บทที่ 80 ไป๋เหล่าซาน

“จบสิ้นแล้ว...” หลังสิ้นเสียงจากภายนอก ผู้ที่สีหน้าเปลี่ยนไปเป็นคนแรกก็คือผู้ใหญ่บ้าน.

เขาราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ทรุดกายนั่งลงกับพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

“พวกนายท่านสามมาแล้ว...เพียงแต่ เหตุใดจึงมาเร็วเช่นนี้?”

“ยามปกติล้วนมาตอนเที่ยงคืน แต่วันนี้...เพิ่งจะยามอู่ (เที่ยงวัน) เท่านั้น”

“โอ้?”

ฉู่ชิงเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง ก่อนจะหนีบร่างเขาขึ้นมาแล้วเดินออกไป

เวินโหรวและเสี่ยวเอ้อร์ของร้านเดินตามหลังฉู่ชิงไป

คณะคนเดินออกจากคุกใต้ดิน เสียงจอแจก็ยิ่งดังขึ้น เสียงนั้นดังมาจากทางประตูหมู่บ้าน

แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ กลับทำให้ผู้คนอดประหลาดใจมิได้

ผู้ใดกันที่กำลังต่อสู้?

หากเป็นไปตามที่ผู้ใหญ่บ้านกล่าว ผู้ที่มาคือ ‘นายท่านสาม’ แห่งค่ายวายุทมิฬ* เช่นนั้นแล้วชาวบ้านในเมืองย่อมไม่กล้าหืออือเป็นแน่

(*ขอเปลี่ยนจากหมู่บ้านเป็นค่ายนะครับ)

เพียงชั่วพริบตา ฉู่ชิงก็รุดข้ามเรือนผ่านหลังคา มาถึงหน้าประตูใหญ่แล้ว

ทว่ายังไม่ทันจะก้าวออกไป ก็เห็นชาวเมืองที่เคยเดินตามหลังเขาเมื่อครู่ บัดนี้ล้วนหลบซ่อนอยู่หลังประตู ชะเง้อมองออกไปด้านนอก

นอกประตูใหญ่ มีอาชาฝีเท้าดีสามตัว บนหลังม้ามีทั้งบุรุษและสตรี ผู้นำเป็นชายร่างผอมบางผู้หนึ่ง ผิวพรรณซีดขาว ใบหน้ามีร่องรอยของคนขี้โรค

แววตาของเขาเย็นเยียบดุจอสรพิษ กำลังจ้องมองการต่อสู้อันดุเดือดเบื้องหน้าอย่างเย็นชา

กลุ่มคนถือดาบและทวนยาว แต่งกายคล้ายโจรป่า กำลังต่อสู้กับสตรีผู้หนึ่งอย่างเมามัน

เมื่อสายตาของฉู่ชิงจับจ้องไปที่สตรีผู้นั้น ก็รู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย

นางดูอายุราว 20 กว่าปี ผมเผ้ามวยขึ้นเป็นทรงของสตรีที่ออกเรือนแล้ว ในมือ ถือดาบผีเสื้อคู่

แม้ศัตรูจะมีจำนวนมาก แต่นางกลับเคลื่อนไหวแทรกผ่านช่องว่างราวกับไร้ช่องโหว่ โลดแล่นอยู่ในวงล้อมของผู้คน ดุจผีเสื้อกลางหมู่มวลบุปผา

ดาบคู่กวัดแกว่งไปมาในแนวขวางและตั้ง แต่ละกระบวนท่าล้วนทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทาง เคลื่อนไหวรุกถอยได้อย่างอิสระ คล่องแคล่วถึงที่สุด

ฉู่ชิงมองดูรูปโฉมของนางแล้ว กลับรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง

อีกทั้งยังรู้สึกว่าเพลงดาบชุดนี้ของนาง เหมือนเคยเห็นที่ใดมาก่อน...แต่ชั่วขณะนั้นกลับนึกไม่ออก

ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“หยุดมือ”

สองคำนั้นราวกับต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างตะโกนออกมา

ทว่าวาจานี้กลับได้ผลยิ่งนัก ผู้คนที่กำลังต่อสู้กันอยู่พลันหยุดมือลงทันที

สายตาจ้องมองสตรีผู้ใช้ดาบคู่อย่างระแวดระวัง

สตรีผู้นั้นถือดาบคู่ไว้ในมือมิได้ผ่อนคลาย แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ตะโกนเมื่อครู่ ซึ่งก็คือชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอมโรคนั่นเอง

“ไม่สู้แล้วหรือ?”

