บทที่ 79 ค่ายวายุทมิฬ?
มารดาของฉู่ชิงสิ้นใจไปหลังจากที่เขาถือกำเนิดได้ไม่นาน
ฉู่หยุนเฟยบอกเขาว่า เป็นเพราะนางล้มป่วยด้วยโรคร้ายที่ไร้หนทางรักษา สุดท้ายจึงได้ละโลกนี้ไป
เด็กที่ไร้มารดาย่อมเป็นที่น่าเวทนาสงสาร
ด้วยเหตุนี้ ฉู่ชิงจึงซุกซนและเกเรมาตั้งแต่เด็ก ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปนัก ฉู่หยุนเฟยก็มักจะยกขึ้นสูงแล้ววางลงเบา ๆ เสมอ
มีเพียงครั้งหนึ่งเท่านั้น ที่เขาแอบเข้าไปในห้องของฉู่หยุนเฟยเพื่อรื้อค้นข้าวของตามตู้ตามหีบ หวังจะหาของเล่นสนุก ๆ
ทว่ากลับทำกล่องใบหนึ่งตกแตกโดยไม่ตั้งใจ เป็นเหตุให้ฉู่หยุนเฟยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ได้ใจกว้างเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไป เขาใช้ก้านไผ่หวดเฆี่ยนตีฉู่ชิงอย่างหนักหน่วง
ภายหลังฉู่ชิงจึงได้รู้ว่า กล่องใบนั้นคือของดูต่างหน้าของมารดา
นอกจากของที่มารดานำติดตัวมาเองแล้ว ยังมีของหมั้นหมายที่ฉู่หยุนเฟยเคยมอบให้แก่มารดาในปีนั้นด้วย
สิ่งที่ทำให้ฉู่ชิงประทับใจที่สุดในบรรดาของเหล่านั้น ก็คือปิ่นทองอันหนึ่ง
ดุจปีกของหงส์ ประณีตงดงามและสง่าผ่าเผย
บนปิ่นมีอักษรตัวหนึ่งสลักไว้
ฉู่ชิงในยามนั้นอ่านออกเขียนได้แล้ว จึงรู้ว่าอักษรตัวนั้นอ่านว่า ‘ฉู่’
เหมือนกันกับอันที่อยู่ในมือของเขาในตอนนี้... ทุกกระเบียดนิ้ว!
ของดูต่างหน้าของมารดาย่อมไม่มีทางเปลี่ยนมือโดยง่าย แต่ฉู่เทียนแต่งงานแล้ว ฉู่หยุนเฟยจะนำของดูต่างหน้าของมารดาไปมอบให้แก่ลูกสะใภ้เป็นของขวัญหรือไม่?
หรืออาจจะมอบให้ฉู่เทียน เพื่อให้ฉู่เทียนนำไปมอบเป็นของหมั้นหมาย?
นี่คือความเป็นไปได้ที่ใกล้เคียงที่สุด ทว่ากลับยิ่งทำให้ฉู่ชิงเดือดดาลจนแทบคลั่ง
เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มีปัญหา
ตั้งแต่ตอนที่ลุงเอ้อหนิวถูกพาตัวไปเมื่อครู่ ฉู่ชิงก็รู้แล้ว
แต่เขาไม่อาจตัดสินความเป็นความตายของใครได้ง่าย ๆ เพียงเพราะเรื่องเหล่านี้
โรงเตี๊ยมสกุลจ้าวคือสถานที่ที่ชายคนนั้นชี้บอก ในนี้ย่อมต้องมีเงื่อนงำบางอย่าง เขาจึงได้มาที่นี่ เพียงแค่พบสิ่งใดผิดปกติ ก็พร้อมจะลงมือทันที
คาดไม่ถึงว่า ยังไม่ทันได้พบเงื่อนงงำ ก็กลับมาพบปิ่นทองหงสานี่เสียก่อน
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะยังมีความจำเป็นใดต้องอดทนอีกเล่า?
