บทที่ 76 หวาดหวั่น

ทุกอย่างล้วนเป็นดั่งแสงวูบเงาผ่าน ในชั่วความคิดเดียวกลับบังเกิดความเปลี่ยนแปลงนับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อกระบี่สุรเสียงเทพในมือของเฉาชิวผู่ถูกซัดจนหลุดมือ ในใจของตู้หานเยียนก็ได้คาดการณ์ความเป็นไปได้ไว้หลายรูปแบบแล้ว

นางจำเป็นต้องชิงลงมือก่อน สกัดมันให้ล่าถอยไปก่อนที่ชายหนุ่มผู้นั้นจะตวัดดาบสังหารเฉาชิวผู่ได้

เฉกเช่นเดียวกับที่เฉาชิวผู่เคยทำเมื่อครั้งช่วยเหลือนาง

จากนั้นควรทำอย่างไรต่อ?

ให้ศิษย์น้องหญิงไปนำกระบี่สุรเสียงเทพกลับมาคืนให้เฉาชิวผู่

ขอเพียงให้เขากลับมาควบคุมกระบี่สุรเสียงเทพได้อีกครั้ง เมื่อใช้วิชากระบี่เสียงสวรรค์เจ็ดกฎออกมาแล้ว ชายหนุ่มผู้นั้นย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

ที่ต้องพ่ายแพ้ในศึกนี้ เป็นเพราะเฉาชิวผู่ร้อนใจที่จะช่วยคนมากเกินไป

ขอเพียงขจัดจิตใจเมตตาออกไป ต่อให้ดาบในมือของคนผู้นั้นจะปั่นป่วนสติสัมปชัญญะได้ ก็มิใช่คู่ต่อสู้ของเฉาชิวผู่อย่างแน่นอน

ทว่าแผนการเหล่านี้ยังไม่ทันได้เริ่มลงมือ ความเปลี่ยนแปลงก็พลันบังเกิดขึ้นอีกครั้ง

คุณชายสามผู้ที่ยืนอยู่กับเวินโหรวมาโดยตลอดได้ลงมือแล้ว

กระบี่เล่มเดียวซึ่งยังไม่ออกจากฝัก บัดนี้ได้ตวัดออกจากฝักแล้ว แม้ตู้หานเยียนจะประเมินเขาไว้สูงแล้ว กลับพบว่ายังคงประเมินเขาต่ำเกินไปอยู่ดี.

นั่นเป็นเพลงกระบี่ที่ยากจะหยั่งถึง วิถีที่คมกระบี่เคลื่อนผ่านทำให้ผู้คนหนาวเยือกถึงขั้วหัวใจ

เพียงกระบี่เดียว ก็ตัดมือข้างที่ชายหนุ่มใช้ถือดาบจนขาดสะบั้น

ดาบเล่มนั้นกับมือข้างนั้น ลอยกระเด็นออกไปเช่นนั้น สุดท้ายก็ส่งเสียง ‘เคร้ง’ คราหนึ่ง ก่อนจะร่วงหล่นหายไปในม่านหมอก

เมื่อถึงตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงกลับสู่สภาวะปกติ เฉาชิวผู่ยังคงหลับตารอความตาย แต่เมื่อรออยู่นานก็ยังไม่ตาย จึงอดรนทนไม่ไหวลืมตาขึ้นมา และได้เห็นฉู่ชิงอยู่เบื้องหน้า

มิจำเป็นต้องเอ่ยถาม ชายหนุ่มผู้ถูกตัดมือขวาจนสลบไปได้อธิบายเรื่องราวมากมายแล้ว

เฉาชิวผู่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยกับฉู่ชิงว่า

“ขอบคุณมาก”

ฉู่ชิงหันกลับมาเหลือบมองเขาแวบหนึ่งด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง เห็นตอนที่เขาลงมือสู้ก็ดูอ้ำๆ อึ้งๆ อ่อนข้อไปเสียทุกอย่าง นึกว่าด้วยจิตใจเยี่ยงเปาบุ้นจิ้นคงจะกล่าวหาว่าตนลงมือโหดเหี้ยมเกินไป

