วาสนาความร่ำรวยก้อนโต
ดังนั้น หากอยากได้ ‘เงินจากคริติคอล’ มากที่สุด วิธีที่ดีที่สุดคือ ทำราคาให้พอดีเป๊ะๆ ที่หนึ่งล้าน
“ห้องพวกนี้ ราคาต่อรองได้อีกไหมครับ?” เจียงเฉิง ชี้ไปที่บ้านราคาที่มีราคาหนึ่งล้านขึ้นไปพวกนั้นแล้วถาม
เสี่ยวเซี่ย พอได้ยิน เจียงเฉิง พูดแบบนั้นก็รีบพยักหน้า รู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหนึ่ง: “น่าจะต่อรองได้อยู่ค่ะ”
ปกติในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ตราบใดที่ไม่ใช่เคสที่ร้อนเงินจนต้องรีบปล่อยจริงๆ ราคาที่ตั้งขายไว้ส่วนใหญ่มักจะ ‘ตั้งเผื่อต่อ’ อยู่แล้ว
เพราะเมื่อมีผู้ซื้อสนใจ พวกเขาก็ต้องกดราคาตอนซื้ออยู่ดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งราคาให้สูงกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อเหลือพื้นที่ไว้สำหรับการเจรจา
เจียงเฉิง เข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เขาพยักหน้าแล้วพูดกับ เสี่ยวเซี่ย ว่า: “งั้นแบบนี้นะ ถ้าคุณต่อราคา ‘ห้าชุดนี้’ ลงให้เหลือห้องละหนึ่งล้านถ้วนได้ ผมซื้อทั้งหมด”
ทันทีที่ เสี่ยวเซี่ย ได้ยินว่า เจียงเฉิง จะซื้อทีเดียวห้าชุด เธอก็ถึงกับตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ สะโพกกลมกลึงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แทบจะนั่งไม่ติด
เธอเอ่ยปากถามอย่างตะกุกตะกัก: “เอ๋… นี่คุณลูกค้าหมายถึง… ทั้งห้าห้องนี้เลยเหรอคะ?”
เมื่อเห็นดวงตาที่ใสซื่อของ เสี่ยวเซี่ย มองมาที่เขาอย่างเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง เจียงเฉิง ก็ยิ้มแล้วพยักหน้าเล็กน้อย: “ที่นี่ซื้อได้รึเปล่าล่ะ?”
“เอ่อ…คือ คุณเจียงค่ะ ตอนนี้มีมาตรการจำกัดการซื้อบ้านนะคะ ถ้าจะซื้อห้าห้อง จะลงชื่อเป็นของคุณทั้งหมดเลยเหรอคะ?”
เจียงเฉิง พยักหน้า: “ใช่ครับ ถ้าซื้อได้ ผมจ่าย ‘เต็มจำนวน’ ทั้งหมด”
“จ่ายเต็ม!?” เสี่ยวเซี่ย ได้ยินแล้วตกใจยิ่งกว่าเดิม ลมหายใจยังเริ่มถี่ขึ้นเล็กน้อย
อายุของ เจียงเฉิง ดูแล้วก็น่าจะไล่เลี่ยกับเธอ ไม่คิดเลยว่าเขาจะสามารถควักเงินห้าล้านมาซื้อบ้านด้วยเงินสดได้
ความตกใจทำให้ในแววตาเธอที่มอง เจียงเฉิง มีทั้งความประหลาดใจและความเคารพเพิ่มขึ้น: “น่าจะทำได้นะคะ เดี๋ยวฉันไปคุยกับผู้จัดการของฉันก่อน แล้วส่วนเรื่องราคาฉันจะพยายามช่วยคุณกดให้ได้มากที่สุดค่ะ”
เจียงเฉิง มองเธอแล้วพูดชัดเจน: “ถ้าต่อไม่ได้ให้เหลือห้องละหนึ่งล้านเป๊ะๆ ผมไม่ซื้อเลยนะ เกิน ‘แม้แต่หนึ่งหยวน’ ก็ไม่เอา คุณคิดว่าต่อได้ไหม?”