เถ้าแก่ไม่รู้ถึงรายละเอียดเบื้องลึก ยังคงปากแข็งต่อไปว่า:
“ท่าน... ท่านลูกค้าพูดเช่นนี้ ผู้น้อยไม่เข้าใจ... ท่าน ท่านปล่อยข้าลงก่อน นี่... ปิ่นทองอันนี้เป็น... เป็นของข้า...”
ฉู่ชิงเห็นดังนั้นก็พยักหน้า จากนั้นก็สะบัดมือ กระแทกศีรษะของเถ้าแก่ลงบนโต๊ะ
มือข้างหนึ่งกดใบหน้าอ้วนใหญ่ของเขาไว้ พลางหยิบตะเกียบอันหนึ่งจากกระบอกตะเกียบขึ้นมา โคจรลมปราณสะท้านหนึ่งครา ตะเกียบพลันแตกหักทันที
รอยหักแหลมคมน่าสะพรึงกลัว เขายื่นตะเกียบอันนั้นเล็งไปที่ลูกตาของเถ้าแก่
แล้วค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปใกล้ทีละน้อย:
“โอกาสของเจ้ามีไม่มากนัก...”
เหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเถ้าแก่ ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เขาพยายามดิ้นรนให้หลุดจากมือของฉู่ชิงอย่างสุดกำลัง ทว่าฉู่ชิงโคจรลมปราณจากคัมภีร์หมิงยวี่เจินจิงไปทั่วร่าง เขาไหนเลยจะต่อกรได้?
แต่ปากของเขากลับแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะเห็นปลายตะเกียบมาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว ก็ยังคงยืนกรานไม่ยอมพูด
ฉู่ชิงหมดความอดทน เสียง ‘ฉึก’ ดังขึ้นคราหนึ่ง เขาแทงตะเกียบเข้าไปโดยตรง
“อ๊ากกก!!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากปากของเถ้าแก่
ฉู่ชิงดึงตะเกียบออกมาแล้ว:
“เจ้ายังมีตาอีกข้างหนึ่ง”
“ข้า ข้าไม่รู้... ข้าไม่รู้จริง ๆ ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ข้า... ข้าไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ...”
เถ้าแก่กรีดร้องพลางอ้อนวอนขอชีวิต
ท่าทีจริงใจเสียจนแม้แต่ฉู่ชิงเองก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าตนเองคาดเดาผิดไปหรือไม่?
แต่ในขณะนั้นเอง เสี่ยวเอ้อที่อยู่ด้านข้างพลันเอ่ยขึ้นว่า:
“ข้ารู้”
“หุบปาก!!!”
เถ้าแก่ที่เมื่อครู่ยังประจบประแจง พลันตวาดเสียงกร้าวด้วยสีหน้าดุร้าย
ฉู่ชิงได้ยินก็แค่นเสียงเย็นชา บีบคอของเขาไว้ไม่ให้พูดได้อีก แล้วหันไปมองเสี่ยวเอ้อคนนั้น:
“ว่ามา”
“ที่... ที่เรือนของผู้ใหญ่บ้าน
“ในเรือนของผู้ใหญ่บ้านมีคุกใต้ดินอยู่
“พวกเขา... พวกเขาทุกคนถูกขังไว้ที่นั่น”
หลังจากเสี่ยวเอ้อพูดจบประโยค ก็ราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้น
ฉู่ชิงได้ยินดังนั้นจึงคลายมือจากลำคอของเถ้าแก่ เถ้าแก่ไอโขลก ๆ อย่างรุนแรง
หลังจากสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่จนฟื้นคืนสติ เขาก็คว้าตะเกียบบนโต๊ะขึ้นมา แล้วพุ่งเข้าไปแทงเสี่ยวเอ้ออย่างโหดเหี้ยม
แต่ยังไม่ทันจะถึงตัว ก็ถูกฉู่ชิงสะบัดแขนเสื้อใส่จนล้มกลิ้งลงกับพื้น
เสียงดังโครมคราม โต๊ะแตกกระจายเกลื่อนพื้น เถ้าแก่ได้แต่ลงไปนอนดิ้น
“คิดจะลงมือฆ่าคนต่อหน้าข้างั้นรึ?”