คาดไม่ถึงว่าจะได้รับคำขอบคุณหนึ่งคำ

ราวกับสัมผัสได้ถึงความนัยในแววตาของฉู่ชิง เฉาชิวผู่ก็ยิ้มขื่นออกมาคราหนึ่ง

“เป็นเพราะความใจอ่อนของข้าเอง ที่ต้องการจะรักษาชีวิตของเขาไว้ให้ได้มากที่สุด จึงเกือบจะก่อความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง”

“สหายท่านนี้ลงมือในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย ช่วยเหลือชีวิตของข้าไว้ ข้าไหนเลยจะกล้ากล่าววาจาร้ายกาจใส่ท่านได้?”

ฉู่ชิงเบ้ปาก ไม่ได้สนใจไยดีจอมยุทธ์ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมเหล่านี้

เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก เดินมาถึงเบื้องหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น หลังจากตรวจสอบดูคร่าวๆ คิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

แม้ว่าเขาจะไม่เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ แต่ก็ดูออกว่าสภาพของชายหนุ่มผู้นี้เลวร้ายอย่างยิ่ง

เส้นชีพจรขาดสะบั้นทุกส่วน อวัยวะภายในทั้งห้าล้วนเสื่อมสลาย แม้ตอนนี้จะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เหมือนเป็นเพียงเปลือกที่ว่างเปล่า

ชีวิตของเขาเปรียบดั่งเทียนต้องลม พร้อมจะดับมอดได้ทุกเมื่อ

ฉู่ชิงขมวดคิ้ว ก่อนจะสกัดจุดบนร่างของเขาสองครั้ง

ชายหนุ่มพลันไออย่างรุนแรงออกมาคราหนึ่ง จากนั้นจึงลืมตาขึ้น แต่ในดวงตาของเขาในยามนี้ กลับไม่มีประกายสีดำสนิทเช่นก่อนหน้าอีกแล้ว

เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ข้อมือ มองฉู่ชิงอย่างงุนงงสับสน

“ท่าน...ท่านเป็นใคร?”

“ชาวยุทธ์ที่เดินทางผ่านมา แล้วเกือบจะถูกเจ้าสังหาร”

น้ำเสียงของฉู่ชิงเย็นชาอยู่บ้าง

“...ขอ...ขออภัย”

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จึงมองไปยังมือขวาของตนเองโดยสัญชาตญาณ

เมื่อเห็นบาดแผลที่ข้อมือ เขาก็ถามฉู่ชิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“เป็นฝีมือท่านหรือ?”

“ใช่”

ไม่มีอะไรต้องปฏิเสธ ฉู่ชิงพยักหน้ายอมรับตรงๆ

เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มก็เผยรอยยิ้มขื่นออกมาบนใบหน้า มีทั้งความรู้สึกปลดปล่อยและเสียดาย ทว่าในแววตากลับไม่มีความเกลียดชัง

ฉู่ชิงจ้องมองเขาอย่างเงียบงัน

“เจ้าใกล้จะตายแล้ว”

“ข้ารู้”

น้ำเสียงของชายหนุ่มสงบนิ่ง สายตาของเขากวาดมองไปทั่วบริเวณ เมื่อเห็นศพของชาวบ้านเหล่านั้น ในดวงตาก็ปรากฏแววเศร้าสลดขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า

“นับตั้งแต่วันที่ข้าได้สัมผัสกับดาบปีศาจเล่มนั้น ข้าก็รู้ว่าตนเองคงอยู่ได้อีกไม่นาน”

“น่าเสียดายที่ข้าเดินออกจากหมู่บ้านชิงซีไม่ได้...”

