บทที่ 74 การโจมตียามราตรี
การเคลื่อนไหวของฉู่ชิงนั้นเร็วยิ่งกว่าเสียงของเขาเอง ในชั่วขณะที่เอ่ยคำว่า 'ใครกัน' เขาก็พุ่งทะยานออกไปแล้ว
แต่เขาวิ่งไปได้ไม่ไกลนัก
เมื่อถึงระยะสิบกว่าจั้ง เขาหยุดยืนนิ่ง เวินโหรวปรากฏกายอยู่เบื้องหลังเขา
"เจ้าได้กลิ่นอะไรบ้างหรือไม่?" ฉู่ชิงถาม
"ยังคงมีแต่กลิ่นของดาบเท่านั้น..." เวินโหรวตอบเสียงแผ่วเบา
ฉู่ชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่มีกลิ่นคน มีเพียงกลิ่นของดาบ
เขามองผิดไปหรือ?
ไม่ใช่!
ฉู่ชิงเป็นมือสังหาร เขาไวต่อสายตาและจิตสังหารยิ่งนัก
ไป๋ฉีเคยกล่าวไว้ว่า พรสวรรค์ด้านนี้ของเขานั้นเหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก
เมื่อครู่นี้ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีจิตสังหารแผ่ซ่านมาที่ร่างของเขา และในยามที่เหลียวหลังมองไป เขาก็เห็นเงาร่างพร่ามัวรูปหนึ่ง
เพียงแต่ร่างนั้นมาเร็วไปเร็ว ในชั่วขณะที่เขาพุ่งออกไป ร่างนั้นก็จมหายไปในม่านหมอกเสียแล้ว
สายหมอกนี้กลายเป็นเกราะกำบังธรรมชาติให้ผู้นั้น
ฉู่ชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองต่ง สิงจือสักแวบหนึ่ง:
"ท่านต่งเมื่อครู่เห็นอะไรบ้างหรือไม่?"
ต่ง สิงจือส่ายหน้าเบาๆ:
"ไม่เห็นอะไรเลย..."
ต่ง ยู่ไป๋เห็นดังนั้นจึงแค่นเสียงหนึ่ง:
"อาสองของข้ายังไม่เห็นอะไรเลย แล้วเจ้าจะเห็นอะ...อื้อๆๆ..."
พูดไม่ทันจบ ก็ถูกต่ง สิงจือปิดปากเสียแล้ว
ฉู่ชิงชำเลืองมองต่ง ยู่ไป๋แวบหนึ่ง ไม่สนใจนัก แล้วพาเวินโหรวเดินสำรวจหมู่บ้านต่อไป
ยิ่งมอง ฉู่ชิงก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น
ทุกแง่มุม หมู่บ้านนี้ดูธรรมดาเหลือเกิน
หากจะว่าไป ก็คงมีเพียงที่นาในหมู่บ้านมีน้อยเกินไป เมื่อพิจารณาจากเตาหลอมและแท่นตีเหล็กตรงกลางหมู่บ้าน อาจคาดเดาได้ว่าหมู่บ้านนี้น่าจะยังชีพด้วยการหล่ออาวุธ
ดังนั้นพื้นที่เพาะปลูกจึงน้อยกว่าหมู่บ้านทั่วไป
จุดนี้ก็ไม่นับว่าผิดแปลกอะไร
แต่หมู่บ้านเช่นนี้ เหตุใดจึงมีผู้วางกลอุบายหมอกลวงโดยรอบด้วยเล่า?
ฉู่ชิงและเวินโหรวเริ่มด้วยการเดินเล่นไปตามถนนในหมู่บ้านสักรอบ จากนั้นก็เลือกเข้าไปตรวจสอบบ้านเรือนแห่งหนึ่งตามใจชอบ
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในเรือนหลังนี้คือโต๊ะบูชา
บนนั้นมีป้ายวิญญาณสองแผ่น
แต่มิใช่ของบรรพบุรุษบ้านนี้ หากแต่เป็นของลูกหลาน
ผู้สูงวัยส่งผู้อายุน้อยกว่า นับเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์
เพียงแต่ในยุคสมัยนี้ ก็ไม่นับว่าผิดแปลกอะไร... แต่เมื่อฉู่ชิงและเวินโหรวก้าวเข้าสู่บ้านหลังที่สอง พวกเขาก็พบว่าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
บ้านนี้ก็มีป้ายวิญญาณเช่นกัน รวมสี่แผ่น และล้วนเป็นของลูกหลานในบ้าน
"นี่มัน..."
