บทที่ 34 ความจริงใจคือคมมีด
บทที่ 34 ความจริงใจคือคมมีด
หลี่อวี่นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบ "เดี๋ยวค่อยว่ากัน รอดูท่าทีเขาไปก่อน"
อารองได้ยินดังนั้นก็ไม่เซ้าซี้ต่อ
หลี่หางขับรถ หลี่อวี่ลดกระจกลงนิดหน่อย ลมเย็นพัดเข้ามาในรถ ปะทะเส้นผมของเขา เขามองออกไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลง พลางจมอยู่ในความคิด:
หยางเทียนหลงกับน้องสาวโตมาด้วยกัน แม้จะขาดการติดต่อไปพักหนึ่ง แต่ก็รู้กำพืดกันดี จากการเจอกันเมื่อกี้ ทั้งคู่แทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลย การจะให้เข้าฐานทัพก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ส่วนจ้าวต้าเพ่าคนนี้ เป็นทหารร่วมรุ่นกับเสี่ยวกัง เสี่ยวเถี่ย และเทียนหลง เขารู้จักนิสัยของพี่น้องฝาแฝดและหยางเทียนหลงดี ในเมื่อสี่คนนี้คบกันได้ แสดงว่าจ้าวต้าเพ่าก็น่าจะเป็นคนใช้ได้ ไม่อย่างนั้นคนหัวแข็งอย่างหยางเทียนหลงคงไม่ยอมรับเข้ากลุ่ม
แต่ก็นั่นแหละ หลี่อวี่ยังไม่เคยสัมผัสตัวตนจริงๆ ของเขา จะด่วนตัดสินใจเลยไม่ได้
ทว่า ลำพังแค่ครอบครัวลุงตงกับญาติพี่น้องในฐานทัพอาจจะไม่เพียงพอ ในอนาคตหากมีคนนอกบุกรุก ยิ่งมีกำลังคนแข็งแกร่งเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แถมตอนนี้เสบียงและพื้นที่เพาะปลูกในฐานทัพก็รองรับคนได้กว่า 60 คน
การรับคนที่เหมาะสมเข้ามาเพิ่ม ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว
ลองดูกันไปก่อน ถ้าคนนี้ใช้ได้ จะให้เขาอยู่ต่อก็ได้ หลี่อวี่คิดพลางผ่อนลมหายใจออกช้าๆ
ขบวนรถเลี้ยวออกจากถนนหลวงเข้าสู่ถนนชนบท
ขับมาได้สักพัก ก็เลี้ยวขึ้นถนนคอนกรีตสายเล็กๆ ถ้ามองจากภายนอก ถนนสายนี้ดูธรรมดามาก หากไม่รู้วิธีทางมาก่อน คนขับรถทั่วไปมักจะมองข้ามไปได้ง่ายๆ
บวกกับมีป่าไม้ขึ้นรกทึบบดบัง คนทั่วไปคงจินตนาการไม่ออกเลยว่า ห่างจากถนนชนบทไปไม่ไกล จะมีฐานทัพขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่
จนกระทั่งรถขับมาถึงใต้กำแพง อาสามถึงกับอุทาน "ฉันนึกว่าแกทำฟาร์มสเตย์ ที่ไหนได้ นี่มันป้อมปราการชัดๆ!"