“พวกมันใช้วิธีการบางอย่างไว้นอกหมู่บ้าน ตอนแรกก็เพื่อไม่ให้พวกเราหนี แต่ต่อมาก็เพื่อไม่ให้ข้าออกไป...แค่กๆ แค่กๆๆ...”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็พลันไออย่างรุนแรง ทั้งยังสำรอกโลหิตออกมาคำใหญ่

เฉาชิวผู่ ตู้หานเยียน และเวินโหรวในตอนนี้ก็ได้เข้ามาล้อมวง

เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ตู้หานเยียนก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้สร้างค่ายกลม่านหมอกนี้ไว้นอกหมู่บ้าน?”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ในดวงตาของชายหนุ่มก็พลันปรากฏความแค้นที่ฝังลึกเข้ากระดูกขึ้นมา เขากัดฟันกรอดแล้วเอ่ยว่า

“เป็นสำนักเฉินเตา!!”

ตู้หานเยียนและเฉาชิวผู่สบตากัน ในแววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

ภายในสำนักเฉินเตามีความขัดแย้งรุนแรง การต่อสู้ไม่เคยหยุดหย่อน สู้กันเป็นสู้กันตายทุกวี่ทุกวัน แล้วจะมีใครมีเวลาว่างขนาดนั้น วิ่งมาถึงหมู่บ้านชิงซีเพื่อก่อเรื่องวุ่นวายกัน?

“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”

เฉาชิวผู่เอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง

ชายหนุ่มมองไปยังทุกคนที่อยู่ตรงนั้น แล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องราวอย่างแผ่วเบา

หมู่บ้านชิงซีเป็นหมู่บ้านที่สืบทอดการตีศาสตราวุธเป็นอาชีพจากรุ่นสู่รุ่นจริง ทว่าศาสตราวุธที่พวกเขาตีขึ้นมานั้นล้วนส่งตรงให้กับสำนักเฉินเตา

หลังจากสำนักเฉินเตาได้รับศาสตราวุธเหล่านี้ไปแล้ว ก็จะนำไปขายต่อทั่วทุกทิศ เงินที่ได้มาก็จะแบ่งส่วนหนึ่งให้กับหมู่บ้าน

ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี... จนกระทั่งข่าวลือที่ว่า ‘ชะตาของเจียงเฉินเตาใกล้จะสิ้นสุด’ แพร่สะพัดออกไป พวกเขาก็ตัดขาดการติดต่อกับหมู่บ้านชิงซีแต่เพียงฝ่ายเดียว

จนกระทั่งเมื่อสามเดือนก่อน จู่ๆ ก็มีคนผู้หนึ่งมาที่หมู่บ้าน

ผู้ใหญ่บ้านและผู้อาวุโสในหมู่บ้านล้วนรู้จักคนผู้นี้ รู้ว่าเขาคือผู้อาวุโสสามของสำนักเฉินเตา ชีกวน

“ตอนนั้นผู้ใหญ่บ้านกับชีกวนพูดคุยกันในห้องเป็นเวลานาน แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยความไม่พอใจ”

“ท่านผู้ใหญ่บ้านถึงกับโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ประกาศว่าจะไม่มีวันข้องเกี่ยวกับสำนักเฉินเตาอีกต่อไปแม้แต่น้อย...”

“ผลคือคืนวันนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เสียชีวิตอย่างกะทันหันในบ้านของตนเอง”

“จากนั้นก็มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ขึ้นมา... และทันทีที่ผู้ใหญ่บ้านคนนี้เข้ารับตำแหน่ง ชีกวนก็กลับมาอีกครั้ง”

“หลังจากนั้นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ก็ให้ชายฉกรรจ์อย่างพวกเราทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานหน้าโถงกลาง”

“บอกพวกเราว่า ที่เรียกพวกเรามาก็เพื่อตีดาบวิเศษที่ไม่มีใครเทียบได้ขึ้นมาเล่มหนึ่ง!”

เมื่อชายหนุ่มพูดถึงตรงนี้ ในดวงตาของเขาก็ปรากฏแววหวาดกลัวขึ้นมา

“ดาบเทพจิตแตก?”

