บทที่ 15 พายุฝนกระหน่ำ

บทที่ 15 พายุฝนกระหน่ำ
หลี่อวี่พุ่งทะยานเข้าไป
หนึ่งดาบ
สองดาบ
สามดาบ
ชั่วพริบตาเดียว เขาก็กลายร่างเป็นเพชฌฆาตในร่างมนุษย์
ศีรษะมนุษย์สามหัวกลิ้งหลุนๆ ลงกับพื้น
ดาบเล่มนี้มันมือชะมัด! สมราคาที่จ่ายแพงสั่งทำมาจริงๆ!
อันที่จริงหลี่อวี่ไม่ได้มีรสนิยมชอบตัดหัวคนหรอกนะ เพียงแต่เขาชินกับการฟันซอมบี้ การตัดหัวมันง่าย รวดเร็ว และได้ผลชะงัดที่สุด
แต่ในสายตาของไอ้หัวทอง ภาพที่เห็นคือฆาตกรโรคจิตที่มีรสนิยมคลั่งไคล้การตัดหัวชัดๆ!
ไอ้หัวทองโชคดีที่ยืนอยู่รั้งท้าย ตอนนี้มันกำลังสับตีนแตกวิ่งหนีเข้าไปในป่าอย่างไม่คิดชีวิต
ปากก็ตะโกนลั่น "พี่อวี่ ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้ว! อย่าฆ่าผมเลย!"
หลี่อวี่ได้ยินเสียงร้องขอชีวิต สายตามองตามหลังไอ้หัวทองที่วิ่งหนีไปได้ราว 10 เมตร
เขาผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ปักดาบลงบนพื้นดิน
แล้วคว้าหน้าไม้คอมพาวด์มาจากมือหลี่หาง แทบไม่ต้องเสียเวลาเล็ง
ลูกดอกถูกยิงออกไป ราวกับว่าหางลูกศรนั้นมีตา
ฟุ่บ!
ฉึก!
ตุบ!
ลูกดอกพุ่งแหวกอากาศ เจาะทะลุกะโหลกอย่างแม่นยำ ร่างของไอ้หัวทองล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นทันที
ลูกชายเลขาธิการหมู่บ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ กลัวจนสติหลุด
โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
หลี่อวี่ปรายตามองเขาด้วยสายตามีความนัย ทันใดนั้น ของเหลวสีเหลืองกลิ่นคาวคลุ้งก็ไหลนองออกมาจากเป้ากางเกงของลูกชายเลขาธิการหมู่บ้าน
หลี่อวี่ไม่พูดอะไรต่อ และไม่คิดจะเก็บกวาดศพพวกนี้ด้วย
"กลับกันเถอะ" หลี่อวี่พูดเสียงเรียบ
อารอง ลุงตง และลุงเขยที่ลงมาเปิดประตู ต่างหันมองหน้ากัน แววตายังคงตกค้างด้วยความตื่นตะลึง
"เสี่ยวหาง ไปเก็บลูกดอกกลับมาด้วย หน้าไม้หนึ่งคันมีลูกดอกแค่ 100 ดอก ต้องหมั่นเก็บกลับมาใช้ซ้ำ"
"โอ้... ได้ครับ" หลี่หางรับคำอย่างว่าง่าย วิ่งไปดึงลูกดอกออกจากศพ
จากนั้นเขาก็ฉลาดพอที่จะรูดทรัพย์สินจำพวกแหวนทอง นาฬิกาข้อมือ จากศพบนพื้นติดไม้ติดมือมาด้วย
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ทองคำก็ยังเป็นของมีค่าเสมอ
หลี่อวี่มองดูหลี่หางที่กำลัง 'ลูทของ' จากศพด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก การฝึกฝนตลอดหลายวันที่ผ่านมาทำให้เจ้าเด็กนี่ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลย
แต่พอเห็นสีหน้าตื่นเต้นของหลี่หางตอนค้นศพ หลี่อวี่ก็เริ่มกลุ้มใจ
นี่เจ้าเด็กนี่มันอัปสกิลผิดสายหรือเปล่าวะ?
