บทที่ 56 แค่กล่อมตัวเองก็พอแล้ว
บทที่ 56 แค่กล่อมตัวเองก็พอแล้ว
คนในรถไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย แรงกระแทกทำให้ศีรษะแตก เลือดไหลอาบหน้า
ส่วนที่เบาะหลังมีชายหนุ่มที่มีไฝมุมปากอีกคนหนึ่ง ก็ได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกไม่น้อยเช่นกัน
หลี่อวี่ไม่ได้ผลีผลามเข้าไปใกล้ เขาชำเลืองมองเห็นหลี่เถี่ยขับรถหุ้มเกราะตามมาสมทบแล้ว
คนในรถน่าจะยังมึนงงจากแรงกระแทกจนตั้งสติไม่ได้
แม้หลี่อวี่จะเอาปืนจ่ออยู่ พวกมันก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้
ปัง!
หลี่อวี่ยิงขู่อีกนัด กระสุนเจาะเข้าที่ล้อหลังจนแบนติดพื้น
"ลงมา!"
เสียงปืนเรียกสติคนในรถให้ตื่นจากภวังค์ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นปากกระบอกปืนของหลี่อวี่
ความหวาดกลัวก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"ยะ... อย่า! อย่าเพิ่งยิง!" ไอหนุ่มที่มีไฝมุมปากรีบตะโกนห้าม
คนที่นั่งเบาะข้างคนขับมองประเมินระยะห่างระหว่างเขากับหลี่อวี่
สายตาของมันกลอกไปมาอย่างมีเลศนัย
พอก้มลงเห็นอาวุธที่ตกอยู่ที่วางเท้า ก็เหมือนจะคิดอะไรดีๆ ออก
ใบหน้าของมันปั้นยิ้มเจื่อนๆ พลางพูดว่า
"เข้าใจผิดกันแล้วครับ เข้าใจผิด อย่าเพิ่งยิง... ผมจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ"
ปากก็พูดไป แต่ตัวค่อยๆ โน้มลงต่ำ หมายจะคว้าอาวุธที่เท้าขึ้นมาสู้
ไอ้หนุ่มมีไฝที่นั่งอยู่ข้างหลังเห็นการกระทำนั้นชัดเจน ก็หลุดปากร้องอุทานออกมา
"พี่หวัง!"
คนที่ชื่อพี่หวังหันขวับกลับไปจ้องเขม็งใส่ไอ้หนุ่มมีไฝด้วยสายตาอาฆาต
"..."
ไอ้หนุ่มมีไฝหน้าแดงก่ำ มองหลี่อวี่ที มองพี่หวังที
ดูเหมือนมันจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
มันฝืนยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูทรมานชอบกล
"ลูกพี่ครับ นี่มันเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ คือ... คือผม... ตอนนี้ผมลงไปไม่ได้ ขาผมแพลงตอนรถชนเมื่อกี้ ไม่เชื่อลูกพี่เดินมาดูสิ"
หลี่อวี่กระตุกยิ้มมุมปาก
เขาจ้องมองทุกการกระทำของพวกมันตาไม่กะพริบ แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าพวกมันวางแผนตุกติกอะไร
แต่ประสบการณ์จากชีวิตก่อนสอนให้เขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง: อย่ามอบโอกาสให้ศัตรูได้ตอบโต้!
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้น กระสุนเจาะเข้ากลางแสกหน้าของพี่หวังอย่างแม่นยำ
ก่อนตาย บนใบหน้าของมันยังคงมีรอยยิ้มค้างอยู่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ราวกับจะบอกว่า... นี่มันไม่เหมือนในหนังเลยนี่หว่า!
"ขอยังแพลงอยู่ไหม? จะบอกเป็นครั้งสุดท้าย... ลงมา!" หลี่อวี่ตะคอกเสียงเหี้ยม
"3"
"2"
ยังนับไม่ถึง 1 ไอ้หนุ่มมีไฝก็กระโจนลงจากรถอย่างคล่องแคล่วราวกับลิง
หลี่อวี่มองมันด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก
"ขาหายแพลงแล้วเหรอ?"
"ผม... ผมสั่งให้มันไม่แพลงได้ครับ"
"ใครส่งพวกแกมา?"
"พี่หาวครับ" ไอ้หนุ่มมีไฝตอบทันควัน ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
หลี่อวี่ได้ยินคำตอบที่ลื่นไหลขนาดนี้ ก็เริ่มลังเลใจเล็กน้อย
ไอ้หมอนี่มันว่าง่ายเกินไป จะฆ่าทิ้งดีไหมนะ?