“เดิมทีก็เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด ไยต้องทำให้ดูน่าเกลียดเช่นนี้ด้วยเล่า?”

น้ำเสียงของบุรุษผู้นั้นแฝงไว้ด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง เอ่ยปากอย่างยากลำบาก

“หากข้ามิได้ตาฝาด ฮูหยินใช้เพลงดาบแปดสะบั้นเฉียนคุนสินะ.”

“ขอเรียนถามฮูหยิน ตระกูลเดิมของท่านใช่แซ่ฉินหรือไม่?”

“นับว่ามีสายตาเฉียบคม”

สตรีผู้นั้นเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

“ตระกูลฉินแห่งเพลงดาบเฉียนคุน ฉินยวี่ฉี!”

ฉินยวี่ฉี!

ชื่อนี้ราวกับระเบิดเปิดประตูความทรงจำในใจของฉู่ชิงออกจนหมดสิ้น แววตาของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย ที่แท้ก็คือนางนี่เอง!

ทุกสิ่งในโลกหล้าล้วนมีที่มาที่ไป

การแต่งงานของฉู่เทียนย่อมไม่อาจหาหญิงที่ไหนก็ได้มาเป็นนายหญิงของตระกูลฉู่ในอนาคต

เมื่อนานมาแล้ว ฉู่ชิงเคยพบนางมาก่อน

เพียงแต่ตอนนั้นเขายังเด็กเกินไป ใบหน้าในความทรงจำเลือนรางไปหมดแล้ว จำได้เพียงว่าเป็นพี่สาวที่ค่อนข้างดุร้ายผู้หนึ่ง

ทุกวันเอาแต่ถือดาบไม้สองเล่มมาบังคับให้เขาฝึกยุทธ์

ส่วนฉู่เทียนก็คอยเป็นแนวร่วมอยู่ข้างๆ...

เมื่อมาคิดดูตอนนี้ ตอนนั้นพวกเขาอายุเท่าใดกันเชียว ตนกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งในการละเล่นของพวกเขาทั้งสองไปเสียแล้วหรือนี่?

ตอนนั้นฉู่ชิงเคยได้ยินฉู่เทียนเรียกชื่อนาง...ก็คือฉินยวี่ฉี!

แต่หลังจากนั้นหลายปี พวกเขาก็ไม่เคยพบกันอีก เรื่องราวเหล่านี้จึงถูกผนึกไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ

หากมิใช่เพราะมาพบนางในวันนี้ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้ฉู่ชิงคงนึกไม่ออกเป็นแน่

เมื่อใบหน้าที่เลือนรางในความทรงจำซ้อนทับกับใบหน้าของสตรีผู้นี้ ฉู่ชิงกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

“ดี! ในเมื่อเป็นตระกูลฉินแห่งเพลงดาบเฉียนคุน ข้าย่อมไม่อาจ ไม่ไว้หน้า”

ชายหนุ่มใบหน้าซีดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

“เรื่องในวันนี้ขอให้จบลงเพียงเท่านี้ เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ข้าจะไม่ย่างกรายเข้ามาอีก”

“ขอฮูหยินโปรดยกมือสูงขึ้น (ออมมือ) พวกเราแยกย้ายกันตรงนี้เถิด”

