บทที่ 091 เต้นระบำหน้าหลุมศพ (รวมตอน91-100)
บทที่ 91 เต้นระบำหน้าหลุมศพ
“ซาบซึ้งใจ ย่อมซาบซึ้งใจเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อกล่าวด้วยความจริงใจและตั้งใจจริง
นางก้มหน้าลงเล็กน้อย “คนเราต้องมีชีวิตอยู่ถึงจะมีความหวัง มีชีวิตอยู่ถึงจะมีอนาคต มิใช่หรือเจ้าคะ?”
“แต่ว่าเจ้ากับหลี่ต้าหง ระหว่างพวกเจ้า...”
“หัวหน้าเฉินคิดมากไปแล้ว สามีแม้จะเป็นคนหยาบกระด้าง แต่เขาจริงใจต่อข้า ข้าเองแม้จะไม่ค่อยฉลาดนัก แต่ก็ยังแยกแยะออกว่าอะไรคือความจริงใจ อะไรคือความเสแสร้ง เขาประคองข้าไว้กลางฝ่ามือ แต่ข้ากลับเป็นต้นเหตุให้เขาตาย ข้าสมควรตาย!”
หลิวซื่อสะกดกลั้นอารมณ์ หมอบร้องไห้อยู่ที่ซุ้มประตู ร้องไห้จนใบหน้านองไปด้วยน้ำตา ช่างเหมือนดอกสาลี่ต้องหยาดฝน ช่างเป็นดอกนาร์ซิสซัสที่อ่อนแอรอคอยการถูกทำลาย ทำให้คนเกิดความคิดวิปริตอยากจะย่ำยีบดขยี้นางให้ตายคามือ
ช่างชั่วร้ายเหลือเกิน!
ผู้หญิงคนนี้ เป็นคนละประเภทกับหลิวว่านซื่อโดยสิ้นเชิง แต่ทว่า หลิวซื่อกลับทำให้คนสูญเสียสติสัมปชัญญะได้ง่ายกว่า บนร่างของนางมีความงามที่เว้าแหว่งแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง ทำให้คนมักจะอยากมองนางร้องไห้เสียใจ มองนางถูกทำร้าย ก็จะสัมผัสได้ถึงความพึงพอใจอย่างมหาศาล
ไม่แน่องค์รัชทายาทอาจจะสัมผัสถึงจุดนี้ในตัวนางได้เช่นกัน บางทีหลี่ต้าหงอาจจะตายเพราะเหตุนี้
ความงามของนางคือความอ่อนแอ คือสิ่งที่เรียกร้องให้คนอยากจะหักหาญทำลาย คือความชั่วร้าย คือความปรารถนาอันดำมืดที่สุดในก้นบึ้งจิตใจของมนุษย์
เฉินกวนโหลวหลับตาแน่น สูดยหายใจเข้าลึก ท่องเคล็ดวิชา 《บันทึกสู่สวรรค์》 ในใจ ในที่สุดก็กดข่มความพลุ่งพล่านในอกลงไปได้
เขายังหวังดีเตือนไปประโยคหนึ่ง “วันหน้าพยายามอย่าร้องไห้ต่อหน้าผู้คน โดยเฉพาะต่อหน้าผู้ชาย”
วาจานี้ของเขา หากกล่าวในยุคสมัยนี้ นับว่าเสียมารยาทเกินไปและบังอาจอย่างยิ่ง ล้ำเส้นไปโดยสมบูรณ์
หลิวซื่อชะงักงันไปชั่วขณะ ครู่ต่อมาก็ตระหนักได้ ใบหูแดงระเรื่อ นางรีบก้มหน้าลง ขัดเขินจนไม่กล้ามองหน้าผู้คน เสียงเบาราวกับยุงบิน “ขอบคุณหัวหน้าเฉินที่เตือน ข้า ข้า...”
“จากนี้ไปเจ้าวางแผนไว้อย่างไร?”
“ข้าก็ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“หาทางติดต่อองค์รัชทายาทเถอะ! พระองค์น่าจะ หรืออาจจะเฝ้าดูเจ้าอยู่ตลอด อย่าได้ติดต่อคนฝั่งพระชายารัชทายาทเด็ดขาด”
หลิวซื่อกัดริมฝีปาก กล่าวอย่างทุกข์ระทม “กลับไปไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ ฝ่าบาทไม่ยอมรับข้า”
“อย่างน้อยองค์รัชทายาทก็สามารถจัดแจงที่ทางนอกวังให้เจ้าได้ ให้เจ้าใช้ชีวิตได้อย่างไร้กังวล เจ้าคงไม่อยากถูกพวกผู้ชายเหม็นเน่ารังแกหรอกนะ มีเพียงองค์รัชทายาทเท่านั้นที่คุ้มครองเจ้าได้”
“แต่ว่า ข้าไม่คู่ควรที่จะปรนนิบัติรับใช้องค์รัชทายาทอีกแล้ว” หลิวซื่อดูอ่อนโยน ท่าทางไร้ที่พึ่งพา ชวนให้คนเจ็บปวดหัวใจ
“เช่นนั้นก็ให้องค์รัชทายาทจัดเตรียมอนาคตให้เจ้า จะแต่งงานใหม่ก็ดี จะบวชชีก็ดี หรือจะแยกบ้านอยู่ตัวคนเดียวก็ดี เรื่องเหล่านี้สำหรับองค์รัชทายาทแล้วเพียงตรัสคำเดียวก็จบ”
เฉินกวนโหลวสูดหายใจเข้าลึก บอกตัวเองให้ใจเย็น ใจเย็นเข้าไว้ “วันหน้าอย่าได้เปิดเผยชาติกำเนิดของตัวเองอีก เจ้าเข้านอนเถิด ขอลา!”
เขาหันหลังเดินจากไป
หลิวซื่อกลับเอ่ยเรียกเขาไว้ “หัวหน้าเฉิน ท่านเป็นคนดี! สามีเคยเอ่ยถึงท่าน บอกว่าท่านทำงานมีแบบแผน หากประสบเรื่องราว เขายอมขอความช่วยเหลือจากท่าน ดีกว่าไปหาพวกเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวเหล่านั้น”
เฉินกวนโหลวหันกลับมามองนาง “คนดีอายุไม่ยืน อย่าเป็นคนดีเลย”
หลิวซื่อทำหน้ามึนงง นางไม่เข้าใจ เห็นชัดชัดว่าเป็นคนดี แต่กลับบอกให้คนอื่นอย่าเป็นคนดี แถมยังบอกว่าคนดีอายุไม่ยืน นี่มิใช่การแช่งตัวเองหรือ
เฉินกวนโหลวเชื่อมาตลอดว่า ตนเองมองผู้หญิงอย่างหลิวซื่อไม่ทะลุ หากเป็นคนใสซื่อบริสุทธิ์ แต่กลับสามารถมีชีวิตรอดมาได้อย่างปลอดภัย แม้จะตกอับ แต่หลี่ต้าหงกลับประคองนางไว้กลางฝ่ามือ ไม่เคยต้องกินทุกข์ตกระกำลำบาก ปลีกตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย นี่ต้องใช้โชคดีขนาดไหน ต้องใช้สติปัญญาขนาดไหน!
หากเป็นผู้หญิงจิตใจลึกล้ำชำนาญการวางแผน เช่นนั้นนางก็แสดงได้เก่งเกินไปแล้ว กลมกลืนไปกับบทบาทสาวใสซื่อบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ ไม่ก่อให้เกิดความสงสัยแก่ผู้ใด แถมยังทำให้คนเต็มใจแบ่งเบาภาระวิ่งเต้นแทนนาง กลัวนางจะได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจแม้แต่นิดเดียว เพื่อตัวนางแล้ว หลี่ต้าหงถึงกับไม่เสียดายที่จะไล่ลูกชายแท้แท้ของตนเองออกไป เพื่อนางแล้วแม้แต่ชีวิตก็ไม่ต้องการ
เฉินกวนโหลวละทิ้งกิเลสทั้งปวง กระโดดออกมาจากวงจร มองดูผู้หญิงคนนี้ด้วยมุมมองของพระเจ้า งดงามอย่างเหลือเชื่อ โชคดีอย่างเหลือเชื่อ จิตใจลึกล้ำอย่างเหลือเชื่อ คนสกุลหลิวตายกันหมด พี่น้องก็ตกระกำลำบากอยู่ในเหมืองแร่อันห่างไกลนับพันลี้ มีเพียงนางที่ยังคงเสวยสุขกับชีวิตร่ำรวยเหมือนเดิม จวบจนบัดนี้ก็ยังเป็นที่คะนึงหาขององค์รัชทายาท
เรื่องที่องค์รัชทายาทคะนึงหาหลิวซื่อ ทั้งหมดล้วนอาศัยการคาดเดา แต่ทว่า เฉินกวนโหลวมั่นใจว่าการคาดเดาของตนตรงกับความจริง พระชายารัชทายาทต้องการจะเหยียดหยามหลิวซื่อ ไม่จำเป็นต้องฆ่าหลี่ต้าหง ตราบใดที่หลี่ต้าหงยังมีชีวิตอยู่ หลิวซื่อก็เป็นได้แค่ภรรยาผู้คุมคุก สถานะนี้ช่างต่ำต้อยเพียงใด ในสายตาของชนชั้นสูง นี่เป็นวิธีการเหยียดหยามคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแน่นอน
มีเพียงองค์รัชทายาท ที่ไม่อาจทนให้หลิวซื่ออยู่ข้างกายหลี่ต้าหงต่อไป และยังอยู่ในสถานะสามีภรรยา หลี่ต้าหงได้เสพสุขวาสนาดอกท้อ ตายใต้ดอกโบตั๋น ตายไปก็ไม่เสียดาย
หลิวซื่ออ่อนโยนเกินไป ยั่วยวนเกินไป ทำให้คนไม่อาจควบคุมความปรารถนาอันดำมืดที่สุดในก้นบึ้งของความเป็นมนุษย์ อยากจะทำลายทรมานาง เพื่อเชยชมความงามที่เว้าแหว่งเจ็บปวดนั้น!
เฉินกวนโหลวตัดสินใจแน่วแน่ จะต้องอยู่ให้ห่างจากผู้หญิงอันตรายคนนี้
เฝ้าหน้าอ่างไฟ แสงไฟสาดส่อง ใบหน้าเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด
หลูต้าโถวหาวออกมา “ทำไมเจ้าไปนานนัก? เจอคนร้ายบ้างไหม?”
เฉินกวนโหลวส่ายหน้า นั่งลงบนเก้าอี้พับ เงียบขรึมไม่พูดจา
“เล่นไพ่กันไหม! ราตรีนี้ยาวนาน ทรมานนะ หลี่ต้าหงชอบความครึกครื้น ต้องไม่ถือสาแน่”
“เล่นไพ่หน้าโลงศพ เจ้าคิดออกมาได้นะ” เฉินกวนโหลวบ่นอุบ
“จะเป็นไรไป หลี่ต้าหงไม่ใช่คนเคร่งธรรมเนียม เขาเห็นพวกเราเล่นไพ่ ดีใจยังไม่ทันจะพอ เผลอเผลออาจจะมายืนเชียร์อยู่ข้างข้างด้วยซ้ำ”
หลูต้าโถวยิ่งพูดยิ่งคึก อยากจะตั้งวงไพ่เสียเดี๋ยวนี้ เริ่มล้วงเงินออกมาดูแล้วว่าวันนี้พกเงินมาเท่าไหร่
เฉินกวนโหลวหยอกล้อเขา “ไม่กลัวแล้วรึ? ก่อนหน้านี้เห็นเจ้ากลัวแทบตาย ตอนนี้ทำไมถึงมีความกล้าจะเล่นไพ่”
“ข้าคิดตกแล้ว ต่อให้หลี่ต้าหงเป็นผี ก็เป็นผีที่ชอบเล่นไพ่ ข้าเอาใจเขาตามที่เขาชอบ ข้าจะกลัวเขาทำไม เขาต้องขอบคุณข้าเสียอีก ที่ทำให้หลังความตายเขายังได้ลุ้นไพ่สักตา”
ทันใดนั้น ลมวูบหนึ่งพัดมา แสงไฟวูบไหว เงาบนกำแพงก็เปลี่ยนรูปร่างตาม
หลูต้าโถวร้องลั่นขึ้นมาทันที “ข้าพูดว่าอะไรล่ะ หลี่ต้าหงดีใจจนบ้าไปแล้ว นี่ส่งสัญญาณให้ข้าแล้ว มามามา พวกเรามาเล่นไพ่เก้าแต้มกัน ตาละสิบอีแปะ ห้ามเบี้ยวนะ!”
ไม่มีใครเออออไปกับเขา
หลูต้าโถว: ……
เขาทำได้เพียงเล่นสนุกอยู่คนเดียวอย่างเงียบเงียบ ก็ยังเล่นได้อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ
ผู้เฒ่าจางดูเหมือนจะมีเรื่องหนักใจ สูบยาเส้นก็ไม่หอมแล้ว เฉินกวนโหลวโยนกระดาษเงินกระดาษทองลงในอ่างไฟ กล่าวว่า “ทำใจให้สบาย ไม่มีเรื่องอะไรหรอก”
ผู้เฒ่าจางมองเขาอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง “บุญคุณมาจากเบื้องบน?”
เฉินกวนโหลวพยักหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไร
คนเดียวในที่นี้ที่งุนงงคือหลูต้าโถว “พวกเจ้าเล่นใบ้คำอะไรกัน? สรุปว่ามีข้าโง่อยู่คนเดียว ใช่ไหม”
“ไอ้ผีพนัน เจ้าจะรู้อะไรนักหนา เล่นพนันเสีย ปากไม่มีหูรูด มีอะไรก็พูดออกไปหมด” ผู้เฒ่าจางด่าอย่างดุดัน
หลูต้าโถวไม่ยอมแพ้ “ตาเฒ่าจาง ไอ่แก่หนังเหี่ยว จะลองสักสองเพลงไหม”
“แค่เจ้าเนี่ยนะ?” ผู้เฒ่าจางทำหน้าดูแคลน สายตาเหยียดหยามอย่างยิ่ง “แค่ร่างกายบวมน้ำอย่างเจ้า ข้าออกกระบวนท่าเดียวเจ้าก็รับมือไม่ได้ มีดข้าออกเมื่อไหร่ เจ้าต้องได้เลือด ถ้าเปลี่ยนเป็นหัวหน้าเฉิน ไม่แน่อาจจะรับมือได้สักสองสามกระบวนท่า”
“ลุงจางยกย่องข้าเกินไปแล้ว” เฉินกวนโหลวถ่อมตัว
“หัวหน้าเฉินอย่าถ่อมตัว ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์”
บทที่ 92 หญิงงามในชุดไว้ทุกข์
เฝ้าศพจนถึงเช้าตรู่ เปลี่ยนเวร
ลาหยุดโดยตรง กลับบ้านไปนอนพักผ่อน ตอนเย็นต้องมางานกงเต๊ก ยังต้องให้ทุกคนช่วยกัน
ตอนที่เฉินกวนโหลวกำลังหลับสนิท ประตูรั้วก็ถูกทุบปังปังปังเสียงดังสนั่น ทุบจนเขาโมโหไฟลุกโชน เดินกระฟัดกระเฟียดไปเปิดประตู เป็นผู้คุมของคุกเทียนลาว มาบอกเขาว่าคนตระกูลหลี่รวบรวมคนกลุ่มหนึ่งมาอาละวาดที่โรงงานศพ ต้องการให้เขาไปช่วยจัดการให้ความยุติธรรม
เฉินกวนโหลวล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ในที่สุดก็ตื่นเต็มตา สวมเสื้อผ้าแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลหลี่
เมื่อถึงที่หมาย คนล่ะ? คนตระกูลหลี่ไม่เห็นแม้แต่คนเดียว เหลือเพียงกลุ่มผู้คุมที่มาช่วยงาน
เขางงมาก ผู้คุมที่มาส่งข่าวก็ยิ่งงงหนักกว่า
เขาเรียกเซียวจินจอมกะล่อนเข้ามา ถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? ไหนบอกว่าตระกูลหลี่พาคนมาอาละวาดที่งานศพ แล้วคนหายไปไหนหมด?”
เซียวจินกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว ดูออกว่าเขากังวลมาก และยังหวาดกลัวภายหลัง หน้าซีดเผือด เหมือนได้รับความตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวง
เขากระซิบบอกเฉินกวนโหลว “ระหว่างนั้นมีกลุ่มคนไม่ทราบฝ่ายบุกเข้ามา ถือไม้พลองสีแดงดำ พอเห็นคนตระกูลหลี่ก็ตีไม่ยั้ง ตีแบบกะเอาให้ตายเลย! คนกลุ่มนั้นดูเหมือนจะรู้จักพวกเราเหล่าผู้คุม เลยไม่แตะต้องพวกเราแม้แต่คนเดียว พวกเราเข้าไปห้าม อีกฝ่ายก็แค่ขู่พวกเราว่าอย่าแส่”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” เฉินกวนโหลวถามอย่างร้อนรน ในใจเขามีข้อสันนิษฐานลางลาง แต่ก็รู้สึกว่าคนผู้นั้นไม่น่าจะกระทำการรุนแรงหยาบกระด้างเช่นนี้ หรืออาจจะเป็นลูกน้องทำไปโดยพละการ
เซียวจินตัวสั่น “ไม่รู้ใครตะโกนขึ้นมาว่าทางการมาแล้ว คนกลุ่มนั้นก็จับคนตระกูลหลี่ยัดใส่รถม้าหลายคัน แล้วลากตัวไปรวดเดียวหมดเลย ไปที่ไหนไม่มีใครรู้”
“เอาคนไปหมดเลยรึ?”
