บทที่ 73 ม้าขาวกับกระบี่ทอง

เสียงอึกทึกครึกโครมพลันดังมาถึงเบื้องหน้า ม้าขาวนำหน้ามา ถัดไปคือหญิงสาวหลายนางในอาภรณ์สีเขียวมรกต

ม้าขาวตัวนั้นกำลังวิ่งเตลิดท่ามกลางหมู่สาวงาม กีบทั้งสี่ลอยละล่อง จู่ๆ ก็โผไปทางซ้าย แล้วพลันกระโจนไปทางขวา วิ่งซ้ายวิ่งขวาชุลมุน ทว่าไม่ว่าจะไปที่ใด ก็มีผู้คนขวางทางอยู่เสมอ

ท้ายที่สุดม้าขาวจึงกระโดดสุดแรง ทะยานข้ามศีรษะของหญิงสาวผู้หนึ่งไปอย่างห้าวหาญ

แต่ยังไม่ทันวิ่งไปได้สักก้าว ร่างหนึ่งก็ทะยานจากกลางอากาศลงมา กระโดดคร่อมบนหลังม้าทันที

"หยุด!!"

นางผิวปากร้องเสียงแหลม ขาทั้งสองรัดแน่น บังคับม้าอย่างแข็งกร้าว

เวินโหรวขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อคืนนี้นางก็ได้พบม้าตัวนี้ อีกทั้งม้าตัวนี้ยังช่วยนางถีบมือสังหารจนตายอีกด้วย

วันนี้จะปล่อยให้ผู้ใดมารังแกได้อย่างไร?

แต่เมื่อกำลังจะก้าวไปข้างหน้า ข้อมือของนางกลับถูกฉู่ชิงจับไว้

"ดูในปากมันซิ"

เวินโหรวมองตามคำบอก ก็ต้องตะลึงงัน

เห็นว่าในปากของม้าขาวนั้นคาบสิ่งหนึ่งไว้ สีชมพูอ่อน ดูเหมือนมีลายดอกบัวปักอยู่ แถบผ้าสีแดงปลิวไสวตามสายลม ดูแล้วคล้ายกับ...

ชั่วขณะนั้น แม้แต่เวินโหรวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า

นั่นดูคล้ายเสื้อชั้นในของสตรีนี่นา

ม้าตัวนี้... หรือว่าไม่ใช่ม้าที่สุภาพ?

มีม้าสุภาพตัวไหนเล่าที่คาบเสื้อชั้นในของสตรีวิ่งพล่านไปทั่ว?

มันจะเอาไปมอบให้ใครกัน?

ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด ก็ได้ยินฉู่ชิงกระซิบเบาๆ ว่า

"เจ้าลองดูสิว่าของเจ้าหายไปหรือไม่?"

เวินโหรวตกใจอย่างใหญ่หลวง รีบวิ่งไปด้านหลังฉู่ชิง แก้ห่อผ้าออกตรวจดู

ครู่ต่อมานางก็ถอนหายใจโล่งอก

"ยังดี... ยังอยู่..."

ในเวลาเดียวกัน ม้าขาวกำลังประลองกำลังกับหญิงสาวบนหลังมัน

ม้าตัวนี้มีฤทธิ์เดชผิดมนุษย์ กำลังมหาศาล

อย่างไรก็ตาม หญิงสาวที่อยู่บนหลังม้าก็มิใช่บุคคลธรรมดา ดูภายนอกนางอ่อนนุ่มแต่แท้จริงกำลังภายในของนางล้ำลึกยิ่งนัก

นางนั่งคร่อมอยู่บนหลังม้า ราวกับพระภิกษุเข้าสมาธิ ไม่ว่าม้าจะสะบัดตัวอย่างไร ก็ไม่อาจสลัดนางออกไปได้

ในตอนแรกม้าขาวยังสามารถกระโดดไปมาได้ แต่ค่อยๆ เริ่มหมดแรง เสียงหายใจจากจมูกยิ่งดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ยอมเปิดปาก ปล่อยสิ่งที่คาบไว้ตกลงไป

หญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้น มือแตะเบาๆ เสื้อชั้นในนั้นก็ลอยวูบมาอยู่ในมือนางทันที

"เจ้าสัตว์ร้ายนี่! พวกเราเห็นเจ้าองอาจ จึงตั้งใจดูแลดี แต่ไม่นึกว่าเจ้าจะคิดขโมยของ..."