ฉู่ชิงและเวินโหรวสบตากัน แล้วก้าวเข้าไปยังประตูบ้านหลังที่สาม
เป็นเช่นเดียวกันอีก!
พวกเขาทั้งสองเดินผ่านทุกบ้านไปทีละหลัง บางบ้านไม่มีป้ายวิญญาณของลูกหลาน แต่ส่วนใหญ่มี!
นี่มันผิดธรรมดา
"หมู่บ้านชิงซีไม่เคยประสบภัยจากยุทธภพ ที่นี่ก็ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ฆ่าฟัน"
"เหตุใดจึงมีชายฉกรรจ์หนุ่มมากมายเหล่านี้ เสียชีวิตอย่างไร้สาเหตุเล่า?"
ฉู่ชิงมองเวินโหรวแวบหนึ่ง
เวินโหรวถูจมูกตัวเอง แล้วเอ่ยว่า:
"ฟ้าใกล้มืดแล้ว"
พวกเขาเดินวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านทั้งบ่าย บัดนี้แสงตะวันกำลังลับขอบฟ้า
ฉู่ชิงและเวินโหรวยังไม่พบคำตอบของปัญหา จึงกลับไปยังใจกลางหมู่บ้าน
ตู้หานเยียนและคนอื่นๆ กลับมาแล้ว ฉู่ชิงยังเห็นม้าขาวที่ชื่อว่าไป๋เกอกับหญิงสาวจากหอเยี่ยนหยู่ยืนแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน
เหล่าหญิงสาวจ้องม้าตัวนั้นอย่างเฝ้าระวัง ส่วนไป๋เกอห้อยหัวตะกุยพื้นอย่างหดหู่
ไม่ไกลออกไป ในห้องโถงแห่งหนึ่งมีแสงไฟวูบไหว
ฉู่ชิงและเวินโหรวตรงเข้าไปในห้องโถง เห็นตู้หานเยียน เฉาชิวผู่ อาหลานตระกูลต่ง ทุกคนอยู่พร้อมหน้า
เมื่อเห็นฉู่ชิงและเวินโหรวกลับมา ตู้หานเยียนยิ้มน้อยๆ:
"สองท่านกลับมาแล้วหรือ? ค้นพบอะไรบ้างหรือไม่?"
เวินโหรวมองฉู่ชิงอีกครั้ง ส่วนฉู่ชิงถามว่า:
"แม่นางตู้มีวิธีออกจากที่นี่แล้วหรือ?"
ตู้หานเยียนไม่ได้สนใจที่เขาไม่ตอบคำถามแต่กลับถามกลับ เพียงพยักหน้าตอบว่า:
"กลอุบายนี้ไม่นับว่าซับซ้อน หากให้เวลาข้าสักหน่อย ข้าก็คงจะทำลายมันได้"
"เพียงแต่บัดนี้แสงวันเริ่มจางหาย หมอกบางบนเขาหากเพิ่มความมืดของราตรี ยามนั้นย่อมยกมือขึ้นยังมองไม่เห็นห้านิ้ว ในสภาวะเช่นนี้ยากที่จะทำลายกล จำต้องรอถึงวันพรุ่งเสียก่อน"
ฉู่ชิงได้ยินแล้วถอนหายใจโล่งอก:
"เช่นนั้นก็ต้องพึ่งพาแม่นางตู้แล้ว"
"คุณชายสามเกรงใจเกินไปแล้ว"
นางไม่ทราบนามสกุลของฉู่ชิง เวินโหรวเรียกเขาว่าพี่สาม แต่นางไม่อาจเรียกตามเช่นนั้น
แม้จะไม่ทราบอายุแน่ชัดของฉู่ชิง แต่ก็เห็นได้ว่าเขาอ่อนกว่านางอยู่หลายปี จึงเรียกเขาว่า 'คุณชายสาม'
ต่ง ยู่ไป๋เดิมทีแลดูหลงใหลตู้หานเยียน น่าเสียดายที่ตู้หานเยียนไม่ได้ให้ความสนใจเขาแม้แต่น้อย
บัดนี้เห็นฉู่ชิงเพิ่งกลับมาก็สนทนากับตู้หานเยียนขึ้นมา ในใจจึงรู้สึกฉุนเฉียว อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากว่า:
"แม่นางตู้พยายามทำลายค่ายกลอย่างเหน็ดเหนื่อย บางคนก็แค่ปากหวานเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ช่วยอะไรไม่ได้สักอย่าง"
"รู้แต่เล่นเป็นลึกลับน่าขนลุก... เจ้าเจอ 'คน' ที่ว่านั่นหรือยัง?"