เซียวจินพยักหน้าถี่ถี่ “ข้าเห็นชัดเจน ไม่ตกหล่นแม้แต่คนเดียว ถูกยัดใส่รถม้าพาไปหมดแล้ว หัวหน้าเฉิน คนกลุ่มนั้นหน้าตาถมึงทึงดุร้าย แต่กลับไม่ทุบทำลายข้าวของในงานศพ ตีแต่คนตระกูลหลี่ ลงมือคล่องแคล่วมีแบบแผน เคลื่อนไหวรวดเร็วมีการบัญชาการ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่พวกนักเลงข้างถนนทั่วไป แต่เหมือน...”
“เหมือนอะไร?”
“เหมือนคนในกองทัพ ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด หัวหน้าเฉิน พวกเราคงไม่ไปยั่วยุตัวปัญหาใหญ่อะไรเข้าหรอกนะ?”
เซียวจินทำท่าทางกลัวตาย
เฉินกวนโหลวถามเขา “ภรรยาของหลี่ต้าหง หลิวซื่อ ได้ออกมาปรากฏตัวหรือไม่?”
เซียวจินส่ายหน้า “วันนี้ยังไม่เห็นตัวเลย”
“วางใจเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”
“จริงรึ?” เซียวจินยังคงไม่วางใจ “หัวหน้าเฉิน ตกลงหลี่ต้าหงไปยั่วยุคนใหญ่คนโตที่ไหนมา ข้าสังหรณ์ใจไม่ดีเลย”
“เจ้าเชื่อข้าหรือไม่? ข้าบอกว่าพวกเราทุกคนไม่เป็นไร เจ้าเชื่อหรือไม่?” เฉินกวนโหลวจ้องมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างแรงกล้า
เซียวจินพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว “ข้าย่อมเชื่อหัวหน้าเฉิน”
“เชื่อข้าก็เฝ้างานศพต่อไป วางใจเถอะ ต่อไปจะไม่มีใครมาอาละวาดอีก ข้าจะไปพบหลิวซื่อ ถามนางว่าต้องการอะไร เจ้าช่วยข้าดูที่นี่ ให้ทุกคนทำงานอย่างสบายใจ ตอนเย็นไปกินโต๊ะจีนที่หอกวนเหม่ย เอาโต๊ะจีนชั้นดีที่สุด”
“ได้เลย!”
จะผูกใจคน การกินดีดื่มดีย่อมขาดไม่ได้ ชีวิตคนเรา กินดื่มคือเรื่องใหญ่ ทุกคนลำบากมาช่วยงาน แถมยังตกใจตื่นตระหนก สมควรได้กินของดีดีสักมื้อเพื่อปลอบขวัญ ส่วนเงิน ย่อมเอามาจากเงินใส่ซองช่วยงาน
มาถึงโถงดอกไม้ในเรือนหลัง เฉินกวนโหลวให้หญิงรับใช้สูงวัยไปแจ้งหลิวซื่อ ว่ามีเรื่องจะหารือ
ครู่ต่อมา หลิวซื่อก็ปรากฏตัวในชุดไว้ทุกข์
หญิงงามในชุดไว้ทุกข์!
ในวินาทีนี้ เฉินกวนโหลวเข้าใจแก่นแท้ของคำคำนี้อย่างถ่องแท้ในที่สุด
หลิวซื่อสวมชุดกระสอบ ไว้ทุกข์ด้วยผ้าดิบบนศีรษะ เอวคาดเชือกป่าน เท้าสวมรองเท้าปักลายผ้าแพรสีพื้น ทรวดทรงอรชรอ้อนแอ้น ดูบอบบางอ่อนโยน ดั่งลำธารดั่งสายน้ำดั่งไฝแดงชาดกลางใจ ไหลผ่านหัวใจไปอย่างเงียบเชียบอ่อนโยน ทิ้งรอยจางจางเอาไว้สายหนึ่ง เนิ่นนานก็ยังตัดใจลบออกไปไม่ลง
เมื่อเทียบกับแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ลำธารที่สงบนิ่ง ยิ่งสามารถสั่นคลอนใจคน อยากจะประคองสายน้ำสายนี้ไว้ในอุ้งมือ เล่นสนุกตามใจชอบ
ตื่นจากภวังค์อย่างกะทันหัน เฉินกวนโหลวกระแอมเบาเบาหนึ่งที ปกปิดความหวั่นไหวในใจ
“พี่สะใภ้ตกใจหรือไม่ คนตระกูลหลี่ทำเกินไปแล้ว”
“ขอบคุณหัวหน้าเฉินที่เป็นห่วง ยังพอไหวเจ้าค่ะ เคยเจอมาแล้วหนหนึ่ง หนที่สองก็ดีขึ้นมากแล้ว” เสียงของหลิวซื่อแผ่วเบา เหมือนขนนก คอยปัดป่ายเกาหัวใจ มิน่าเล่าพระชายารัชทายาทถึงทนเห็นนางไม่ได้
เฉินกวนโหลวครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ดูท่าทาง ท่านผู้นั้นคงลงมือแล้ว อนาคตของพี่สะใภ้ไร้กังวล ยินดีด้วย!”
หลิวซื่อสีหน้าเรียบเฉย กัดริมฝีปากบางเบาเบา ไม่ได้พูดอะไร
เฉินกวนโหลวรู้ดีว่านี่เป็นเวลากลางวันแสกแสก เพื่อป้องกันหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง จึงไม่กล้าพูดมาก และไม่อาจพูดให้ชัดเจน
เขากระแอมเบาเบาอีกครั้ง “ลูกชายของหัวหน้าหลี่ยังหาไม่เจอ แต่ข้าได้ไหว้วานคนแล้ว คิดว่าอีกไม่นานคงมีข่าว”
“รบกวนหัวหน้าเฉินต้องวิ่งวุ่นมาสองวัน ไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน รอให้ต้าหลางกลับมา หากเขายินดีไปทำงานที่คุกเทียนลาว ยังหวังว่าหัวหน้าเฉินจะช่วยดูแลสักหน่อย”
“เรื่องนี้คุยกันได้ง่ายมาก!”
ลูกชายของหลี่ต้าหงมาทำงานที่คุกเทียนลาว นี่เป็นเรื่องสมเหตุสมผลโดยธรรมชาติ
“หากพี่สะใภ้ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ข้าขอตัวลาก่อน”
หลิวซื่อลุกขึ้น ยอบกายคารวะ
จากนั้น ทั้งสองก็แยกจากกัน
หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครมาอาละวาดอีก งานศพจัดผ่านไปอย่างราบรื่น เพียงแต่ลูกชายของหลี่ต้าหงยังคงไม่มีข่าวคราว อาจจะออกจากเมืองหลวงไปแล้ว
เขาคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบเจอหลิวซื่ออีก หารู้ไม่ว่าฟันเฟืองแห่งโชคชะตาได้เริ่มหมุนแล้ว
หลี่ต้าหงตายไป ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมคุกหมายเลขหนึ่งก็ว่างลงหนึ่งตำแหน่ง
ผู้คุมฟ่านให้หัวหน้าผู้คุมที่เหลือทั้งสามคนเสนอชื่อคนมาคนละไม่กี่ชื่อ บอกว่าจะพิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุด
เฉินกวนโหลวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขียนชื่อลงไปสองชื่อ สุดท้ายก็เติมชื่อหลูต้าโถวลงไป เป็นตัวแถม
ส่งรายชื่อขึ้นไป
ยังคิดว่าผู้คุมฟ่านจะสอบถามความเห็นของทุกคน เพราะเขาเพิ่งมารับตำแหน่ง ยังจำผู้คุมระดับล่างได้ไม่ครบทุกคน ผลปรากฏว่าผู้คุมฟ่านประกาศตัวคนที่จะมารับตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมโดยตรง นั่นคือเจ้าคนตัวโต สือหง
ตอนที่เฉินกวนโหลวรับตำแหน่งหัวหน้าผู้คุม บรรดาผู้คุมในคุกหมายเลขหนึ่ง คนที่โวยวายหนักที่สุดก็คือสือหง
เขาไม่ได้เสนอชื่อสือหง ไปถามหัวหน้าผู้คุมอีกสองคน ต่างก็บอกว่าไม่ได้เสนอชื่อสือหง สือหงคนนี้พูดมาก เรื่องเยอะ ชอบทำตัวเด่นดังไปเสียทุกเรื่อง อาศัยว่าตัวโต มักจะวางตัวเป็นหัวโจกของพวกผู้คุมเสมอ
“สืบมาได้แล้ว สือหงมีลูกพี่ลูกน้องหญิงคนหนึ่ง หน้าตาสะสวยหยาดเยิ้ม ยังจำเรื่องที่พัศดีฟ่านรับอนุภรรยาเมื่อวันก่อนได้ไหม? พวกเจ้าลองเดาสิว่าอนุภรรยาคนนั้นเป็นใคร?”
“อย่าบอกนะว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของสือหง?”
“ถูกต้อง! ดูไม่ออกเลยว่าสือหงคนนี้จะทุ่มสุดตัวขนาดนี้ ถึงกับยกลูกพี่ลูกน้องให้พัศดีฟ่านเป็นอนุ”
“เจ้านี่เป็นภัยคุกคาม”
“ส่งลูกพี่ลูกน้องออกไป แลกมาได้แค่ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุม ขาดทุนหรือเปล่า?”
“เจ้ารู้อะไรประสาตด เป็นหัวหน้าผู้คุมเพื่อโกยเงินก่อน รอให้มีเงินแล้วค่อยเลื่อนขั้นขึ้นไป นี่ถึงจะเป็นแผนการที่รอบคอบ”
“สือหงหน้าตาอัปลักษณ์ปานนั้น ลูกพี่ลูกน้องเขาจะสวยได้สักแค่ไหนเชียว?”
“ถ้าข้ามีน้องสาว ข้าก็จะยกให้พัศดีฟ่านเป็นเมียน้อยเหมือนกัน”
“ถ้าเจ้ามีน้องสาว ด้วยหน้าตาอย่างเจ้า น้องสาวเจ้าไปเทน้ำล้างเท้าให้พัศดีฟ่านยังพอว่า”
“เป็นสาวใช้ล้างเท้าก็ได้นี่หว่า! อย่างน้อยก็หอใกล้น้ำคว้าจันทร์ได้ก่อน ไม่แน่วันไหนอาจจะได้ดิบได้ดี”
เหล่าผู้คุมพูดคุยกันเซ็งแซ่ สำหรับสือหงแล้ว มีทั้งดูถูก มีทั้งรังเกียจ แต่ส่วนใหญ่คืออิจฉาริษยา
เกลียดที่ตัวเองไม่มีน้องสาวสวยสวย เกลียดที่ใจตัวเองไม่ดำพอ วิธีการไม่เก๋าเกมพอ ส่งของกำนัลก็ไม่รู้จักเลือกสิ่งที่คนชอบ ส่งเงินจะไปมีความหมายอะไร ส่งผู้หญิงสิถึงจะเป็นการเล่นระดับสูง ตราบใดที่น้องสาวไม่ตกกระป๋อง ตัวเองก็สามารถเสพสุขจากผลประโยชน์ได้ตลอดไป
บรรลุแล้ว บรรลุแล้ว!
วันหน้าต้องคอยสังเกตเด็กสาวสวยสวย รับมาเป็นน้องสาวบุญธรรม
บทที่ 93 ฮ่องเต้โลภมาก ทุกคนล้วนเป็นผู้พ่ายแพ้
สือหงเปลี่ยนมาสวมเครื่องแบบชุดใหม่ เดินเข้าสู่คุกหมายเลขหนึ่งอย่างลำพองใจ
เหล่าผู้คุมต่างพากันวิ่งเข้าไปประจบสอพลอ ประจบไม่เป็นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือต้องเสนอหน้า อย่าให้สือหงที่กำลังรุ่งโรจน์จับผิดได้
เฉินกวนโหลวไม่สนใจเขา นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานในห้องเวร สองขาพาดบนโต๊ะ แทะเมล็ดแตงโม
สือหงเดินเข้ามาในห้องเวรท่ามกลางวงล้อมของผู้คุม เห็นภาพนี้เข้า ก็รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งทันที
กวาดตามองผู้คุมด้านหลังแวบหนึ่ง สือหงเชิดหน้าขึ้น เหมือนไก่ชนที่ฉีดเลือดไก่มาเต็มเปี่ยม ท่าทางดุดัน “หัวหน้าเฉินนี่คือไม่ต้อนรับข้า? ฮึ ไม่รู้คงนึกว่าเจ้ากับหัวหน้าหลี่มีความสัมพันธ์ดีต่อกันแค่ไหน ถึงได้ร้องทุกข์แทนเขา แต่ใครบ้างไม่รู้ ว่าเจ้ากับหัวหน้าหลี่แตกหักกันไปตั้งนานแล้ว บัญชีของเขาเคลียร์จบหรือยัง?”
เฉินกวนโหลวหัวเราะหยัน คายเปลือกเมล็ดแตงโมออกมา “คนตายแล้วเรื่องราวก็จบสิ้น เจ้าก้อนหิน อืม... แน่ใจนะว่าชื่อเจ้าก้อนหิน (สือโถว)? เจ้าเข้ารับตำแหน่งวันแรก ก็จะรื้อฟื้นบัญชีเก่าของคนตาย เจ้าช่างมีความสามารถจริงจริง”
“เรียกว่าหัวหน้าหง!”
“ใช่ เรียกว่าหัวหน้าหง โชคใหญ่หล่นทับศีรษะ (หงยุ่นตางโถว)”
ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ไม่เคยขาดแคลนสุนัขรับใช้ สือหงได้ดี เหล่าผู้คุมต่างพากันเข้าไปสนับสนุน เห็นได้ชัดว่ามองเห็นอนาคตของสือหงดีกว่า ใครใช้ให้เขามีลูกพี่ลูกน้องสาวสวยคอยเป่าหูอยู่ข้างหมอนเล่า นี่เหนือกว่าหัวหน้าเฉินที่เคยเรียนหนังสือมาตั้งเยอะ
เห็นได้ชัดว่าสือหงยอมรับคำเรียกขานของพวกสุนัขรับใช้ หัวหน้าหง ไม่เลว ไม่เลว
“ข้าเป็นคนเก่าแก่ของคุกหมายเลขหนึ่ง กฎเกณฑ์ข้าย่อมรู้ดีกว่าหัวหน้าเฉินอย่างเจ้า ข้าแน่นอนว่าจะไม่รื้อฟื้นบัญชีเก่าของหัวหน้าหลี่ แต่ว่าหัวหน้าเฉินทำท่าทางต้อนรับข้าเช่นนี้ จะทำให้คนเข้าใจผิดว่าเจ้ามีปัญหากับข้า”
เฉินกวนโหลวหัวเราะฮ่าฮ่า “ข้าไม่มีปัญหากับเจ้า ข้ากังวลว่าเจ้าจะมีปัญหากับข้ามากกว่า”
พูดจบ เขาก็วางเท้าลง ลุกขึ้น เดินไปตรงหน้าสือหง ตบไหล่อีกฝ่ายเบาเบา “ข้าเป็นหัวหน้าผู้คุมมาก่อนเจ้าไม่กี่วัน มีประสบการณ์มากกว่าไม่กี่วัน วันหน้ามีอะไรไม่เข้าใจ ก็มาถามข้าได้”
สือหง: ……
เขาโกรธจนหน้าบิดเบี้ยว
เฉินกวนโหลวใช้สี่ตำลึงปาดพันชั่ง บดขยี้เขาในด้านบารมีได้อย่างง่ายดาย เขาไม่ต้องหันกลับไปมอง ก็จินตนาการออกว่าพวกผู้คุมจะทำหน้าตากันอย่างไร
เฉินกวนโหลวเดินออกไปข้างนอก เหล่าผู้คุมต่างแยกย้ายแหวกทาง หลีกเป็นช่องทางตรงกลาง
“สวัสดีหัวหน้าเฉิน!”
มีคนนำหนึ่งคน ก็มีคนตามนับไม่ถ้วน ต่างพากันตะโกนขึ้นว่า “สวัสดีหัวหน้าเฉิน!”
เฉินกวนโหลวโบกมือ เขาจะไปหาผู้คุมฟ่านดื่มชา
“ข้าก็จนปัญญาจริงจริง!” ผู้คุมฟ่านนั่งอยู่ในห้องทำงาน ท่าทางปวดหัว “ข้าเองก็เพิ่งรู้เมื่อสองวันก่อน ว่าอนุภรรยาคนใหม่ของพัศดีฟ่าน ที่แท้ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของสือหง”
“เรื่องอื่นไม่น่ากังวล กังวลก็แต่สือหงจะอาศัยบารมีของท่านพัศดี ไม่เห็นใต้เท้าอยู่ในสายตาน่ะสิขอรับ!” เฉินกวนโหลวแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้ง “ข้าถึงกับสงสัย ว่าสือหงจ้องตำแหน่งของใต้เท้าอยู่”
หา?
ผู้คุมฟ่านรู้สึกไม่สงบใจขึ้นมาทันที “ไม่น่ามั้ง! ตำแหน่งของข้าตอนนี้ ท่านพัศดีเคยให้คำมั่นสัญญา อีกอย่าง ผลประโยชน์ที่ควรให้ข้าก็ให้ไปแล้ว”
“ใครจะไปต้านทานลมปากข้างหมอนได้ แม้แต่ในวังหลวง... อานุภาพของลมปากข้างหมอน เหล่าขุนนางในราชสำนักรู้ซึ้งดีที่สุด”
เฉินกวนโหลวเตือนสติอย่างอ้อมค้อม
ผู้คุมฟ่านร้อนรนทันที “งั้นเจ้าว่าข้าควรทำอย่างไร? เกิดท่านพัศดีไม่รักษาสัญญา ข้าก็ไม่มีหนทางนะ!”