แววตาของฉู่ชิงเย็นเยียบลง
“เจ้า... เจ้าเป็นตัวอะไรกัน?”
เถ้าแก่กุมตาข้างหนึ่งของตนไว้ มองเสี่ยวเอ้อด้วยสีหน้าที่เหมือนจะหัวเราะก็ไม่ใช่ จะร้องไห้ก็ไม่เชิง พลางตะโกนว่า:
“จบสิ้นแล้ว จบสิ้นกันหมดแล้ว... ไอ้หมาตัวนี้ เจ้าทำลายพวกเราจนหมดสิ้น!!”
เสี่ยวเอ้อได้ยินก็ตะโกนกลับไปเช่นกัน:
“จบสิ้นแล้วจะเป็นอย่างไร?
“ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!
“พ่อแม่ของข้าก็ถูกพวกมันฆ่าตาย ยังมีภรรยาและลูกของข้าอีก...
“ตอนนั้นพวกมันพูดว่าอย่างไร?
“ให้ภรรยาของข้าขึ้นไปบนเขาเพื่อทำอาหารให้พวกมัน ลูกก็อยู่บนเขา ตราบใดที่ข้ายอมช่วยพวกมันทำงาน พวกเขาก็จะไม่เป็นอะไร
“แต่แล้วหลังจากนั้นเล่า?
“ภรรยาของข้าถูกพวกมันย่ำยีไปนานแล้ว ส่วนลูก... ลูก...”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็พูดต่อไปไม่ไหวอีก
ได้แต่ขยุ้มเส้นผมของตนเองอย่างบ้าคลั่ง พลางตะโกนด้วยใบหน้าที่แหลกสลาย:
“ตายเสียเถอะ คนที่นี่สมควรตายไปนานแล้ว!!
“พวกเราคร่าชีวิตคนไปมากมายถึงเพียงนั้น ยังมีสิทธิ์อะไรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก?”
สิ้นเสียง เขาก็พลันลุกขึ้นยืน แล้วพุ่งเข้าหากำแพงของโรงเตี๊ยมอย่างแรง หมายจะโขกศีรษะกับกำแพงเพื่อฆ่าตัวตาย
ทว่าก่อนที่ศีรษะจะกระทบกำแพง ก็ถูกฉู่ชิงคว้าไหล่ไว้ได้ทัน:
“อยากตายก็ยังไม่สายเกินไป พาข้าไปยังที่พักของผู้ใหญ่บ้าน
ของพวกเจ้าก่อน”
เสี่ยวเอ้อดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็สู้ไม่ได้ รู้ว่าหากไม่เชื่อฟัง แม้แต่จะตายก็ยังตายไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ยว่า:
“ได้ ข้าตกลง”
ส่วนเถ้าแก่ผู้นั้นกลับหัวเราะฮ่า ๆ:
“ไปสิ ไปเลย
“พวกเจ้าสองคนก็จบสิ้นแล้วเช่นกัน นายท่านสามจะต้องรู้เรื่องที่นี่ ถึงตอนนั้นพวกเจ้าก็หนีไม่รอด
“อย่าคิดว่าพวกเจ้าฝึกปรือวรยุทธ์มานิดหน่อย พกดาบพกกระบี่แล้วจะเก่งกาจ
“บอกตามตรงเลย คนอย่างพวกเจ้า ในสายตาของนายท่านสามแล้ว ไม่ต่างอะไรกับผายลม!”