คำพูดนี้พอเอ่ยออกมา เฉาชิวผู่ก็เงยหน้าขึ้นมองฉู่ชิงอย่างรวดเร็ว:
"คุณชายสามเห็นคนรึ?"
ฉู่ชิงนั่งลงตามสบาย พยักหน้าเล็กน้อย:
"เมื่อครู่รู้สึกว่ามีคนแอบมองอยู่ในความมืด แต่เมื่อข้าไล่ตามไป ผู้นั้นก็หายไปในหมอกเสียแล้ว"
"ข้าแค่เห็นสายตาวูบหนึ่งและเงาพร่ามัวเท่านั้นเอง"
เฉาชิวผู่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ต่ง ยู่ไป๋ก็เอ่ยปากอีกครั้ง:
"นี่มันเวลาไหนแล้ว เจ้ายังจะมาเล่นลึกลับอีก!"
"ที่นี่นอกจากพวกเรา ที่ไหนจะมีคนอื่นอีกเล่า?"
คำพูดนี้ฉู่ชิงไม่ได้สนใจ แต่เวินโหรวยังรู้สึกทนฟังไม่ได้ อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง
ส่วนฉู่ชิงเก็บกิ่งไม้จากพื้นขึ้นมา หักแล้วโยนเข้ากองไฟ:
"ไม่ใช่ แม้ว่าสิ่งที่ข้าเห็นในตอนกลางวันจะไม่ใช่คน แต่ที่นี่ก็ยังมีคนอื่นอยู่"
ต่ง ยู่ไป๋กำลังจะโต้แย้ง ก็ได้ยินเฉาชิวผู่พยักหน้า:
"ใช่แล้ว ข้าค้นหามาทั้งวัน ไม่พบร่องรอยของผู้นั้นเลย"
"ที่พวกท่านพูดถึง คือคนที่ทิ้งรอยฝ่ามือไว้บนหลักศิลาใช่หรือไม่?"
ตู้หานเยียนเอ่ยถามในตอนนี้
ฉู่ชิงและเฉาชิวผู่สบตากัน พยักหน้าพร้อมกัน
ผู้นั้นมีพลังฝ่ามือไม่ธรรมดา เมื่อฉู่ชิงพบเฉาชิวผู่และตู้หานเยียน ยังคิดว่าเป็นรอยที่พวกเขาทิ้งไว้
แต่ต่อมาก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
เฉาชิวผู่ตามม้าขาวมา ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่มีค่ายกลหมอก จะไปทิ้งร่องรอยไว้บนหลักศิลาได้อย่างไร?
ส่วนตู้หานเยียนยิ่งเป็นไปไม่ได้... คนที่ทิ้งรอยฝ่ามือไว้มีมือกว้างใหญ่ ส่วนตู้หานเยียนมีมือขาวเนียนดั่งหยก ไม่อาจทิ้งรอยฝ่ามือใหญ่เช่นนั้นได้
ยิ่งไปกว่านั้น อาหลานตระกูลต่งทั้งสองก็ยังไม่มีวรยุทธ์ถึงขั้นนั้น
อีกอย่าง หากเป็นฝีมือของต่ง สิงจือจริง เมื่อตู้หานเยียนพูดเช่นนี้จบ ต่ง ยู่ไป๋ก็คงรีบบอกว่านี่เป็นฝีมืออาสองของเขาแน่นอน
บัดนี้ใบหน้าของลุงหลานทั้งสอง ล้วนเต็มไปด้วยความงุนงง
เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ทิ้งรอยฝ่ามือไว้ ต้องเป็นอีกคนหนึ่งแน่
...
บรรยากาศรอบข้างจมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน ตู้หานเยียนขมวดคิ้วเรียวบางของนาง
"ผู้นี้ครอบครองพลังฝ่ามือที่เหนือธรรมดา ทั้งยังไม่แสดงตัว เกรงว่าจะมีแผนการอื่นแอบแฝง..."
