บทที่ 73 สุดยอดไปเลย
บทที่ 73 สุดยอดไปเลย
รถบรรทุกหนักเรียงรายเป็นทิวแถว บรรทุกปูนซีเมนต์มาเต็มคันจอดอยู่บนลานกว้าง ดูน่าเกรงขามไม่น้อย
หลี่อวี่ให้อาสองคอยคุมคนงานขนย้าย ส่วนเขาพาหลี่เถี่ย จ้าวต้าเพ่า และแรงงานพาร์ทไทม์อีกไม่กี่คน ขับรถที่จุคนได้เยอะออกไปสองคัน
ก่อนออกเดินทาง หลี่อวี่เหลือบไปเห็นติงจิ่วกำลังสวมเสื้อกล้ามขนปูนอย่างขยันขันแข็งผิดปกติ แม้ขาจะยังมีแผล แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาเลย
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่อวี่จึงเดินเข้าไปสั่งให้ติงจิ่วถลกขากางเกงขึ้น
ปรากฏแผลยาว 5 เซนติเมตร ลึกเกือบครึ่งเซนติเมตรบนหน้าแข้ง
แม้จะไม่ลึกมาก แต่โดนเหล็กบาดแบบนี้เสี่ยงต่อบาดทะยักสูง หลี่อวี่จึงเรียกหลี่หยวนมาช่วยทำแผลให้ ติงจิ่วทำหน้าซาบซึ้งใจเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
หลี่อวี่ยกมือห้าม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"ทำแผลให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปขน!"
ติงจิ่วพยักหน้ารับ ลูกสาวสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินหลี่อวี่พูดแบบนั้น ก็รีบเสนอตัวขึ้นมาว่า
"หนูก็ทำไหวค่ะ พวกเราจะช่วยกันขนเอง"
จังหวะนั้นเอง หลี่หางก็เดินเข้ามา เขามองไปที่ติงชิงชิงพร้อมส่งยิ้มกว้าง ยกนิ้วโป้งให้แล้วพูดว่า
"สุดยอดไปเลย!"
ทุกคนหันไปมองหลี่หาง มองนิ้วโป้งที่ชูเด่นหรานั่น
ติงชิงชิงรู้สึกเหมือนมีม้าเป็นหมื่นตัววิ่งผ่านหัวสมอง... มันโคตรจะน่าอายเลย
หลี่หยวนที่กำลังพันแผลให้ติงจิ่วได้ยินเข้าถึงกับมองบน
พี่รองของเธอคนนี้วงจรสมองประหลาดเกินคน บรรยากาศแบบนี้มันใช่มั้ยเนี่ย... มาสุดยอดบ้าบออะไรตอนนี้!
จริงๆ แล้วตอนลงจากรถเมื่อครู่ หลี่หางก็เห็นติงจิ่วกับลูกสาวทั้งสองแล้ว และจำได้ว่าติงชิงชิงคือเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย
สมัยนั้นหลี่หางนั่งอยู่ข้างหลังติงชิงชิง ชอบแอบหลับในคาบเรียน แถมตอนสอบก็ลอกข้อสอบเธออยู่บ่อยๆ
ด้วยความหน้าหนาและใจกล้า แม้จะไม่ใช่คนละเอียดอ่อน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ถือว่าใช้ได้
ติดอยู่อย่างเดียวคือ หลี่หางชอบทำให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนใจอยู่เรื่อย แม้เธอจะเคยประท้วงไปหลายรอบ แต่หลี่หางไม่เหมือนผู้ชายทั่วไป
เขาดูไม่แคร์ภาพลักษณ์ตัวเองในสายตาใครเลย ในโลกของเขา... เขามีตรรกะและกฎเกณฑ์ในแบบฉบับของตัวเอง
ดังนั้น ติงชิงชิงจึงทำอะไรเขาไม่ได้เลย
หลี่อวี่มองหลี่หางอย่างเอือมระอาก่อนจะดุว่า
"นายเองก็ต้องขนด้วย ไปเร็วเข้า!"
พูดจบเขาก็ไม่สนใจใครอีก ขึ้นไปนั่งบนรถของหลี่เถี่ยแล้วขับมุ่งหน้าออกจากประตูไป
แรงงานพาร์ทไทม์ที่นั่งอยู่เบาะหลังรถเงียบกริบ ไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว
วันนี้พวกเขาเห็นกับตาว่าหลี่อวี่ยิงผู้จัดการโจวและพวกทิ้งอย่างเด็ดขาด รังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้พวกเขาทั้งเคารพ ทั้งหวาดกลัว และแฝงไปด้วยความสำนึกบุญคุณ
"ไปทางไหน?"