ฉู่ชิงหันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง:
“เป็นอธรรมหนุนทรราช ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย”
เขายื่นมือไปหยิบตะเกียบอันหนึ่งมา เพียงสะบัดมือคราหนึ่ง ก็บังเกิดเสียง ‘ฟิ้ว’ พลันปรากฏว่าตะเกียบได้ทะลวงผ่านลำคอของเถ้าแก่ไปแล้ว
เสี่ยวเอ้อที่เดิมทีมีสีหน้าเฉยชา เมื่อเห็นภาพนี้ก็อดที่จะหน้าเปลี่ยนสีไม่ได้
ใช้ตะเกียบสังหารคน ดูเหมือนว่าแม้แต่คนชั่วร้ายเหล่านั้นก็ยังทำไม่ได้
เมื่อสายตาของฉู่ชิงจับจ้องมาที่เขา ความหวาดกลัวก็พลันบังเกิดขึ้นในใจอย่างไม่มีเหตุผล
“ไป”
น้ำเสียงของฉู่ชิงราบเรียบ เสี่ยวเอ้อรีบพยักหน้ารับแล้วเดินนำทางไปข้างหน้า
ทว่าทันทีที่เดินออกจากโรงเตี๊ยม ก็เห็นคนขายเนื้อหน้าโรงเตี๊ยม เถ้าแก่ร้านบะหมี่ และหญิงชราที่อุ้มผ้าอ้อมเด็กอยู่ ทุกคนต่างกำลังมองมาทางโรงเตี๊ยมสกุลจ้าว
เมื่อเห็นพวกเขาเดินออกมา บนใบหน้าที่เฉยชาไร้ความรู้สึก พลันปรากฏสีหน้าผิดแผกไป
คนที่วิ่งออกไปคนแรก คือหญิงชรานางนั้น... นางอุ้มผ้าอ้อมเด็กไว้ในอ้อมแขน วิ่งโซซัดโซเซ แต่ละก้าวแทบจะล้มคะมำ ตรงมายังเบื้องหน้าของเสี่ยวเอ้อ:
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
ฉู่ชิงมองหญิงชรานางนี้แวบหนึ่ง แล้วมองไปยังผ้าอ้อมในอ้อมแขนของนาง
ในผ้าอ้อมนั้นเงียบสงัด แม้หญิงชราจะเคลื่อนไหวรุนแรงเพียงนี้ ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
เป็นเพราะในผ้าอ้อมนั้นหาใช่ทารกไม่ หากแต่เป็นโครงกระดูกเล็ก ๆ ร่างหนึ่ง
เสี่ยวเอ้อยิ้มแสยะ:
“พาเขาไปตามหาคน”
“เขา... เขาจะทำสำเร็จหรือไม่?”
หญิงชราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แทบจะเรียกได้ว่าขลาดกลัว
“ข้าไม่รู้”
เสี่ยวเอ้อร์ส่ายหน้า
“จะสำเร็จหรือไม่ก็ช่าง... ชีวิตเช่นนี้ ข้าทนมาพอแล้ว... ข้า... ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็นำฉู่ชิงและเวินโหรวเดินลึกเข้าไปในตัวเมือง
ผู้คนที่อยู่เบื้องหลังต่างสบตากัน บ้างก็ตามมาอย่างเงียบเชียบ บ้างก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
เมืองเล็กที่นิ่งสงบดุจน้ำนิ่งแห่งนี้ เมื่อฉู่ชิงและเวินโหรวมาถึง ก็เริ่มเกิดระลอกคลื่นขึ้นทีละสาย
ฉู่ชิงและเวินโหรวเดินตามหลังเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นไปโดยไม่เอ่ยวาจา
แม้ในใจจะมีข้อสงสัยอยากเอ่ยถาม แต่ก็ล้วนเก็บงำไว้ก่อน
รอให้ถึงที่หมายแล้วค่อยว่ากัน...