"คุณชายสาม ท่านคิดว่าเขาจะเป็นคนเดียวกับที่ท่านเห็นในยามกลางวันหรือไม่?"
ฉู่ชิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนส่ายศีรษะ
"ข้าไม่อาจยืนยันได้"
"ไม่ว่าอย่างไร ระวังไว้ย่อมดีกว่า"
ตู้หานเยียนกล่าว
"สถานที่นี้สถานการณ์ไม่แน่ชัด จะดีที่สุดหากเราสามารถหลบหนีออกไปได้โดยเร็ว คืนนี้ทุกคนพึงระมัดระวัง พรุ่งนี้เช้าข้าจะออกไปทำลายค่ายกล"
การเดินหลงเข้ามาในที่แห่งนี้เป็นเพียงเหตุบังเอิญ ใครเล่าจะคาดคิดว่าการฝ่าม่านหมอกเพียงชั้นเดียว จะนำพวกเขาเข้าสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว?
ความประหลาดของหมู่บ้านแห่งนี้ปรากฏชัดแจ้งอยู่แล้ว ยามนี้ผู้ใดก็ตามที่ยังมีสติสัมปชัญญะ ย่อมไม่มีผู้ใดปรารถนาจะหาเรื่องยุ่งยากเพิ่มเติม
ฉู่ชิงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของตู้หานเยียน เขาจึงเลือกหาที่นั่งในห้องโถงนี้โดยตรง พาเวินโหรวนั่งลงเคียงข้าง
บรรยากาศจึงค่อยๆ สงบลง
หลังจากนั้น ทุกคนก็จัดการกับอาหารและเครื่องดื่มรอบกองไฟ ไม่มีสิ่งใดให้พูดถึงอีก
ชั่วพริบตา ท้องฟ้าก็มืดสนิทลง
ยกเว้นไป๋เกอแล้ว ทุกคนต่างมาอยู่รวมกันในห้องโถงนี้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหมอกภายนอกหรือไม่ ราตรีกาลนี้ช่างมืดมิดเป็นพิเศษ ลมเย็นแทรกซึมเข้ามาตามรอยแยกของหน้าต่าง ทำให้แสงเพลิงส่ายไหวพร้อมเสียงแตกปะทุ
ฉู่ชิงที่กำลังนั่งขัดสมาธิลมปราณอยู่ พลันลืมตาขึ้น
ครู่ต่อมา ตู้หานเยียนและเฉาชิวผู่ต่างเงยหน้าขึ้นเช่นกัน
"มีความเคลื่อนไหว"
แท้จริงแล้วมีเสียงเคลื่อนไหว เป็นเสียงฝีเท้า... แต่มิใช่เสียงฝีเท้าของคนปกติ
เสียงนี้ฟังแล้วราวกับคนเมาสุราที่เดินอยู่บนถนน
แต่ปัญหาคือ เสียงนั้นมีมากเกินไป เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนมากมายเพียงนี้ เมาสุราพร้อมกัน และมาถึงที่นี่พร้อมกัน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ วันนี้ในยามกลางวันพวกเขาได้สำรวจทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว ไม่พบผู้คนที่มีชีวิตแม้เพียงคนเดียว
แล้วผู้ที่จู่ๆ มาเคาะประตูยามนี้ ตอนกลางวันพวกเขาหลบซ่อนอยู่ที่ใดกัน?
ความสงสัยผุดขึ้นในใจ ก็ได้ยินเสียงโครมครามดังมา ประตูใหญ่ของห้องโถงถูกกระแทกเปิดจากภายนอก
บัดนี้ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนแล้ว อากาศเย็นลง สายลมหนาวพัดเข้ามาพร้อมกับประตูที่เปิดออก ทำให้ต่ง ยู่ไป๋ที่กำลังห่มผ้าหลับอยู่สะดุ้งด้วยความหนาว
เขาลืมตาขึ้น ยังไม่ทันเห็นชัดว่าใครอยู่เบื้องหน้า ก็ด่าออกไปแล้ว
"ดึกดื่นป่านนี้ ใครกันเป็นไอ้หน้าโง่มาเปิดประตู? เป็นบ้าหรืออย่างไร?"
ขณะที่พูด สายตาของเขาก็ชัดเจนขึ้น
ตรงหน้าเขาชายชาวนาวัยห้าสิบเศษยืนอยู่.