ตู้หานเยียนเอ่ยถามเสียงเบา

ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างอ่อนแรง

“นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พวกเราหลายสิบชีวิตก็วุ่นวายอยู่กับการตีดาบเทพจิตแตกเล่มนั้น”

“วัสดุของดาบเล่มนั้นพิเศษมาก ต้องใช้อุณหภูมิสูงอย่างยิ่งจึงจะหลอมขึ้นรูปได้”

“แต่ถึงอย่างนั้นการตีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”

“ต้องใช้ชายหนุ่มที่แข็งแรงกำยำหลายคน สลับกันทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งวันทั้งคืน”

“หลังจากผ่านกระบวนการลับเฉพาะอีกหลายขั้นตอน กินเวลารวมแล้วกว่าสองเดือนเต็ม ในที่สุดจึงสามารถหลอมมันขึ้นรูปได้”

“แล้วจากนั้น...ฝันร้ายก็เริ่มต้นขึ้น”

ในตอนแรกทุกคนต่างดีใจกันมาก

จอมยุทธ์ที่ไม่อยากเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า ไม่ใช่จอมยุทธ์ที่ดี

ช่างเหล็กที่ไม่อยากเป็นช่างฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้า ก็ไม่ใช่ช่างเหล็กที่ดี

และการที่สามารถรวบรวมพลังของทุกคนเพื่อตีดาบเทวะที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้นมาได้ ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจ

แต่พอมาถึงขั้นตอนนี้ การตีดาบก็เกิดปัญหาขึ้น

“เหล็กก้อนนั้น จู่ๆ ก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างหาที่เปรียบมิได้ ไม่ว่าพวกเราจะทุบตีอย่างไรก็ไม่มีผลใดๆ”

“ในตอนนั้นเองที่ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ปรากฏตัวขึ้น บอกพวกเราว่าดาบเล่มนี้ต้องใช้โลหิตร้อยตระกูลมาชะล้างดาบ จึงจะสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้”

“และเมื่อผู้ใหญ่บ้านคนใหม่บอกว่าต้องการเพียงเลือดหยดเดียวจากปลายนิ้ว ทุกคนก็พากันมาเจาะปลายนิ้ว...กลายเป็น ‘หุ่นเชิดดาบ’ ไป”

“หุ่นเชิดดาบ?”

เฉาชิวผู่ได้ยินสองคำนี้ ก็นึกถึงสภาพของชาวบ้านที่เหมือนซากศพเดินได้

“ใช้โลหิตผสานศาสตราอัศจรรย์ ใช้อาวุธควบคุมจิตวิญญาณ”

“ตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยว่า เมื่อพวกเราหยดเลือดสดๆ ลงไปผสมกับดาบเทพจิตแตก นั่นก็คือการใช้พลังชีวิตและจิตวิญญาณทั้งมวลสังเวยให้กับดาบ”

“นับจากนั้นก็ตกเป็นหุ่นเชิดดาบ ไม่รู้จักการมีชีวิต ไม่เกรงกลัวความตาย กลายเป็นหุ่นเชิดของดาบโดยสมบูรณ์”

“เหล็กก้อนนั้น... ดาบเล่มนั้น เดิมทีไม่ควรเป็นของที่ควรอยู่บนโลกมนุษย์!!”

น้ำเสียงของชายหนุ่มเมื่อถึงตอนนี้ก็พลันสูงขึ้นด้วยความตื่นตระหนก

เป็นเฉาชิวผู่ที่ต้องกดร่างของเขาไว้ เขาจึงไม่ได้กระโจนลุกขึ้นมา

ม่านตาของฉู่ชิงเองก็หดเล็กลงเล็กน้อย เพียงหยดเลือดก็กลายเป็นหุ่นเชิดดาบได้หรือ? ของสิ่งนี้มันผิดทำนองคลองธรรมเกินไปแล้ว

ในใต้หล้ามีของที่ชั่วร้ายถึงเพียงนี้ด้วยหรือ?

บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกอีกเฮือกใหญ่ เงยหน้าขึ้นมองไปยังฉู่ชิงและคนอื่นๆ:

“ทว่าเรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้!

“หากต้องการหลอมดาบเทพจิตแตกให้สำเร็จอย่างแท้จริง ยังต้องใช้คน... ใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องสังเวย!

“คราแรก พวกเราเพียงคิดว่าพวกเขาไม่อาจทนความยากลำบากในการตีดาบและความแร้นแค้นในหมู่บ้านได้ จึงหนีไป... ผู้ใดเลยจะคาดคิดว่าคนเหล่านี้หาได้หนีไปไม่ หากแต่ตายไปแล้ว

“ในไม่ช้าความจริงก็ถูกเปิดโปง ดาบที่ต้องใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องสังเวย จะยังนับเป็นดาบเทพได้อยู่อีกหรือ?

“นี่มันคือดาบมารโดยแท้!

“และเมื่อถึงยามนั้น ชีกวนก็ได้ฉีกกระชากหน้ากากจอมปลอมของมันทิ้ง...

“มันจับชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านมาทั้งหมด ทั้งยังสั่งให้คนไปวางค่ายกลลวงตานอกหมู่บ้าน

“เพื่อไม่ให้ผู้ใดในหมู่บ้านหนีรอดไปได้... จากนั้น มันก็จับบุรุษร่างกายกำยำเหล่านั้น โยนลงไปในเตาหลอมทีละคน ทีละคน ต่อหน้าต่อตาพวกเรา

“ใช้โลหิตหลอมดาบ ใช้ชีวิตเซ่นสังเวยดาบ!

“เป็นเช่นนั้นอยู่หนึ่งวัน สองวัน... ทุกคนต่างสิ้นหวัง โอดครวญไม่หยุดหย่อน วิงวอนขอความเมตตาไม่ขาดปาก หวังว่าชีกวนจะบังเกิดจิตเมตตาไว้ชีวิตพวกเราสักครั้ง

“แต่ก็ไร้ผล... ในดวงตาของมันมีเพียงดาบเล่มนั้นเท่านั้น

“ดาบในเตาหลอมเล่มนั้น ยิ่งดำมืดขึ้น ดำขึ้นเรื่อยๆ... เทพจิตแตก... เทพจิตแตก... อักษรสองคำนั้น... ข้ายังเป็นผู้สลักมันลงไปด้วยมือของข้าเอง... ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”

เขาหัวร่อราวกับคนเสียสติ โลหิตไหลรินจากมุมปาก ยิ่งขับให้ท่าทีของเขาดูคลุ้มคลั่งบ้าบิ่น

เขาพึมพำกับตนเอง:

“ข้าไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่วัน ควันดำหนาทึบม้วนตัวคละคลุ้งอยู่ข้างเตาหลอม หมู่บ้านชิงซีที่แต่เดิมไม่เคยมีหมอก กลับค่อยๆ ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกบางๆ โดยรอบ

“บางครั้งข้าก็แยกไม่ออก ว่านั่นคือหมอกหรือควัน หรือเป็นดวงวิญญาณอาฆาตของผู้ที่ตายในเตาหลอม

“ชีกวนหาได้กักขังพวกเราไม่ พวกเรายังคงกลับบ้านได้ ยังคงทำในสิ่งที่ตนอยากทำได้

“คนชราที่สูญเสียลูกหลาน ไม่มีแม้ร่างให้เก็บมาประกอบพิธี พวกเขาทำได้เพียงตั้งป้ายวิญญาณ นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความสิ้นหวัง ร่ำไห้ในความมืดมิด...