เขาเพิ่งจะได้นั่งเก้าอี้ผู้คุม เงินยังโกยไม่คุ้ม จะยอมให้คนมาแย่งไปได้อย่างไร
เฉินกวนโหลวไตร่ตรองแล้วกล่าวว่า “สือหงเป็นคนเก่าแก่ในคุก รู้กฎเกณฑ์รู้จังหวะจะโคน คนเช่นนี้ ผู้น้อยเห็นว่าต้องใช้งานให้หนัก เพิ่มภาระหน้าที่ให้เขา ให้เขาแบกรับภาระหนักของคุกหมายเลขหนึ่ง”
เขาเน้นเสียงคำว่า “ภาระหนัก” เป็นพิเศษ
ผู้คุมฟ่านฟังความแฝงในคำพูด เข้าใจความนัยของเฉินกวนโหลวได้ในทันที พยักหน้าหงึกหงึก “เจ้าพูดถูก สือหงเป็นคนเก่าแก่ สมควรมอบภาระให้เขาเพิ่ม เรื่องนี้ ข้าจะจัดการเอง เสี่ยวเฉิน ยังเป็นเจ้าที่หัวไว เจ้าวางใจเถอะ พวกเราลงเรือลำเดียวกัน มีประโยชน์ส่วนของข้า ก็ต้องมีส่วนของเจ้าไม่ขาด”
“ขอบคุณใต้เท้าฟ่าน!”
เฉินกวนโหลวรีบแสดงความจงรักภักดี
ผู้คุมฟ่านดีใจจนหัวเราะคิกคัก
ข่าวร้ายไม่เคยมาเดี่ยว
สือหงเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าผู้คุมได้ไม่กี่วัน คุกเทียนลาวก็มีข่าวฟ้าผ่าลงมาอีกครั้ง คราวนี้ ตั้งแต่บนลงล่าง ทุกคนต่างคร่ำครวญระงม ร้องว่าอนาถเหลือเกิน
ทำไมน่ะหรือ?
ก็เพราะเบื้องบนเปลี่ยนกฎเกณฑ์แล้ว
เบื้องบนขาดแคลนเงิน ขาดแคลนจนต้องมาเพ่งเล็งเอาที่คุกเทียนลาว
ตามกฎเดิม เงินที่นักโทษจ่ายมา สามส่วนเข้าบัญชีกองกลางของคุก สี่ส่วนส่งเบื้องบน อีกสามส่วนที่เหลือเหล่าผู้คุมและหัวหน้าแบ่งกัน กฎนี้ใช้กันมาหลายปี ทุกฝ่ายต่างพึงพอใจ ผู้คุมทำงานแข็งขัน ขยันหาเงิน ขุนนางเบื้องบนก็พอใจ งานในคุกเทียนลาวพวกผู้คุมจัดการเรียบร้อย ไม่ต้องให้พวกเขามาปวดหัว
จู่จู่ เบื้องบนก็สั่งให้ส่งเงินเจ็ดส่วนเข้าหลวง สองส่วนเข้ากองกลาง เหลือให้ผู้คุมและหัวหน้าแบ่งกันแค่ส่วนเดียว
ทันทีที่การตัดสินใจนี้ออกมา ตั้งแต่บนลงล่าง ตั้งแต่เจ้ากรมยันพัศดี ยันผู้คุม ยันหัวหน้า ยันผู้คุมระดับล่าง ต่างด่าทอกันขรม ใจดำเกินไปแล้ว
ผู้คุมฟ่านด่าแรงที่สุด เขาเพิ่งมา เงินยังโกยไม่คุ้ม ก็เจอกฎนี้เข้าไป
ไอ้ที่เรียกว่าส่งเบื้องบน เมื่อก่อนยังพอมีตกหล่นในมือบ้าง เรียกว่าค่าน้ำร้อนน้ำชา แต่ตอนนี้ เบื้องบนตรวจสอบเข้มงวด ค่าน้ำร้อนน้ำชาก็ไม่ให้ ได้เท่าไหร่ต้องส่งเท่านั้น เพื่อป้องกันคนในคุกเทียนลาวสมคบคิดกัน ทางกรมอาญาถึงกับส่งเสมียนบัญชีมาประจำที่คุกเทียนลาวหลายคนเพื่อตรวจสอบบัญชี
“ใจดำเกินไปแล้ว! คนข้างบนใจดำอำมหิตเกินไป พวกเขากินเนื้อ แต่ไม่ยอมให้พวกเราซดน้ำแกง ท่านอาอาวุโส ใต้เท้าฟ่าน เรื่องนี้จะยอมไม่ได้นะขอรับ!”
ผู้คุมฟ่านวิ่งไปร้องทุกข์ต่อหน้าพัศดีฟ่าน
แบบนี้ เงินหายไปเกินครึ่ง เขาจะโกยเงินได้อย่างไร เขาอุตส่าห์ละทิ้งความเย่อหยิ่งของบัณฑิต วิ่งมาเป็นผู้คุมคุก ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้ ปอดแทบจะระเบิดอยู่แล้ว
“แล้วจะให้ทำยังไง ก็ต้องทำใจ! คนที่เสียหายมากที่สุดคือข้า เข้าใจไหม!” พัศดีฟ่านก็โกรธจนหน้ามืดตาลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เขายื่นมือเข้าไปยุ่ง ถึงกับส่งคนทำบัญชีมาตรวจสอบทุกวัน
เขากัดฟันกรอด ที่พึ่งฝั่งนั้นก็พึ่งพาไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะออกหน้าแทนเขาเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ได้แต่จำยอมรับสภาพอย่างไม่อาจทำอะไรได้
เขาโกรธจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาสองวัน ตัวผอมลงไปเลย อนุภรรยาที่เพิ่งรับมา สัญญาว่าจะทำเครื่องประดับให้ชุดหนึ่ง คงต้องผิดคำพูดเสียแล้ว
ซือเย่หลี่ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ตามไปด้วย “กรมคลังไม่มีเงิน ค้างจ่ายเบี้ยหวัดขุนนางในเมืองหลวงมาครึ่งค่อนปีแล้ว ทางคุกเทียนลาว ก็น่าจะครึ่งค่อนปีแล้วที่ไม่ได้เบิกเงินสักอีแปะไม่ได้ข้าวสารสักเม็ด ล้วนอาศัยเงินเพียงน้อยนิดจากบัญชีกองกลางที่คุกเทียนลาวตั้งขึ้นเองมาจุนเจืออย่างยากลำบาก ตอนนี้บัญชีกองกลางถูกเบื้องบนหั่นไปหนึ่งส่วน ผู้คุมถูกหั่นไปสองส่วน วันหน้ายิ่งลำบากหนัก”
“ได้ยินว่าทางฝ่าบาทมีรายจ่ายมากขึ้นเรื่อยเรื่อย ขูดรีดหนักข้อขึ้น...”
“ชู่ว! ระวังปาก! ไม่อยากมีชีวิตแล้วรึ?” พัศดีฟ่านถลึงตาใส่ผู้คุมฟ่านผู้น้อยอย่างดุดัน “ที่นี่คือเมืองหลวง ไม่ใช่บ้านเก่าบรรพบุรุษ คุมปากของเจ้าให้ดี ห้ามพูดจาเหลวไหลไม่ว่าเวลาใด ต่อให้ในความฝัน ก็ต้องคุมปากให้ดี”
ผู้คุมฟ่านผู้น้อยหงอยลงทันที ดูขัดเขิน
ซือเย่หลี่กระแอมเบาเบา พูดเสียงค่อยว่า “พวกกบฏทางจินโจวอาละวาดหนักขึ้นเรื่อยเรื่อย กรมกลาโหมร้องขอเงินทุกวัน แต่ทว่า ฝ่าบาทไม่ยอมควักเงินจากท้องพระคลังส่วนพระองค์ออกมาใช้ ทรงให้เจียงถูขูดรีดจากท้องถิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนชาวบ้านโกรธแค้น ขุนนางจำนวนมากวิ่งไปหาองค์รัชทายาท...”
“พอได้แล้ว! เรื่องเหล่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้” พัศดีฟ่านปั้นหน้าเคร่ง “เรื่องคราวนี้ ผู้คุมข้างล่างต้องไม่พอใจกันมากแน่ พวกเจ้าช่วยข้าจับตาดูให้ดี หากมีใครก่อเรื่อง จะไม่ละเว้นเด็ดขาด”
บทที่ 94 งานนี้ทำต่อไม่ไหวแล้ว
คนเบื้องบนจิตใจดำมืดไส้เน่าเฟะ จู่จู่ก็เปลี่ยนกฎ รายได้ทุกคนลดฮวบ เหล่าผู้คุมเดือดดาลกันยกใหญ่
ผู้คุมทั้งหมดมาอออยู่ที่หน้าห้องเวร ต้องการคำอธิบาย แม้แต่ผู้คุมที่ไม่ได้เข้าเวร ก็ยังรีบมา ส่วนแบ่งจากสามส่วนลดเหลือหนึ่งส่วน วันหน้าทุกคนจะทำอย่างไร? นี่มันเศษเงินให้ขอทานชัดชัด
ทุกคนแบกรับคำด่าทอ ทำงานที่เหนื่อยที่สุดลำบากที่สุด ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้?
“เบื้องบนหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ควรจะให้คำอธิบายบ้างสิ”
“งานนี้จะทำต่อยังไงไหว? พวกเจ้าที่เป็นหัวหน้าเอาไปส่วนใหญ่ ที่เหลือให้ทุกคนแบ่งกัน จะแบ่งได้สักกี่ตังค์?”
“นี่มันบีบให้ทุกคนต้องไปเบียดบังค่าอาหารนักโทษหรือไร?”
“ค่าอาหารที่ไหนกัน ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ เบื้องบนไม่เคยจ่ายเงินค่าข้าวสารมาสักเม็ด กลับมาขูดรีดเงินจากคุกเทียนลาวอีก”
“เกินไปแล้ว พวกเราเหนื่อยแทบตาย โดนคนชี้หน้าด่า แต่พวกขุนนางกลับนั่งเสวยสุข ไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่นิดเดียว”
“หัวหน้าทั้งหลายขอคำตอบที่แน่นอนหน่อย วันหน้าจะให้ทำอย่างไร? ไม่ให้เงิน แล้วยังจะให้ทุกคนรักษากฎ เรื่องนี้มันทำยากอยู่นะ”
“ใช่ ใช่ เงินก็ไม่มี แล้วเอาอะไรมาให้พวกเรารักษากฎ”
“กฎเฮงซวยนี่ใครอยากรักษาก็รักษาไป ข้าไม่รับใช้แล้ว”
“ไม่รับใช้แล้ว ไม่รับใช้แล้ว!”
เหล่าผู้คุมโวยวายกันยกใหญ่
เฉินกวนโหลวกลับไม่ได้เอ่ยปาก เงียบสงบราวก้อนหิน ชำเลืองมองหัวหน้าผู้คุมอีกสองคนเป็นระยะ มีหัวหน้าผู้คุมอาวุโสสองคนอยู่ อย่างไรก็ไม่ถึงคิวเขาพูด เขาจะไม่แย่งซีนเด็ดขาด
หัวหน้าหวังอายุราวสี่สิบต้นต้น เป็นคนเก่าแก่ของคุกเทียนลาว เป็นหัวหน้ามาสิบปีแล้ว เขามองไปรอบรอบ กระแอมเบาเบา ยกมือพยายามกดเสียงผู้คุมให้เบาลง “ฟังข้าพูดสักคำ พวกเจ้ามาออโวยวายหน้าห้องเวร โวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์ อยากได้คำอธิบายที่ชัดเจนจริงจริง ก็ไปที่ห้องทำงานข้างนอก ไปหาใต้เท้าฟ่าน หาพัศดีฟ่านโน่น”
“ตาเฒ่าหวัง เจ้าดูความสนุกไม่กลัวเรื่องใหญ่สินะ!” หัวหน้าอู่ไม่พอใจแล้ว หากเกิดเรื่องวุ่นวาย เบื้องบนสืบสวนความผิด เขาก็หนีไม่พ้น “ทุกคนอย่าไปฟังตาเฒ่าหวังพูดเหลวไหล นี่เป็นการตัดสินใจของเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งที่พัศดีฟ่านจะเปลี่ยนแปลงได้ พวกเราจะทำอะไรได้ ก็ได้แต่จำยอม
คุกเทียนลาวของพวกเรายังนับว่าดี หน่วยงานข้างเคียงไม่กี่แห่งนั้น ครึ่งค่อนปีมาแล้วไม่ได้เบี้ยหวัดสักอีแปะ แม้แต่ข้าวสารแต่ละเดือนก็เบิกไม่ได้ พวกเราอย่างน้อยยังมีเงินได้ ยังมีกินมีดื่ม อย่าไม่รู้จักพอนะ! เกิดวุ่นวายขึ้นมา ตกงาน ถึงตอนนั้นไม่มียาแก้เสียใจให้กินนะ”
“หัวหน้าอู่อย่าปอดแหกสิ!”
“หัวหน้าอู่ท่านเก็บเงินได้พอแล้วนี่ ท่านก็ต้องไม่กังวลสิ พวกข้ายังรอเอาเงินกลับบ้านไปซื้อข้าวกิน ไม่กล้าเทียบกับท่านหัวหน้าอู่หรอก”
หัวหน้าอู่โกรธจัด ตบโต๊ะด่าลั่น “ข้าคิดแทนพวกเจ้าด้วยใจจริง พวกเจ้าไม่รับน้ำใจก็แล้วไป ยังมาหาว่าข้าปอดแหก ข้านี่ปอดแหกรึ? เป็นผู้คุมเหมือนกัน ความลำบากของทุกคนทำไมข้าจะไม่รู้ ก็โทษที่พวกเจ้าวันวันเอาแต่เล่นพนัน มีเงินหน่อยก็ลงขวดเหล้าวงไพ่ ไม่รู้จักเก็บออม
ทุกคนลองคิดดู การตัดสินใจของเบื้องบนเมื่อไหร่จะถึงคิวผู้คุมอย่างพวกเราไปกำหนดไปเปลี่ยนแปลง? อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป และก็อย่าดูแคลนพวกขุนนางเหล่านั้น พวกนั้นใจดำนะ! ระวังจะเอาหัวของพวกเราไปเชือดไก่ให้ลิงดู ไม่มีใครอยากเป็นไก่ที่ถูกเชือด ก็สงบเสงี่ยมกันหน่อย”
วาจาของหัวหน้าอู่โหดร้ายมาก และก็เป็นความจริงมาก
ผู้คุมคุกเทียนลาวถูกตัดหัว ไม่ใช่ครั้งแรกสองครั้ง
เฉินกวนโหลวมาอยู่ปีกว่า เจอเรื่องตัดหัวผู้คุมไปหลายรายแล้ว ผู้คุมไม่มีค่า หัวผู้คุมยิ่งไม่มีค่า พวกขุนนางบอกจะตัดก็ตัดเลย
หัวหน้าอู่ยืนอยู่บนจุดยืนแห่งความเป็นจริง สอนมวยให้ทุกคนบทหนึ่ง ผู้คุมขี้ขลาดบางส่วน ถอยออกไปเงียบเงียบ ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน
ผู้คุมอีกส่วนหนึ่งยิ่งไฟโทสะลุกโชน ความโกรธแค้นอัดแน่นเต็มอก ไม่ระบายออกมาก็ไม่สบายใจ
“ตามความหมายของหัวหน้าอู่ พวกเราควรจะก้มหน้ารับกรรม บ่นสักคำก็ไม่ได้? ยังต้องรักษากฎเฮงซวยของคุกเทียนลาวต่อไป”
“รักษากฎได้ แต่ต้องมีเงิน ไม่อย่างนั้นก็อย่าโทษที่พวกเราจะเรียนรู้วิธีใจดำอำมหิตจากพวกขุนนาง หาเรื่องนักโทษในคุกบ้าง”
“คุกหมายเลขหนึ่งขังแต่ขุนนางต้องโทษ ครอบครัวขุนนางต้องโทษพวกนี้มีทรัพย์สินมหาศาล งั้นก็รีดไถเงินทองออกมาให้เยอะหน่อย พวกเราผู้คุมรวมตัวกัน ใครกล้าปากโป้ง คนนั้นคือคนทรยศ”
“จะยอมให้เบื้องบนเหยียบย่ำตามใจชอบไม่ได้เด็ดขาด”
“ทุกคนเห็นด้วยหรือไม่?”
“บังอาจ!”
“เหลวไหล!”
“รนหาที่ตายรึ?”
หัวหน้าอู่และหัวหน้าหวังด่าทอเป็นพัลวัน
“ทุกคนอย่าไปฟัง นั่นเป็นวิธีพาพวกเจ้าหัวหลุดจากบ่า พวกเจ้าคิดจริงจริงหรือ ว่าพวกเจ้าแอบรีดไถเงิน คนเบื้องบนจะไม่รู้ ไร้เดียงสาจริงจริง อาหารการกินในแต่ละวัน ความเคลื่อนไหวในห้องลงทัณฑ์ เบื้องบนรู้เห็นหมดสิ้น พวกเจ้าแอบรีดไถเงินหรือไม่ ไม่ต้องถามพวกเจ้า แค่ตรวจสอบของใช้ในแต่ละวัน ก็รู้แจ้งเห็นจริงหมด หากพวกเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองถามหัวหน้าเฉินดู เขาดูแลสมุดบัญชี พวกเจ้าถามเขา เขาต้องเห็นกับตา ถึงจะยืนยันได้ว่าใครใครใครยักยอกเงินไปหรือ?”
