ตอนที่ 31 นักศึกษาธรรมดาๆ, ตอนที่ 32 คิดฟุ้งซ่านไปเอง

ตอนที่ 31 นักศึกษาธรรมดาๆ

เจียงเฉิง มองไปรอบๆ ร้าน Louis Vuitton แล้วเลิกคิ้วขึ้นมอง ซูหว่าน: “ไหนคุณบอกว่าไม่ชอบใส่แบรนด์ที่ตะโกนโลโก้ออกมาทั้งตัวไง?”

ต้องรู้ก่อนนะว่า LV คือหนึ่งในแบรนด์หรูที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด

การออกแบบของแบรนด์นี้ไม่เพียงแต่จะดูเอิกเกริก แต่สิ่งที่พวกเขาโปรดปรานที่สุดก็คือสไตล์ ‘ลายโมโนแกรม (Monogram)’ ที่อัดแน่นไปด้วยโลโก้

ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อคลุม หรือสินค้าที่โด่งดังที่สุดอย่างกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าถือ ทั้งหมดล้วนพิมพ์ลายโลโก้ลงไปอย่างถี่ยิบ

แต่ก็เพราะจุดนี้นี่แหละ ที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย

คนทั่วไปพอพูดถึงแบรนด์เนม แบรนด์แรกที่นึกถึงก็คงหนีไม่พ้น LV

จนกระทั่งตอนนี้ แม้แต่ Hermes ก็ยังต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง หันมาออกแบบสินค้าที่โชว์โลโก้แบรนด์ของตัวเองอย่างเปิดเผยบ้าง

ก็แหม... ถ้าทำตัวโลว์โปรไฟล์เกินไป จนมองไม่เห็นโลโก้เลยสักนิด แล้วใครจะไปตรัสรู้ล่ะว่ากระเป๋า Hermes ที่คุณสะพายอยู่นั้นราคาใบละหลายแสนหรือเป็นล้าน?

ดังนั้นสินค้าคอลเลกชันใหม่ๆ ของ Hermes ในปัจจุบัน จึงมักจะเผยให้เห็นโลโก้ตัว H อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาด้วยเช่นกัน

แซลลี่ (พนักงานขาย) เห็นจังหวะจึงรีบเสริมขึ้นอย่างกระตือรือร้น: “คุณผู้หญิงท่านนี้มีสายตาเฉียบมากค่ะ รุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่ของร้านเรา เหมาะกับคุณผู้ชายท่านนี้มากจริงๆ ค่ะ”

ซูหว่าน มองชุดใหม่ตรงหน้าด้วยคิ้วที่ขมวดเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดหยอก เจียงเฉิง: “ฉันก็พูดแบบนั้นจริง แต่คนใส่ก็ไม่ใช่ฉันนี่นา แล้วสไตล์โลโก้แบบนี้ ฉันว่าตอนนี้มีแค่ LV ที่ทำออกมาดูดี มีดีไซน์และล้ำสมัย ตรงข้ามกับของ Gucci ฝั่งโน้นที่… เอ่อ…พูดไม่ออกเลยจริงๆ”

“ความหมายของคุณก็คือ... จะเหมารวมทั้งหมดไม่ได้สินะ?”

ซูหว่าน พยักหน้า: “ใช่สิค่ะ แล้วคุณเป็นระดับเจ้าของกิจการทั้งที แต่งตัวเรียบเกินก็ไม่ได้ ฉันแรกๆ ยังเกือบถูกคุณหลอกเข้าให้เลย นึกว่าเป็นแค่นักศึกษาธรรมดาๆ คนหนึ่งซะอีก”

“แต่มันก็จริง ผมเป็นนักศึกษาธรรมดาๆ คนหนึ่งนี่”

ซูหว่าน มอง เจียงเฉิง ด้วยสายตาเอือมระอา แล้วสวนกลับอย่างหมั่นไส้: “ดูพูดเข้า... ที่พูดมาเนี่ยภาษาคนรึเปล่าคะ? ถ้าคนอย่างคุณเรียกว่า ‘ธรรมดา’ งั้นฉันก็คงเป็น ‘ผู้ประสบภัยยากไร้’ แล้วล่ะค่ะ”

…………………………….

ทั้งสองคนเดินเลือกของไปพลาง หยอกล้อกันไปพลาง

เมื่อเห็นท่าทีต้อนรับขับสู้อย่างอบอุ่นของพนักงานขายในร้าน ซูหว่าน ก็อดไม่ได้ที่จะเปรยขึ้นมาว่า: “จำได้ว่าตอนที่ฉันเดินเข้าช้อปแบรนด์เนมครั้งแรกในชีวิต เคยโดนพนักงานเมินใส่ด้วยนะ”

“หือ? ถึงขนาดนั้น?”