หรือว่าเป็นเขาเองที่พาน้องเสียคน... หลี่อวี่คิดในใจ
เขาส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน
ขึ้นรถ ปิดประตู
เอี๊ยด... ประตูเหล็กส่งเสียงเสียดสีบาดหู
ตอนที่กลับเข้ามาในฐานทัพ หลี่อวี่ฉุกคิดขึ้นได้ว่า การมีคนเฝ้าหน้าประตูแค่คนเดียวมันไม่เวิร์ก
ข้อแรก เปิดประตูช้าเกินไป
ข้อสอง พอคนลงจากหอสังเกตการณ์มาเปิดประตู ข้างบนก็จะไม่มีคนเฝ้าระวัง
ดังนั้น พอกลับมาถึงห้องรับแขก เขาจึงเรียกประชุมด่วน สั่งการให้ลูกพี่ลูกน้อง 3 คน และเสี่ยวลู่ออกมาจากห้องมอนิเตอร์ มาร่วมเข้าเวรยามด้วย
ส่วนห้องมอนิเตอร์ ให้หลี่หยวนและลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ และลูกสาวลุงตงผลัดเวรกันเฝ้าแทน
เนื่องจากคนเยอะ งานทำอาหารจึงเป็นงานช้าง
บ่อยครั้งที่ต้องใช้คน 2-3 คนช่วยกันทำอาหารถึงจะทันกิน
นอกจากที่นา 4 หมู่แล้ว ยังมีแปลงผักสวนครัวอีก 1 หมู่ ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในฐานทัพ พวกเขาไม่เคยขาดแคลนผักสดเลย
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้พายุฝนระดับมหากาฬจะถล่มต่อเนื่องหลายวัน หลี่อวี่จึงสั่งให้ทุกคนไปช่วยกันเก็บเกี่ยวผักทั้งหมด
กินไม่ทันไม่เป็นไร เอาไปทำกิมจิหรือดองเค็มเก็บไว้กินวันหลังได้
...
25 พฤศจิกายน พายุฝนมาเยือน
ฝนเทกระหน่ำลงมาตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของเมื่อวาน
เสียงฝนตกดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันเป็นพืด ท้องฟ้าราวกับถูกฉีกกระชากเป็นรอยแยกนับไม่ถ้วน สายฝนไหลบ่าลงมายังผืนโลกประหนึ่งน้ำตก
โชคดีที่ตอนสร้างฐานทัพแห่งนี้ หลี่อวี่กำชับพ่อให้วางระบบระบายน้ำไว้อย่างดีเยี่ยม
แม้แต่ห้องใต้ดินที่อยู่ในระดับต่ำ เขาก็คำนึงถึงจุดนี้และทำระบบกันซึมไว้อย่างแน่นหนา
นอกจากนี้ บ่อเก็บน้ำระหว่างภูเขาสองลูกยังช่วยกักเก็บน้ำได้ดี
ดังนั้นต่อให้ฝนตกหนักแค่ไหน ก็ไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในฐานทัพ
ตั้งแต่สัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาดเมื่อหลายวันก่อน อินเทอร์เน็ตของทุกคนก็ใช้การไม่ได้
ไม่มีสัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น!
ช่วงนี้พวกเขาจึงไม่ได้รับข่าวสารจากโลกภายนอกเลย
แต่หลี่อวี่รู้ดีว่า พายุฝนครั้งนี้จะตกกระหน่ำต่อเนื่องยาวนานถึง 10 วันเต็ม!
หลังจาก 10 วันนี้ หลายประเทศจะจมอยู่ใต้น้ำ
ในชีวิตที่แล้ว หลี่อวี่ต้องเผชิญชะตากรรมในพายุฝนครั้งนี้ และรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
ฝนยังคงตกต่อไป!
จริงๆ แล้วหลี่อวี่ค่อนข้างชอบเวลาฝนตก เสียงฝนที่ดังซู่ซ่า... เปาะแปะ...
การได้นั่งอยู่ในห้องที่แห้งสนิท ฟังเสียงฝนตกข้างนอก มันให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
ชาตินี้... ไม่ต้องเหมือนชาติที่แล้ว ที่ในวันที่ 5 ของพายุฝน
เขาต้องระหกระเหินหนีตาย เกือบเอาชีวิตไปทิ้งกลางสายฝน
โชคดีจริงๆ!
ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาทางตอนใต้ บวกกับพื้นที่ตั้งของฐานทัพอยู่ในที่สูง น้ำจึงไม่ท่วมขัง
พายุฝนครั้งนี้ จะมีคนตายเยอะมากจริงๆ
เพราะฝนที่ตกติดต่อกันยาวนาน ทำให้คนไม่กล้าออกจากบ้าน คนที่ขาดแคลนเสบียงอยู่แล้วยิ่งใช้ชีวิตยากลำบาก
น้ำท่วมอาจจะทำให้คนจมน้ำตาย แต่มันฆ่าซอมบี้ไม่ได้
พายุฝนครั้งนี้จึงเปลี่ยนหลายเมืองให้กลายเป็นเมืองร้าง
ฝนตกหนัก ขาดแคลนอาหาร แถมยังต้องเผชิญหน้ากับดงซอมบี้!