อยู่ในยุทธภพ บางครั้งก็ไม่อาจไล่ล่าสังหารให้สิ้นซากได้

ฉินยวี่ฉีไม่ทราบถึงความขัดแย้งระหว่างเมืองเล็กๆ แห่งนี้กับค่ายวายุทมิฬ เมื่อเห็นอีกฝ่ายพูดจาฉะฉาน ก็แย้มยิ้มออกมาทันที

“ย่อมได้ แต่ใต้เท้าก็ควรจะทิ้งนามไว้ วันหน้าหากพบกันในยุทธภพจะได้พูดคุยกันได้สะดวก”

“ภูเขาวายุทมิฬ ค่ายวายุทมิฬ ไป๋เหล่าซาน”

บุรุษบนหลังม้าประสานหมัดคารวะ

“ขอลา”

กล่าวจบก็หันหัวม้า สะบัดมือคราหนึ่ง เสื้อคลุมก็สะบัดดังพรึ่บ

พลันได้ยินเสียง ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว สามครั้ง

กระสุนสามลูกอาศัยจังหวะที่เขาสะบัดชายเสื้อคลุม พุ่งออกมาตามท่วงท่า ตรงเข้าใส่ฉินยวี่ฉี

ฉินยวี่ฉีมิได้เลินเล่อเพราะการถอยของไป๋เหล่าซาน เมื่อเห็นเขาลอบโจมตี ก็อดแค่นเสียงเย็นชามิได้

“กล้านัก!!”

ดาบคู่ในสองมือข้างหนึ่งตั้งตรง ข้างหนึ่งกลับด้าน เพียงหมุนคราหนึ่ง ก็ได้ยินเสียง เคร้ง เคร้ง เคร้ง ดังขึ้นสามครั้งติดกัน กระสุนทั้งสามลูกพลันถูกนางปัดกระเด็นไป ทว่ากลับทิ้งหมอกขาวกลุ่มหนึ่งไว้

ฉินยวี่ฉีรู้ว่าไม่ดีแล้ว ในหมอกขาวนี้ต้องมีสิ่งผิดปกติเป็นแน่

นางรีบกลั้นหายใจทันที ไม่สูดหมอกขาวนี้เข้าไป

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังรู้สึกมึนงงในศีรษะ

ในใจบังเกิดความตื่นตระหนก นี่มันยาพิษอันใดกัน? เหตุใดจึงร้ายกาจถึงเพียงนี้!

หูได้ยินเสียงแหวกอากาศ รู้ว่าเป็นไป๋เหล่าซานที่มาถึงเบื้องหน้าแล้ว นางพยายามรวบรวมสติ แต่กลับรู้สึกราวกับฟ้าดินหมุนเคว้ง แม้แต่ส้นเท้าของตนยังหาไม่พบ แล้วจะทรงตัวได้อย่างไร?

ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ สองมือของนางอ่อนแรงจนดาบคู่ผีเสื้อแทบจะร่วงหล่นลงพื้น

นางเบิกตากว้างอย่างเดือดดาล ก็เห็นไป๋เหล่าซานมาถึงเบื้องหน้า ยื่นมือออกมาหมายจะคว้าจับ...

พลังมหาศาลสายหนึ่งพลันถาโถมมาจากด้านหลัง

ฉินยวี่ฉีถูกพลังสายนี้ดึงร่างไป นางหมุนตัวไปอย่างไม่อาจควบคุม ก็เห็นมือดาบในชุดครามผู้มีใบหน้าขาวสะอาดจนน่าตกใจคนหนึ่ง มาอยู่เบื้องหลังนางตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ

ร่างของนางกำลังจะล้มลงไปในอ้อมอกของเขา...

แต่ขณะที่กำลังจะปะทะเข้ากับอ้อมอกของอีกฝ่าย พลังสายนั้นกลับหมุนเปลี่ยนกลางคัน ในชั่วเสี้ยววินาทีที่ห่างกันเพียงเส้นยาแดง ก็สะบัดนางไปยังเบื้องหลังของมือดาบผู้นั้น

ขณะที่กำลังจะล้มลงบนพื้น ก็มีสตรีใบหน้าเรียบเฉยผู้หนึ่งเข้าประคองไว้ได้ทัน

ฉินยวี่ฉีรู้สึกตกตะลึงอย่างหนัก ทั้งทึ่งในการรักษาระยะของมือดาบผู้นี้ ทั้งตกใจในวรยุทธ์ของเขา

เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็เห็นมือดาบผู้นั้นก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ซัดฝ่ามือออกไป

“พลังฝ่ามือนี้...”