แม้ว่าในชาติที่แล้ว เจียงเฉิง จะเคยดูคลิปในโต่วอินที่แฉพฤติกรรมพนักงานขายเลือกปฏิบัติกับลูกค้ามาบ้าง แต่ในชีวิตจริงเขายังไม่เคยเจอมาก่อน

“มีสิคะ ตอนนั้นฉันอยากลองชุดราตรีชุดหนึ่ง แต่พนักงานบอกว่าเป็นชุดที่แพงที่สุดในร้าน แล้วถามฉันว่าซื้อไหวไหม ถ้าซื้อไม่ไหวก็ไม่ต้องลองจะดีกว่า” ซูหว่าน เล่าพลางเบะปากอย่างหงุดหงิด

“แล้วคุณตอบว่าไง?” เจียงเฉิง ถามอย่างอยากรู้

ซูหว่าน ส่ายหน้า: “ตอนนั้นฉันขี้ขลาดไปหน่อย แถมราคาก็แพงจริงๆ เลยเดินออกมาดื้อๆ”

เมื่อเห็นสีหน้าขมขื่นของ ซูหว่าน เจียงเฉิง ก็ยิ้มแล้วสอนมวยให้: “คราวหน้าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อีก คุณสวนกลับไปเลยว่า... ‘แล้วราคาชุดนี้ มันแพงเท่ากับค่าตัวที่เธอมายืนหัวโด่ตรงนี้ทั้งเดือนรึเปล่า?’”

ซูหว่าน ได้ยินประโยคเด็ดของ เจียงเฉิง ก็อ้าปากค้างไปเล็กน้อย

เหมือนมีแสงสว่างวาบเข้ามาในสมองทันที เธอรีบยกนิ้วโป้งให้ เจียงเฉิง

“โธ่เอ๊ย… ถ้าตอนนั้นฉันตอบได้แบบคุณก็คงไม่ต้องมานั่งนึกแล้วเคืองจนถึงทุกวันนี้หรอก”

พนักงานแบรนด์หรูมักจะมีนิสัยเสียๆ แบบหนึ่ง ชอบทำเหมือนตัวเองสูงส่งเพราะได้ทำงานที่นี่ ส่วนใหญ่ก็ดูจากการแต่งตัวของลูกค้าเป็นหลัก

ดูอย่างในเน็ตสิ บล็อกเกอร์หลายคนชอบทำคอนเทนต์ใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ ไปลองของตามช็อปแบรนด์เนม

ผลลัพธ์ส่วนใหญ่คือโดนเมิน มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการบริการตามปกติ

เจียงเฉิง เกลียดพฤติกรรมแบบนี้ที่สุด สมัยที่เขายังไม่มีเงิน เวลาเดินเข้าร้านเสื้อผ้าธรรมดาๆ พนักงานสาวๆ ยังเรียกเขาว่า ‘สุดหล่อๆ’ กันทั้งนั้น

แล้วทำไมพอเข้าร้านแบรนด์เนมถึงต้องมาเจอคนพวกนี้ทำตัวงี่เง่าใส่ด้วย?

ไม่นานทั้งสองคนก็เลือกซื้อของจนเสร็จ ตอนเช็กบิล ยอดรวมค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 120,000 หยวนเท่านั้น

…………………………………

ตอนที่ 32 คิดฟุ้งซ่านไปเอง

“ของฝากวางไว้ที่นี่ก่อนนะครับ เดี๋ยวค่อยช่วยเอาลงไปส่งที่ลานจอดรถให้ผมทีหลัง” เจียงเฉิง หันไปพูดกับ แซลลี่

“ได้เลยค่ะ ไม่มีปัญหา คุณเจียงทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ได้เลยค่ะ เดี๋ยวถ้าจะให้ส่งลงไปเมื่อไหร่ก็โทรแจ้งดิฉันได้เลย”

หลังจากจัดการเรื่องฝากของเสร็จ ผู้จัดการร้านสาวสวยก็เดินออกมายิ้มแย้มส่ง เจียงเฉิงและซูหว่าน ออกจากร้าน

เมื่อฝากสินค้าไว้ที่ LV เรียบร้อยแล้ว เจียงเฉิง ก็พา ซูหว่าน เดินเข้าไปในร้าน Chanel ที่อยู่ติดกัน

พรมเนื้อหนานุ่ม ไฟระย้าคริสตัลที่ส่องสว่างหรูหรา

กระเป๋าแต่ละใบที่วางสงบนิ่งอยู่บนชั้นโชว์ ภายใต้แสงไฟสปอตไลท์ที่สาดส่องลงมา ดูงดงามและเลอค่าอย่างถึงที่สุด