หัวหน้าอู่ประโยคเดียว ก็ลากไฟสงครามมาที่ตัวเฉินกวนโหลว
เฉินกวนโหลวเห็นว่าหลบไม่พ้น กระแอมเบาเบา ลุกออกมากล่าวว่า “แอบรีดไถเงิน ย่อมไม่ได้แน่นอน เสมียนบัญชีที่กรมอาญาส่งมา ข้าได้สัมผัสดูแล้ว ล้วนแต่เป็นพวกเขี้ยวลากดิน อย่าว่าแต่แอบรีดไถเงิน ต่อให้บัญชีขาดไปแค่อีแปะเดียว พวกเขาก็มองปราดเดียวรู้ คิดจะทำบัญชีปลอมต่อหน้าเสมียนเฒ่ามากประสบการณ์พวกนี้ ใช้วิธีฉ้อโกงแบบนั้น เท่ากับรนหาที่ตาย”
“ความหมายของหัวหน้าเฉินก็คือ พวกเราสมควรได้ส่วนแบ่งแค่หนึ่งส่วน?” ผู้คุมคนหนึ่งไม่พอใจอย่างมาก
เฉินกวนโหลวกวาดตามองอีกฝ่าย “ชั่วคราวคงต้องเป็นเช่นนี้ แต่ข้าเชื่อว่า นโยบายการตัดสินใจใดใด จะเข้มงวดแค่ในช่วงแรกเท่านั้น พ้นช่วงแรกไปได้ พอถึงช่วงหลัง พวกเจ้าก็รู้รู้กันอยู่!”
คำพูดนี้ได้ผลยิ่งกว่าคำพูดของหัวหน้าอู่เสียอีก
เหล่าผู้คุมพอได้ฟัง ดูเหมือนจะมีเหตุผลนะ!
นโยบายการตัดสินใจทั้งหมดล้วนมีช่องโหว่ นี่เป็นประสบการณ์ที่เหล่าผู้คุมสรุปออกมาได้ ช่วงแรกแรกก็งี้ เข้มงวด จู้จี้จุกจิก หวังจะจับนกหัวโจกสักตัวสองตัวมาเชือดไก่ให้ลิงดู ขอแค่ผ่านช่วงแรกของนโยบายที่ยากลำบากที่สุดไปได้ พอถึงช่วงหลัง ฮิฮิ การตรวจสอบหย่อนยาน ถึงตอนนั้นก็ทำอะไรได้มากโข ก็แค่เปลี่ยนรายได้ที่ถูกกฎหมายและเปิดเผยเมื่อก่อน ให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนตัวใตโต๊ะ
ส่วนเสมียนบัญชีพวกนั้น ไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่เห็นแก่เงิน อีกไม่ช้าไม่นานก็คงติดสินบนซื้อตัวเสมียนบัญชีพวกนั้นได้
“พวกเราเชื่อหัวหน้าเฉิน!”
“หัวหน้าเฉินพูดมีเหตุผล”
“เรียนหนังสือกับไม่เรียนหนังสือมันต่างกันอย่างนี้นี่เอง หัวหน้าเฉินเรียนมา ย่อมรู้ทันความคิดพวกขุนนางพวกนั้น”
“หัวหน้าเฉินก็ใจดำเหมือนกับพวกขุนนางนั่นแหละ”
“ถุยถุยถุย พูดถึงหัวหน้าเฉินแบบนั้นได้ไง หัวหน้าเฉินเขาเรียกว่ารู้ทันโลก พูดไม่เป็นก็ไสหัวไป”
เหล่าผู้คุมเยินยอกันใหญ่
เฉินกวนโหลวได้แต่ยิ้มทั้งน้ำตา
หัวหน้าอู่โล่งอกดั่งยกภูเขาออกจากอก “ยังคงเป็นหัวหน้าเฉินที่มีวิธี ข้าพูดจนปากเปียกปากแฉะ ก็เกลี้ยกล่อมผู้คุมพวกนี้ไม่ได้ เจ้าเปิดปากประโยคเดียว ก็ทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจได้”
“เฮ้อ แก่แล้ว แก่แล้ว ไม่ได้เรื่องแล้วสิเรา!” หัวหน้าหวังกล่าวอย่างน้อยใจ “เทียบกับคนหนุ่มอย่างพวกเจ้า พวกเราตาแก่พวกนี้ คงคู่ควรแค่กินข้าวต้ม”
“หัวหน้าหวังอย่าล้อข้าเล่นเลย” เฉินกวนโหลวเตือนอีกฝ่าย “ล้วนเพื่อคุกเทียนลาว เพื่อคุกหมายเลขหนึ่ง พวกท่านก็คงไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียด จนเก็บกวาดลำบากหรอกนะ”
บทที่ 95 วาดฝันวิมานในอากาศ
ต่อให้มีคนแอบแฝงความเห็นแก่ตัว ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ก็ไม่อยากให้สถานการณ์ตึงเครียดจนถึงขั้นที่ไม่อาจแก้ไขได้ หากเบื้องบนเอาผิดลงมา ทุกคนก็รับผิดชอบไม่ไหว
สือหงที่เงียบมาตลอด จู่จู่ก็ถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง “หัวหน้าเฉินมั่นใจได้อย่างไรว่านโยบายจะผ่อนปรน? ข้าได้ยินมาว่า ในวังใช้เงินมือเติบ กรมคลังไม่มีเงินสักอีแปะ”
เฉินกวนโหลวชำเลืองมองเขา กล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร็วว่า “เมืองหลวงคือรากฐาน สายธนูหากขึงตึงเป็นเวลานานเกินไป จะขาดผึง”
“วาจานี้มีเหตุผล” หัวหน้าอู่พยักหน้าถี่ถี่ เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเฉินกวนโหลวอย่างยิ่ง คิดในใจว่าคนเรียนหนังสือมันต่างกันจริงจริง พูดจาสละสลวยแต่เข้าใจง่าย ไม่เหมือนพวกคนหยาบคนอื่นอื่น ที่ดีแต่แหกปากด่าแม่
สือหงดูเหมือนจะไม่ยอมรับ “แล้วถ้าเกิดมีเหตุไม่คาดฝันล่ะ?”
เฉินกวนโหลวจ้องมองเขา กล่าวอย่างจริงจังเป็นงานเป็นการว่า “เจ้าทางที่ดีควรภาวนาอย่าให้มีเหตุไม่คาดฝัน”
สีหน้าเคร่งขรึม ท่าทางจริงจัง จนสือหงลืมเสียงของตัวเองไปชั่วขณะ ลืมไปว่าจะโต้ตอบอย่างไร
รอจนเฉินกวนโหลวออกจากห้องเวรไป สือหงถึงได้สติกลับมาอย่างมึนงง “เขาเป็นอะไรของเขา? ข้าไม่ได้ไปยั่วยุเขาเสียหน่อย”
หัวหน้าอู่อืมออกมาคำหนึ่ง “หัวหน้าเฉินพูดถูก เจ้าทางที่ดีควรภาวนาอย่าให้มีเหตุไม่คาดฝัน”
“หมายความว่าอะไร? พูดให้ชัดเจนหน่อยได้ไหม” สือหงหน้าตามึนงง
หัวหน้าอู่ไม่อยากถกเถียงปัญหานี้ เดินจากไป
หัวหน้าหวังหัวเราะหึหึในใจ ตบไหล่สือหง กล่าวว่า “เจ้าลองคิดดูเอง ในสถานการณ์แบบไหนถึงจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน?”
“ข้าจะไปรู้ได้ไง”
“ไม่ เจ้ารู้ เพียงแต่เจ้าไม่ได้คิดไปในทางนั้น ทำงานในคุกเทียนลาวมาตั้งกี่ปี ก็ถือว่ามีความรู้ความเห็นอยู่บ้าง สงบสุขปลอดภัยสำคัญกว่าสิ่งใด เงินน้อยหน่อยก็ช่างมันเถอะ ยังดีกว่าเหตุไม่คาดฝันที่เจ้าว่านั่น”
“หัวหน้าหวัง ช่วยพูดให้กระจ่างหน่อยเถอะ ข้าไม่ได้เรียนหนังสือ รู้หนังสือไม่กี่ตัว พวกท่านพูดจากำกวม ข้าไม่เข้าใจจริงจริงนะ!” สือหงน้อยใจเหลือเกิน หัวหน้าสี่คน สรุปว่ามีเขาโง่อยู่คนเดียว ทุกคนรวมหัวกันรังแกเขาใช่ไหม
ไม่มีใครยอมพูดให้กระจ่างสักคน
เกินไปแล้ว!
หัวหน้าหวังหัวเราะฮะฮะ ไม่พูดจา
สือหงเข้าใจทันที “คืนนี้ข้าเลี้ยงเหล้า”
แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย
หัวหน้าหวังถึงได้หวังดีไขข้อข้องใจให้เขา “ที่คุกเทียนลาวแห่งนี้ มีเพียงสถานการณ์เดียวที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันอย่างที่เจ้าว่า นั่นก็คือข้างนอกเริ่มฆ่าแกงกันแล้ว เข้าใจหรือยัง?”
สือหงทำท่าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ดูเหมือนเข้าใจแล้ว แต่เหมือนยังเข้าใจไม่ถ่องแท้
หัวหน้าหวังส่ายหน้า สมองทึบแบบนี้ หมดทางเยียวยาจริงจริง ถ้าสือหงไม่มีลูกพี่ลูกน้องสาวสวย คิดวิธีส่งลูกพี่ลูกน้องให้พัศดีฟ่านเป็นอนุ ต่อให้อีกสิบปี คนแซ่สือก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าผู้คุม
แต่ว่า สมองของสือหงเปิดทวารตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้คิดวิธีส่งลูกพี่ลูกน้องออกมาได้ หรือว่าได้รับการชี้แนะจากยอดคน?
หัวหน้าหวังตัดสินใจแน่วแน่ คืนนี้ตอนดื่มเหล้า จะฉวยโอกาสมอมเหล้าสือหง ล้วงความจริงออกมา
ผู้คุมฟ่านถอนหายใจยาวเหยียด เขาเรียกเฉินกวนโหลวไปคุยที่ห้องทำงาน
“ปวดหัว! เบื้องบนครั้งนี้ทำเกินไปแล้ว”
เฉินกวนโหลวอือออไปสองสามคำ ถือว่าเป็นการตอบรับ ผู้คุมฟ่านเพียงต้องการผู้รับฟัง ไม่ใช่ให้เขาเสนอความคิดเห็น
“เงินหายไปฮวบฮาบเกินครึ่ง วันหน้าจะทำอย่างไร! เสี่ยวเฉิน ผู้คุมข้างล่างคงไม่ได้ก่อเรื่องใช่ไหม ทางคุกหมายเลขสองเริ่มโวยวายกันแล้ว ท่านพัศดีโกรธมาก”
“ใต้เท้าโปรดวางใจ คุกหมายเลขหนึ่งตอนนี้ทุกอย่างปกติ อารมณ์ของทุกคนมั่นคงดี เข้าใจได้ว่าเบื้องบนทำเช่นนี้ย่อมมีความลำบากใจที่ไม่อาจเลี่ยง ช่วงนี้ราชสำนักยากลำบาก ผู้คุมอย่างพวกเราก็มีจิตใจเพื่อส่วนรวม การแบ่งเบาภาระของเจ้านายถือเป็นหน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธ”
ผู้คุมฟ่าน: ……
ขนาดนั้นเชียว? ขนาดนั้นเชียว? ถึงขนาดต้องมาพูดคำสวยหรูจอมปลอมต่อหน้าเขาเชียวหรือ จิตใจเพื่อส่วนรวมบ้าบออะไรกัน
“เสี่ยวเฉินเอ๋ย เจ้ามีจิตใจเพื่อส่วนรวม มีความคิดแบ่งเบาภาระเจ้านาย นี่เป็นเรื่องดี แต่ทว่า ต่อหน้าข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ พวกเราก็แค่คุยเล่นกัน คุยเล่น ไม่ต้องเกร็ง”
“ใต้เท้ากล่าวถูกต้อง ข้าคนนี้บางครั้งก็ประหม่าง่าย” เฉินกวนโหลวยิ้มอย่างสงวนท่าที ดูเป็นหนุ่มน้อยด้อยประสบการณ์ น่าหลอกลวงยิ่งนัก
ผู้คุมฟ่านหัวเราะชอบใจ “ข้าตอนอายุเท่าเจ้า ก็ประหม่าง่าย สอบคัดเลือกถงเซิงตั้งหลายครั้ง ก็เพราะประหม่าเกินไป ยังดูโจทย์ไม่แตกก็รีบจรดพู่กัน กลัวแต่เวลาจะไม่พอตอบ เฮ้อ...”
“ใต้เท้าสะสมความรู้มายาวนาน ช้าเร็วต้องได้เลื่อนขั้นสู่จุดสูงสุด”
“ไม่ไหวแล้ว พอได้เป็นเสมียน ก็เป็นเสมียนไปตลอดชีวิต ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ เสมียนจะได้เป็นขุนนาง มีโอกาสแค่ตอนสร้างราชวงศ์ใหม่เท่านั้น ต่อมาเงื่อนไขการเป็นขุนนางก็เข้มงวดขึ้นเรื่อยเรื่อย ชาตินี้ข้าคงไม่มีโอกาสแล้ว”
ผู้คุมฟ่านเสียดายมาก ทอดถอนใจ
หากเขาอายุน้อยกว่านี้สักหน่อย เขาคงไม่มาเป็นผู้คุมคุกที่คุกเทียนลาวแน่ จะต้องมุ่งมั่นสอบเข้ารับราชการต่อไป
เฉินกวนโหลวกระแอมเบาเบา “ใต้เท้าไม่ต้องผิดหวัง ต่อให้เป็นเสมียน ก็ยังทำอะไรได้มากโข ข้างล่างขังขุนนางไว้ตั้งมากมาย หากใต้เท้าถูกชะตาใคร ก็ลองติดต่อดูสิขอรับ”
“ความหมายของเจ้าคือ?” ผู้คุมฟ่านเกิดความสนใจทันที ให้เฉินกวนโหลวอธิบายรายละเอียด
เฉินกวนโหลวจึงบอกเขาว่า “ขุนนางที่มีภูมิหลังมาจากสำนักศึกษาจี้เซี่ย โดยปกติมักจะมีโอกาสสูงมากที่จะได้กลับเข้ารับตำแหน่งเดิม ข้างกายพวกเขาก็ต้องการคนสนิทรู้ใจสักคนสองคน”
ผู้คุมฟ่านได้ฟัง ก็พยักหน้าถี่ถี่ “เจ้าพูดถูก คนเป็นขุนนางทุกคนล้วนต้องการลูกน้องคนสนิทไว้ทำงาน เพียงแต่ ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าขุนนางต้องโทษคนไหนน่าลงทุน? อีกอย่าง เขาอาจจะมองไม่เห็นหัวข้าก็ได้!”
“ใต้เท้าเพียงแค่รอคอยอย่างอดทนก็พอ ผู้น้อยจะคอยสังเกตนักโทษในคุกแทนใต้เท้า หากเจอคนที่เหมาะสม จะรีบแจ้งใต้เท้าทันที ถึงเวลานั้น ใต้เท้าค่อยทำตามความชอบของเขา...”
ผู้คุมฟ่านได้รับการชี้แนะจากเฉินกวนโหลว ก็รู้สึกเหมือนเจอคนที่ใช่แต่มาช้าไป เสียดายที่ไม่ได้เจอกันเร็วกว่านี้สักสิบปี
เขาจับมือเฉินกวนโหลว ถอนหายใจด้วยความซาบซึ้งไม่หยุดปาก บอกว่าเฉินกวนโหลวคือลูกน้องเหล็กที่จงรักภักดีที่สุดข้างกายเขา
เฉินกวนโหลวรู้สึกขยะแขยง รีบชักมือกลับมาอย่างแนบเนียน คนยุคนี้มีนิสัยเสียอยู่อย่าง พอตื่นเต้นก็ชอบจับมือค้างไว้ไม่ยอมปล่อย ก็ไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อย ผู้ชายสองคนจับมือกันแน่น ดูไม่งามเลย
ทำไมเฉินกวนโหลวถึงหลอกล่อผู้คุมฟ่าน?
ก็เพราะเขาดูออกว่าผู้คุมฟ่านเกิดความคิดที่จะขูดรีดเงินทองจากกระเป๋าผู้คุม จึงรีบใช้อนาคตมาเบี่ยงเบนความสนใจ ล้มเลิกความคิดของผู้คุมฟ่านเสีย
อยากมีอนาคต ก็ต้องไม่บีบคั้นพวกผู้คุมจนเกินไป นักโทษคลุกคลีกับผู้คุมทุกวัน หากเขาได้ชื่อว่าเข้มงวดหน้าเลือดกับลูกน้อง ข่าวลือไปถึงหูขุนนางต้องโทษที่กำลังจะได้กลับมารับตำแหน่งพวกนั้น จะยังมีอนาคตอะไรให้พูดถึงอีก
การเป็นขุนนาง ชื่อเสียงสำคัญที่สุด ต่อให้ลึกๆ ในใจจะไม่แคร์ชื่อเสียง อย่างน้อยภายนอกก็ต้องสร้างภาพออกมา การดึงคนที่มีชื่อเสียงชั่วช้ามาทำงานข้างกาย ไม่คุ้มค่าเลย
ผู้คุมฟ่านก็รู้ถึงความร้ายแรงในเรื่องนี้ ในใจของเขา อนาคตสำคัญกว่าเสมอ หากมีโอกาสได้เกาะแข้งเกาะขาผู้ยิ่งใหญ่สักคน ได้รับความชื่นชมจากผู้ยิ่งใหญ่ ยอมเสียเงินทองเล็กน้อยเขาก็ยังพอรับได้
เฉินกวนโหลวลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
ตราบใดที่ผู้คุมฟ่านไม่หน้ามืดตามัวมาล้วงกระเป๋าผู้คุม งานนี้ก็ยังพอทำต่อไปได้
บทที่ 096 บีบสละราชสมบัติ?