ฉินยวี่ฉีตะลึงงัน รู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่ง ทว่ากลับคล้ายใช่ คล้ายไม่ใช่

คล้ายกับฝ่ามือชิงซวี แต่กลับไม่มีความยิ่งใหญ่อลังการเช่นนั้น

ส่วนไป๋เหล่าซานที่อยู่ตรงข้าม ใบหน้ายิ่งปรากฏแววโกรธเกรี้ยว เขาไม่รู้ว่าเจ้าหน้าขาวผู้นี้โผล่มาจากไหน เหตุใดจึงไม่รู้จักที่ตายเช่นนี้

ไม่เพียงแต่ขัดขวางเรื่องดีของเขา ยังกล้าแยกเขี้ยวใส่ตนอีก!

“เจ้าหาที่ตาย!!!”

เขากัดฟัน โคจรพลังภายในทั่วร่างจนถึงขีดสุด หมายจะตบเจ้าหน้าขาวที่ไม่รู้จักที่ตายผู้นี้ให้ตายคามือ!

ฐานะของฉินยวี่ฉีไม่ธรรมดา ชื่อเสียงของตระกูลฉินแห่งเพลงดาบเฉียนคุนนั้นไม่เล็ก

หากเมื่อครู่ตนจากไปจริงๆ ก็แล้วไป แต่เมื่อคิดเดินหมากเสี่ยงแล้วยังปล่อยฉินยวี่ฉีไปอีก เกรงว่าค่ายวายุทมิฬจะต้องเดือดร้อนเป็นแน่

ดังนั้นต้องเร็ว!

ปั่ก!!

รวดเร็วจริงๆ

พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว!!

พลังภายในที่เย็นเยียบเสียดกระดูกสายหนึ่ง ทะลวงเข้าใส่อย่างป่าเถื่อนไร้เหตุผล

พลังภายในของตนเมื่ออยู่ต่อหน้ามัน ราวกับเด็กสามขวบที่มิอาจทนรับการโจมตีได้แม้เพียงครั้งเดียว

ในชั่วพริบตาเดียว มันก็ทะลวงผ่านเส้นลมปราณ ลุกลามไปทั่วร่างในพริบตา!

จากนั้น...เขาก็ได้ยินเสียง ‘ปั่ก’ ดังขึ้นแว่วๆ

แล้วสติก็ดับวูบไป

ทว่าในสายตาของผู้อื่นนั้น เห็นเพียงมือดาบชุดครามประฝ่ามือกับไป๋เหล่าซาน จากนั้นบนร่างของไป๋เหล่าซานก็พลันปรากฏเกล็ดน้ำแข็งจับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตามด้วยมือดาบชุดครามที่มิได้หยุดฝีเท้า ส่วนไป๋เหล่าซานกลับส่งเสียงดัง ‘ปั่ก’ ขึ้นคราหนึ่ง ทั้งร่างแหลกสลายคาที่ทันที

เสียงดังที่ไป๋เหล่าซานได้ยินก่อนสิ้นใจ ก็คือเสียงร่างของตนเองที่ถูกกระแทกจนแหลกละเอียดนั่นเอง

ชั่วพริบตา ทั่วทั้งลานเงียบสงัด!