คำถามนี้ทำ เสี่ยวเซี่ย เริ่มไม่มั่นใจขึ้นมาในทันที
แม้ราคาเหล่านี้จะมีช่องลดได้อยู่แล้วก็จริง แต่…
หนึ่งในห้าห้องนี้ราคา มีห้องหนึ่งที่ราคา 1.09 ล้าน ซึ่งมีส่วนต่างสูงถึงเก้าหมื่นหยวน ส่วนห้องอื่นๆ ก็มีส่วนต่างอยู่ที่ราวๆ สี่ถึงห้าหมื่น
ถ้าราคาระดับนี้ให้ผู้จัดการของเธอคุยเองก็คงต่อได้ แต่ตอนนี้เธอเป็นแค่เด็กใหม่ ยังไม่มีความมั่นใจขนาดนั้นเลย
“งั้น… ฉันจะลองดูค่ะ”
แม้ว่าเธออยากจะได้คอมมิชชั่นจากบ้านหลายหลังนี้ใจจะขาด แต่ความปรารถนานั้น… มันก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นใจเพิ่มเท่าไรเลย
“คุณไม่ไปดูห้องก่อนเหรอคะ?” เสี่ยวเซี่ย ถามด้วยความสงสัย
เจียงเฉิง ส่ายหน้า จะให้ไปดูจนครบทุกห้องนี่ไม่รู้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ อีกอย่างเขาก็ไม่ได้จะไปอยู่เองด้วย
“ไม่ดูล่ะครับ ถ้าซื้อได้ เดี๋ยวถึงตอนนั้นมอบให้คุณจัดการปล่อยเช่าต่อเลยก็แล้วกัน”
เสี่ยวเซี่ย เห็น เจียงเฉิง ตัดสินใจได้เด็ดขาดและรวดเร็วขนาดนี้ ก็ได้แต่พยักหน้ารัวๆ หงึกๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นคนซื้อบ้านได้ชิลขนาดนี้ ท่าทางสบายๆ นั้นราวกับกำลังเดินจ่ายตลาดซื้อผักอยู่ยังไงยังงั้น
หรือว่า... เงินห้าล้านสำหรับคนในเมืองใหญ่สมัยนี้ มันกลายเป็นแค่เงินค่าขนมไปแล้ว?
“ฟังสำเนียงแล้ว คุณไม่ใช่คนเมืองนี้ใช่ไหม?”
เมื่อเห็น เจียงเฉิง ถามแบบนั้น เสี่ยวเซี่ย ก็พยักหน้ายิ้มเขินๆ: “ค่ะ ฉันมาจากเขตปกครองตนเองทิเบตกานจือ ในเทียนฝู่ค่ะ”
เจียงเฉิง มองดูจากเสื้อผ้าและท่าทางของ เสี่ยวเซี่ย ก็พอเข้าใจได้
ที่นั่นแม้ว่าทิวทัศน์จะสวยมาก แต่ก็ไม่ต่างอะไรจากการถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีแต่ภูเขาลำน้ำขนาดใหญ่ เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี ไม่แปลกที่เธอต้องออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 19
เจียงเฉิง พยักหน้า: “แบบนี้นะ ถ้าเธอต่อราคาได้เหลือหนึ่งล้านพอดี ส่วนต่างที่ลดลงมาได้นั้น… ผมจะให้คุณต่างหากทั้งหมด”
เสี่ยวเซี่ย ที่ได้ยินคำพูดของ เจียงเฉิง ถึงกับค้างไปทันที
ความหมายของเจียงเฉิงก็คือ... บ้านที่ราคา 1.09 ล้าน ถ้าฉันสามารถต่อรองให้จบที่หนึ่งล้านได้ ส่วนต่าง ‘เก้าหมื่น’ ที่หายไปนั้น เขาจะจ่ายให้ฉันโดยตรงอย่างนั้นเหรอ?
และเขาจะซื้อถึง ‘ห้าห้อง” เลยนะ!
ถ้ารวมส่วนต่างทั้งหมดแล้ว… นี่อาจได้เป็นหลักหลายหมื่นถึงหลักแสนเลยทีเดียวนะ!
“เอ่อ… คุณเจียง เรื่องนี้… คุณพูดจริงๆ เหรอคะ? ส่วนต่างห้าห้องนี่ตั้งหลายหมื่นหรือแสนเลยนะ!”
แม้ เสี่ยวเซี่ย จะตื่นเต้นจนใจเต้นแรงและอยากได้มากแค่ไหน แต่เธอก็คิดไม่ออกอยู่ดีว่า วิธีการซื้อแบบนี้ มันจะต่างอะไรกับการที่ เจียงเฉิง จ่ายราคาเต็มไปโดยตรง?
แล้วทำไม เจียงเฉิง ถึงต้องเอาเงินส่วนต่างทั้งหมดมาให้เธอ?