เป็นที่รู้กันดีว่า... ไม่มีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธ Chanel ได้ลง

เจียงเฉิง จำได้ว่ากระเป๋าที่ ซูหว่าน สะพายมาทั้งเมื่อวานและวันนี้ ล้วนเป็นของ Chanel ทั้งสิ้น

ซูหว่าน มองไปรอบๆ ร้านแล้วถามขึ้น: “คุณชอบ Chanel เหรอคะ? แต่ฉันว่าผู้ชายใช้ Chanel มันดูไม่ค่อยเข้าเท่าไหร่นะคะ”

“จริง เสื้อผ้าลายถักของแบรนด์นี้ผมก็เข้าไม่ถึงเหมือนกัน... ช่วยผมเลือกกระเป๋าหน่อยสิ คุณว่าใบไหนบนชั้นนั้นสวยบ้าง?”

ซูหว่าน ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย: “กระเป๋าผู้หญิง? ซื้อให้คุณป้าเหรอคะ?”

เธอกลัวว่า เจียงเฉิง จะซื้อของให้เธออีก เพราะเธอถือคติว่า ‘ไม่รับของใครเปล่าๆ โดยไม่มีความชอบ

“ก็ว่าได้เหมือนกัน ถ้าให้คุณเลือก คุณจะเลือกใบไหน?”

ซูหว่าน รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน: “ฉันไม่เลือกค่ะ ถ้าเป็นกระเป๋าฉันมีอยู่แล้ว ปกติถ้ามีงานละครเข้ามา ฉันก็จะซื้อกระเป๋าให้รางวัลตัวเองอยู่แล้ว คุณไม่ต้องซื้อให้ฉันหรอกค่ะ”

เจียงเฉิง เห็นท่าทางระแวดระวังตัวของ ซูหว่าน ก็หลุดขำออกมา ดูออกเลยว่าเธอไม่อยากรับของจากเขาจริงๆ

แต่ เจียงเฉิง กลับรู้สึกว่าจุดนี้ของ ซูหว่าน มันน่ารักดีที่เธอรู้จักรักศักดิ์ศรีของตัวเอง

ถ้าเธอเป็นผู้หญิงหน้าเงินที่เห็นเขาเป็นแค่ตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ เจียงเฉิง คงหมดความสนใจในตัวเธอไปนานแล้ว

ซูหว่าน มองรอยยิ้มที่อ่อนโยนของ เจียงเฉิง หัวใจดวงน้อยของเธอก็เต้นผิดจังหวะขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

[ซูหว่าน: ค่าความเป็นมิตร +5!]

ใบหน้าเธอขึ้นสีแดงนิดๆ ก่อนถามอย่างเขินอาย: “คุณมองหน้าฉันทำไมคะ?”

“ก็มองเพราะคุณสวยไงครับ... เอาล่ะๆ งั้นคุณช่วยเลือกแบบที่ดูเป็นผู้ใหญ่สักสองใบให้หน่อย ผมจะเอาไปฝากแม่”

เมื่อ เจียงเฉิง ยืนยันแบบนั้น ซูหว่าน ก็ค้อนเขาไปอีกที ก่อนจะพยักหน้าตกลงอย่างว่าง่าย: “แบบนั้นได้ค่ะ”

สุดท้าย ซูหว่าน เลือกกระเป๋ามาสองใบ และเจียงเฉิง ก็หยิบเพิ่มมาเองอีกสองใบ

ตอนเช็กบิล ยอดรวมอยู่ที่เก้าหมื่นสองพันกว่าหยวน

หลังจากซื้อของเสร็จ เจียงเฉิง ก็ไม่ได้เดินเที่ยวต่อ เนื่องจากเวลายังเหลืออีกเยอะ เขาจึงนั่งรถไปส่ง ซูหว่าน ที่คอนโด

เมื่อมาถึงใต้ตึก ซูหว่าน ก็เอ่ยถาม เจียงเฉิง ด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง: “จะขึ้นไปดื่มอะไรสักแก้วไหมคะ?”

“ดื่มน้ำเหรอครับ?”

