโมงแล้ว พี่ฟาง สิบโมงต้องอัดรายการนะ!”
สุยหลิงฟางสะดุ้งตื่น รีบล้างหน้าแต่งตัว ไม่กล้าชักช้า หยิบอาหารเช้าขึ้นเรือไปกิน
ระหว่างกินก็ชำเลืองมองจิ่นหลี “วันนี้หน้าเธอดูสดใสมาก รู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นเยอะไหม?”
จิ่นหลีพยักหน้า
สุยหลิงฟางพึมพำ “ดูท่าว่าการไหว้พระคงได้ผลจริง ต่อไปต้องพาเธอไปดูวัดเต๋าอีกหลายแห่ง เราจะไหว้เหล่าเทพเจ้าทีละองค์ บางทีอาจทำให้เธอหายดีได้อย่างน่าอัศจรรย์”
จิ่นหลีกะพริบตา ไม่พูดอะไร
เธอก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าความรู้สึกเมื่อไหว้เทพเจ้าทุกองค์จะเป็นอย่างไร
พอมาถึงสถานที่ถ่ายทำ จิ่นหลีก็ถูกพาเข้าห้องแต่งหน้าแต่งผมทันที โชคดีที่ลุคที่เลือกไว้เรียบง่าย ช่างแต่งหน้าจัดการเสร็จภายในชั่วโมงเดียว
สุยหลิงฟางนั่งอยู่บนโซฟาข้างหลัง เลื่อนดูมือถือ พลันเจอบล็อกใหม่ของ “โดะมี่ เครื่องสำอาง” ที่เพิ่งอัปเดต
เธอรีบกดเข้าไปดู โฆษณาที่จิ่นหลีเป็นพรีเซนเตอร์ ออกแล้ว!
(จบตอน)