ด้วยความที่เธอเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง เสี่ยวเซี่ย ก็ไม่คิดเลยว่า เจียงเฉิง จะมา ‘สนใจ’ ในตัวเธอ
เพราะในสายตาของเธอ ตัวเองก็เป็นแค่ผู้หญิงบ้านๆ ที่ทั้งเชยและธรรมดาๆ จะไปคู่กับหนุ่มหล่ออย่างเขาได้อย่างไร
เจียงเฉิง เห็นความสงสัยทั้งหมดในแววตาของเธอ
จริงๆ เขาก็ไม่ได้อยากยุ่งยากขนาดนี้หรอก
แต่เพราะเงื่อนไขข้อจำกัดของการ์ดทั้ง 5 ใบนั้น มันเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘จำกัดวงเงินสูงสุดที่หนึ่งล้านหยวน’
แม้ว่า เจียงเฉิง จะไม่รู้ว่าถ้ามันเกินหนึ่งล้านไปแล้วจะยังใช้ได้อยู่หรือไม่ แต่เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับระบบ เลยต้องเล่นแบบปลอดภัยที่สุด เจียงเฉิง จึงตัดสินใจจะกดราคาให้เหลือหนึ่งล้านพอดีเป๊ะๆ
ส่วนเหตุผลที่เขาจะชดเชยส่วนต่างที่ต่อรองได้ให้กับ เสี่ยวเซี่ย... ก็แค่เพราะเขานึกสนุก ‘ถูกชะตา’ เธอขึ้นมาเฉยๆ ไม่ได้มีความหมายอื่นใดเป็นพิเศษเลย
“ผมรู้ว่าคุณสงสัยอะไร แต่เวลาซื้ออะไรก็ต้องมีต่อราคาใช่ไหมล่ะ? บังเอิญพอดีเลยว่า… คุณเข้าตาผม คนอื่นไม่สนใจลูกค้า แต่คุณเป็นคนเดียวที่เดินมาต้อนรับผม และดูแล้วคุณก็น่าจะลำบากไม่น้อย...ก็ถือว่าผมมอบ ‘โชคก้อนใหญ่’ ให้คุณก็แล้วกันนะ”
เสี่ยวเซี่ย ฟังแล้วถึงกับน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง เจียงเฉิง เป็น ‘คนแปลกหน้า’ คนแรกที่ปฏิบัติกับเธอดีมากขนาดนี้
ตั้งแต่มาอยู่ในเมืองใหญ่ เธอถึงได้เข้าใจว่าความแตกต่างระหว่าง ‘คนกับคน’ มันกว้างใหญ่ขนาดไหน
โดยเฉพาะตอนที่เธอขึ้นรถไฟมาที่เมืองหรงเฉิงครั้งแรก
เธอยังจำได้ว่าตอนนั้นเธอใส่เสื้อผ้ากึ่งใหม่กึ่งเก่า เสบียงระหว่างทางก็คือหมั่นโถวที่ทำเองจากบ้าน กับน้ำอุ่นในกระติกเก็บความร้อน
แต่เด็กที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอกลับสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยม กินแฮมเบอร์เกอร์ เคเอฟซีและดื่มชานมที่เธอไม่เคยแตะเลยตลอดสิบกว่าปีในชีวิต
ตอนนั้นเอง เธอรู้สึกชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า ‘ช่องว่างระหว่างคนมันกว้างใหญ่เหมือนเหวลึก’ และตัวเธอนั้นช่างเล็กจ้อยเหลือเกินในเมืองใหญ่แห่งนี้
เพราะเธอไม่มีวุฒิการศึกษา การจะหางานดีๆ ทำแทบเป็นไปไม่ได้เลย
หลังจากล้างจานอยู่หลายเดือน เธอเก็บเงินซื้อเสื้อผ้าที่ดูดีขึ้นมาหนึ่งชุด และเพราะการแนะนำของเจ้าของร้าน เธอจึงได้มาทำงานนายหน้าอสังหาฯ อยู่ที่นี่
และเพื่อที่จะเก็บเงิน เสี่ยวเซี่ย จึงมักจะกินแต่ข้าวกล่องราคาถูกที่สุด แม้แต่ชานมที่วัยรุ่นสมัยนี้ชอบดื่มกัน เธอยังไม่กล้าซื้อกินเลยสักแก้ว
ความประหยัดมัธยัสถ์ในเรื่องการกินการอยู่ของเธอมักจะถูกเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ มองด้วยสายตาดูแคลน หรือแม้กระทั่งหัวเราะเยาะ
แต่ใครจะไปคิด ว่าลูกค้าแปลกหน้าอย่าง เจียงเฉิง ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอ แถมยังมอบของขวัญชิ้นใหญ่ขนาดนี้ให้…
แม้ว่า เสี่ยวเซี่ย อยากปฏิเสธใจจะขาด แต่ความเจ็บปวดจากความยากจนก็ทำให้เธอเอ่ยปากปฏิเสธไม่ออก
สำหรับคนที่ ‘กลัวความจน’ จนขึ้นกระดูกแล้ว... ในเมื่อมีโอกาสที่จะทำให้ตัวเองพลิกชีวิตหลุดพ้นจากความลำบากนี้อยู่ตรงหน้า… ทำไมจะต้องยื่นมือออกไปผลักไสความมั่งคั่งนี้ออกไปด้วยเล่า?