ยังมีคนดวงซวยอีกหลายคนที่ถูกเศษชิ้นส่วนร่างกายของไป๋เหล่าซานกระแทกใส่ ต่างกระอักโลหิตสดๆ กระเด็นออกไปไกลลิบ

ศีรษะที่มึนงงของฉินยวี่ฉี พลันสร่างซาขึ้นมาไม่น้อยในบัดดล

นางเบิกตากว้างอ้าปากค้าง จับจ้องไปยังมือดาบชุดครามที่ยืนอยู่ไม่ไกล...ในใจพลันบังเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมา

ส่วนชายหญิงอีกคู่หนึ่งบนหลังม้าที่อยู่ไม่ไกล ต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันจนแทบจะลืมสิ้นซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้

กว่าจะดึงสติกลับมาได้ คนทั้งสองก็คิดจะหมุนหัวม้ากลับเพื่อหลบหนีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

แต่ทว่า...สายไปเสียแล้ว!

เห็นเพียงฉู่ชิงยื่นมือทั้งสองออกไป สร้างเป็นเงาครอบคลุมคนทั้งสองไว้

ทันทีที่โคจรลมปราณขึ้นอย่างฉับพลัน ร่างของคนทั้งสองก็ลอยลิ่วเข้าหาฝ่ามือของฉู่ชิงอย่างมิอาจต้านทาน ถูกเขาบีบคอไว้ข้างละคน เมื่อถ่ายทอดกำลังภายในเข้าไป ร่างของทั้งสองก็พลันขยับเขยื้อนมิได้ ถูกโยนทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี

“หนี...หนีเร็ว!!!”

ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดที่ตะโกนขึ้นมาประโยคหนึ่ง

เหล่าโจรภูเขาที่เหลืออยู่จึงแตกฮือราวกับฝูงนกแตกรัง

แววตาของฉู่ชิงเย็นเยียบ กระบี่ในมือค่อยๆ เคลื่อนออกจากฝัก...

เวลาผ่านไปเพียงชั่วหนึ่งถ้วยชา ศพสุดท้ายก็ถูกฉู่ชิงลากกลับมาโยนไว้เบื้องหน้าประตูบ้านของผู้ใหญ่บ้าน

ผู้ใหญ่บ้านมองฉู่ชิงประหนึ่งมองภูตผีเทวดา

เขารู้สึกเพียงขาสองข้างอ่อนเปลี้ยจนมิอาจยืนหยัด ทำได้เพียงทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้น

สายตาของฉู่ชิงกวาดผ่านร่างของเขาไป ก่อนจะหยุดลงเบื้องหน้าชายหญิงคู่นั้น

“ยาถอนพิษ”

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินฉู่ชิงเอ่ยปาก

บุรุษผู้นี้ตั้งแต่ปรากฏกายจนบัดนี้มิได้เอ่ยวาจาแม้แต่ครึ่งคำ กลับสังหารไป๋เหล่าซานและพี่น้องอีกหลายสิบคนที่พวกมันพามาจนสิ้นซาก เหลือรอดชีวิตเพียงพวกตนสองคนเท่านั้น

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ คำสองคำจึงยิ่งฝังลึกลงในใจของพวกมัน

บุรุษผู้นั้นมีปฏิกิริยาไวกว่าเล็กน้อย ยื่นมือชี้ไปยังซากศพของไป๋เหล่าซาน

“อยู่...อยู่บนตัวพี่สาม”

ฉู่ชิงขมวดคิ้ว มันยังคู่ควรถูกเรียกว่าพี่สามอีกหรือ?

“ไปหามันมาให้ข้า”

ฉู่ชิงสะบัดมือคราหนึ่ง ร่างของบุรุษผู้นั้นก็พลันกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง

ความคิดแรกของมันคือการหนี...หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หนีออกจากเขตแดนของสำนักเฉินเตา และจะไม่กลับไปค่ายวายุทมิฬอีก

ชั่วชีวิตนี้ มันไม่อยากจะพบบุรุษผู้นี้อีกเป็นครั้งที่สอง

แต่มันไม่กล้า

เมื่อครู่มิใช่ว่าไม่มีคนหนี อีกทั้งยังหนีกันไปคนละทิศคนละทาง

สุดท้ายลงเอยเช่นไร มันก็ได้เห็นกับตาแล้ว

ดังนั้นมันจึงทำได้เพียงไปค้นหาร่างของไป๋เหล่าซานอย่างเชื่อฟัง

ส่วนฉู่ชิงหันไปมองสตรีผู้นั้น นางหน้าซีดเผือดทันที

“อย่า...อย่าฆ่าข้าเลย. ท่านจะให้ข้าทำสิ่งใดย่อมได้ทั้งสิ้น”

“ดี”

ฉู่ชิงพยักหน้า แล้วมองไปยังผู้ใหญ่บ้าน

“เอายาพิษที่พวกมันให้เจ้า ออกมา”

“ขอรับ!!”