เขาจึงถามต่อ "ไอ้พี่หาวนั่น อยู่ที่ตึกเทียนฮวาใช่ไหม? มีคนทั้งหมดเท่าไหร่? แล้วทำไมต้องตามพวกเรามา?" หลี่อวี่ยิงคำถามเป็นชุด
ไอ้หนุ่มมีไฝมองหลี่อวี่ด้วยความหวาดกลัว พยายามฉีกยิ้มประจบประแจง
"อยู่ที่ตึกเทียนฮวาครับ มีทั้งหมด 121 คน แต่ตอนอยู่ที่กองร้อยตำรวจติดอาวุธโดนพวก... เอ่อ แล้วพวกผมออกมา 4 คน ตอนนี้น่าจะเหลือ 113 คนครับ"
"ลูกพี่ครับ จริงๆ แล้วผมไม่อยากตามมาเลยนะ แต่พี่หวังแกบังคับผม
พี่หวังแกเป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่หาว แกอยากได้ปืนจากกองร้อยตำรวจ มาตลอด แต่แถวนั้นซอมบี้เยอะ แถมหาที่เก็บปืนไม่เจอ..."
ไอ้หนุ่มมีไฝกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เหลือบตามองหลี่อวี่
อีกด้านหนึ่ง หลี่เถี่ยและคนอื่นๆ ก็ลงจากรถหุ้มเกราะมายืนคุมเชิง เห็นหลี่อวี่กำลังสอบสวนเลยไม่ได้เข้ามาแทรก
ยืนฟังไอ้หนุ่มมีไฝสารภาพเงียบๆ
ไอ้หนุ่มมีไฝหันไปเห็นพวกหลี่เถี่ยกำลังจ้องมันตาเขม็ง ก็ตัวสั่นงันงก
เสียงที่กำลังพูดอยู่ก็ขาดห้วงไป
หลี่อวี่ยกปืนขึ้นขู่ "พูดต่อสิ!"
ไอ้หนุ่มมีไฝรีบยกมือไหว้ปลกๆ แล้วร่ายยาวต่อ
"คือ... คือแบบว่า ตอนที่พวกพี่อยู่ตรงนั้น เสียงปืนดังสนั่นไปครึ่งค่อนเมืองเลย
พวกเราได้ยินกันหมด แล้วก็เห็นพวกพี่ขนปืนกันอยู่ที่ตึกตรงข้าม...
พี่หาวก็เลยส่งคนมาจะขโมยรถบรรทุกคันนั้น"
"ใครจะไปนึกว่าจะโดนพวกพี่จับได้... แล้วเขาก็เลยสั่งให้พวกผมสะกดรอยตามมา ดูว่าฐานของพวกพี่อยู่ที่ไหน
จริงๆ ผมกับอีกคนไม่อยากมาเลย แต่พี่หาวแกบังคับ ส่วนพี่หวังแกอาสามาเอง"
พูดจบ มันก็เงยหน้ามองหลี่อวี่อย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วเสริมว่า "ตอนนี้พี่หวังตายแล้ว พี่หาวต้องโกรธมากแน่ๆ ผมกลับไปก็คงไม่รอด..."
หลี่อวี่ซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มพี่หาวอีกเล็กน้อย ไอ้หนุ่มมีไฝก็ให้ความร่วมมือตอบทุกคำถาม
"พวกคุณครับ... เห็นไหมว่าจริงๆ แล้วผมไม่ค่อยถูกกับพวกพี่หาวหรอก ไม่งั้นเขาไม่ส่งผมมาเสี่ยงตายทั้งที่รู้ว่าพวกเสี่ยมีปืนจริงไหมครับ?"
"ไว้ชีวิตผมเถอะนะครับ หรือ... หรือจะให้ผมเข้าร่วมกลุ่มด้วยก็ได้"
ไอ้หนุ่มมีไฝเหลือบไปเห็นสีหน้าเหยียดหยามของหลี่เถี่ย
ก็รีบแก้ตัวพัลวัน "ไม่สิ ไม่ใช่เข้าร่วมครับ แต่แบบ... ให้ผมเป็นเบ๊คอยรับใช้ก็ได้ ผมทำได้หมดทุกอย่าง พวกคุณดูดีมีราศีกันขนาดนี้ ให้ผมทำอะไรผมยอมหมด"
หลี่อวี่สวนกลับ "งั้นแกไปฆ่าไอ้พี่หาวสิ?"
"..."