หญิงสาวบนหลังม้าริมฝีปากบางเผยอขึ้น

"วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้รู้รสมือ"

เสียงนางยังไม่ทันขาดคำ ฝ่ามือนางก็พลิกเตรียมตบลงบนหัวม้า

นางลงมือรวดเร็วดุจสายฟ้า ฝ่ามือที่ยังไม่ทันตกลงไปก็มีแรงลมพัดกระหน่ำ

เมื่อเห็นฝ่ามือนี้กำลังจะฟาดลง ต่อให้ม้าขาวไม่ตาย ก็คงบาดเจ็บสาหัส พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเร่งร้อน

"ยั้งมือไว้ก่อน! ขอแม่นางผู้งดงามยับยั้งมือไว้ก่อน!!"

คำว่า 'ยับยั้งมือ' แรก คนผู้นั้นยังอยู่ไกล แต่พอพูดคำว่า 'ยับยั้งมือ' ที่สอง เขาก็มาถึงเบื้องหน้าม้าแล้ว

หญิงสาวรู้ว่าผู้มาเป็นยอดฝีมือ ไม่รู้วรยุทธ์ลึกล้ำเพียงใดจึงไม่กล้าประมาท ฝ่ามือที่จะฟาดม้า บัดนี้กลับพลิกมาฟาดใส่ผู้มาใหม่แทน

ผู้นั้นเห็นดังนั้นกลับไม่หลบไม่หลีก ยอมให้ฝ่ามือนั้นตกลงบนบริเวณอกและท้อง

โชคดีที่หญิงสาวสังเกตเห็นว่าชายผู้นี้ไม่มีเจตนาร้าย จึงได้ระงับพลังเจ็ดส่วน แม้จะเหลือเพียงสามส่วน ก็ทำให้ชายผู้นั้นมีเลือดไหลซิบที่มุมปาก

"เจ้า..."

หญิงสาวตกใจ กระโดดลงจากม้า ไปยืนท่ามกลางหมู่สตรี

เงยหน้ามองไป เห็นว่าชายบนหลังม้าอายุไม่น่าเกินสามสิบ ใบหน้าหยาบกร้านเล็กน้อย เต็มไปด้วยคลื่นพลังอันห้าวหาญ

สิ่งที่สะดุดตาคือ เขาสะพายกระบี่ทองไว้บนหลัง

"ม้าขาวกระบี่ทอง..."

ต่ง สิงจือเห็นดังนั้น จึงประสานมือคำนับและเอ่ยว่า

"ขอบังอาจถามท่านว่า ท่านคือ 'ม้าขาวเดียวดายท่องยุทธภพ กระบี่ทองหมื่นลี้ปราบอธรรม' ม้าขาวกระบี่ทอง เฉาชิวผู่ วีรบุรุษเฉาใช่หรือไม่?"

ฉู่ชิงเบิกตาโต เป็นเขาจริงๆ

เมื่อคืนตอนที่เห็นม้าขาวตัวนั้น ใจเขาก็นึกถึงคนผู้นี้แล้ว

เพราะม้าตัวนั้นมีลักษณะเด่นเกินไป

ม้าขาวกระบี่ทองเฉาชิวผู่ ช่างเป็นชื่อที่ยิ่งใหญ่เสียจริง

แต่ใครจะคิดว่า ม้าตัวนี้... จะมีนิสัยประหลาดเช่นนี้?

หรือว่า... เป็นคนผู้นี้กันแน่?

ขณะที่กำลังครุ่นคิด ก็เห็นเฉาชิวผู่ที่อยู่หน้าม้ามีสีหน้าอับอายอย่างยิ่ง

"ไม่กล้า ไม่กล้า ข้าคือเฉาชิวผู่จริง..."