เมืองเล็กแห่งนี้ไม่ใหญ่โต ไม่นานก็มาถึงลานจตุรัสขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ดูเหมือนจะได้รับข่าวสารมาก่อนแล้ว หน้าประตูจึงมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำยืนเรียงรายอยู่
ดูจากรูปพรรณแล้ว เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่จับตัวลุงเอ้อร์หนิวไปเมื่อครู่
“หลีกไป”
ฉู่ชิงเหลือบตามองพวกมันแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าจะไม่พูดเป็นครั้งที่สอง”
กลุ่มชายฉกรรจ์มองหน้ากันไปมา ไม่เอ่ยคำใด ทั้งไม่ยอมหลีกทาง
พลันมีเสียงหนึ่งดังมาจากเบื้องหลังของพวกเขา
“เชิญจอมยุทธ์น้อยกลับไปเถิด เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้พูดจาเหลวไหล ด้วยเพราะป่วยเป็นโรคเสียสติ ท่านอย่าได้ถือสาคำพูดของเขาเลย”
“ที่นี่ของข้า ไม่มีอะไรทั้งสิ้น”
“ในเมื่อไม่มีอะไร แล้วเหตุใดจึงไม่กล้าให้ข้าเข้าไปเล่า?”
ฉู่ชิงเหลือบตาขึ้น มองอย่างยิ้มก็ไม่ใช่ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง
“ที่นี่เป็นเขตหวงห้ามของเมือง คนนอกห้ามย่างกราย แม้จอมยุทธ์น้อยจะเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ ก็ไม่ควรทำลายกฎของที่นี่”
“แน่นอน หากจอมยุทธ์น้อยดึงดันจะเข้าไป พวกเราย่อมรู้ดีว่ามิใช่คู่ต่อสู้ของท่าน ก็ขอเชิญจอมยุทธ์น้อยสังหารพวกเราให้หมดสิ้น แล้วเหยียบข้ามศพของพวกเราเข้าไป”
บุรุษผู้นั้นกล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเฉย
“แต่หากเป็นเช่นนั้น เรื่องที่จอมยุทธ์น้อยใช้กำลังรังแกผู้อ่อนแอ สังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ ก็คงมิพ้นถูกแพร่งพรายออกไป เกรงว่าจะเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงของจอมยุทธ์น้อย”
ได้ยินดังนั้น ฉู่ชิงก็หัวเราะออกมาอย่างเต็มเสียง
“บัณฑิตใช้ความรู้ต่อต้านกฎหมาย จอมยุทธ์ใช้กำลังฝ่าฝืนข้อห้าม”
“กฎเกณฑ์มีไว้ให้ทำลาย หากต้องถูกพันธนาการด้วยกรอบเหล่านี้แล้วไซร้ วิชาฝีมือที่ข้าร่ำเรียนมา จะมีประโยชน์อันใดอีก?”
กล่าวถึงตรงนี้เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก คำว่าหลีกไปนั้นเขาพูดเพียงครั้งเดียวจริงๆ
เท้าแตะพื้นเบาๆ ร่างทั้งร่างก็พุ่งไปข้างหน้าในพริบตา
ไหลเวียนเคล็ดวิชาหมิงยวี่เจินจิงทั่วร่าง ก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ชายฉกรรจ์เบื้องหน้าหลายคนก็รู้สึกได้ถึงพลังดูดมหาศาลจากตัวเขา จนมิอาจต้านทาน ต้องโน้มตัวเข้าหา
หลังจากพุ่งเข้าชนร่างเขาอย่างรุนแรง กลับถูกพลังมหาศาลอีกสายหนึ่งซัดกระเด็นออกไป
ปัง! ปัง! ปัง!!!
ทุกที่ที่ร่างเขาเคลื่อนผ่าน ผู้คนต่างล้มระเนระนาด เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ทะลวงผ่านกำแพงมนุษย์ไปแล้ว
มือหนึ่งคว้าคอของบุรุษที่เอ่ยวาจาเมื่อครู่แล้วยกขึ้นสูง
เมื่อถึงตอนนี้ เหล่าชายฉกรรจ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศจึงเพิ่งร่วงหล่นลงมา
บ้างกระอักโลหิตสดๆ บ้างก็สลบไปโดยตรง นี่เป็นเพราะฉู่ชิงยังยั้งมือไว้ หาไม่แล้วเพียงแค่การปะทะเมื่อครู่ คนกลุ่มนี้คงไม่มีผู้ใดรอดชีวิต
เมื่อมองคนที่อยู่ในมือ ก็คือหัวหน้าที่พบเจอเมื่อครั้งมาถึงที่นี่คราแรก
“เจ้าคือผู้ใหญ่บ้านรึ?”