“ในที่สุด วันนั้นก็มาถึงคราของข้า”

ในวันนั้น บุรุษหนุ่มมองเห็นความร้อนรนของชีกวน

เพราะหลายวันมานี้ ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านล้วนถูกนำมาเซ่นสังเวยดาบจนหมดสิ้น

หมู่บ้านชิงซีก็ตกสู่สภาพนรกบนดิน

ทว่าดาบเทพจิตแตกกลับยังไม่สำเร็จออกจากเตาหลอมเสียที ยังคงขาดอะไรไปบางอย่างเสมอ...

บุรุษหนุ่มที่สมควรจะถูกโยนเข้าไปในเตาหลอม กลับเดินไปยังหน้าเตาหลอมด้วยตนเอง เขาไม่ได้มุดเข้าไป แต่ท่ามกลางสายตาของทุกคน เขากลับนำดาบเทพจิตแตกเล่มนั้นออกมาจากในเตา

กระแสน้ำจากน้ำตกขับเคลื่อนกังหันน้ำสร้างเป็นพลังงาน ทำให้เตาหลอมลุกโชนไม่เคยดับ

ดาบเทพจิตแตกที่ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟอันร้อนระอุ จึงปรากฏสู่สายตาของทุกคนเช่นนี้

บนท้องฟ้าที่มืดครึ้ม พลันบังเกิดเสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยง เสียงร้อนรนของชีกวนก็ดังตามมา:

“โยนมันเข้าไป!!”

แต่ก็สายไปเสียแล้ว...

ชีกวนไม่ใช่ช่างตีเหล็ก มันย่อมไม่รู้ว่าศาสตราวุธที่หลอมเสร็จแล้ว จำเป็นต้องนำออกมา หาใช่รอให้ดาบกระโดดออกมาเองไม่

ฝนห่าใหญ่นี้ทำให้ดาบเทพจิตแตกเกิดการแปรสภาพอย่างรวดเร็วยิ่ง

และบุรุษหนุ่มผู้กุมดาบเล่มนี้ไว้ ก็คล้ายจะเข้าใจบางสิ่งบางอย่างในภวังค์

นี่คือดาบที่กัดกินมนุษย์

ยามที่เจ้าของดาบกุมดาบไว้ในมือ หากไม่อาจสยบดาบลงได้ ก็จะถูกดาบย้อนกลับเข้าทำร้าย

ความทรงจำที่เหลืออยู่ไม่ชัดเจนนัก เขาเห็นเพียงเลือนรางว่าผู้คนที่เคยรายล้อมอยู่ ณ ลานกลางหมู่บ้าน พลันแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปจนหมดสิ้น

พลังชีวิตและจิตวิญญาณของพวกเขากำลังมลายหายไป แต่ความคมกล้าของดาบเทพจิตแตกกลับยิ่งทวีความเกรี้ยวกราด

บุรุษหนุ่มจำได้เพียงเลือนราง ว่าในห้วงความคิดของตนมีเพียงปณิธานเดียว นั่นคือ... ฆ่า!

สังหารทุกคนที่กล้าย่างกรายเข้ามาในหมู่บ้านชิงซี สังหารทุกคนในสำนักเฉินเตาให้สิ้นซาก

และที่สำคัญที่สุด... สังหารชีกวน!!

เพื่อชำระหนี้แค้นอันท่วมท้นนี้ให้แก่ผู้คนกว่าหกร้อยชีวิตทั่วทั้งหมู่บ้านชิงซี!!

หลังจากนั้น นัยน์ตาทั้งคู่ของเขาก็ถูกครอบงำด้วยความมืดมิดสนิท จวบจนค่ำคืนนี้ จวบจนยามนี้ จึงได้สติสัมปชัญญะกลับคืนมาอย่างแท้จริง

“ข้าจำได้ลางๆ ว่า... ในยามกลางวัน หุ่นเชิดดาบมิอาจเคลื่อนไหวได้

“ดังนั้นพวกเราจึงออกอาละวาดได้เพียงยามค่ำคืน

“ปณิธานที่อยากจะสังหารทุกคนให้สิ้นซากนั้น คอยผลักดันให้ข้าไม่ถูกดาบเล่มนี้กลืนกินโดยสมบูรณ์

“ตอนกลางวัน ข้าเคยเห็นท่านแถวๆ นี้...”