"เจ้าม้าขาวกระบี่ทองนี่!"

หมู่สตรีได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด

"คิดไม่ถึงว่าวีรบุรุษเฉาในตำนาน จะเป็นคนเช่นนี้?"

"ปล่อยให้สัตว์เลวลักขโมยอาภรณ์ชั้นในของพวกเรา มีเจตนาอันใดกัน?"

"นี่... นี่... นี่..."

เฉาชิวผู่มุมปากมีเลือดไหล หน้าผากมีเหงื่อซึม ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับจนหนทาง

"เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าน้องไป๋ (ขาว) ทำผิดจริง ขอให้ทุกท่านใจกว้างอภัย อย่าได้ถือสาหาความกับมันเลย"

เมื่อได้ยินเฉาชิวผู่พูดเช่นนี้ ม้าขาวดูจะไม่พอใจนัก

มันยกขาตะกุยพื้น ส่งเสียงฟุดฟิดจากจมูก แววตาเหยียดหยามอย่างไม่ยี่หระ

เฉาชิวผู่อดไม่ได้ที่จะเขกมันทีหนึ่ง

"เจ้ายังกล้าเถียงอีก! ข้าบอกหลายครั้งแล้วว่า เจ้าถูกหลี่หานกวงหลอก สิ่งนี้แลกสุราไม่ได้หรอก เจ้าทำไมถึงไม่เชื่อเสียที"

เมื่อพูดถึงสามคำว่า 'หลี่หานกวง' เฉาชิวผู่กัดฟันกรอด เกลียดชังเหลือเกิน

หญิงสาวกลุ่มนั้นแต่เดิมไม่ยอมปล่อยไป ถึงแม้เฉาชิวผู่จะรู้สึกผิดในใจ และยอมรับฝ่ามือของหญิงสาวผู้นำ พวกนางก็ยังอยากจะวิพากษ์วิจารณ์เอาเรื่อง

แต่ในยามนี้ หญิงสาวผู้นำกลับโบกมือเบาๆ ระงับเสียงจ้อกแจ้กของพวกนาง

มองไปยังเฉาชิวผู่ตรงหน้า

"วีรบุรุษเฉาพูดถึงหลี่หานกวง หรือว่าคือ 'กระบี่ใบไม้ร่วง' ผู้นั้น?"

"แม่นางผู้งดงามมีความรู้กว้างขวาง ชื่อเสียงเล็กน้อยของเขา ท่านกลับเคยได้ยิน"

ดวงตาของเฉาชิวผู่เป็นประกาย

"พูดถึงเรื่องนี้ ยังไม่ทันได้ถามนามของแม่นางผู้งดงามเลย?"

"ตู้หานเยียนแห่งหอเยี่ยนหยู่"

หญิงสาวประสานมือเบาๆ เป็นการค้อมคำนับ

เฉาชิวผู่จึงรู้แจ้ง

"ที่แท้คือศิษย์พี่ใหญ่แห่งหอเยี่ยนหยู่ เฉาล่วงเกินแล้ว"

ต่ง สิงจือก็รีบกล่าวว่า

"ไม่คิดว่าจะเป็นนางงามตู้ ข้าคือต่ง สิงจือ นี่คือหลานชายข้า ต่ง ยู่ไป๋"

พูดพลางให้ต่ง ยู่ไป๋ก้าวไปคารวะ แต่ต่ง ยู่ไป๋กลับไม่ขยับ ต่ง สิงจืองงเล็กน้อย หันไปมองหลานชาย ก็พบว่าหลานชายกำลังเหม่อมองตู้หานเยียน ราวกับคนละเมอ

ตู้หานเยียนผู้นี้ก็งดงามอย่างแท้จริง

อาภรณ์เขียวชุดยาวไม่อาจปิดบังรูปโฉมงดงาม ผิวขาวดั่งหยก ริมฝีปากแดงดั่งผลบ๊วย จมูกงามดั่งหยก

โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ราวกับบรรจุสายน้ำฤดูใบไม้ร่วง มองเพียงแวบเดียวก็ทำให้หลงใหลได้ง่ายดาย

รู้จักความงาม จึงหลงใหลในสาวงาม นั่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์

แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างน่าอับอายเสียนี่กระไร

ต่ง สิงจืออดไม่ได้ที่จะกระตุกต่ง ยู่ไป๋เบาๆ ต่ง ยู่ไป๋จึงได้สติ แรกสุดเขาจ้องต่ง สิงจืออย่างโกรธเคือง แล้วจึงประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า

"แม่นางผู้งดงามอายุเท่าไหร่หรือ ออกเรือนแล้วหรือไม่?"

ตู้หานเยียนชายตามองต่ง ยู่ไป๋แวบหนึ่ง ไม่สนใจเขา เพียงแต่พยักหน้าให้ต่ง สิงจือ จากนั้นจึงถามเฉาชิวผู่ว่า

"ม้าตัวนี้ขโมยอาภรณ์ชั้นในของสตรี... คงไม่ใช่เพราะได้รับผลกรรมจากหลี่หานกวงผู้นั้นกระมัง?"

"เรื่องนี้พูดแล้วความยาวนัก."

"เมื่อครึ่งปีก่อน ข้าได้พบกับหลี่หานกวงโดยบังเอิญที่เขาจินหยาง

"ด้วยได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่าวิชา 'แสงเย็นสามหมื่นลี้ จิตสังหารในฤดูใบไม้ร่วง' ของเขานั้นไม่ธรรมดา ทั้งพวกเราสองคนก็มีอายุใกล้เคียงกัน จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดใจอยากประลองฝีมือ

"จึงถือโอกาสต่อสู้กับเขาอย่างดุเดือดบนเขาจินหยางถึงสามวันสามคืน

"การต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่อาจตัดสินแพ้ชนะ แต่ถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อผ่านไปสามวัน จึงตกลงยุติการต่อสู้แล้วหันมาดื่มสุรากัน

"ในยามนั้น หิมะโปรยปรายทั่วท้องฟ้า การได้ดื่มสุรา ชมหิมะ และสนทนาเรื่องยุทธภพ ช่างเป็นความสุขอย่างสุดซึ้ง

"ทว่าไม่คาดคิดว่าเจ้าหลี่หานกวงผู้นี้ไม่เพียงแค่ตัวเองจะดื่ม แต่เห็นเจ้าไป๋เกอ(น้องขาว) ของข้าสง่างาม จึงล่อลวงให้มันดื่มสุราด้วย

"เจ้าไป๋เกอแต่เดิมก็มีความสนใจในน้ำเมานี้อยู่แล้ว ถูกเขายั่วให้เกิดความอยาก จึงดื่มจนเมามายไร้สติ

"พวกเราสองคนหนึ่งม้า จึงเมาหัวราน้ำบนภูเขาอีกสามวันสามคืน

"จวบจนข้าตื่นขึ้นมา ก็พบว่าไอ้หลี่หานกวงผู้นี้ได้สั่งสอนเจ้าไป๋เกอ...

"บอกเจ้าไป๋เกอว่า หากภายหน้าอยากดื่มสุรา ก็ให้ไปหาอาภรณ์ชั้นในของสตรี เพียงเท่านี้ก็สามารถนำไปแลกสุราที่โรงเหล้าได้

"พอข้าได้สติและคิดจะห้ามปราม ก็สายเกินไปเสียแล้ว

"หลังจากนั้น พวกเราจึงแยกทางกันที่เขาจินหยาง เจ้าไป๋เกอก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนม้าอีกตัว...พอเห็นสตรีก็ต้องเข้าไปใกล้ มีโอกาสก็พยายามจะขโมยอาภรณ์