ฉู่ชิงใช้เท้าถีบประตูใหญ่ของลานบ้านจนเปิดออก แล้วลากคอเขาเดินเข้าไป
หันกลับไปมองเสี่ยวเอ้อร์แวบหนึ่ง
“ตามมา นำทาง”
เสี่ยวเอ้อร์และผู้คนที่เห็นเหตุการณ์อยู่เบื้องหลัง บัดนี้เพิ่งจะเก็บคางที่อ้าจนแทบจะร่วงถึงพื้นกลับเข้าที่
สายตาที่พวกเขามองฉู่ชิงราวกับกำลังมองเทพเซียน
เสี่ยวเอ้อร์รีบพยักหน้า พลางเดิน พลางหลั่งน้ำตา
ฉู่ชิงไม่ได้ถามว่าเขาร้องไห้ด้วยเหตุใด เพียงเดินตามเขามาจนถึงใจกลางลานกว้าง
ที่นี่ยังมีคนขวางทางอยู่ แต่คนกลุ่มนี้นอกจากร่างกายจะแข็งแรงกำยำแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดน่ากล่าวถึงอีก ไม่อาจหยุดยั้งฝีเท้าของฉู่ชิงได้แม้แต่น้อย
“อยู่ที่นี่”
เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นชี้มือไปยังประตูบานหนึ่งกลางลาน เข้าไปแล้วจะพบทางลับทอดลึกลงไปเบื้องล่าง
แต่คุกใต้ดินของเมืองเล็กๆ เช่นนี้ ย่อมมิอาจเทียบกับเมืองเทียนหวู่ได้
ไม่มีห้องขังแยกเป็นห้องๆ กลุ่มคนจำนวนมากสวมโซ่ตรวนที่มือและเท้า นอนแผ่หมดแรงอยู่บนพื้น นอกจากเสียงครวญครางแล้ว ก็ขยับตัวไม่ได้เลย
มองคร่าวๆ แล้วมีทั้งชายหญิงเด็กชรารวมกันราวสิบกว่าคน
ฉู่ชิงจึงหันไปมองผู้ใหญ่บ้านผู้นั้น
“เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
“...จอม...จอมยุทธ์น้อย...ปล่อย...ปล่อยข้า...”
เขากำข้อมือของฉู่ชิง พยายามจะง้างออก...แต่กลับไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง
ฉู่ชิงโยนเขาทิ้งลงบนพื้น เขาจึงไออย่างรุนแรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าดัง ‘ตุ้บ’
“จอมยุทธ์น้อยโปรดไว้ชีวิต! จอมยุทธ์น้อยโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด!!”
“ข้า...ข้าก็สิ้นไร้หนทางแล้วจริงๆ...”
“หากไม่ทำเช่นนี้ ข้า...พวกเราทุกคนที่นี่...ทั้งหมด...ทั้งหมด...ยากจะรักษาชีวิตไว้ได้!!”
“โอ้?”
สายตาของฉู่ชิงกวาดมองไปทั่วร่างของเขา
“เรื่องเหลวไหลของเจ้าไว้ค่อยฟังทีหลัง พวกเขาเป็นอะไรไป?”
“ถูกพิษ”
ครานี้ผู้ใหญ่บ้านไม่กล้าปิดบัง
“คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่เดินทางผ่านที่นี่ ถูกพวกเราลอบวางยาพิษแล้วขังไว้”
“ทุกเดือน...พวก...พวก...”