เมื่อบุรุษหนุ่มกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็มองไปยังฉู่ชิง

ฉู่ชิงพยักหน้า ศพแม้จะกลายเป็นหุ่นเชิดดาบแล้ว ก็ยังยากจะเคลื่อนไหวในยามกลางวันได้ ดังนั้นผู้ที่เคลื่อนไหวในตอนกลางวันได้จึงมีเพียงบุรุษหนุ่มผู้นี้

เงาร่างที่ตนเห็นในวันนี้ ก็คือเขานั่นเอง

เฉาชิวผู่และตู้หานเยียนสองคนหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ก็อดมิได้ที่จะสบตากัน

ต่างก็มองเห็นจิตสังหารในแววตาของอีกฝ่าย

เพียงแต่ไม่อาจอาศัยคำพูดของฝ่ายเดียว มาตัดสินโทษของชีกวนได้

ผู้ใดจะรู้ว่าในเรื่องนี้ ยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอื่นใดซ่อนอยู่อีกหรือไม่?

ไม่มีผู้ใดกล้ารับประกันว่าทุกสิ่งที่บุรุษหนุ่มผู้นี้พูดเป็นความจริงทั้งหมด เผื่อว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ถูกหลอกเล่า?

ดังนั้นเฉาชิวผู่จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม:

“เรื่องนี้ พวกเราจะให้คำตอบแก่เจ้าอย่างแน่นอน!”

“แล้วดาบเทพจิตแตกเล่มนั้นเล่า?”

ตู้หานเยียนพลันเอ่ยถามขึ้น

“จำได้ว่าตกอยู่แถวๆ นั้น...”

เฉาชิวผู่เหลือบมองฉู่ชิงแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีคัดค้าน จึงลุกขึ้นไปค้นหา

ตู้หานเยียนและคนอื่นๆ ก็ตามไปด้วย

ณ ที่แห่งนี้ชั่วขณะหนึ่งจึงเหลือเพียงฉู่ชิงและบุรุษหนุ่มผู้นั้น

ช่างตีเหล็กหนุ่มหาได้รู้สึกยินดีกับคำพูดของเฉาชิวผู่ไม่ คำตอบ... คำตอบแบบไหนกัน?

กว่าคำตอบนั้นจะมาถึง เกรงว่าตนคงตายไปเสียแล้ว

“หากเจ้าต้องการ ข้าช่วยเจ้าสังหารมันได้”

คำพูดของฉู่ชิงพลันดังขึ้นข้างหู

บุรุษหนุ่มหันไปมองฉู่ชิงโดยสัญชาตญาณ:

“สังหารผู้ใด?”

“ตัวต้นเหตุที่ก่อโศกนาฏกรรมที่หมู่บ้านชิงซี”

ฉู่ชิงกล่าวเสียงเบา:

“ทว่า ข้าช่วยคนสังหารคน เจ้าก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน”

“ดาบเทพจิตแตกพอหรือไม่?”

บุรุษหนุ่มแสยะยิ้ม

“...เจ้า...นี่มันคือการโยนเคราะห์ให้ผู้อื่นชัดๆ”

ฉู่ชิงนิ่งอึ้งไป

“ไม่”

บุรุษหนุ่มส่ายหน้า:

“เมื่อครู่มีประโยคหนึ่งที่ข้าไม่ได้พูด...

“หลังจากที่ข้าเห็นท่านในตอนกลางวัน ตามปณิธานในใจข้าแล้ว ข้าควรจะลงมือกับท่านทันที

“แต่ว่า... ข้าไม่กล้า

“เพราะว่าดาบเทพจิตแตก...ดูเหมือนมันจะหวาดกลัว!”

(จบบท)

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 76 หวาดหวั่น

ตอนถัดไป