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้หลังจากพายุฝนผ่านพ้นไป ประชากรโลกเหลือรอดเพียงหนึ่งในสิบส่วน
ท่ามกลางพายุฝน การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบาก
ดังนั้นนอกจากคนที่เข้าเวรยาม ทุกคนต่างเก็บตัวอยู่แต่ในอาคาร
เนื่องจากก่อนหน้านี้แดดแรง แผงโซลาร์เซลล์จึงเก็บประจุไฟฟ้าไว้เพียงพอ แม้ฝนจะตก 10 วัน ไฟก็ยังพอใช้
ในครอบครัวใหญ่ยังมีเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
พวกเขายังคงต้องเรียนหนังสือ ต้องขอบคุณที่หลี่อวี่โหลดข้อมูลต่างๆ เก็บไว้ถึง 200 TB ตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน
แน่นอนว่ารวมถึงสื่อการเรียนการสอนตั้งแต่อนุบาลยันมัธยมปลาย
แถมยังตุนหนังสือไว้อีกเต็มห้อง ดังนั้นการศึกษาของเด็กรุ่นหลังจึงไม่ขาดช่วง
29 พฤศจิกายน
วันที่ 5 ของพายุฝน
ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ทุกคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านเริ่มรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน
วันนี้ หลี่อวี่จึงพาทุกคนลงไปที่ห้องฉายหนังใต้ดิน เพื่อดูซีรีส์เรื่อง เดอะวอล์กกิงเดด
ถือเป็นการผ่อนคลาย และเป็นการเรียนรู้ไปในตัว
สำหรับหนูน้อยหลี่ซู่ซิน การมาถึงของวันสิ้นโลกคือสวรรค์ชัดๆ
มีพี่ๆ อยู่เล่นด้วยเต็มไปหมด ของกินก็ไม่อั้น
แถมยังดูการ์ตูนได้ตลอดเวลา
แน่นอนว่ามีบ้างที่โดนพี่สาวและหลี่อวี่ดุ
แต่ชีวิตที่ไม่ต้องไปโรงเรียนมันฟินสุดๆ ไปเลยไม่ใช่เหรอ!
จนกระทั่งวันนี้... วันที่หลี่อวี่ประกาศว่าจะรื้อฟื้นระบบการเรียนการสอนให้พวกเด็กๆ
แววตาของหลี่ซู่ซินเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องที่ไร้สุ้มเสียง
ในหลักสูตรการเรียน หลี่อวี่ได้เพิ่มวิชา 'ความรู้เกี่ยวกับซอมบี้' เข้าไปด้วย
ช่วงเวลาฝนตก ออกไปทำอะไรข้างนอกไม่ได้
ทุกคนเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน แต่หลี่อวี่ตุนมือถือและคอมพิวเตอร์ไว้หลายร้อยเครื่อง
หลายคนจึงใช้คอมพิวเตอร์ก๊อบปี้ข้อมูลที่หลี่อวี่โหลดเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ไปดู
ทั้งเกม ภาพยนตร์ ละคร หนังสือ และอื่นๆ อีกมากมาย
ดังนั้นชีวิตความเป็นอยู่จึงไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด
และทุกวันหลังมื้อเย็น จะมีการประชุมรวมพล
ทุกคนจะสรุปสถานการณ์และรายงานสิ่งที่พบเจอ
การได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ของทุกคนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
แม้แต่ไล่ตงเซิง ก็ค่อยๆ กลมกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่นี้
เด็กๆ หลายคนเดินตามหลี่อวี่ และเรียกเขาว่า 'ลุงตง' ด้วยความเคารพ
ถึงลุงตงจะดูหน้าตาโหดเหี้ยม แต่เนื้อแท้แล้วเป็นคุณลุงที่ใจดีมาก
พูดถึงลุงตง หลี่อวี่ก็นึกถึงลูกสาวของแก
ลูกสาวคนโตของลุงตงชื่อ 'ไล่ซีเยว่' เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยประถมและมัธยมต้นของเขา
ทั้งสองโตมาด้วยกัน ตอนเด็กๆ สนิทกันมาก
จำได้ว่าสมัยเด็กๆ ฮิตเลี้ยงหนอนไหมกัน ไล่ซีเยว่เลี้ยงได้ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์มาก
แต่ของหลี่อวี่เลี้ยงทีไร ถ้าไม่หิวตาย ก็ท้องเสียตายเรียบ
ช่วงนั้นเพื่อนๆ ในห้องชอบเอาหนอนไหมมาอวดกัน
ไล่ซีเยว่เอาหนอนไหมตัวที่ใหญ่ที่สุดที่เธอเลี้ยง มาให้หลี่อวี่ฟรีๆ โดยไม่มีข้อแม้
ทำเอาหลี่อวี่ได้หน้าไปเต็มๆ
และเนื่องจากบ้านหลี่อวี่เปิดร้านโชห่วย หลี่อวี่เลยมักจะแอบเอาขนมไปแบ่งให้ไล่ซีเยว่อยู่บ่อยๆ

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 15 พายุฝนกระหน่ำ

ตอนถัดไป