ร่างกายเอนเอียงบิดเบี้ยว ดูไม่เป็นธรรมชาติไม่ว่าจะมองจากมุมใด มือขวาถือมีดฟันฟืน ยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองต่ง ยู่ไป๋เงียบๆ
ต่ง ยู่ไป๋ตกใจจนสะดุ้ง เมื่อได้สติกลับมาก็พลันโกรธเกรี้ยว
"ช่างกล้าดีนัก กล้ามาขู่ต่ง ยู่ไป๋ผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้า!? อยากตายหรือ?"
พูดจบก็กระโจนขึ้น มือขวาเหวี่ยงวงกว้างจะซัดชายชราด้วยฝ่ามือหนักๆ
"หยุด!!"
เฉาชิวผู่ตาเบิกกว้าง ในใจคิดว่า คนหนุ่มที่ออกท่องยุทธภพในยุคนี้ ช่างกล้าหาญเหลือเกิน
สถานการณ์ตรงหน้าชัดเจนว่าไม่ปกติ เขาถึงกับไม่ถามสักคำ แล้วเข้าไปตบคนเลยหรือ?
แล้วอาของเขาไม่ห้ามสักหน่อยรึ?
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้น ก็เห็นชายชรานั้นเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาทั้งสองกลับแผ่รัศมีสีดำอันแปลกประหลาด
แล้วจึงเห็นแขนข้างนั้นที่ดูเหมือนจะถูกคนหักไปแล้ว เคลื่อนไหวด้วยความเร็วเหนือความคาดหมาย พลันเหวี่ยงมีดฟันฟืนในมือ
ต่ง ยู่ไป๋มาเร็ว ไปก็เร็ว
ตอนที่มายังปกติดี ตอนที่กลับไป หน้าอกถูกฟันเป็นรอยยาวตัวอักษร 'หนึ่ง' ( ขีดขวาง - แบบนี้ครับ)
เขานอนอยู่บนพื้นโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ความเจ็บปวดรุนแรงก็เตือนให้เขาส่งเสียงร้องโหยหวน
เสียงร้องอันน่าสยดสยองทำให้ราตรีกาลนี้ยิ่งเพิ่มความหนักอึ้ง
ต่ง สิงจือตื่นจากภวังค์ ชั่วขณะไม่รู้ว่าควรดูอาการบาดเจ็บของหลานชายก่อน หรือจัดการกับชายชราที่ไม่รู้ที่มาก่อน
แต่การที่เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรไม่สำคัญ ชายชราผู้นั้นมีเป้าหมายชัดเจน
เขาก้าวขึ้นมา มีดฟันฟืนในมือหมุนอีกครั้ง สับตรงไปที่ลำคอของต่ง สิงจือ
ต่ง สิงจืออย่างไรก็ไม่เหมือนต่ง ยู่ไป๋ที่ไร้ประโยชน์เช่นนั้น เคลื่อนกายหลบมีดนี้ พร้อมกับซัดฝ่ามือเข้าที่กลางหลังของชายชรา
เขาเกลียดชายผู้นี้ที่ลงมือโหดเหี้ยม ไม่ปล่อยให้ต่ง ยู่ไป๋มีโอกาสรอด
ฝ่ามือนี้ไม่ได้ออมแรงแต่อย่างใด ซัดจนแผ่นหลังของชายชรายุบลงไป
ร่างของชายชรายังเดินโซเซมาที่กองไฟ
ต่ง สิงจือเชื่อมั่นว่าชายชราต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย จึงรีบก้มตัวลงตรวจดูอาการบาดเจ็บของต่ง ยู่ไป๋
แต่ไม่คาดคิดว่าชายชรานั้นจะหันกลับมาทันใด และสับมีดลงมาที่ศีรษะของเขา
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แม้แต่ต่ง สิงจือก็ไม่ทันป้องกัน รีบถอยหลัง แต่รู้สึกว่าเส้นผมหลุดลุ่ย ร่วงหล่นลงมาหมด
มีดของชายชราฟันมัดผมบนศีรษะของเขาขาดไปเสียแล้ว
"ช่างหาเรื่องตาย!!"