"ข้าห้ามปรามหลายครั้งแต่ไร้ผล มันยังมาทำหน้างอใส่ข้า

"ยิ่งทำให้มันโกรธ มันยิ่งหนีออกจากบ้าน

"เมื่อหลายวันก่อน ข้าได้ตำหนิมัน มันสะบัดเท้าทั้งสี่วิ่งหนี ข้าวิ่งตามทั้งวันก็ไล่ไม่ทัน

"หลายวันที่ผ่านมาข้าก็ตามหาร่องรอยของมัน จนกระทั่งวันนี้จึงได้พบ...เกือบไปแล้ว หากข้ามาช้ากว่านี้อีกนิด เจ้าไป๋เกอ...เฮ้อ... มันก็สมควรโดนตีจริงๆ

"แต่เมื่อครู่ศิษย์พี่หญิงได้ลงมือให้ข้าหนึ่งฝ่ามือแล้ว น้องเฉาขอบังอาจวิงวอน ตีข้าไปแล้วก็อย่าตีมันเลย"

ถึงแม้คำพูดเหล่านี้จะดูเยิ่นเย้อไปบ้าง แต่ก็ได้เล่าเรื่องราวความเป็นมาอย่างชัดเจน

พวกหญิงสาวจากหอเยี่ยนหยู่ต่างเริ่มด่าทอหลี่หานกวงว่าไม่เป็นคน

ต่อสู้ก็คือต่อสู้ ดื่มสุราก็คือดื่มสุรา แล้วทำไมต้องมาก่อความเดือดร้อนให้ม้าของผู้อื่นด้วย?

แต่ต้องยอมรับว่าม้าตัวนี้ก็เก่งเหลือเกิน...สอนแล้วมันยังจำได้ ไม่เพียงแค่จำได้ มันยังเชื่อด้วย

ตู้หานเยียนมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย:

"คำพูดของศิษย์น้องเฉากล่าวหนักเกินไป เมื่อเรื่องนี้เป็นฝีมือของหลี่หานกวง วันหน้าข้าจะไปชำระบัญชีกับคนผู้นี้เอง

"ส่วนฝ่ามือเมื่อครู่นี้ขออภัยด้วย ขอศิษย์น้องเฉาโปรดอย่าถือโทษ"

"ไม่เลยๆ"

เฉาชิวผู่รีบโบกมือ: "ถึงอย่างไรก็เป็นอาภรณ์ชั้นในของศิษย์พี่ที่ถูกขโมย ฝ่ามือนี้นับว่าข้ายังโชคดี"

"โอ้"

ตู้หานเยียนโบกมือเบาๆ:

"ที่จริงไม่ใช่ของข้า...แต่เป็นของศิษย์น้องข้า"

นางพูดพลางโบกมือเบาๆ ก็เห็นร่างที่ดูอวบเล็กน้อยก้าวออกมาหนึ่งก้าว ดวงตากลมโตราวกระพรวนทองเสาะ เต็มไปด้วยความละอาย มองเฉาชิวผู่อย่างเขินอาย แล้วจึงรับอาภรณ์จากมือของตู้หานเยียน เอามือปิดหน้าแล้วถอยกลับไป

เฉาชิวผู่มองภาพนี้ด้วยสีหน้าแข็งทื่อ สุดท้ายจึงยกมือกุมหน้าอกและไอสองที ความรู้สึกเหมือนอาการบาดเจ็บของเขาดูเหมือนจะหนักขึ้น

เหตุวุ่นวายครั้งนี้จึงสงบลงโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สายตาของ ฉู่ชิง กวาดมองไปที่คนเหล่านี้ทีละคน นอกจากต่ง สิงจือที่เขาไม่รู้ที่มา นอกนั้นอย่างเฉาชิวผู่และตู้หานเยียนแห่งหอเยี่ยนหยู่ เขาล้วนเคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน

เฉาชิวผู่ไม่ต้องพูดถึง เขาเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงเลื่องลืออยู่แล้ว

ส่วนหอเยี่ยนหยู่นั้นเป็นสำนักหนึ่ง มีฐานะในยุทธภพไม่ด้อยไปกว่าสำนักไท่อี้

ตู้หานเยียนในฐานะศิษย์พี่ใหญ่แห่งหอเยี่ยนหยู่ วรยุทธ์และฐานะของนางก็ไม่ธรรมดา

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หอเยี่ยนหยู่นั้นอยู่ห่างจากอาณาเขตของสำนักเฉินเตาไม่ใกล้นัก... เหตุใดนางจึงปรากฏตัวที่นี่อย่างกะทันหัน? ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อันใด?