หลี่อวี่ไม่ได้ตอบอะไร เขาเปิดไฟหน้ารถ แล้วยื่นหน้าออกไปโบกมือให้อาสี่กับลุงเขยที่อยู่บนหอสังเกตการณ์
อาสี่เห็นแสงไฟรถมาแต่ไกลก็ยกหน้าไม้ขึ้นเล็งด้วยความระมัดระวัง จนกระทั่งเห็นชัดว่าเป็นขบวนรถของหลี่อวี่ ถึงได้วางใจ
เมื่อเห็นหลี่อวี่โบกมือ อาสี่ก็รีบลงมาเปิดประตูชั้นใน แล้วค่อยๆ เปิดประตูใหญ่
ลุงใหญ่ลงจากรถ นำทีมพาหลี่ฮ่าวเสียนและคนอื่นๆ ไปจัดการซอมบี้ไม่กี่ตัวที่เดินตามรถมา หยางเทียนหลงเห็นเข้าก็รีบเข้าไปช่วยจัดการด้วย
หลี่อวี่หันมองรอบๆ แล้วบอกให้หลี่หางพาพวกรุ่นหลานในบ้านเข้าไปก่อน
อารองที่เพิ่งจัดการซอมบี้เสร็จ มองไปที่หยางเทียนหลงและจ้าวต้าเพ่า แล้วหันมามองหลี่อวี่ เหมือนจะถามว่าจะเอายังไงต่อ
หยางเทียนหลงกับจ้าวต้าเพ่ายืนอยู่ใต้กำแพง แหงนมองความอลังการด้วยความทึ่ง
หลี่อวี่เป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมา ไม่ชอบอ้อมค้อม เรื่องไหนสำคัญเขาชอบพูดดักคอไว้ก่อน เรื่องไหนรับปากแล้วก็จะไม่ปิดบังหรือยึกยัก
เขามองหยางเทียนหลงและจ้าวต้าเพ่า แล้วเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้ม
"เทียนหลง ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับพวกนายหน่อย"
หยางเทียนหลงและพวกเห็นหลี่อวี่มีท่าทีจริงจัง ก็หยุดคุยและหันมาตั้งใจฟัง
หลี่อวี่พูดเข้าประเด็นทันที "พวกนายเดินทางกลับมา คงรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเป็นยังไง วันสิ้นโลกมาถึงแล้ว
ซอมบี้น่ากลัว แต่บางที... คนด้วยกันก็น่ากลัวพอกัน"
"อาหารและความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด ฉันต้องปกป้องครอบครัว เพื่อความปลอดภัยของคนในบ้าน ฉันเลยต้องพูดบางเรื่องให้ชัดเจนไว้ก่อน
เทียนหลง นายก็รู้ ครอบครัวฉันค่อนข้างใจดี ฉันเองก็เป็นคนรักสงบ แต่โลกที่พังทลายใบนี้ มันบีบให้ฉันต้องคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น"
หยางเทียนหลงมองหลี่อวี่ ฟังแล้วก็ยังงงๆ ว่าเพื่อนต้องการจะสื่ออะไร
เห็นเพียงรอยยิ้มบนหน้าหลี่อวี่ แต่น้ำเสียงกลับไร้อารมณ์ เขาพูดต่อด้วยเหตุผลล้วนๆ
"เทียนหลง เราโตมาด้วยกัน แม้จะไม่เจอกันนาน ในทางความรู้สึก ฉันเชื่อใจนาย แต่ในทางเหตุผลและความเป็นจริง เราห่างกันไปนาน นายอาจจะเปลี่ยนไปโดยที่ฉันไม่รู้ ดังนั้นฉันเลยยังต้องระวังตัวอยู่บ้าง"
"ต้าเพ่า นายเป็นเพื่อนของเทียนหลง ของเจ้าเถี่ยเจ้ากัง งั้นเราก็นับเป็นเพื่อนกันได้ แต่ฉันขอพูดตรงๆ เราไม่รู้จักกันมาก่อน ดังนั้นฉันยังเชื่อใจนายเต็มร้อยไม่ได้"
ทั้งสองคนฟังแล้วรู้สึกจุกในอก โดยเฉพาะหยางเทียนหลง เขาเห็นหลี่อวี่เป็นพี่น้องมาตลอด!
หลี่อวี่พูดต่อไม่รอให้หายจุก "ฉันไม่อยากใช้ 'สันดานคน' มาทดสอบกันและกัน ความรู้สึกมันเปลี่ยนกันได้ แต่ผลประโยชน์ต่างหากที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจ
มนุษย์มีความเห็นแก่ตัว ฉันเองก็เหมือนกัน ความเห็นแก่ตัวของฉันคือ ฉันต้องการปกป้องครอบครัวเท่านั้น
ในมุมของฉัน ตอนนี้ฐานทัพต้องการคนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมด้วย พวกนายเป็นทหาร ผ่านการฝึกมา ย่อมเหมาะสมที่สุด"
"ในมุมของพวกนาย ตอนนี้โลกมันพัง อาหารหายาก สันดานดิบของคนก็น่ากลัว ตอนนี้พวกนายไม่มีที่ไป ที่นี่ฉันมีอาหารเพียบ มีที่พักดีๆ และมีความปลอดภัย!