ผู้ใหญ่บ้านสะดุ้งสุดตัว คิดจะลุกขึ้นยืน แต่ขากลับอ่อนเปลี้ยอย่างหนัก ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ลุกไม่ขึ้น

จึงได้แต่คลานเข้าไปหาฉู่ชิง ควักขวดเล็กๆ ขวดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ

แล้วกล่าวกับฉู่ชิงว่า

“จอมยุทธ์น้อยโปรดระวัง ของสิ่งนี้ร้ายกาจยิ่งนัก เพียงเล็กน้อยก็ทำให้คนมือไม้อ่อนแรง ใช้กำลังไม่ได้แล้ว”

“หากไม่มียาถอนพิษของค่ายวายุทมิฬ ก็มิอาจแก้ไขได้เลย”

ฉู่ชิงมิได้เอ่ยวาจา เพียงรับขวดเล็กนั้นมาอย่างไม่ใส่ใจ เปิดจุกขวดออกแล้วใช้จุกขวดป้ายยาผงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวกับสตรีผู้นั้นว่า

“อ้าปาก”

สตรีผู้นั้นเข้าใจความหมายของฉู่ชิง รีบอ้าปากอย่างให้ความร่วมมือ ปล่อยให้ฉู่ชิงส่งยาผงบนจุกขวดเข้าปากของนาง นางยังแลบลิ้นเลียจุกขวดนั้นอีกที...

สีหน้าของฉู่ชิงไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เพียงแต่เหลือบมองจุกขวดนั้นด้วยความรังเกียจเล็กน้อย แล้วเก็บมันเข้าอกเสื้อไปอย่างไม่ใส่ใจ

นี่เป็นของดี...ทำให้กระดูกเส้นเอ็นอ่อนปวกเปียก มิอาจใช้กำลังภายในได้ ต่อให้มีวรยุทธ์ล้ำฟ้า ก็ต้องมาพลาดท่าในเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

แม้ว่าวรยุทธ์ของเขาในตอนนี้จะสูงส่งพอ จนดูเหมือนไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการสกปรกชั้นต่ำเช่นนี้ก็ตาม

แต่เรื่องของลูกไม้เล่ห์เหลี่ยมก็เหมือนกับเงินทอง ฉู่ชิงไม่เคยคิดว่าตนมีมากเกินไป

เพียงแต่จุกขวดนี้ค่อนข้างน่าขยะแขยง แต่นั่นเป็นเรื่องเล็กน้อย เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนใหม่ก็สิ้นเรื่อง

ในยามนี้ บุรุษคนก่อนหน้าได้ถือขวดกระเบื้องเคลือบใบหนึ่งเดินเข้ามาแล้ว

“จอม...จอมยุทธ์น้อย นี่...นี่คือ...ยาถอนพิษของยาผงหวงเฉวียน”

“ยาผงหวงเฉวียน...”

ฉู่ชิงจดจำชื่อนี้ไว้ แล้วจึงเปิดขวดนั้นออก

ข้างในเป็นเม็ดยาเล็กๆ จำนวนมาก ขวดนี้คงมีราวๆ ยี่สิบกว่าเม็ด แต่ละเม็ดมีขนาดเท่าเมล็ดข้าว

เขาเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้นั้น บุรุษผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้

“หนึ่งเม็ดขอรับ!”