“ช่วงนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนลำบากกันหมดเลยนะ!”
เมื่อเฉินกวนโหลวเดินตรวจตราห้องขัง อวี๋เจ้าอันที่ว่างจนทนไม่ไหวก็แสร้งทำท่าทางเคร่งขรึมเข้ามาชวนคุย
เฉินกวนโหลวเดิมทีไม่อยากใส่ใจเขา จึงเดินหน้าต่อไป
“มีคนกำลังจะซวยแล้ว หรือพูดให้ถูกคือใกล้จะตายแล้ว”
คำพูดไม่น่าตื่นตระหนกก็ไม่ยอมหยุด
ทว่าไม้นี้กลับได้ผลชะงัดนัก เฉินกวนโหลวหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองอีกฝ่าย “เจ้ากำลังจะตายรึ?”
หึหึ!
อวี๋เจ้าอันหัวเราะเยาะ “ต่อให้นักโทษในคุกนี้ตายจนหมด ก็ยังไม่ถึงคิวของข้าหรอก แต่คนอื่นน่ะไม่แน่”
เฉินกวนโหลวขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจรับบทเป็นลูกคู่คอยรับมุกอีกฝ่าย เพื่อสนองความต้องการอวดภูมิของเขา “ลองว่ามาซิ ถ้าพูดมีเหตุผล ข้าจะยอมรับนับถือเจ้า”
อวี๋เจ้าอันพิงประตูห้องขัง แสดงท่าทางเกียจคร้านเบื่อหน่าย เมื่อถูกขังอยู่ในคุกเทียนลาวนานเข้า ต่อให้มีนิสัยเดิมมากแค่ไหนก็ถูกบีบให้เปลี่ยนไป อวี๋เจ้าอันที่เคยสะอาดสะอ้านและทรงพลัง บัดนี้เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตโสโครกในคุกเทียนลาว เรียนรู้ที่จะกลมกลืนไปกับคุก และยอมรับของขวัญจากโชคชะตา
เขาสููดลมหายใจเข้าลึก “พวกเจ้าผู้คุมโวยวายเรื่องเงินกันยกใหญ่ เจ้าลองเดาสิว่าคนแบบไหนถึงจะบ้าคลั่งขนาดกล้ามาแตะต้องเงินของคุกเทียนลาว?”
“คนโลภเงิน?” เฉินกวนโหลวลองคาดเดา
อวี๋เจ้าอันส่ายหน้า ยิ้มอย่างมีเลศนัย “ผิดแล้ว คือคนที่คิดจะทำการใหญ่ต่างหาก คนโลภเงินโดยปกติจะไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบตัว เพราะสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยจะช่วยให้พวกเขากอบโกยเงินทองได้สะดวก มีเพียงคนที่พยายามจะทำการใหญ่ และคิดจะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เท่านั้น ที่จะกล้าลงดาบเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อย่างบ้าระห่ำ”
เฉินกวนโหลวเลิกคิ้ว ได้ความรู้ใหม่แล้ว คำพูดนี้ดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง! ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดมองปัญหาจากมุมนี้มาก่อน สมกับเป็นรองเจ้ากรมตรวจการขวา เข้าใจแง่มุมต่างๆ ของราชสำนักและนิสัยคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาเสียเปรียบตรงที่ไม่เคยคลุกคลีในวงการขุนนาง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเหมือนน้ำครึ่งถัง พอเป็นเรื่องลึกซึ้ง ประสบการณ์ในอดีตก็ใช้ไม่ได้ผลนัก ต่อให้เป็นยุคข้อมูลข่าวสารในโลกอนาคต การเปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังของวงการขุนนางก็มีน้อยมาก ส่วนใหญ่ให้แค่ผลลัพธ์ ส่วนกระบวนการนั้นหากไม่ใช่คนในหรือผู้เกี่ยวข้อง ก็ไม่มีทางล่วงรู้
ชาวเน็ตทำได้เพียงใช้ความรู้ตื้นเขินของตนเองไปคาดเดาว่าฮ่องเต้ใช้จอบทองคำขุดดินหรือไม่ หรือเวลาดื่มน้ำเต้าหู้ต้องกินหนึ่งชามเททิ้งหนึ่งชามหรือเปล่า
“ความหมายของเจ้าคือ เบื้องบนกำลังจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่?”
“จะต้องมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อย่างแน่นอน เจ้าลองออกไปสืบข่าวดูเถิดว่าเบี้ยหวัดของเสมียนและเจ้าหน้าที่ระดับล่างในหน่วยงานอื่นลดลงด้วยหรือไม่”
“ถ้าใช่ แล้วมันจะหมายความว่าอย่างไร?”
“ถ้าใช่ นั่นก็ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน่วยงานเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยงกันครั้งใหญ่ของหน่วยงานต่างๆ ในราชสำนัก หึหึ ดูท่าทางจะมีคนอดรนทนไม่ไหว อยากจะบีบสละราชสมบัติเสียแล้ว!” อวี๋เจ้าอันหัวเราะลั่น
เฉินกวนโหลวกลับตื่นตระหนกจนหนังตากระตุก
“บีบสละราชสมบัติ? เจ้าอย่าพูดซี้ซั้วนะ” เขากดเสียงต่ำ ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายระวังปาก อย่าคิดว่าอยู่ในคุกเทียนลาวแล้วจะพูดจาเหลวไหลได้
อวี๋เจ้าอันแค่นหัวเราะ สีหน้าดูแคลนอย่างยิ่ง “เจ้าดูข้าเหมือนคนพูดเหลวไหลรึ? เจ้าเคยเห็นท้องพระโรงไหม เคยเห็นจักรพรรดิไหม ชั่วชีวิตนี้ขุนนางที่ใหญ่ที่สุดที่เจ้าเคยเห็น ยิ่งใหญ่แค่ไหน มีถึงขั้นเจ็ดหรือไม่? เจ้าเคยคบค้าสมาคมกับผู้ยิ่งใหญ่ในราชสำนักพวกนั้นหรือ เจาก็แค่ผู้คุมตัวเล็กเล็ก จะมีคุณสมบัติอะไรมาสงสัยการตัดสินใจของข้า ข้าจะบอกให้ นี่คือการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่วางแผนมานานแล้ว เจ้าต้องระวังตัวให้ดี”
เฉินกวนโหลวหน้าขรึม ข่มโทสะในใจ “ต่อให้สิ่งที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริง ข้าต้องระวังอะไร?”
อวี๋เจ้าอันกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อีกไม่นาน คุกแห่งนี้จะมีคนล้น ขุนนางขั้นสามขึ้นไปจำนวนมากจะถูกจับเข้ามา เจ้าว่าเจ้าควรระวังตัวหรือไม่ เผลอเผลออาจมีเชื้อพระวงศ์ถูกจับเข้ามาด้วย คนพวกนั้นต่อให้เจ้าปรนนิบัติอย่างไรก็ไม่ทำให้พวกเขาพอใจได้ และการที่พวกเขาจะบี้เจ้าให้ตายก็ไม่ได้ยากไปกว่าบี้มดสักตัว”
เฉินกวนโหลวข่มความกังวลในใจ ปั้นหน้าเคร่งถามว่า “เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือว่าจะมีคนบีบสละราชสมบัติ”
“ข้ารู้นิสัยสันดานของคนกลุ่มนั้นดีเกินไป เพราะครั้งหนึ่งข้าก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น เบื้องบนไม่จัดสรรงบประมาณ ไม่แจกจ่ายเสบียงอาหารมานานแค่ไหนแล้ว? เกือบปีแล้วกระมัง”
อวี๋เจ้าอันมองเฉินกวนโหลวอย่างลำพองใจ
เขาไพล่มือไว้ด้านหลัง เดินไปเดินมาในห้องขัง ท่าทางราวกับกำลังชี้แนะราชการแผ่นดิน สั่งการรบอย่างห้าวหาญ ช่างมีมาดของขุนนางใหญ่แห่งราชสำนัก สมกับเป็นอดีตรองเจ้ากรมตรวจการขวา ท่าทางภูมิฐานเหลือเกิน
ได้ยินเขาพูดต่อว่า “ความเป็นความตายของขุนนางระดับล่าง ไม่มีใครสนใจหรอก แต่เมื่อมีความจำเป็น ก็ไม่เสียหายที่พวกเขาจะใช้ความต้องการของขุนนางและเสมียนระดับล่างมาเพิ่มน้ำหนักในการต่อรอง
ฝ่าบาททรงลุ่มหลงในการบำเพ็ญพรตแสวงหาความอมตะ ใช้เงินทองดุจสายน้ำไหล ไม่สนใจความทุกข์ยากของชาวบ้าน ไม่สนภัยพิบัติทางธรรมชาติ ต่อให้กบฏจินโจวจะอาละวาดหนักข้อขึ้นเรื่อยเรื่อย ก็ไม่อาจสั่นคลอนความตั้งใจของฝ่าบาทที่มุ่งแสวงหาความอมตะได้ ร้อนใจ! ทุกคนต่างร้อนใจกันทั้งนั้น!
เหล่าขุนนางผู้ทรงเกียรติในราชสำนัก จะยอมให้ระอำนาจตกไปอยู่ในมือของนักพรตจอมต้มตุ๋นพวกนั้นได้อย่างไร เป็นเจ้า เจ้าก็คงไม่ยอม หากข้ายังอยู่ในราชสำนัก ข้าคงต้องตีนักพรตเหม็นโฉ่พวกนั้นให้ตายคาที่แน่ ดูสิ ข้าถูกขังในคุกเทียนลาวมาเกือบปี ยังไม่อาจระงับโทสะได้จริงจริง แล้วเหล่าขุนนางผู้ทรงเกียรติในราชสำนัก จะยอมทนให้คนถ่อยไม่กี่คนมาขี่คออวดเบ่งได้อย่างไร
จะต้องมีการถวายฎีกาทัดทาน จะต้องมีการบีบสละราชสมบัติ องค์รัชทายาทเป็นเป้าหมายในการดึงมาเป็นพวกที่ดีที่สุด น่าเสียดายที่องค์รัชทายาทใจร้อนไปหน่อย ข้าล่ะหวังด้วยใจจริงว่าครั้งนี้องค์รัชทายาทจะฉลาดขึ้นมาบ้าง อย่าถูกพวกนักวางแผนทะเยอทะยานดึงไปเป็นพวก เป็นแค่ผู้ชมดูละครอยู่ข้างเวทีก็พอแล้ว”
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะสนับสนุนองค์รัชทายาท ข้าได้ยินคนเขาพูดกันว่า เมื่อก่อนเจ้าถวายฎีกาเล่นงานองค์รัชทายาทเป็นประจำ กล่าวหาว่าพระองค์ไม่บำเพ็ญคุณธรรมส่วนพระองค์ หรือเรื่องจุกจิกหยุมหยิมในชีวิตประจำวันทำนองนั้น”
เฉินกวนโหลวแปลกใจมาก คนผู้นี้ไม่มีความภักดีตลอดรอดฝั่ง มีแต่เรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้น
อวี๋เจ้าอันหัวเราะ หึหึ สีหน้าดูภาคภูมิใจปนระลึกความหลัง
เขาเชิดหน้าพลางกล่าวว่า “เจ้ารู้อะไร นั่นเขาเรียกว่ายุทธวิธี ฝ่าบาทแก่ชราแล้ว องค์รัชทายาทกำลังหนุ่มแน่น นี่เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง หากต้องการรักษาองค์รัชทายาท ก็ต้องถวายฎีกาเล่นงานองค์รัชทายาท อย่าให้องค์รัชทายาทกลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ โลกนี้ไม่มีนักบุญ
การถวายฎีกาเรื่องหยุมหยิมในชีวิตประจำวัน สำหรับองค์รัชทายาทแล้ว ไม่กระทบกระเทือนผลประโยชน์หลักแต่อย่างใด แถมยังสร้างภาพลักษณ์ให้ฝ่าบาทเห็นว่าองค์รัชทายาทไม่ได้ซ่องสุมพรรคพวก คนฉลาดที่แท้จริง ย่อมเข้าใจหลักการ ‘กดให้ต่ำก่อนยกให้สูง’ ในความจริงมีความเท็จ ในความเท็จมีความจริง รักคือเกลียด เกลียดคือรัก ในวงการขุนนาง หากเจ้าสนับสนุนใครสักคนจากใจจริง อย่าได้สนับสนุนอย่างออกหน้าออกตา ต้องทำอย่างลับลับ”
“ทำไมเจ้าถึงบอกเรื่องพวกนี้กับข้า? เรื่องส่วนตัวขนาดนี้ เจ้าบอกข้า คงไม่ได้คิดจะทำร้ายข้าหรอกนะ” เฉินกวนโหลวมองอีกฝ่ายอย่างระแวง
วันนี้อวี๋เจ้าอันพูดมากผิดปกติ
เรื่องผิดปกติย่อมมีเลศนัย
เขาไม่เชื่อหรอกว่าจู่จู่ อวี๋เจ้าอันจะเปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะระบายความในใจ ยินดีแบ่งปันความลับ เขาคาดเดาอีกฝ่ายในแง่ร้ายที่สุดไว้ก่อนว่า เจ้าหมอนี่ไม่มีจิตเจตนาดี
“โง่! ข้ากำลังสอนงานเจ้า วันข้างหน้าเจ้าเข้าสู่วงการขุนนาง เรื่องพวกนี้ล้วนได้ใช้ประโยชน์”
“ข้าไม่เข้าวงการขุนนาง” เฉินกวนโหลวปฏิเสธเสียงหนักแน่น เขาต้องบ้าไปแล้วแน่แน่ถ้าจะไปเข้าวงการขุนนาง คุกเทียนลาวดีจะตาย งานน้อย เงินเยอะ แถมไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมองเห็นความลับในตัว
ขืนเข้าวงการขุนนาง ไปเป็นเพื่อนร่วมงานกับพวกชนชั้นนำระดับหัวกะทิ พวกอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะเหล่านั้น ต่อให้เขามีความรู้จากโลกอนาคต ถ้าเล่นเล่ห์เหลี่ยมกัน ไม่ช้าก็เร็วคงถูกปั่นหัวจนตาย
ลำพังแค่ทรัพยากรที่คนพวกนั้นกำอยู่ในมือ ก็เป็นสิ่งที่เขาจินตนาการไม่ถึงแล้ว
บทที่ 097 แม้เป็นมดปลวก ก็ต้องต่อต้านให้ถึงที่สุด
“เป็นลูกผู้ชายอกสามศอกแท้แท้ กลับไร้ซึ่งปณิธาน น่าถอนหายใจยิ่งนัก”
อวี๋เจ้าอันรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ท่าทางนั้นราวกับกำลังจะบอกว่า เฉินกวนโหลว เมื่อครู่เจ้าเพิ่งพลาดเงินไปหนึ่งล้าน หนึ่งล้านเต็มเต็มเลยนะ!
โอกาสวางอยู่ตรงหน้า หากเป็นลูกผู้ชายก็ควรคว้าไว้ให้มั่น ไม่ใช่ผลักไสโอกาสออกไป นั่นเป็นสิ่งที่คนโง่เท่านั้นที่จะทำ
จิตใจของเฉินกวนโหลวไม่หวั่นไหว “คนเรามีปณิธานต่างกัน”
อวี๋เจ้าอันแค่นเสียงเย็นชาอย่างไม่พอใจนัก “อุตส่าห์หวังดีจะมอบลาภยศให้ แต่เจ้ากลับไม่รู้จักดีชั่ว”
ในใจเฉินกวนโหลวคิด: หึหึ!
เขารู้อยู่แล้วว่าอวี๋เจ้าอันไม่ได้หวังดี ที่แท้ก็อยากจะหลอกใช้เขา
“ลาภยศต้องแสวงหาในดงอันตราย เจ้าคิดจะเอาหัวของข้าไปทำอะไร?” เขาถามด้วยความสงสัย คนอย่างอวี๋เจ้าอันเป็นคนเห็นแก่ตัว หยิ่งยโสไม่เห็นหัวใคร และมีการแบ่งชนชั้นวรรณะอย่างรุนแรง
เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าอีกฝ่ายจะมาให้คุณกับตนโดยไม่มีสาเหตุ
คนประเภทนี้ เวลาทำทีเป็นนอบน้อมถ่อมตนต่อผู้ต่ำต้อย ย่อมต้องมีสิ่งที่ต้องการ
“ใครบอกว่าจะเอาหัวของเจ้า” อวี๋เจ้าอันทำท่ารังเกียจ “หัวของเจ้าไม่มีค่าสักหน่อย”
คราวนี้เป็นฝ่ายเฉินกวนโหลวที่แสดงสีหน้าดูแคลนบ้าง
ถึงเวลานี้แล้ว ยังจะมาเล่นละครให้ใครดูอีก!