ต่ง สิงจือโกรธสุดขีด พุ่งตัวเข้าไปต่อเนื่องซัดกำปั้นใส่ชายชราเจ็ดหมัด
ซัดจนกระดูกหน้าอกของชายชราแตกสลาย ทั้งร่างลอยออกไปเหมือนถุงผ้าขาด กระแทกเข้ากับผนังด้านข้างของห้องโถงอย่างรุนแรง
ไม่รู้ว่าการกระแทกครั้งนี้ทำให้อะไรแตกหัก ได้ยินเสียงกลไกดังกริ๊กๆ
ผนังทั้งด้านพลันทรุดลงพร้อมเสียงครืนๆ เผยให้เห็นอุโมงค์มืดมิด
การเปลี่ยนแปลงนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคนอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังมาจากนอกประตู
ชายชราคนแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เบื้องหลังเขามีคนคล้ายกันอีกนับสิบนับร้อยตามมา
ดูจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย พวกเขาควรเป็นชาวบ้านที่หายไปจากหมู่บ้านนี้
หายตัวไปในตอนกลางวันจนไร้ร่องรอย แต่กลับปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันในยามค่ำคืน...
ตู้หานเยียนหรี่ตามองด้วยความระแวง ลีลาการต่อสู้ของชายชราเมื่อครู่นางเห็นอยู่กับตา หากคนเหล่านี้ร่วมมือกัน จะเป็นเรื่องยากที่จะรับมือ
แต่เมื่อหันไปมองอุโมงค์ลับนั้น นางกลับรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
สถานการณ์ภายในอุโมงค์ยากจะคาดเดา การบุกเข้าไปอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ในยามนี้ อาจกลับกลายเป็นการก้าวเข้าสู่ทางตายก็เป็นได้
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจทันที
"พวกเราบุกทะลวงออกไป!"
ผลปรากฏว่ายังไม่ทันพูดจบ นางก็เห็นฉู่ชิงพาเวินโหรวเดินทางไปถึงประตูใหญ่ของห้องโถงแล้ว
"ไอ้หมอนี่..."
ตู้หานเยียนรู้สึกหมดคำพูดในใจ แต่ก็ไม่กล้าชักช้า นำศิษย์น้องร่วมสำนักบุกเข้าไปในฝูงชนเพื่อพยายามทะลวงออกไป
เพียงแต่คนเหล่านี้ช่างประหลาดเหลือเกิน วิชายุทธ์ของพวกเขาดูไม่เหมือนวิชายุทธ์ การออกอาวุธไร้รูปแบบท่วงท่า แต่เมื่อเหวี่ยงอาวุธ กลับมีประกายคมกล้าพุ่งออกมาอย่างรุนแรง
ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังยากที่จะถูกสังหาร
แม้กระดูกจะถูกทำลายจนแตกสลาย ก็ยังยืนอยู่ที่นั่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และพร้อมจะฟันเจ้าอีก
ตู้หานเยียนชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีวิธีที่ดีในการทำลายค่ายกล ทันใดนั้น เสียงร้องของม้าดังขึ้น เห็นไป๋เกอวิ่งพุ่งชนอย่างรุนแรง ที่ใดที่ผ่านไป ชาวบ้านที่ดูเหมือนจะสูญเสียสติไปแล้วเหล่านั้นก็ถูกชนกระเด็นไปทั้งสิ้น
ม้าวิ่งเหยาะๆ มาหยุดตรงหน้าเฉาชิวผู่ ส่งเสียงฟ่อฟื้ดแรงๆ ด้วยท่าทีเหยียดหยาม ราวกับจะบอกเฉาชิวผู่ว่า: ในยามคับขัน ก็ต้องพึ่งข้าอยู่ดีใช่ไหมล่ะ?
เฉาชิวผู่ดีใจยิ่งนัก รีบให้ไป๋เกอหันหัว บุกทะลวงออกไปข้างนอก
หลังจากเหตุการณ์นี้ ตู้หานเยียนจึงนำบรรดาศิษย์ ตามหลังเฉาชิวผู่ออกจากห้องโถง
เห็นเพียงคืนนี้แสงดาวหม่นมัว หมอกหนาปกคลุมท้องฟ้า
ในม่านหมอก เงาร่างมากมายปรากฏเลือนราง ลานกลางของหมู่บ้านดูเหมือนจะถูกล้อมโดยสมบูรณ์แล้ว
ฉู่ชิงและเวินโหรวทั้งสองก็ไม่สามารถหนีออกไปได้ กำลังยืนอยู่ไม่ไกลข้างหน้า เฝ้าดูศัตรูที่มาจากทั้งแปดทิศ
(จบบท)