ขณะกำลังคิดเช่นนี้ ก็ได้ยินต่ง ยู่ไป๋พูดขึ้นว่า:

"เห้ย พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?

"หมู่บ้านผีนี่ออกไปไม่ได้ เป็นเพราะพวกเจ้าทำเล่ห์กลอะไรหรือไม่?"

เงยหน้าขึ้นก็เห็นต่ง ยู่ไป๋กำลังชี้นิ้วมาที่ตนเองและเวินโหรว

ต่ง สิงจือรีบกดมือเขาลง:

"อย่าเพิ่งหุนหันวู่วาม สองท่านนี้เป็นศิษย์ชั้นสูงแห่งไท่อี้เหมิน (สำนักไท่อี้)"

"โอ้?"

ตู้หานเยียนเมื่อได้ยินสามคำว่า 'ไท่อี้เหมิน' ดวงตาพลันเปล่งประกายวาบขึ้นมา แม้แต่เฉาชิวผู่ก็หันมามองด้วย

เห็นตู้หานเยียนยิ้มที่มุมปาก:

"ไม่ทราบว่าสองท่านมีนามว่ากะไร?"

เวินโหรวตอบอย่างเป็นธรรมชาติและไม่ถือสา ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือคำนับและกล่าวว่า:

"ศิษย์ลำดับที่สี่ของชุ่ยปู๋นู่แห่งกำปั้นเทพไร้โทสะ สำนักไท่อี้ นามเวินโหรว

"คารวะเหล่ายอดฝีมือทั้งหลาย"

เมื่อคำว่า 'ปู๋นู่เสิ่นฉวนชุ่ยปู๋นู่’ (กำปั้นเทพไร้โทสะชุ่ยปู๋นู่) ทั้งเจ็ดตัวนี้หลุดออกมา ต่ง สิงจือก็ถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัวหนึ่งก้าว โดยเฉพาะการดึงต่ง ยู่ไป๋ไว้ ในชั่วขณะนั้นเขาอยากจะเย็บปากของต่ง ยู่ไป๋เสียเหลือเกิน

สีหน้าของเฉาชิวผู่ ตู้หานเยียน และคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไป

ทั้งนี้เพราะว่ากำปั้นเทพไร้โทสะผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะรังแกได้... ผู้นี้ถึงแม้จะขนานนามตนเองว่าไม่โกรธ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคนที่ขี้โมโหที่สุด

และเมื่อเขาโกรธขึ้นมา วิชากำปั้นของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งดุดัน วิชากำปั้นเทพไท่อี้มีกิตติศัพท์ว่าใกล้จะทำลายข้อจำกัดระหว่างสวรรค์และมนุษย์ในตำราสวรรค์ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว

อีกทั้งชื่อเสียงเรื่องการปกป้องลูกศิษย์ของเขาก็เป็นที่รู้จักกันดี หากรู้เรื่องวันนี้... แม้แต่ตระกูลต่งก็อาจรับไม่ไหว

"ไม่นึกว่าน้องสาวจะเป็นศิษย์ของท่านชุ่ย ช่างประมาทเสียจริง"

ตู้หานเยียนกล่าวถึงตรงนี้ แล้วมองไปที่ ฉู่ชิง อีกครั้ง:

"แล้วท่านผู้นี้ล่ะ?"

"นี่คือพี่สามของข้า"

เวินโหรวตอบเสียงเบา

ตู้หานเยียนชะงักไปชั่วครู่ พี่สาม?

เป็นพี่แท้ๆ หรือว่าพี่ร่วมสำนัก?