เขาเปิดอกพูดตรงตรง “หัวของข้าไม่มีค่าจริงจริง แต่ปากของข้าสำหรับใต้เท้าแล้วคงมีค่าพอดู ใต้เท้าอวี๋ ท่านเป็นขุนนางใหญ่ มีอนาคตไกล มาล้อเล่นกับคนตัวเล็กเล็กอย่างพวกข้ามันสนุกนักรึ? หากข้าโลภมากสักนิด ป่านนี้คงหลงกลท่านไปแล้ว หากวันนี้เป็นผู้คุมคนอื่นมายืนอยู่ตรงนี้ ผ่านไปสองวัน คงเหลือแต่ศพ ความเป็นความตายของคนตัวเล็กเล็กอย่างพวกข้า ท่านคงไม่เห็นอยู่ในสายตา แต่ข้าแคร์ ท่านระวังปากของท่านให้ดี ตอนนี้ท่านอยู่ในถิ่นของข้า ข้ามีวิธีจัดการท่านสารพัด”
อวี๋เจ้าอันอ้าปากค้าง สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เขาตะคอกว่า “บังอาจนัก เจ้าไม่กลัวหรือว่าหลังจากเปิ่นกวนออกไปได้ พูดแค่ประโยคเดียวก็ส่งเจ้าไปขุดถ่านหินที่ห่างออกไปสามพันลี้ได้”
“ข้ากลัวสิ! ข้ากลัวมากเลยล่ะ ดังนั้นข้าถึงได้สุภาพนอบน้อมกับท่านมาตลอด พยายามตอบสนองความต้องการของท่าน แต่วันนี้ท่านกลับอยากได้หัวของข้า เอาหัวของข้าไปสนองตัณหาของท่าน เช่นนั้นเราก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันแล้ว สำหรับคนที่คิดจะฆ่าข้า ข้าไม่เคยเกรงใจ”
เฉินกวนโหลวแกว่งพลองไฟน้ำในมือ รัศมีไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
อวี๋เจ้าอันโกรธจนแทบคลั่ง เขาถึงกับถูกผู้คุมตัวเล็กเล็กข่มขู่ เขาถึงกับถูกผู้คุมตัวเล็กเล็กมองทะลุปรุโปร่ง
ยอมไม่ได้เด็ดขาด!
“เจ้าเชื่อหรือไม่ ตอนนี้ข้าก็สั่งฆ่าเจ้าได้”
“เชื่อ! ทุกคำขู่ที่ออกจากปากท่าน ข้าเชื่อหมด แต่นั่นแล้วอย่างไร ต่อให้เป็นคนตัวเล็กเล็ก ก็ใช่ว่าจะยอมให้ท่านเชิดเป็นหุ่น ท่านอยากให้ข้าเป็นเบี้ย ก็ต้องถามข้าก่อนว่ายอมหรือไม่”
เฉินกวนโหลวไม่ยอมอ่อนข้อ ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ขอเพียงเขาถอย อีกฝ่ายก็จะยิ่งได้คืบจะเอาศอก การบีบคั้นคนตัวเล็กเล็ก สำหรับคนประเภทอวี๋เจ้าอันแล้ว เป็นสิ่งที่ทำได้อย่างคล่องแคล่ว เคยชินมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีภาระทางใจใดใด พอสมหวังแล้ว ก็มีแต่จะลำพองใจ พูดประโยคที่ว่า: ได้รับการใช้งานจากเปิ่นกวน ถือเป็นเกียรติของเจ้า
ช่างยโสโอหังเช่นนี้แหละ!
“ยอมตาย ดีกว่าจะแข็งข้อกับข้ารึ?” อวี๋เจ้าอันกัดฟันกรอดถาม
เฉินกวนโหลวแค่นหัวเราะ ขบขันที่อีกฝ่ายถามคำถามโง่เขลาเช่นนี้ออกมา “ร่วมมือกับท่าน แล้วจะไม่ตายหรือไง?”
“ย่อมไม่ตายแน่นอน” อวี๋เจ้าอันรีบกล่าว “เจ้าเพียงแค่ส่งข่าวประโยคหนึ่งให้คนบางคนตามที่ข้าสั่ง ข้ารับรองความปลอดภัยของเจ้า ไม่นานเจ้าก็จะได้ออกจากคุกเทียนลาว ไปเป็นขุนนางอย่างเป็นทางการ เริ่มจากขุนนางขั้นเก้า เป็นอย่างไร?”
“ท่านเชื่อหรือไม่ ตอนนี้ข้าไปขอร้องนายท่านใหญ่จวนโหว จ่ายเงินสักหน่อย ก็เป็นขุนนางขั้นเก้าได้เหมือนกัน แถมไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงใดใด”
เฉินกวนโหลวเยาะเย้ยอีกฝ่าย
เขาไม่ใช่คนไร้หัวนอนปลายเท้า เขาแซ่เฉิน แม้จะพ้นห้าชั่วคนจากจวนโหวไปแล้ว แต่ก็ยังมีที่พึ่งพิงมากกว่าคนอื่น คนอื่นมีเงินก็ยังก้าวข้ามธรณีประตูจวนโหวไม่ได้ แต่เขาทำได้
“เจ้า... ช่างไม่รู้จักดีชั่ว เจ้าไม่อยากฟังหรือว่าข้าจะมอบความร่ำรวยแบบไหนให้เจ้า ลำพังจวนโหวจะนับเป็นตัวอะไรได้”
อวี๋เจ้าอันยังไม่ยอมแพ้ ยังพยายามเกลี้ยกล่อมเฉินกวนโหลว
เฉินกวนโหลวมั่นใจว่าเขาซ่อนเจตนาร้าย แต่ก็ยังไว้หน้าอีกฝ่าย ออกความเห็นให้อย่างจริงใจ “ใต้เท้าอวี๋รีบร้อนขนาดนี้ จะยอมเสียเงินสักหน่อยไหม ข้าจะช่วยไปตามพ่อบ้านที่จวนของท่านมาให้ พ่อบ้านจวนท่าน ความสามารถในการวิ่งเต้นส่งข่าวย่อมเก่งกว่าข้าแน่ ทั้งยังรู้จักคนใหญ่คนโตมากมาย
ใต้เท้าอวี๋เอ๋ย ท่านอย่าได้มองข้ามคนใกล้ตัวไปหาคนไกล วางแผนเล่นงานคนตัวเล็กเล็กอย่างพวกข้าเลย ได้หรือไม่? ข้ากับท่านไร้ความแค้นต่อกัน ต่อให้ท่านดูถูกข้า เหยียดหยามข้า ก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าข้าให้ตาย มีข้าอยู่ในคุกเทียนลาว ครั้งหน้าหากคนบ้านเดียวกันหรือเพื่อนร่วมรุ่นของท่านถูกจับขังคุกเทียนลาว เห็นแก่หน้าท่าน ข้าย่อมต้องดูแลพวกเขาเป็นพิเศษ ไม่ยอมให้ใครมารังแกแน่นอน”
“เหลวไหล! เจ้าอย่ามาแช่งเปิ่นกวน คนบ้านเดียวกันและเพื่อนร่วมรุ่นของเปิ่นกวนอยู่สุขสบายดี”
“มีคำกล่าวหนึ่ง ไม่ทราบว่าใต้เท้าอวี๋เคยได้ยินหรือไม่ จุดจบของขุนนางคือคุกเทียนลาว! คุกเทียนลาว คือสถานที่ที่ขุนนางทุกคน ชั่วชีวิตนี้จะต้องมาเยือนสักครั้งอย่างแน่นอน”
เฉินกวนโหลวพูดหยอกล้อ
อวี๋เจ้าอันโกรธจนหนวดกระดิกตาถลน
เฉินกวนโหลวถือไพ่เหนือกว่าเล็กน้อย โบกมือ แล้วเดินตรวจตราห้องขังต่อไป
อวี๋เจ้าอันโกรธจนเตะประตูห้องขัง “เฉินกวนโหลว เจ้าจะต้องเสียใจกับการตัดสินใจในวันนี้”
เฉินกวนโหลวยื่นมือออกไป ชูนิ้วกลางใส่อีกฝ่ายทันที ในบรรดาขุนนางที่โลดแล่นในวงการ หากบอกว่ารองเสนาบดีกรมอาญาซุนเต้าหนิงทำให้คนรู้สึกยากหยั่งถึง อวี๋เจ้าอันก็ทำให้คนรู้สึกถึงความอัปลักษณ์และเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์
คนที่อยู่สูงช่างยโสโอหังเสียจริง มองคนธรรมดาเป็นดั่งมดปลวก จะเหยียบให้ตายก็เหยียบ ไม่มีความรู้สึกผิดใดใด ในสายตาพวกเขา มดปลวกมีชีวิตอยู่ก็เพื่อเป็นเครื่องมือในการถูกขูดรีดภาษี ตายไปก็เป็นปุ๋ยให้แผ่นดิน คุณค่าความหมายของชีวิต มดปลวกไม่คู่ควรจะมี
บัดซบ!
ในใจเฉินกวนโหลวเกิดแรงกระตุ้นรุนแรง สักวันหนึ่ง เขาจะจัดการอวี๋เจ้าอัน ไอ้คนสารเลวนี่ให้ตาย
วันเวลาที่สงบสุขมักมีน้อยนัก
นึกว่าปฏิเสธอวี๋เจ้าอันไปแล้ว อีกฝ่ายจะยอมสงบเสงี่ยม ทว่าผ่านไปไม่กี่วัน ในขณะที่เหล่าผู้คุมยังคงพยายามทำใจและกล่อมตัวเองให้ยอมรับรายได้ที่ลดฮวบฮาบ ลูกน้องใต้สังกัดของเขาก็ตายไปคนหนึ่ง
เป็นชายหนุ่มที่เพิ่งถูกเสริมเข้ามาในกะของเขาเมื่อไม่นานมานี้ ชื่อจริงหงจ้วงสือ ชื่อเล่นหงเอ้อร์โก่ว ปกติเป็นคนเงียบเงียบ ทำงานขยันขันแข็ง ดูเป็นเด็กหนุ่มที่สงบเสงี่ยมคนหนึ่ง
“ตายยังไง?” เฉินกวนโหลวพบว่า ช่วงนี้ตนเองมีความผูกพันลึกซึ้งกับประโยคนี้เสียเหลือเกิน เว้นช่วงไม่นานก็ต้องถามสักครั้ง
อัตราการตายในคุกเทียนลาวชักจะสูงเกินไปแล้ว
เซียวจินก้าวออกมากล่าวว่า “ได้ยินว่าเมื่อคืนเจอโจร ถูกแทงไปหนึ่งแผล กว่าจะมาพบ คนก็สิ้นใจไปแล้ว”
เฉินกวนโหลวตีหน้าเครียด “ทางการสรุปผลว่าไง?”
เซียวจินพยักหน้ารัวรัว “ข้าน้อยไปดูที่ที่ว่าการมาแล้ว เป็นแผลถูกแทงจริงจริง เสียเลือดมากเกินไป”
“ช่วงนี้ใครเข้าเวรคู่กับหงเอ้อร์โก่ว?”
“ข้าเอง!” เจ้าเตี้ยหลิวเซ่อก้าวออกมา “ช่วงนี้ข้าเป็นคนพาหงจ้วงสือเข้าเวรตลอด”
“มีความผิดปกติอะไรไหม?”
“ข้าน้อยตาถั่ว ไม่พบความผิดปกติอะไรขอรับ”
บทที่ 098 จุดจบของผู้คุมคือความตาย
หลังเลิกงาน เฉินกวนโหลวพาเซียวจินไปยังสถานที่เกิดเหตุของหงจ้วงสือ
บ้านของหงจ้วงสืออยู่นอกเมือง เพื่อความสะดวกในการทำงาน เขาจึงเช่าเรือนหลังเล็กเล็กในเมืองเพื่ออยู่อาศัย
เรือนมีขนาดเล็กมาก รวมแล้วมีแค่สามห้อง เมื่อเดินผ่านประตูรั้วเข้ามา ก็มองเห็นโครงสร้างของบ้านทั้งหลังได้ในปราดเดียว เรือนหลักหนึ่งหลัง เรือนปีกหนึ่งหลัง และห้องครัวอีกหนึ่งห้อง
การต่อสู้เกิดขึ้นในเรือนหลัก โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น มีกองเลือดกองหนึ่ง
เซียวจินไม่ค่อยเข้าใจ “หัวหน้าเฉิน พวกเราจะตรวจสอบอะไรหรือ?”
เฉินกวนโหลวมองไปที่หลังคา “เจ้าลองเดาสิว่าหงจ้วงสือจะซ่อนของมีค่าไว้ที่ไหน?”
เซียวจินชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด แล้วกล่าวว่า “บนคานบ้านจะดูโจ่งแจ้งไปหน่อยไหม ถ้าเป็นข้าจะซ่อนของ ไม่ขุดผนังห้องนอน ก็ซ่อนในครัว หรือไม่ก็ซ่อนในลานบ้าน”
“ตกลง ก็ลองหาดูตามความคิดของเจ้า”
หืม?
เซียวจินงงงัน
เขาเกาหัว “หัวหน้าเฉินพูดจริงหรือ? แต่ว่าหงจ้วงสือน่าจะไม่มีเงินเท่าไหร่นะ”
“เจ้าอย่าเพิ่งสนว่าเขามีเงินหรือไม่มีเงิน ลองหาดูตามความคิดในการซ่อนของของเจ้าก็พอ ถึงตอนนั้นข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังเอง”
“อ้อ!”
เซียวจินยังคงปฏิบัติตามคำสั่งอย่างซื่อสัตย์ เริ่มคลำหาไปทั่วห้องทั้งสาม
เฉินกวนโหลวเดินไปที่ลานบ้าน ปีนขึ้นไปบนกำแพง
แล้วก็พบรอยเท้าที่ไม่ค่อยชัดเจนรอยหนึ่งจริงจริง
เขานั่งยองยองครุ่นคิดอยู่บนกำแพง โดยไม่ตั้งใจ สายตากวาดผ่านกองฟืนใต้ชายคาที่วางระเกะระกะ แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องเข้ามาวูบหนึ่ง แสงสะท้อนเข้าตาเขา
เขารีบกระโดดลงจากกำแพง ตรงไปยังกองฟืนแล้วเริ่มรื้อค้น
เจอแล้ว!
ถุงเงิน!
ถุงเงินตุงตุงสามใบ
“เจอแล้ว”
เซียวจินได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว รีบวิ่งออกมาจากในห้อง
เฉินกวนโหลวหยิบถุงเงินใบหนึ่งขึ้นมา เปิดออกดู ข้างในเต็มไปด้วยก้อนเงิน หยิบอีกใบขึ้นมา ข้างในเป็นเครื่องประดับทองเงินหลากหลายชนิด หยิบอีกใบขึ้นมา นอกจากก้อนเงินแล้วยังมีเม็ดทองคำ
เซียวจินอ้าปากค้าง รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก “นะ... นี่... ของพวกนี้รวมรวมกันแล้ว อย่างน้อยต้องมีมูลค่าหลายร้อยตำลึงเงินแน่แน่”
“สองสามร้อยตำลึงต้องมีแน่ มีแต่จะมากกว่า ไม่มีน้อยกว่า” เฉินกวนโหลวลองชั่งน้ำหนักในมือ ประเมินมูลค่าคร่าวคร่าว
“หงเอ้อร์โก่วไปเอาเงินมาจากไหนตั้งเยอะแยะ? การตายของเขา...” สีหน้าของเซียวจินเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที รูม่านตาขยาย เห็นได้ชัดว่าตื่นตระหนก
เฉินกวนโหลวส่งสัญญาณบอกเขาว่าไม่ต้องกลัว กล่าวว่า “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาตายเพราะทรัพย์สินพวกนี้แหละ เรื่องนี้เจ้ารู้ไว้ก็พอ ข้ารู้ว่าเจ้าปากหนัก จะไม่เอาไปพูดเพ้อเจ้อข้างนอก”
“หัวหน้าเฉินวางใจ ข้าจะไม่พูดออกไปแม้แต่คำเดียว หงเอ้อร์โก่วเงียบเงียบ ไม่นึกเลยว่าจะแอบหาเงินได้เยอะขนาดนี้ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงจริง” เซียวจินพร่ำถอนหายใจ ปกติเขาดูไม่ออกจริงจริงว่าหงเอ้อร์โก่วมีความสามารถขนาดนี้
เฉินกวนโหลวกลับกล่าวว่า “เพื่อเงินแค่ไม่กี่ร้อยตำลึง ต้องทิ้งชีวิต ไม่คุ้มเลย!”
เขารู้ว่าใครเป็นคนให้เงิน เขารู้ด้วยว่าใครฆ่าหงเอ้อร์โก่ว แต่เขาไม่มีหลักฐาน หงเอ้อร์โก่วไปตกลงกับอวี๋เจ้าอันตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาไม่อาจล่วงรู้
ผู้คุมตายไปหนึ่งคน ต่อให้เขามีหลักฐาน ก็ทำอันตรายอวี๋เจ้าอันไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย ความจริงก็โหดร้ายเช่นนี้
ความอำมหิตและเล่ห์เหลี่ยมของอวี๋เจ้าอัน เห็นได้ชัดจากเรื่องนี้ คนผู้นี้ตัวอยู่ในคุกเทียนลาว แต่ยังคงบงการสถานการณ์บ้านเมืองได้ เพ้อฝันอยากจะเป็นมือมืดคอยปั่นป่วนลมฝน เล่นกับจิตใจคน
“หัวหน้าเฉิน เงินพวกนี้จะทำอย่างไร?” เซียวจินกระซิบถาม
เฉินกวนโหลวดึงสติกลับมา กล่าวว่า “ให้ครอบครัวสกุลหงทั้งหมด ต้องพูดยังไงเจ้ารู้ใช่ไหม”
เซียวจินพยักหน้า “หัวหน้าเฉินมอบหมายเรื่องนี้ให้ข้า ข้าย่อมจัดการให้อย่างเรียบร้อยแน่นอน” เขารับประกัน แต่สีหน้ากลับดูลังเลเล็กน้อย
เฉินกวนโหลวมองเขา “มีอะไรก็พูดมาตรงตรงเถอะ”
“หัวหน้าเฉิน คดีของหงเอ้อร์โก่วจะสืบต่อไหม?”