กล่าวถึงตรงนี้ ในใจของเขาพลันเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง
สุดท้ายก็กัดฟันกล่าว
“ทุกเดือน พวกโจรจากค่ายวายุทมิฬบนภูเขาวายุทมิฬจะส่งคนมาจับตัวพวกเขาไป”
“ถ้า...ถ้าหากพวกเราส่งคนกับเงินให้ไม่ได้ พวกมันก็จะฆ่าคน”
“พวกเราสิ้นหนทางแล้วจริงๆ สิ้นหนทางแล้วจริงๆ!”
ภูเขาวายุทมิฬ... ค่ายวายุทมิฬ...
ฉู่ชิงครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามว่า
“แล้วยาถอนพิษเล่า?”
“ที่นี่พวกเราไม่มียาถอนพิษ ยาถอนพิษอยู่ที่ค่ายวายุทมิฬ...”
สิ้นเสียงนั้น คมกระบี่ของฉู่ชิงก็ออกจากฝัก ตวัดผ่านข้างหูของเขาไปวูบหนึ่ง ใบหูข้างหนึ่งพลันปลิวกระเด็นออกไป
“อย่ามาเล่นลูกไม้กับข้า! ข้าถามเจ้า ยาถอนพิษอยู่ที่ใด?”
“ที่ข้าพูดเป็นความจริงทุกคำ!”
ผู้ใหญ่บ้านโขกศีรษะกับพื้นราวกับตำกระเทียม ไม่นานหน้าผากก็ชุ่มโชกไปด้วยเลือด
ฉู่ชิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะหยิบปิ่นทองอันนั้นออกมาแล้วมองไปทางเวินโหรวแวบหนึ่ง
“พอจะแยกแยะเจ้าของปิ่นทองอันนี้ได้หรือไม่?”
เวินโหรวรับมาดมดูคราหนึ่ง พลันขมวดคิ้ว ก่อนจะเข้าไปใกล้กลุ่มคนเหล่านั้นแล้วดมอีกครั้ง...สุดท้ายก็ชี้ไปยังบุรุษอายุราวสามสิบปีผู้มีใบหน้าแหลมเล็กคล้ายลิงแล้วกล่าวว่า
“บนปิ่นทองนี้ มีกลิ่นของเขา”
ฉู่ชิงชะงักไป
“เจ้าไม่ได้เข้าใจผิดใช่หรือไม่?”
“ไม่มีทางผิดแน่”
เวินโหรวกล่าวอย่างมั่นใจ
“หากเป็นกลิ่นที่นานกว่านี้ ข้าคงดมไม่ออกแล้ว...ช่วงนี้ นอกจากเถ้าแก่ร่างท้วมคนนั้นแล้ว ก็มีเพียงบุรุษผู้นี้”
“นอกจากนี้ ยังมีกลิ่นฉุนจมูกอีกกลิ่นหนึ่ง ข้าไม่รู้ว่ามาจากที่ใด”
สีหน้าของฉู่ชิงเคร่งขรึมลง เขาเดินเข้าไปกลางกลุ่มคนแล้วกระชากคอเสื้อของชายผู้นั้นขึ้นมา
“บอกมา ปิ่นทองอันนี้เจ้าได้มาจากที่ใด?”
ชายผู้นั้นหลังจากถูกพิษก็อ่อนแรงไปทั้งร่าง เมื่อได้เห็นฝีมือของฉู่ชิงแล้ว เขาก็ไม่กล้าปิดบัง ทำได้เพียงเอ่ยปากตอบอย่างอ่อนแรง
“ข้า...ข้าขโมยมา...”
ฉู่ชิงได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกในทันที
ขโมยมา...นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ไม่เลว
หนึ่งคือพี่สะใภ้ของตนไม่ได้ประสบเหตุร้ายจริงๆ สองคือพี่ใหญ่ของตนก็ไม่ได้ถูกสวมเขา
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถามต่อ พลันมีเสียงตะโกนและเสียงต่อสู้ดังมาจากด้านนอกคุกใต้ดิน
(จบบท)