ดวงตาคู่สวยของ ซูหว่าน กลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์: “เหล้าก็ได้นะคะ... ไหนๆ ก็ถึงเวลาอาหารเย็นพอดี”

เจียงเฉิง มองค่าความเป็นมิตร 75 แต้มของ ซูหว่าน คะแนนเท่านี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับ ‘เพื่อนสนิท’ เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้น ‘แอบชอบ’ ด้วยซ้ำ

ที่เธอถามแบบนี้… ดูท่าก็แค่ต้องการลองใจดูว่าเขามีจุดประสงค์อะไรอื่นแอบแฝงหรือเปล่า

เจียงเฉิง หัวเราะเบาๆ: “ช่างเถอะครับ ผู้ชายตัวคนเดียวอยู่ข้างนอกต้องรักนวลสงวนตัว ต้องรู้จักดูแลตัวเองให้ดีๆ เดี๋ยวถ้าเมาขึ้นมา จะโดนพวกสาวๆ ฉวยโอกาสเอาได้”

ซูหว่าน ได้ยินคำพูดหลงตัวเองของ เจียงเฉิง ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะพรวดออกมา: “คุณนี่มัน... หลงตัวเองชะมัดเลย”

เจียงเฉิง เปิดกระโปรงหลังรถ หยิบถุง Chanel ออกมาใบหนึ่ง แล้วยัดใส่มือเธอโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง จากนั้นก็หันหลังเดินกลับขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังของรถโรลส์-รอยซ์ทันที

“ผมไปนะ พักผ่อนเร็วๆ หน่อยล่ะ วันนี้ขอบคุณที่มาด้วยกัน”

ซูหว่าน ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ก้มมองถุงในมือ แล้วเงยหน้ามองรถโรลส์-รอยซ์ที่แล่นออกไปไกลแล้ว... เธอก็ยิ้มออกมาอย่างจนใจ

เจียงเฉิง ทำให้เธอผิดคาดไปมากจริงๆ เดิมทีเธอคิดว่าอย่างน้อยเขาก็น่าจะขอขึ้นมานั่งเล่นบนห้องสักหน่อย ไม่คิดเลยว่าเขาจะไม่มีความคิดในทางนั้นเลยสักนิด

[ซูหว่าน: ค่าความเป็นมิตร +5!]

เจียงเฉิง ที่นั่งอยู่ในรถ มองดูค่าความเป็นมิตรของ ซูหว่าน ที่พุ่งขึ้นแตะ 80 แต้ม แล้วก็ยกยิ้มมุมปาก

ดูเหมือนสิ่งที่เขาทำจะถูกต้องแล้ว การให้ของขวัญผู้หญิงน่ะ อย่าไปถามว่า ‘เอาไหม’ หรือ ‘ชอบไหม’ ให้ยัดใส่มือไปเลย จบๆ

ค่าความเป็นมิตร 80 แต้ม หมายถึงเข้าสู่ความสัมพันธ์ระดับ ‘แอบมีใจ’ แล้ว พยายามอีกนิด ความสัมพันธ์ระดับ ‘คนรู้ใจ’ ก็คงอยู่ไม่ไกล…

และถ้าถึงขั้นคนรู้ใจแล้ว... เรื่อง ‘อย่างว่า’ มันจะไปไกลเกินเอื้อมได้ยังไง?!

อย่างไรซะ เจียงเฉิง ก็มั่นใจว่า ‘แม่สาวชามโต’ คนนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องเสร็จเขาแน่นอน

ดังนั้น ไม่ต้องรีบร้อน!

เมื่อกลับถึงโรงแรมอมันหยางหยุน ‘หวัง อวี่เยียน’ บัตเลอร์ส่วนตัวของเขาก็ได้เตรียมน้ำอุ่นในอ่างไว้ให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งวัดอุณหภูมิน้ำให้อย่างพอดีเป๊ะๆ

ผมดำขลับของเธอปล่อยสยายยาวไปด้านหลัง กระโปรงทรงดินสอสีดำของชุดพนักงานขับเน้นสะโพกกลมกลึงของเธอออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เธอยืนส่งยิ้มหวานต้อนรับ เจียงเฉิง: “คุณเจียง ยินดีต้อนรับกลับค่ะ น้ำสำหรับแช่ตัวเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ทราบว่าต้องการอาบตอนนี้เลยไหมคะ?”

เจียงเฉิง มองดู หวัง อวี่เยียน แม้หน้าตาของเธออาจจะสู้ คุณนายอวี๋ เซียวเซียว หรือดาราสาวอย่าง ซูหว่าน ไม่ได้ แต่ถ้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยทั่วไป เธอก็ระดับดาวมหาวิทยาลัยแน่นอน

หน้าที่ของบัตเลอร์ส่วนตัว คือพนักงานบริการระดับสูงที่คอยดูแลจัดการเรื่องการเดินทางและที่พักของแขก

และโดยพื้นฐานแล้ว... ต้องสแตนด์บายรอรับคำสั่งแขกตลอด 24 ชั่วโมง

“รอเดี๋ยวแล้วกัน ผมขอว่ายน้ำเล่นสักรอบก่อน... ช่วยเปิดแชมเปญให้ผมขวดนึงด้วย”

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 31 นักศึกษาธรรมดาๆ, ตอนที่ 32 คิดฟุ้งซ่านไปเอง

ตอนถัดไป