เสี่ยวเซี่ย กัดริมฝีปากล่าง พยายามกลั้นน้ำตาไว้ แล้วพูดกับ เจียงเฉิง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ: “คุณเจียง… ขอบคุณมากค่ะ ฉันจะพยายามให้เต็มที่เลย ตอนนี้รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันรีบติดต่อเจ้าของห้องทุกหลังให้ค่ะ”
เมื่อเห็นเธอตื่นเต้นขนาดนั้น เจียงเฉิง ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร เขาแค่โบกมือให้รีบไปจัดการ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองต่อไป
หลังจาก เสี่ยวเซี่ย เดินออกจากห้องรับรองไป เธอก็รีบตรงไปที่ห้องของผู้จัดการเพื่อรายงานเรื่องนี้ทันที แน่นอนว่าเรื่องที่ เจียงเฉิง จะให้ ‘ค่าคอมมิชชั่นส่วนต่าง’ กับเธอนั้น เธอไม่ได้พูดออกไป
เพราะเป็นการซื้อทีเดียวห้าห้อง แถมลูกค้ายังเป็นหนุ่มอายุน้อยอีก ผู้จัดการจึงรีบคว้าโทรศัพท์มือถือ แล้วไปช่วย เสี่ยวเซี่ย ติดต่อเจ้าของห้องเหล่านั้นทันที
ด้านพนักงานชายที่นั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ก่อนหน้า ตอนนี้ยืนอึ้งจนหน้าเสีย เขาไม่คิดเลยว่าแค่ ‘อู้งานครั้งเดียว’ จะทำให้พลาดลูกค้ารายใหญ่แบบนี้ไป
ที่สำคัญ เขามองไม่ออกเลยว่า เจียงเฉิง จะเป็นลูกค้ารายใหญ่ขนาดนี้ได้…
ต้องรู้ก่อนว่าแค่บ้านราคาหลักหลายแสน คนส่วนใหญ่ก็ต้องกู้เงินแล้ว แต่ เจียงเฉิง ซื้อทีเดียว ‘ห้าห้อง’ แบบจ่ายสด!
พนักงานชายคนนั้นได้แต่ก้มหน้ามอง ‘เห็ดหูหนูดำ(1)’ บนหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความเจ็บใจ... แค่รูปห่วยๆ รูปเดียว เขายังยอมจ่ายตั้งร้อยหยวน!
ในตอนนี้ เขามองมันจนแทบอยากจะปาโทรศัพท์ในมือทิ้งให้มันรู้แล้วรู้รอด
ถ้ารู้อย่างนี้ เขาควรจะเป็นคนต้อนรับลูกค้ารายนี้ตั้งแต่แรก… ตอนนี้ค่าคอมมิชชั่นหลายหมื่นนั่นก็คงตกเป็นของเขาไปแล้ว
ถ้ามีเงินหลายหมื่นนั่น… ใครแม่มจะมานั่งดูรูปในโทรศัพท์อยู่แบบนี้วะ!!?
………………………………
(1)[เห็ดหูหนูดำ (黑木耳) – เป็นคำสแลง มักใช้ในทางดูถูก/เหยียดเพศ หมายถึง ผู้หญิงที่ผ่านผู้ชายมาเยอะจนอวัยวะเพศมีสีคล้ำ (ตามความเชื่อผิดๆ) ในบริบทนี้คือ พนักงานนายหน้าชายกำลังดูรูปผู้หญิง (อาจจะเป็นรูปโป๊) ที่เขาเสียเงินซื้อมาดู แทนที่จะทำงาน]