หลี่อวี่เอ่ยถามเมื่อรถขับขึ้นมาบนทางหลวงแห่งชาติ
ชายคนหนึ่งชี้มือบอกทาง
"ไปทางนั้นครับ ตอนนี้ทำถนนเสร็จหมดแล้ว เป็นถนนคอนกรีต ขับไปได้เลย ที่พักของพวกผมอยู่ไม่ไกลกันมาก"
หลี่อวี่พยักหน้า รถค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางจนถึงจุดหมาย
คนพวกนี้พักอาศัยอยู่แถวโรงเรียนประถมในหมู่บ้าน การเดินทางถือว่าสะดวก แต่ซอมบี้ก็เยอะพอสมควร
เมื่อมาถึงตึกแถวแห่งหนึ่ง ทั้งหมดลงจากรถ ซอมบี้รอบๆ เริ่มเดินเข้ามาหา
หลี่อวี่แจกมีดให้พวกเขาสองสามเล่ม แล้วจัดการเก็บซอมบี้สิบกว่าตัวแถวนั้นจนหมด
"อย่าแตกแถว หาไปทีละบ้าน ถ้าแยกกันแล้วโดนซอมบี้ล้อมจะลำบาก"
หลี่อวี่สั่งเสียงเข้ม
ทุกคนพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปในบ้านของคนแรก หลังค้นหาอยู่พักใหญ่ก็ไม่พบใคร
ประตูใหญ่เปิดอ้าข้าวของด้านในถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย แต่ชายเจ้าของบ้านสังเกตเห็นว่ากระเป๋าเดินทางหายไป เขาจึงหวังลึกๆ ว่าครอบครัวอาจจะหนีไปที่อื่นได้แล้ว
จากนั้นพวกเขาก็ทยอยไปบ้านของอีกสามคนที่เหลือ มีเพียงคนเดียวที่โชคดีพบภรรยากับลูกสาวคนเล็ก ทั้งคู่นนอนรวยรินอยู่บนเตียง สภาพเหมือนกำลังจะอดตาย พวกเขาช่วยกันแบกทั้งสองขึ้นรถ ป้อนน้ำให้เล็กน้อย เมื่อลองเอานิ้วอังจมูกพบว่ายังมีลมหายใจ ชายคนนั้นก็ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ
แต่อีกสองคนไม่ได้โชคดีแบบนั้น พวกเขาเจอครอบครัวตัวเองกลายเป็นซอมบี้วนเวียนอยู่แถวบ้าน
รถสองคันขับออกมา ตอนไปรถว่างเปล่า ตอนกลับมีคนเพิ่มมาแค่สองคน
ภายในรถ นอกจากชายที่ช่วยลูกเมียได้สำเร็จ คนอื่นๆ ต่างตกอยู่ในความโศกเศร้า
คนตายก็ตายไป แต่คนเป็นก็ต้องดิ้นรนมีชีวิตต่อไป
และการจะมีชีวิตรอด ก็ต้องมีหน้าที่ที่ต้องทำ
หลี่อวี่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้ว เขาพาคนเหล่านี้กลับมาตามหาครอบครัว แม้บางคนจะเจอ บางคนจะไม่มีวันได้เจออีกตลอดกาล แต่หลี่อวี่ก็ได้ทำเต็มที่แล้ว
บรรยากาศในรถหนักอึ้งจนหลี่อวี่ไม่อยากจะเอ่ยปากพูดอะไร
ตลอดทางเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านนอกหน้าต่าง
เมื่อถึงฐานทัพ หลี่อวี่ให้คนช่วยกันหามแม่ลูกที่ร่างกายอ่อนแอไปยังบ้านพักสามชั้น และป้อนอาหารให้เล็กน้อย
ชายคนนั้นเฝ้าดูจนลูกเมียฟื้นจากอาการหมดสติ
ดวงตาคมเข้มของเขาคลอไปด้วยน้ำตา มองหลี่อวี่ด้วยความซาบซึ้งใจ
ตึง!
เขาทรุดตัวลงคุกเข่าโขกหัวให้ทันที พลางกล่าวว่า
"ขอบคุณครับ... ขอบคุณเถ้าแก่หลี่ที่ช่วยชีวิตครอบครัวผม ต่อไปนี้ชีวิตผมเป็นของคุณแล้ว!"