ฉู่ชิงหยิบออกมาหนึ่งเม็ด แล้วเหลือบมองสตรีผู้นั้น

สตรีนางนั้นเข้าใจ รีบอ้าปากทันที

ฉู่ชิงดีดนิ้วคราหนึ่ง ยาถอนพิษก็ลอยเข้าปากนางไป

นางไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย กลืนมันลงไปโดยตรง

เพียงชั่วครู่ นางก็ฟื้นคืนสภาพดังเดิม ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวัง

ฉู่ชิงเห็นดังนั้นจึงพยักหน้า แล้วโยนขวดยาไปให้เวินโหรว

เวินโหรวหยิบยาออกมาหนึ่งเม็ด ป้อนเข้าปากของฉินยวี่ฉี

ฉินยวี่ฉีได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้แล้ว ย่อมไม่มีความลังเล กลืนยาถอนพิษนั้นลงไป

ชั่วครู่ต่อมา นางก็ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ลุกขึ้นยืนแล้วประสานหมัดคารวะต่อฉู่ชิง

“ขอบคุณพี่ชายท่านนี้ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”

ฉู่ชิงมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม

“คนจากตระกูลฉินแห่งดาบเฉียนคุน เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?”

น้ำเสียงของเขาค่อนข้างเย็นชา ทำให้ฉินยวี่ฉีเกิดความระแวดระวังขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อคิดว่าฉู่ชิงเพิ่งช่วยชีวิตนางไว้ จึงยังคงเอ่ยปากตอบ

“พูดตามตรง สำนักเฉินเตาจัดงานชุมนุมยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า ข้าได้รับเชิญให้เข้าร่วม”

“ส่วนที่มาที่นี่...ก็เพื่อตามหาคนผู้หนึ่ง และทวงของสิ่งหนึ่งกลับคืนมา”

“คนผู้ใดรึ?”

ฉู่ชิงถามต่อ

นี่มันออกจะก้าวล้ำเส้นเกินไปแล้ว...

ฉินยวี่ฉีเหลือบมองฉู่ชิงแวบหนึ่ง

“หนูมุดดินหลัวอู่”

หนูมุดดินหลัวอู่...เป็นหัวขโมยชื่อกระฉ่อนในยุทธภพผู้หนึ่ง

เมื่อนึกถึงชายท่าทางเจ้าเล่ห์ดั่งหนูในคุกใต้ดินที่ลานบ้าน ฉู่ชิงก็เลิกคิ้วขึ้น

“ของของท่านถูกมันขโมยไป?”

นี่เป็นการถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

ฉินยวี่ฉีพยักหน้า

“ระหว่างเดินทางไปยังสำนักเฉินเตา บังเอิญพบว่าคนผู้นี้กำลังก่อเหตุ จึงจงใจเผยช่องโหว่เล็กน้อย ปล่อยให้มันลงมือสำเร็จเพื่อจะได้ตามรอยจับกุมตัวมัน”

“คาดไม่ถึงว่าตัวประหลาดผู้นี้จะมีวิชาตัวเบาสูงส่ง ท่วงท่าย่างก้าวพิสดาร ข้าไล่ตามมันไม่ทันชั่วขณะ”

“โชคดีที่ข้าทำเครื่องหมายไว้บนของสิ่งนั้น...”

นางพูดพลางหยิบกล่องเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา

“ของที่อยู่ในนี้เป็นของที่ยอดฝีมือท่านหนึ่งมอบให้ สามารถใช้สะกดรอยตามวัตถุได้ เพียงแค่ชี้ไปยังทิศทางที่ของสิ่งนั้นอยู่ ก็จะส่งเสียง...”

ฉี่ ฉี่ ฉี่ ฉี่ ฉี่...

เสียงแหลมดังขึ้นติดต่อกันไม่ขาดสายในวินาทีที่กล่องใบนั้นชี้ตรงไปยังฉู่ชิง

ฉินยวี่ฉีเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง มองไปยังฉู่ชิง

“เอ๊ะ?”

(จบบท)

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 80 ไป๋เหล่าซาน

ตอนถัดไป