แต่ดูเหมือนเวินโหรวจะไม่ตั้งใจอธิบายโดยละเอียด นางจึงพยักหน้า:

"เช่นนั้นหรือ คารวะท่านพี่สาม"

ฉู่ชิง ประนมมือคำนับ ไม่พูดอะไร

ต่ง ยู่ไป๋ยังอยากจะพูดอีก แต่คราวนี้โดนต่ง สิงจือปิดปากไว้แน่นหนา แทบจะอยากบีบให้ขาดใจตายใต้ฝ่ามือเขา

สุดท้ายแล้วเฉาชิวผู่เป็นคนแรกที่พูดขึ้นว่า:

"ทุกท่าน เฉาผู้นี้ มาที่นี่เพื่อตามหาเจ้าไป๋เกอ บัดนี้พบเจ้าไป๋เกอแล้ว ข้าขอลาไปก่อน"

"วีรบุรุษเฉา ท่านมีวิธีที่จะทำลายค่ายกลรอบหมู่บ้านนี้หรือ?"

ต่ง สิงจือรีบถามขึ้น

"ค่ายกล?"

เฉาชิวผู่และตู้หานเยียนพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความตกตะลึง

ต่ง สิงจือยิ่งประหลาดใจ:

"พวกท่านไม่รู้หรือ?"

ทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกัน เฉาชิวผู่ไล่ตามเจ้าไป๋เกอมา ตู้หานเยียนก็เช่นกัน

เจ้าไป๋เกอพุ่งเข้ามาในหมู่บ้านนี้ ทั้งสองฝ่ายไม่ทันได้สังเกตอะไรให้ละเอียด ก็เกิดการปะทะกันเพราะเจ้าไป๋เกอ

เพิ่งจะรู้ว่ารอบหมู่บ้านนี้มีค่ายกลลวงตาอยู่ด้วย

แต่รอบหมู่บ้านนี้ จำเป็นต้องวางค่ายกลอะไรด้วยหรือ?

เฉาชิวผู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดเสียงเบา:

"ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีความผิดปกติจริงๆ... เฉาขอไปสำรวจดูก่อน"

พูดเสร็จก็ไม่รอดูปฏิกิริยาของผู้คน แล้วกระโดดจากไป

เจ้าไป๋เกอยังอยากจะเข้าไปใกล้หอเยี่ยนหยู่อีก แต่กลับถูกหญิงสาวหลายคนหลบหนีราวกับหนีโรคระบาด

ทำให้เจ้าไป๋เกอรู้สึกบาดเจ็บไม่น้อย ก้มหัวก้มหางเดินตามรอยเท้าของเฉาชิวผู่ไป

ส่วนตู้หานเยียนกล่าวว่า:

"ข้าพอมีความรู้เกี่ยวกับค่ายกลอยู่บ้าง

"ขอตัวไปดูก่อน... หากไม่มีวิธีทำลายค่ายกล พวกเราค่อยนัดพบกันที่นี่ในภายหลัง ว่าอย่างไร?"

เวินโหรวมองไปที่ ฉู่ชิง เห็นเขาพยักหน้าเบาๆ จึงกล่าวว่า:

"ได้"

ตู้หานเยียนเห็นท่าทีเล็กๆ นี้ จึงมองลึกๆ ไปที่ ฉู่ชิง อีกครั้ง แล้วจึงพาคนของนางจากไป

ชั่วขณะนั้น ในที่นี้เหลือเพียง ฉู่ชิง เวินโหรว และอาหลานตระกูลต่งเท่านั้น

เวินโหรวไม่มีความรู้สึกดีๆ กับสองคนนี้ จึงมองไปที่ ฉู่ชิง:

"พี่สาม พวกเราจะทำอะไรดีตอนนี้?"

ฉู่ชิง กำลังจะพูด จู่ๆ ดวงตาก็หรี่ลง:

"ใครกัน?"

(จบบท)

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 73 ม้าขาวกับกระบี่ทอง

ตอนถัดไป