“ไม่ต้อง”
“อ้อ!” เซียวจินทำหน้าเหมือนยกภูเขาออกจากอก โล่งอกอย่างเห็นได้ชัด ในฐานะจอมเก๋าแห่งคุกเทียนลาว แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือมา แต่ก็รู้ซึ้งดีว่ายิ่งรู้น้อย ยิ่งสงสัยน้อย ก็ยิ่งมีชีวิตอยู่ได้นาน รวมถึงทรัพย์ที่ควรโกงก็อย่าให้ใครแซงหน้า ทรัพย์ที่ไม่ควรโกงก็อย่าได้ยื่นมือไปแตะ
อย่าคิดว่าพวกขุนนางที่ถูกขังในคุกเทียนลาวจะกลายเป็นปลาบนเขียง ให้ผู้คุมตัวเล็กเล็กบีบเล่นได้ หากแอบยื่นมือไปมั่วซั่ว จุดจบก็คงเหมือนหงเอ้อร์โก่ว ตายอย่างมีเงื่อนงำ เงินของขุนนางต้องโทษจะเอาต้องเอาทางสว่าง เงินที่มาทางมืด ขุนนางพวกนั้นโลภจะตาย จะยอมง่ายง่ายได้ยังไง ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเรื่อง
หงเอ้อร์โก่วโลภมากเกินไป คิดว่าตัวเองเป็นข้อยกเว้น หารู้ไม่ว่าในสายตาขุนนาง ผู้คุมตัวเล็กเล็กล้วนไม่มีข้อยกเว้น สมควรตายกันหมด
เซียวจินแอบถอนหายใจ เขาเป็นคนเจนจัด ไม่ต้องให้เฉินกวนโหลวพูด เงินพวกนั้นก็เพียงพอทำให้เขาเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“เอ้อร์โก่วช่างเลอะเลือน! เขามารับตำแหน่งต่อจากพี่ชายใหญ่ เข้ามาทำงานในคุกเทียนลาว อยู่นานกว่าหัวหน้าเฉินเสียอีก ห้าหกปีก็นับว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของคุกเทียนลาวแล้ว ยังหนีไม่พ้นคำว่าโลภคำเดียว”
เซียวจินรำพึงรำพัน
“พรุ่งนี้ไปถึงบ้านสกุลหง ข้าจะเผากระดาษให้เขาเยอะหน่อย”
เฉินกวนโหลวหยิบเงินห้าตำลึงส่งให้เขา “นี่เป็นเงินทำบุญงานศพของข้า ฝากให้บ้านสกุลหงด้วย”
“หัวหน้าเฉินไม่ไปส่งด้วยตัวเองหรือ?”
“ข้าไม่ไปดีกว่า”
“เฮ้อ ช่วงนี้เกิดเรื่องกับคนมากเกินไป ก็ลำบากหัวหน้าเฉินเหมือนกัน”
เฉินกวนโหลวมองสำรวจไปรอบรอบ ลงมือปิดประตูรั้วด้วยตัวเอง แล้วออกจากเรือนหลังเล็ก ระหว่างทางเขาแยกกับเซียวจิน แวะซื้อเนื้อพะโล้รวมมิตรหนึ่งห่อ มีทั้งเนื้อวัวพะโล้ หัวหมูพะโล้ หูหมูพะโล้ หางหมูพะโล้ และซื้อเหล้าหนึ่งกา เดินโงนเงนไปที่บ้านตู้ฟูจื่อ
บ่าวชราของตู้ฟูจื่อกำลังทำอาหารเย็น มีแต่ผัก ไม่มีเนื้อ พอเห็นเขาหิ้วห่อเนื้อพะโล้มา ก็ดีใจจนยิ้มแก้มปริ เชิญเขาเข้าไปข้างในอย่างกระตือรือร้น
ตู้ฟูจื่อกำลังตรวจบทความของพวกลูกศิษย์ พอเห็นเขา ก็ทักทายให้ดื่มชา พลางบ่นอุบ “เขียนบทความสุนัขไม่รับประทานอะไรกัน ชาติก่อนข้าคงทำบุญมาน้อย ชาตินี้ถึงได้มาเจอกับพวกไม่เอาถ่านพวกนี้”
“มีเงินก็พอแล้ว” เฉินกวนโหลวปลอบใจไปตามเรื่อง
โรงเรียนประจำตระกูลเฉินเขาก็เคยเรียนมาก่อน รู้สถานการณ์ข้างในดี ผู้ปกครองส่งลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียนตระกูล ก็ไม่ได้หวังว่าจะเรียนจนได้ดิบได้ดีอะไร แค่อ่านออกเขียนได้ รู้จักทำบัญชี ไม่เป็นคนตาบอดความรู้ก็พอ หากอยากสอบรับราชการ ต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาจริงจัง ที่นั่นถึงจะเป็นที่สำหรับเรียนหาความรู้เพื่อสอบจอหงวน
ตู้ฟูจื่อโยนพู่กันในมือทิ้ง “ไม่ตรวจแล้ว ไม่ตรวจแล้ว ไม่มีบทความไหนเข้าตาเลยสักอัน เด็กรุ่นใหม่ของตระกูลเฉินนี่ไม่ได้เรื่องจริงจริง ไม่มีใครเรียนหนังสือเป็นสักคน”
“คุณชายจวนโหวพวกนั้นก็ไม่ได้เรื่องหรือ?”
ตู้ฟูจื่อหัวเราะขมขื่นรัวรัว “ได้เรื่องอะไรกันเล่า! ล้วนแต่เป็นลูกท่านหลานเธอ ไม่ได้หวังจะสอบจอหงวนอยู่แล้ว วันก่อนข้าเจอนายท่านใหญ่ครั้งหนึ่ง เปรยไปประโยคหนึ่งว่าวิชาบู๊ของพวกเด็กเด็กก็ต้องรื้อฟื้นขึ้นมาเหมือนกัน จะปล่อยทิ้งร้างไม่ได้ นายท่านใหญ่บอกว่า เขาก็คิดเช่นนั้น จวนโหวสร้างฐานะด้วยความดีความชอบทางทหาร ผลงานทางทหารคือรากฐาน การเรียนหนังสือ ก็แค่เพื่อให้ยืนอยู่ในท้องพระโรงแล้วพอจะฟังพวกขุนนางฝ่ายบุ๋นพูดรู้เรื่องบ้าง เวลาทะเลาะกัน บางครั้งจะได้ยกคำคมมาโต้แย้งได้บ้าง”
เฉินกวนโหลวหลุดขำพรืดออกมา นี่เป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
เขาหัวเราะ “นายท่านใหญ่สมเป็นผู้ยึดถือความเป็นจริงโดยแท้ ท่านพูดไม่ผิด คุณชายจวนโหวไม่ต้องสอบจอหงวนก็เป็นขุนนางได้ แต่ก็ยังต้องเรียนหนังสือ เพื่อไม่ให้คนมองว่าเป็นคนไม่รู้หนังสือ ฟังความไม่รู้เรื่อง ดังนั้นนะตู้ฟูจื่อ มาตรฐานของท่านอาจจะลดหย่อนลงหน่อยก็ได้”
บทที่ 099 ข่าวลือเรื่องจักรพรรดิเฒ่าบำเพ็ญเพียรหาความอมตะ
เฉินกวนโหลวเล่าประสบการณ์ช่วงนี้ให้ฟังแบบย่อๆ สุดท้ายก็ถอนหายใจ “ตอนแรกก็ใสซื่อ คิดว่าอาชีพผู้คุมนี้ทำง่าย มาตอนนี้ถึงรู้ว่า ผู้คุมอยากจะอยู่ให้ดี อยู่ให้ได้จนแก่เฒ่า ก็ไม่ง่ายเหมือนกันแฮะ!”
ตู้ฟูจื่อถือจอกเหล้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “ทุกอาชีพล้วนมีความยาก คนนอกไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ก็ได้แต่คาดเดาเอาเองอย่างที่เจ้าว่า อวี๋เจ้าอันที่เจ้าพูดถึง ใต้เท้าอวี๋ ฟังจากน้ำเสียงเจ้าแล้วเป็นคนใจคอคับแคบ เจ้าคิดเจ้าแค้น เจ้าต้องระวังตัวให้ดี”
“ตู้ฟูจื่อรู้จักอวี๋เจ้าอันหรือ?”
“ข้าจะมีวาสนาไปรู้จักบุคคลระดับนั้นได้อย่างไร เพียงแต่ ครั้งหนึ่งในห้องหนังสือของนายท่านใหญ่ ข้าเคยเห็นชื่ออวี๋เจ้าอันผ่านตา”
เฉินกวนโหลวได้ยินเรื่องนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด เรื่องที่ผู้ดูแลหลิวแอบติดต่อกับอวี๋เจ้าอัน เขาดูออกตั้งนานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยพูดออกไป
ผู้ดูแลหลิวในนามแม้จะเป็นคนของบ้านรอง แต่ใครจะกล้ารับประกันว่า ในทางลับเขาไม่ได้ทำงานให้นายท่านใหญ่ ผู้ดูแลใหญ่จวนโหวอย่างเขา ย่อมต้องหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองบ้าง
“ฟูจื่อกำลังคิดอยู่ใช่ไหม ว่าอวี๋เจ้าอันอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับจวนโหว และกำลังแอบวางแผนอะไรบางอย่างอยู่”
“คำพูดนี้จะพูดซี้ซั้วไม่ได้ ห้ามพูดมั่วซั่วเด็ดขาด” ตู้ฟูจื่อกลัวตาย รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน แต่พอดื่มเหล้าเข้าไป ในใจก็เก็บความลับไม่อยู่ พอปฏิเสธเสร็จ ก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบว่า “เมื่อก่อน นายท่านใหญ่สนับสนุนองค์รัชทายาทอย่างชัดเจน และเปิดเผย แต่ตั้งแต่ขาหัก นายท่านใหญ่ก็ไม่เคยไปตำหนักตงกงอีกเลย เทศกาลงานฉลองก็ไม่เคยไปคารวะ วันนี้เจ้าพูดถึงอวี๋เจ้าอัน ข้าก็เลยอดคิดไม่ได้ว่า นายท่านใหญ่ผิดหวังในตัวตำหนักตงกงไปแล้วหรือเปล่า”
“ทำไมถึงผิดหวัง? ขุนนางส่วนใหญ่ในราชสำนักก็ยังสนับสนุนองค์รัชทายาทอยู่นะ องค์รัชทายาทอย่างไรเสียก็เป็นผู้สืบทอดที่ถูกต้องตามครรลอง”
“เจ้าอยู่ในคุกเทียนลาว เข้าไม่ถึงเรื่องราวเบื้องบน อาจจะไม่เข้าใจ ข้าเคยได้ยินคำบ่นผ่านหูมาประโยคสองประโยค ว่ากันว่าองค์รัชทายาทเหมือนฝ่าบาทมากขึ้นทุกวัน”
“ความหมายของท่านคือ องค์รัชทายาทแล้งน้ำใจเหมือนฝ่าบาท”
“เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วรึ” ตู้ฟูจื่อตกใจจนหัวใจแทบกระดอนออกมา รีบลุกขึ้นวิ่งไปชะโงกดูที่ประตูสองสามที บ่าวชราอยู่ในครัว ในลานบ้านไม่มีใคร เขาถึงวางใจลงได้
เขาลูบอก หอบหายใจ “ปากเจ้านี่นะ ไม่มีหูรูดเลย อะไรก็กล้าพูดออกมา เจ้ารู้ไหมว่า หากบทสนทนาวันนี้แพร่งพรายออกไป ดีไม่ดีอาจจะต้องไปเดินเล่นในคุกหลวง แต่นั่นยังถือว่าดี ที่แย่กว่าคือ เจ้ากับข้าอาจไม่มีโอกาสได้เข้าคุกหลวง แต่โดนฉับบั่นคอไปเลย”
เฉินกวนโหลวหัวเราะร่า “ฟูจื่อวางใจเถอะ ข้าไม่ใช่คนมุทะลุที่ไม่รู้อะไรเลย ข้ามั่นใจว่ารอบข้างไม่มีคน ปลอดภัยมาก ถึงได้คุยเล่นเรื่องพวกนี้กับท่าน และข้าก็เชื่อมั่นว่าฟูจื่อจะไม่เอาบทสนทนาของเราไปแพร่งพรายที่ไหน”
“ปากข้าน่ะหนักจะตาย หึ!” ตู้ฟูจื่อแค่นเสียงเย็น “เจ้ามั่นใจได้ยังไงว่ารอบข้างไม่มีคน”
“ข้าฝึกยุทธ์มานานขนาดนี้ อย่างอื่นไม่กล้าคุย แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าเฉียบคมมาก ในบ้านหลังนี้ มีแค่พวกเราสามคน”
“งั้นก็ดี งั้นก็ดี” ตู้ฟูจื่อโล่งอกเหมือนยกภูเขาออกจากอก “เมืองหลวงแห่งนี้ ทุกอย่างดีหมดยกเว้นเรื่องพูดจาทำอะไรต้องระวังตัวหน่อย พวกหน่วยองครักษ์จินอี้เว่ยแทรกซึมไปทุกที่ ไม่แน่ว่าในจวนโหวอาจจะมีสายลับของจินอี้เว่ยก็ได้”
เฉินกวนโหลวเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “นั่นมันแน่อยู่แล้ว คนเป็นฮ่องเต้ ล้วนมีโรคหวาดระแวง ต้องหาทางส่งสายลับไปแฝงตัวอยู่ข้างกายขุนนาง คอยจับตาดูทุกฝีก้าว หรืออีกวิธี ก็ซื้อตัวบ่าวไพร่ในจวนโหว ให้จดบันทึกคำพูดและการกระทำของเจ้านาย”
“ดังนั้นนะ พวกเราเวลาพูดคุยทำอะไรเป็นการส่วนตัวก็ต้องระวัง” ตู้ฟูจื่อยังคงหวาดหวั่น “ในเมื่อเจ้ามั่นใจว่าอวี๋เจ้าอันอันตรายมาก ก็อยู่ให้ห่างจากคนผู้นี้หน่อย อย่าไปอวดเก่งสู้รบปรบมือกับพวกขุนนางเหล่านี้เลย อย่าเห็นว่าตอนนี้เขาเป็นนักโทษ แต่เขาก็ยังสามารถสั่งการคนอื่นให้ทำงานให้ได้จากระยะไกล พลังอำนาจที่คนพวกนี้ครอบครอง ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างพวกเราจะคาดเดาได้ ระวังตัวไว้หน่อยย่อมไม่ผิด”
“คำเตือนจากผู้เฒ่าผู้ผ่านโลกมามาก ผู้น้อยขอดื่มคารวะฟูจื่อหนึ่งจอก เสียดายที่ฟูจื่อมีความรู้สูงส่งปานนี้ กลับไม่ได้เป็นขุนนาง” เฉินกวนโหลวถือโอกาสเยินยอ
ตู้ฟูจื่อมีความสุขจนยิ้มแก้มปริ รีบถ่อมตัวรัวรัว “ข้าจะมีคุณสมบัติอะไรไปเป็นขุนนาง ความสามารถอันน้อยนิดของข้าขืนเข้าสู่วงการขุนนาง ก็คงจบลงที่คุกเทียนลาวเหมือนกัน ประโยคที่เจ้าพูดเมื่อกี้ดีมาก จุดจบของขุนนางคือคุกเทียนลาว ประโยคนี้ข้าต้องจดไว้ เจ้าดูสิ เจ้าน่ะเป็นคนมีความคิดความอ่านลึกซึ้ง มักมีคำเตือนสติคมคาย ทำไมถึงคิดสั้นไปใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยในคุกเทียนลาวได้”
“คุกเทียนลาวมันอยู่สบายจะตาย”
“ตอนนี้เงินในคุกเทียนลาวน้อยลง เจ้าไม่รังเกียจรึ?”
“แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ ไม่ช้าก็เร็วรายได้ก็จะกลับมาเท่าเดิม อวี๋เจ้าอันคนนี้พฤติกรรมไม่น่าคบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การวิเคราะห์ของเขามีเหตุผลอยู่บ้าง” เฉินกวนโหลวคราวนี้เป็นฝ่ายลดเสียงลงกระซิบเอง “แม้ข้าจะไม่ได้อยู่ในราชสำนัก สัมผัสความเคลื่อนไหวระดับบนของเมืองหลวงไม่ได้ แต่ดูจากความสงบเสงี่ยมผิดปกติของขุนนางต้องโทษในคุกเทียนลาวช่วงนี้ คิดว่าการวิเคราะห์ของอวี๋เจ้าอัน มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นจริง ต้องรู้ไว้นะว่า ขุนนางต้องโทษพวกนั้นถือดีในฐานะของตน ปกติมีเรื่องไม่มีเรื่องก็ต้องโวยวายกันสักยก ช่วงนี้กลับให้ความร่วมมือดีอย่างน่าประหลาด เรื่องนี้ผิดปกติมาก ต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่”
ตู้ฟูจื่อร้องหา! ด้วยความตกตะลึง และตกใจกลัวนิดหน่อย
เขาดูตื่นเต้นมาก “จะเกิดเรื่องใหญ่ระดับบีบสละราชสมบัติจริงจริงรึ? จะพาลเดือดร้อนมาถึงจวนโหวไหม?”