"ผมตัวคนเดียว... คนเดียวไม่ไหวหรอกครับ อีกอย่างถ้าพี่หาวเห็นผม แกต้องถามหาพี่หวังแน่ๆ ขืนกลับไปผมตายแหงๆ" มันละล่ำละลักบอก
หลี่อวี่เห็นว่าได้ข้อมูลมามากพอแล้ว หยางเทียนหลงที่รออยู่ข้างหน้าคงเริ่มหงุดหงิด ชะเง้อมองผ่านกระจกหลังอยู่หลายรอบ
หลี่อวี่มองไอ้หนุ่มมีไฝที่ดูเหมือนจะเชื่อง แต่แววตาแฝงความเจ้าเล่ห์
เมื่อกี้เขายังลังเลว่าจะฆ่ามันดีไหม
แต่พอใช้เทคนิค 'การกล่อมเกลาจิตใจตัวเอง' ความลังเลก็มลายหายไป
วิธีนี้หลี่อวี่ใช้ได้ผลเสมอ
ถ้ารู้สึกผิดจะทำยังไง? ก็บอกตัวเองว่าไม่ต้องรู้สึกผิด
ถ้าทำใจไม่ได้จะทำยังไง? ก็กล่อมตัวเองให้ทำใจได้ซะ
ถ้าลังเลจะทำยังไง? ก็บอกตัวเองว่าไม่ต้องลังเล
อีกอย่าง เมื่อกี้ไอ้หมอนี่ยังคิดจะหลอกให้เขาเดินเข้าไปหา พอคิดได้ดังนั้น หลี่อวี่ก็ไม่รีรออีกต่อไป
ยกปืนขึ้น
พอเห็นท่าทางของหลี่อวี่ ความสิ้นหวังก็ฉายชัดบนใบหน้าไอ้หนุ่มมีไฝ มันอ้าปากจะร้องขอชีวิต "นายค..."
ปัง!
หลี่อวี่ยิงแสกหน้ามันทันที
ร่างของไอ้หนุ่มมีไฝร่วงลงไปกองกับพื้น
ตายสนิท!
หลี่หางที่อยู่ด้านหลังรู้งาน รีบเข้าไปค้นของมีค่าในรถ SUV สีดำ ได้หอกสั้น มีดสองเล่ม และไม้เบสบอล รวมถึงอาหารและบุหรี่อีกจำนวนหนึ่ง
ลุงใหญ่ไม่ได้พูดอะไร ในยุควันสิ้นโลก จิตใจคนยากหยั่งถึง แม้ลึกๆ อาจจะยังไม่ชิน แต่สิ่งที่หลี่อวี่ทำ น่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
หลี่อวี่กวักมือเรียกทุกคนกลับขึ้นรถหุ้มเกราะ
สตาร์ทเครื่อง เหยียบคันเร่ง
กลับบ้าน!
ส่วนหยางเทียนหลงที่รออยู่ข้างหน้าจนแทบจะรากงอก
ก็รีบออกรถมุ่งหน้ากลับทันที
รถสองคันวิ่งขนาบข้างกันไป หยางเทียนหลงลดกระจกลงแล้วตะโกนถาม "เรียบร้อยดีไหม?"
หลี่อวี่ตะโกนตอบ "เรียบร้อย! วันหลังค่อยไปถล่มในเมืองอีกรอบ จัดการตัวต้นเหตุให้สิ้นซาก!"
ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไรกันอีก
เมื่อเข้าสู่ถนนในหมู่บ้าน หลี่อวี่ก็หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาตามความเคยชิน
วอหาหลี่ฮ่าวหรานที่เฝ้าประตูอยู่ "ฮ่าวหราน พวกเราใกล้ถึงฐานแล้ว เดี๋ยวเปิดประตูให้ด้วย"
เมื่อได้ยินเสียงหลี่อวี่ หลี่ฮ่าวหรานก็ตอบรับด้วยความตื่นเต้น "ได้เลยครับพี่ใหญ่..."
หลี่ฮ่าวหรานกำลังจะถามอะไรต่อ แต่เหมือนวิทยุจะถูกใครบางคนแย่งไป จากนั้นเสียงของอาสองก็ดังแทรกขึ้นมา "เสี่ยวอวี่ ราบรื่นดีใช่ไหม? ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนนะ?"
หลี่อวี่แปลกใจเล็กน้อย วันนี้ไม่ใชเวรอาสองเฝ้ายามนี่นา ทำไม...
แต่เขาก็ตอบกลับไป "ราบรื่นดีครับ ตอนนี้เข้าเขตหมู่บ้านแล้ว เดี๋ยวกลับไปเล่ารายละเอียดให้ฟังครับ"
"ดี ดี ดีแล้ว" อาสองพูดคำว่าดีซ้ำๆ ด้วยความโล่งใจ