เทียนหลง พวกเราสนิทกัน อยู่ด้วยกันก็น่าจะอุ่นใจกว่า เสี่ยวจูอยู่ที่นี่ก็จะปลอดภัย ถ้านายมาร่วมด้วย ฉันจะดีใจมาก"
"ต้าเพ่า ฉันไม่ชอบอ้อมค้อมลองใจ ถ้านายจริงใจที่จะเข้าร่วม ฉันรับรองว่าจะดูแลนายอย่างดีไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
แต่ถ้าฉันจับได้ว่านายมีความคิดไม่ซื่อ... ฉันจะฆ่านาย"
"อีกอย่าง ตอนนี้ฉันยังไม่อยากกู้โลก เพราะยังไม่มีปัญญา คนในฐานทัพมีแต่ญาติพี่น้องฉันทั้งนั้น ฉันขี้เกียจรับคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเข้ามา บริหารจัดการยาก แถมยังเสี่ยง
ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ฉันไม่ค่อยอยากช่วยคนแปลกหน้าเท่าไหร่"
"สุดท้าย เพื่อความปลอดภัย ช่วงแรกพวกนายอาจจะต้องฝากอาวุธไว้ที่ฉันก่อน... พวกนายจะโอเคไหม?"
หลี่อวี่พูดร่ายยาว จบลงด้วยความเงียบงันของหยางเทียนหลงและจ้าวต้าเพ่า
ทว่า หยางเสี่ยวจูที่อยู่ข้างๆ กลับทำท่าไม่ยี่หระ ยื่นอาวุธให้หลี่อวี่เสร็จก็วิ่งแจ้นไปเล่นกับหลี่หยวนทันที
คำพูดของหลี่อวี่อาจจะฟังดูบาดลึก แต่มันก็ดีกว่าการเก็บงำความระแวงไว้ แล้วสุดท้ายต้องมาลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมที่รับไม่ได้
หยางเทียนหลงมองหลี่อวี่ด้วยสายตาซับซ้อน ในใจรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ แต่พอหันไปมองครอบครัวของหลี่อวี่ เขาก็พอจะเข้าใจเหตุผล
จ้าวต้าเพ่าเองก็มองหลี่อวี่ด้วยความทึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอคนแบบนี้ ตรงไปตรงมาโคตรๆ แบไต๋เรื่องความกังวลและผลประโยชน์ออกมาทีละชั้น วางกองไว้ตรงหน้าให้เห็นกันชัดๆ
เล่นมาไม้นี้... ไปไม่เป็นเลยแฮะ
ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะไม่พูดอะไรเลย แต่แอบระแวงอยู่ลับหลัง
แต่คำพูดของหลี่อวี่ แม้จะดูเป็นกลางจนฟังดูใจร้าย หรือไร้เยื่อใย แต่มันกลับเปิดเผยและชัดเจนที่สุด แม้จะดูเย็นชา แต่มันก็โคตรจะจริงใจ!
ความจริงใจคือคมมีด บาดใครก็เจ็บ!
ทั้งสองคนต่างสะเทือนใจกับความตรงไปตรงมาของหลี่อวี่
หยางเทียนหลงมองหลี่อวี่ สลับกับมองจ้าวต้าเพ่า
นึกถึงคนตายเกลื่อนโลก สิบคนรอดไม่ถึงหนึ่ง ในเมื่อรัฐบาลก็ล่มสลายไปแล้ว
นึกถึงภาพที่เห็นมาตลอดทาง คู่รักที่ทิ้งกันเพื่อเอาตัวรอด ไอ้สารเลวที่เอาเมียตัวเองไปแลกบะหมี่ซองเดียว...
ทหารเก่าอย่างเขาอดรู้สึกสับสนไม่ได้ ปกป้องประชาชน... แต่ถ้าประชาชนส่วนใหญ่กลายเป็นสัตว์ร้ายไปแล้ว ยังจำเป็นต้องปกป้องอยู่อีกไหม?
หันไปเห็นอีกด้าน หยางเสี่ยวจูกำลังดึงแก้มหลี่หยวนเล่น แก้มยุ้ยๆ ของหลี่หยวนถูกบิดเป็นรูปทรงต่างๆ โดยมีหยางเสี่ยวจูทำหน้าสนุกสนาน
เขาถอนหายใจยาว... ช่างเถอะ เรื่องวันหน้าค่อยว่ากัน
เขายื่นค้อนเหล็กยักษ์สองอันส่งให้หลี่อวี่ จ้าวต้าเพ่าที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ตัดสินใจเด็ดขาด ยื่นขวานยักษ์ให้เช่นกัน
เห็นภาพนี้ รอยยิ้มของหลี่อวี่ก็กว้างขึ้นอย่างสดใส
ความเชื่อใจคือการเดินเข้าหากันคนละครึ่งทาง ในเมื่อพวกเขายอมก้าวมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง ตนเองก็ไม่รังเกียจที่จะก้าวเข้าไปหาเช่นกัน