“ฟูจื่ออยากรู้ว่านายท่านใหญ่จะเข้าร่วมการบีบสละราชสมบัติหรือไม่ใช่ไหม? วางใจเถอะ นายท่านใหญ่ไม่เข้าประชุมราชสำนักมาหลายปี ไม่ยุ่งเกี่ยวราชกิจมานาน ต่อให้นายท่านใหญ่เกิดคิดสั้น ถูกคนเป่าหูให้เข้าร่วมการบีบสละราชสมบัติ ก็คงไม่ออกหน้าเป็นหัวหอกเองหรอก อย่างมากก็แค่จัดแจงให้ลูกน้องคอยเชียร์ แสดจุดยืนเท่านั้น”
“เป็นเช่นนั้นได้ก็ดีที่สุด ข้าสังเกตว่า นายท่านใหญ่อยู่นิ่งมานานเริ่มอยากขยับเขยื้อน กลัวก็แต่นายท่านใหญ่อัดอั้นมานาน จะระเบิดออกมาตูมเดียว เฮ้อ ราชสำนักไม่มั่นคง คนตัวเล็กเล็กอย่างพวกเราก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ฝ่าบาทไม่รู้เป็นอะไรไป เมื่อก่อนทรงพระปรีชาสามารถ เป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมที่ทั่วหล้ายอมรับ พอแก่ตัวลง การกระทำกลับยิ่งเลอะเลือน ถึงขั้นลุ่มหลงการบำเพ็ญพรตแสวงหาความอมตะ โลกนี้จะมีความอมตะที่ไหนกัน”
เฉินกวนโหลว: ...
ผู้เป็นอมตะตัวเป็นเป็นนั่งอยู่ตรงหน้าแท้แท้ เสียดายที่ตู้ฟูจื่อไม่รู้
ในฐานะผู้เป็นอมตะเพียงหนึ่งเดียวในโลก เฉินกวนโหลวรู้สึกกระหยิ่มใจพร้อมกับความรู้สึกเหงาหน่อยหน่อย ไม่มีใครให้แบ่งปันเลยแฮะ! แถมยังต้องพยายามปกปิดความลับของตัวเองอีก
“จักรพรรดิเฒ่าโดนใครเป่าหูมารึเปล่า ทำไมจู่จู่ถึงมาลุ่มหลงการบำเพ็ญพรตแสวงหาความอมตะ?” เฉินกวนโหลวสงสัยมาก
ตู้ฟูจื่อส่ายหน้า “ไม่ค่อยแน่ใจ เคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง ว่ากันว่าคืนหนึ่งจักรพรรดิเฒ่าฝันเห็นเทพเซียน จากนั้นก็เริ่มลุกขึ้นมาบำเพ็ญพรตแสวงหาความอมตะ”
“แค่ฝันตื่นเดียว แล้วก็เริ่มบำเพ็ญพรตแสวงหาความอมตะเลยรึ? ข่าวลือนี่ทำไมมันดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย” เฉินกวนโหลวไม่ค่อยอยากเชื่อ มันเหลวไหลเกินไป
คนเราจะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเพียงชั่วข้ามคืนเพราะฝันตื่นเดียวได้อย่างไร นั่นมันฮ่องเต้นะ ผู้กำทรัพยากรระดับสูงสุดของทั่วหล้าไว้ในมือ
ตู้ฟูจื่อส่ายหน้า “ยังไงข่าวลือก็ว่ามาอย่างนี้ ต่อให้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนตัวเล็กเล็กอย่างเจ้ากับข้าจะล่วงรู้ได้”
บทที่ 100 จักรพรรดิเฒ่าผู้บ้าคลั่ง
ตำหนักไท่จี๋!
หัวหน้าขันทีชิวเต๋อฟูเดินหลังค่อมซอยเท้าถี่ถี่เข้ามาในตำหนักใหญ่ ย่องเงียบมาข้างกายจักรพรรดิเฒ่าไท่ซิง ด้านหลังเขายังมีขันทีน้อยสี่คนติดตามมา แต่ละคนหามตะกร้าใบใหญ่ ตะกร้าข้างในเต็มไปด้วยฎีกาของเหล่าขุนนาง
จักรพรรดิไท่ซิงพระชนมายุเกินเจ็ดสิบปีแล้ว แต่ดูเหมือนคนอายุห้าสิบหกสิบปี ขณะนี้ กำลังนั่งขัดสมาธิฝึกลมปราณตามพวกนักพรต นี่คือกิจวัตรที่จักรพรรดิเฒ่าต้องทำทุกวัน
ชิวเต๋อฟูกลั้นหายใจ ไม่กล้าส่งเสียงใดใด เกรงว่าจะรบกวนการบำเพ็ญเพียรของจักรพรรดิเฒ่า ได้แต่ยืนค่อมตัวรออยู่ด้านข้าง
ผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป ในที่สุดจักรพรรดิเฒ่าก็เสร็จสิ้นกิจวัตรประจำวัน ค่อยค่อยลืมตาขึ้น
นางกำนัลที่รออยู่ด้านข้างรีบเข้ามาปรนนิบัติเปลี่ยนชุดเช็ดหน้า นวดไหล่คลายกล้ามเนื้อให้ทันที ตลอดกระบวนการ ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ ราวกับกำลังแสดงละครใบ้
เมื่อจักรพรรดิเฒ่าเปลี่ยนชุดเสร็จ ร่างกายสบายตัวแล้ว จึงเอ่ยปากถามชิวเต๋อฟูที่อยู่ข้างๆ “วันนี้มีเรื่องอะไรบ้าง?”
ชิวเต๋อฟูก้าวเท้าถี่ถี่เข้ามา กล่าวเสียงเบาว่า “กราบทูลฝ่าบาท วันนี้ได้รับฎีกาสามร้อยกับอีกหนึ่งฉบับ ส่วนใหญ่เป็นการถวายฎีกาเล่นงานใต้เท้าเจียงพะยะค่ะ”
“แต่ละคนไม่รู้จักจบจักสิ้น” จักรพรรดิไท่ซิงรังเกียจอย่างยิ่ง “เจียงถูอยู่ไหน?”
“กราบทูลฝ่าบาท ใต้เท้าเจียงรอเข้าเฝ้าอยู่หน้าตำหนักพะยะค่ะ”
“เรียกมันกลิ้งเข้ามา”
“รับด้วยเกล้า!”
ชิวเต๋อฟูรับคำสั่ง โบกมือ ทันใดนั้นก็มีขันทีน้อยคนหนึ่งเดินหลังค่อมออกไปนอกตำหนัก ประกาศเรียกเจียงถูเข้าเฝ้า
ครู่ต่อมา เจียงถูก็เดินตัวงอซอยเท้าเร็วจี๋เข้ามาในตำหนักใหญ่ ยังไม่ทันถึงกลางตำหนัก เขาก็ทิ้งตัวลงคุกเข่า เดินเข่าทั้งคลานทั้งหมอบเข้ามาหาจักรพรรดิเฒ่า ร้องตะโกนปนสะอื้นว่า “กระหม่อมสมควรตาย ขอฝ่าบาทโปรดลงโทษ!”
“ไอ้สัตว์นรก” จักรพรรดิไท่ซิงถีบเจียงถูจนหงายท้อง คว้าฎีกาฉบับหนึ่งปาใส่หัวเขาอย่างแรง “เจ้าดูเอาเอง ตะกร้าสองใบนี้มีแต่ฎีกาเล่นงานเจ้า นี่แค่ของวันนี้ พรุ่งนี้ยังมีอีก เจ้าไปแทงฟ้าจนเป็นรูมาหรือไง? ขุนนางทั้งราชสำนักถึงได้อยากให้เจ้าตายนัก”
จักรพรรดิเฒ่ายื่นเท้าถีบ เจียงถูอาศัยจังหวะนั้นกลิ้งไปบนพื้นครึ่งรอบ ทำทีเหมือนโดนแรงถีบมหาศาล จากนั้นเขาก็เดินเข่ากลับมาหาจักรพรรดิเฒ่า คุกเข่าตัวตรงแน่ว หยิบฎีกาที่จักรพรรดิเฒ่าปาใส่ขึ้นมาเปิดดูผ่านผ่านอย่างรวดเร็ว แล้วร้องไห้โฮ “ฝ่าบาท! ขุนนางบาปผู้นี้ผิดมหันต์ แต่ความจงรักภักดีที่มีต่อฝ่าบาท ฟ้าดินเป็นพยานได้ ขุนนางในราชสำนักเพียงแค่อิจฉา อิจฉาที่ขุนนางบาปผู้นี้เป็นแค่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม แต่กลับได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท มีโอกาสแบ่งเบาพระราชภาระ
พวกเขาตั้งใจจะทำลายมหาปณิธานในการบำเพ็ญพรตของฝ่าบาท ขัดขวางไม่ให้ฝ่าบาทแสวงหาความอมตะ พวกเขาไม่ยอมเข้าใจความลำบากพระทัยของฝ่าบาท มุ่งมั่นแต่จะทำลายมหาปณิธานของฝ่าบาท ขุนนางบาปผู้นี้จะตายก็ช่างเถิด ตายไปก็ไม่สำคัญ แต่ขุนนางบาปผู้นี้ไม่อาจทนเห็นใครมาทำลายมหาปณิธานของฝ่าบาทได้ ขุนนางบาปผู้นี้จะต้องต่อสู้กับพวกเขาให้ถึงที่สุด”
สีหน้าของเจียงถูบิดเบี้ยว ให้ความรู้สึกเหมือนคนผู้นี้เป็นหมาบ้า
คนที่รู้จักเจียงถูดีต่างรู้ว่า เขาคือหมาบ้า หมาบ้าที่ทั้งบ้าทั้งคลั่ง
ชิวเต๋อฟูดูแคลนเจียงถูคนถ่อยผู้นี้มาก แต่จนใจที่ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญ เขาได้แต่ก้มหน้าสำรวมกิริยา สีหน้าเรียบเฉยดั่งบ่อน้ำโบราณ ไม่ยอมเผยอารมณ์ใดใดต่อหน้าจักรพรรดิเฒ่า
“เจิ้นเป็นถึงโอรสสวรรค์ มั่งคั่งทั่วสี่คาบสมุทร จะบำเพ็ญพรตสักหน่อยมันไปหนักหัวใคร? พวกมันไม่ยอมจบยอมสิ้น เจ้าก็เหมือนกัน ทำงานให้มันรอบคอบหน่อยได้ไหม วิธีการให้มันนุ่มนวลหน่อย ไปก่อเรื่องราวอะไรมาตั้งมากมาย เพราะเจ้าคนเดียว พวกขุนนางถึงมากวนใจเจิ้นทุกวี่ทุกวัน ไม่ยอมให้เจิ้นบำเพ็ญพรตอย่างสงบสุข ตอนนี้ เจิ้นอยากจะประหารเจ้าเสียจริง!”
เจียงถูใจหายวาบ ตกใจก่อน แล้วค่อยดีใจ เขารีบโขกศีรษะ ร้องไห้คร่ำครวญ “หากการประหารขุนนางบาป จะทำให้ฝ่าบาทบำเพ็ญพรตได้อย่างสงบสุข ขอฝ่าบาทโปรดออกราชโองการประทานความตายแก่ขุนนางบาปเถิด น่าเสียดายเพียงแต่ว่า นับแต่นี้ไปขุนนางบาปจะไม่อาจแบ่งเบาพระราชภาระได้อีก ต่อไปใครจะสร้างพระราชวังและสวนอุทยานถวาย ใครจะเสาะหาของวิเศษหญ้าวิเศษทั่วหล้ามาถวาย เพื่อช่วยส่งเสริมมหาปณิธานของฝ่าบาท พอคิดว่าข้างกายฝ่าบาทจะขาดคนรับใช้ ขุนนางบาปผู้นี้ก็ตายตาไม่หลับพะยะค่ะ!”
เขาพูดด้วยความจริงใจ ร้องไห้จนสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ประเด็นคือ ไม่รู้ไปเรียนวิชานี้มาจากไหน ผู้ชายอกสามศอกร้องห่มร้องไห้ กลับดูไม่น่าเกลียด ไม่ทำให้รูปลักษณ์หล่อเหลาของเขาเสียหายแม้แต่น้อย
ชิวเต๋อฟูโกรธมาก ในใจจดบัญชีแค้นเจียงถูไว้อีกหนึ่งกระทง พูดอะไรของมัน อะไรคือข้างกายฝ่าบาทขาดคนรับใช้ หรือพวกขันทีอย่างพวกเขาเป็นคนตายรึไง? ก็แค่สร้างพระราชวังและสวนอุทยาน ก็แค่กวาดต้อนเงินทอง ใครทำไม่เป็นบ้าง! คนทำเป็นมีถมเถไป ทำได้ดีกว่าไอ้แซ่เจียงด้วยซ้ำ
ไอ้คนถ่อยแซ่เจียง ขนาดเวลานี้ยังไม่ลืมจะยกหางตัวเอง คนผู้นี้สมควรตายจริงจริง!
หากไม่ใช่เพราะจักรพรรดิเฒ่ายังอารมณ์ไม่ดี ชิวเต๋อฟูคงต้องหาเรื่องใส่ไฟเจียงถูสักหน่อย ให้อีกฝ่ายรู้สำนึกบ้าง การก้าวก่ายหน้าที่คนอื่นเป็นเรื่องต้องห้าม กล้ามากัดจิกพวกขันที หึ ระวังเถอะวันไหนตายขึ้นมาจะไม่รู้ตัว
“เจ้าหมาเวร จะตายก็ตาย เลิกร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าเจิ้นเสียที เป็นผู้ชายอกสามศอก ร้องไห้อะไรกันนักหนา หุบปากซะ”
จักรพรรดิไท่ซิงรังเกียจมาก
เจียงถูรีบหุบปากหยุดร้องไห้ แต่ยังคงสะอึกสะอื้นเป็นพักพัก ดูน่าสงสารจับใจ
เห็นท่าทางเขาเช่นนี้ จักรพรรดิไท่ซิงดูเหมือนจะใจอ่อนลง น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “เจิ้นรู้ว่าเจ้าภักดี แต่สิ่งที่เจ้าทำ ตายร้อยครั้งก็ไม่พอ ลูกน้องของเจ้ามีแต่ตัวอะไรก็ไม่รู้ ไปกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านการเก็บภาษีที่เจียงหนาน ทางจินโจวก็ถูกปั่นป่วนจนพวกกบฏยิ่งปราบยิ่งเยอะ เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า ในเมื่อลูกน้องไร้ความสามารถ ทำงานไม่สำเร็จ ก็สมควรตายกันให้หมด!”
“ฝ่าบาท พวกเขาทำงานยัง...”
“เจ้ายังกล้าแก้ตัวแทนพวกไร้ความสามารถพวกนั้นอีกรึ หรือเจ้าอยากจะตายแทนพวกเขา”
“ขุนนางบาปสมควรตาย! ฝ่าบาทรับสั่งอย่างไรก็เอาอย่างนั้นพะยะค่ะ” เจียงถูตัดสินใจเด็ดขาดทันที ยอมสละเบี้ยลูกสมุนเพื่อรักษาตัวเอง ขอเพียงเขายังยืนหยัดอยู่ได้ สมุนมีถมไป จะเอากี่คนก็ได้
จักรพรรดิไท่ซิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อย่าได้เสียดาย ทำงานไม่สำเร็จ ก็สมควรตาย ชิวเต๋อฟู ร่างราชโองการ ให้หน่วยองครักษ์จินอี้เว่ยจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการต่อต้านภาษีที่เจียงหนาน และผู้เกี่ยวข้องที่จินโจวทั้งหมด ที่สมควรฆ่าก็ฆ่าทิ้งซะ อีกอย่าง ก่อนหน้านี้จับขุนนางที่ไม่รู้ดีรู้ชั่วมากลุ่มหนึ่งใช่ไหม?”
ชิวเต๋อฟูรีบกราบทูล “กราบทูลฝ่าบาท จับขุนนางมากลุ่มหนึ่งจริงพะยะค่ะ พวกเขาร่วมลงชื่อถวายฎีกาเล่นงานใต้เท้าเจียง”
จักรพรรดิไท่ซิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังชั่งน้ำหนัก ผ่านไปสักพัก พระองค์ก็ตัดสินใจได้ ตรัสว่า “สั่งประหารเสียให้หมด”
หา?
ชิวเต๋อฟูตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด “ฝ่าบาท จะเหมาะสมหรือพะยะค่ะ? หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าผู้คนจะลุกฮือ”
ลำพังแค่ตัดแขนขาของเจียงถูยังไม่สะใจ ยังจะสั่งประหารขุนนางที่ถูกจับเข้าคุกก่อนหน้านี้ด้วย นี่คือกะจะจัดการทั้งสองฝ่ายไม่ให้รอดเลยหรือ! ฝ่าบาททรงเล่นแบบนี้ เกรงว่าจะกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านที่รุนแรงกว่าเดิม ชิวเต๋อฟูกังวลใจมาก
วิธีการทางการเมืองของฝ่าบาท ดูเหมือนจะบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยเรื่อย เหมือนกับเจ้าหมาบ้าเจียงถูไม่มีผิด
“ร่างราชโองการไปเถอะ หากมีขุนนางคนไหนขัดขืน ก็มารายงานให้เจิ้นรู้”
“ฝ่าบาทจะไม่ทรงพิจารณาอีกสักนิดหรือพะยะค่ะ?”
“เจิ้นตัดสินใจแล้ว!”