หลี่อวี่พยุงเขาขึ้นมา ไม่ได้ตอบรับคำพูดนั้น และไม่ได้ปักใจเชื่อคำหวานเหมือนเคย เขาเชื่อในการกระทำมากกว่าคำพูด
เขาเพียงแค่ตบไหล่ชายคนนั้นเบาๆ แล้วพูดว่า
"อีกเดี๋ยวคุณก็ออกมาช่วยขนปูนด้วย เอาของลงให้หมดก่อน"
ชายคนนั้นพยักหน้า ลุกขึ้นกลับไปดูอาการลูกเมีย
แรงงานคนอื่นที่ไม่เจอครอบครัว หลังจากกลับมาถึงก็เข้าร่วมวงขนปูนด้วยเช่นกัน
ในห้วงความเศร้า ดูเหมือนการโหมทำงานหนักจะช่วยให้พวกเขาลืมความเจ็บปวดไปได้ชั่วขณะ
ยังไม่ทันสี่โมงเย็น ปูนซีเมนต์ทั้งหมดก็ถูกขนย้ายไปเก็บในที่ร่มพ้นจากฝน นับตั้งแต่เกิดวันสิ้นโลก สภาพอากาศก็แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวแดดเปรี้ยง เดี๋ยวฝนเทลงมา
เมื่อขนย้ายเสร็จ หลี่อวี่เรียกแรงงานพาร์ทไทม์และครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อชี้แจง
"ผมอยากให้พวกคุณเข้าใจเรื่องหนึ่ง พวกคุณคือคนที่ผมช่วยชีวิตไว้ การเข้ามาอยู่ที่นี่ต้องเคารพกฎของผม ต้องทำงาน ต้องสร้างประโยชน์ แน่นอนว่าผมจะไม่เอาเปรียบ ไม่ปล่อยให้พวกคุณอดอยาก แต่ที่นี่ผมเป็นคนคุม ให้ทำอะไรก็ต้องทำตามผม มีปัญหาไหม?"
ไม่มีใครคัดค้าน
ก่อนวันสิ้นโลก การทำงานให้หลี่อวี่คือการรับเงินแลกแรงงาน
แต่ตอนนี้วันสิ้นโลกมาถึงแล้ว เขาช่วยชีวิตไว้ ให้ข้าวให้น้ำกิน การเชื่อฟังและทำงานตอบแทนมันเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง
ทุกคนต่างพากันรับปาก
"เถ้าแก่หลี่วางใจได้เลยครับ คุณช่วยพวกเราไว้ขนาดนี้ ถ้ายังเนรคุณก็ไม่ใช่คนแล้ว..."
"เถ้าแก่หลี่ พวกเราฟังคุณทุกอย่าง"
"เถ้าแก่หลี่ แค่คุณให้ข้าวกิน พวกเราก็พร้อมถวายหัว!"
หลี่อวี่ไม่ได้อยากฟังคำสรรเสริญเยินยอ แค่ต้องการเคลียร์กฎกติกาให้ชัดเจนล่วงหน้า เขาอธิบายกฎระเบียบของฐานทัพสั้นๆ อีกครั้ง
จากนั้นก็จัดให้พวกเขาพักอาศัยในตึกสามชั้น โชคดีที่ตอนก่อสร้างได้สร้างตึกนี้ไว้ แม้การตกแต่งจะเรียบง่าย แต่มีน้ำไฟครบครัน ซึ่งถือว่าหรูหรามากแล้วในยุคนี้
หลังจากเดินออกมา หลี่อวี่เงยหน้ามองกล้องวงจรปิดสองตัวที่ติดอยู่หน้าตึกสามชั้น ในใจรู้สึกวางใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
แม้คนพวกนี้จะดูซื่อสัตย์ไว้ใจได้ แต่ความระมัดระวังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
หลี่อวี่ ลุงใหญ่ หลี่เถี่ย และหลี่กัง ต่างพกปืนติดตัวตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลานอนก็วางปืนไว้ข้างกาย
เมื่อเดินพ้นตึกมา หลี่อวี่หารือกับอาสอง สั่งกำชับให้อาหญิงที่เข้าเวรห้องมอนิเตอร์วันนี้ช่วยจับตาดู และให้อาสองคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ในช่วงแรกอย่างใกล้ชิด