บทที่ 87 ลอบเข้าสำนักเฉินเตายามราตรี
“ไว้ชีวิตรึ?”
ดวงตาทั้งคู่ของพี่สาวเหลือบมองห้าพยัคฆ์ดาบขวางปราดหนึ่ง
“ด้วยเหตุใดกัน? เขาฟันข้าไปแล้วทีหนึ่ง เหตุใดข้าจะฆ่าเขามิได้?”
“นั่นมิใช่เพราะท่านมายั่วยุก่อนหรอกรึ?”
‘พยัคฆ์คาบดาบ’ เว่ยหมิง พยัคฆ์ลำดับที่สามในห้าพยัคฆ์ดาบขวางเอ่ยขึ้นด้วยโทสะ
ทว่า ‘พยัคฆ์ชูดาบ’ หลื่อจื้อผู้เป็นหัวหน้ากลับโบกมือเล็กน้อย พลางเงยหน้ามองพี่สาวผู้นั้น
“แม่นาง เป็นน้องข้าที่วู่วาม ล่วงเกินแม่นางแล้ว
“หลื่อจื้อขอขมาต่อแม่นาง ณ ที่นี้ ได้โปรดแม่นางอย่าได้ถือสาหาความกับเขาเลย”
“อื้อๆๆ”
น้องสาวพยักหน้าถี่ๆ
“พี่หญิง เขาพูดมีเหตุผลนะ! ผู้ใหญ่ใจกว้าง พวกเราก็ไม่ถือสาพวกเขาแล้วดีหรือไม่?”
“เจ้าโง่รึ”
พี่สาวอดไม่ได้ที่จะตบศีรษะน้องสาวไปหนึ่งผัวะ
“เจ้าลืมแล้วรึว่าเมื่อครู่พวกเราพูดว่าอะไร?”
“โอ้ๆ ใช่ๆๆ”
น้องสาวพยักหน้าไม่หยุด
“เกือบลืมเรื่องสำคัญไปเสียแล้ว”
ห้าพยัคฆ์ดาบขวางสบตากัน ต่างก็อ่านความหมายในแววตาของอีกฝ่ายออก
สองสาวนี้...ดูเหมือนจะมีเป้าหมายอื่นแอบแฝง
หลื่อจื้อครุ่นคิดแล้วเอ่ยขึ้น
“แม่นางทั้งสอง หรือว่ามีเรื่องอันใดที่ต้องการให้พวกเราพี่น้องช่วยเหลือ?
“เพียงแม่นางเมตตาไว้ชีวิต ทุกเรื่องย่อมพูดคุยกันได้”
ดวงตาของพี่สาวเป็นประกาย
“ดีสิ! ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นพวกเจ้าก็คุกเข่าคารวะข้าเป็นพี่ใหญ่เสียเถิด นับแต่วันนี้ไป พวกเราสองพี่น้องก็คือลูกพี่ของพวกเจ้า!”
“ห๊ะ?”
หลื่อจื้อตะลึงงัน นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
ร่อนเร่พเนจรในยุทธภพมาหลายปี ชื่อเสียงยังไม่ทันจะโด่งดัง ก็กลับต้องมาถูกเด็กสาวสองคนปราบ ไปเป็นลูกน้องเสียแล้ว?
คำพูดนี้ดังขึ้น ในโรงเตี๊ยมก็บังเกิดเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นมาทันที
ส่วนฉู่ชิงกลับนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบสองพี่น้องคู่นี้ ตอนนั้นพวกนางอยู่กับเจ็ดโจรม้าเหล็ก
เด็กสาวทั้งสองช่วยเจ็ดโจรม้าเหล็กรับมือฉู่ฝาน ตอนที่ปะทะกันก็เคยพูดว่าหากฉู่ฝานสู้พวกนางไม่ได้ ก็ต้องคุกเข่าคารวะเป็นพี่ใหญ่
พวกนางยึดติดกับการเป็นพี่ใหญ่ของผู้อื่นมากเกินไปหน่อยหรือไม่?
“หลื่อจื้อ ข้าว่าแม่นางทั้งสองนี้หน้าตาสะสวยน่ารักยิ่งนัก เจ้าก็ยอมๆ ไปเถอะ”
“ใช่ๆๆ มีแม่นางงดงามเช่นนี้ให้ข้าคุกเข่าเรียกนางว่าพี่ใหญ่ ข้ายอมแน่นอน”
“ฮ่าๆๆๆ”
คนที่รู้จักหลื่อจื้อในโรงเตี๊ยมต่างพากันเอ่ยปากเย้ยหยัน
แต่แล้วคำพูดประโยคหลังกลับดึงดูดความสนใจของพี่สาวผู้นั้น นางหันไปมองปราดหนึ่งแล้วส่ายหน้า
“ไม่ได้ๆ เจ้าคุกเข่าให้ข้าไม่ได้
“เจ้าผอมเกินไป ดูไม่องอาจผึ่งผาย ให้เจ้ามาคุกเข่าคารวะข้าเป็นพี่ใหญ่ เรื่องแพร่งพรายออกไปมีแต่จะขายหน้า”
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
ชายผู้นั้นได้ยินก็พลันเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ
เขาและห้าพยัคฆ์ดาบขวางแทบจะถือเป็นยอดฝีมือรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ยุทธภพพร้อมกัน เพียงแต่ต่างจากห้าพยัคฆ์ดาบขวาง ตรงที่คนผู้นี้ชอบฉายเดี่ยว และดูแคลนการรวมกลุ่มของห้าพยัคฆ์ดาบขวางที่สุด
ด้วยเหตุนี้จึงเคยปะทะกับห้าพยัคฆ์ดาบขวางมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง
ทว่าเพียงแค่หลื่อจื้อคนเดียว วรยุทธ์ก็ไม่ด้อยไปกว่าเขา ทุกครั้งที่ปะทะกันจึงเป็นฝ่ายเขาที่เสียเปรียบพ่ายแพ้ไป
วันนี้ได้เห็นห้าพยัคฆ์ดาบขวางเสียท่าให้กับสตรีสองนาง นับเป็นโอกาสดีที่จะได้ซ้ำเติมคนล้ม แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะถูกเด็กสาวนางนี้เยาะเย้ยเข้าให้
ชั่วขณะนั้นโทสะก็พลุ่งพล่านจนไม่อาจระงับ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? อย่าคิดว่าห้าพยัคฆ์ตกอยู่ในมือเจ้าแล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้
“หลื่อจื้อกลัวหนูตายจนไม่กล้าโยนแจกัน แต่ข้าไม่สนว่าเจ้าจะฆ่ามันหรือไม่!!”
กล่าวจบ ร่างก็พลันไหววูบ ดาบสั้นที่เอวก็ถูกชักออกจากฝักแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่ประกายดาบจะสำแดงฤทธิ์จนสุด ก็ถูกสองนิ้วหนีบไว้ได้อย่างง่ายดาย
ชายผู้นั้นชะงักงัน กำลังจะออกแรง ก็ได้ยินเสียงดัง ‘เป๊าะ’ ดาบเล่มนั้นถูกพี่สาวหักครึ่งอย่างแรง
ตามด้วยฝ่ามือที่พลิกกลับตบเข้าที่ระหว่างอกและท้องของเขา
ได้ยินเพียงเสียง ‘พรึ่บ’ ร่างของชายผู้นั้นถูกซัดจนปลิวลิ่ว ข้ามหน้าต่างออกไปร่วงลงบนถนนใหญ่ด้านนอก
พี่สาวเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
“ก็บอกแล้วว่าผอมเกินไป ทนมือทนเท้าไม่ได้เลยสักนิด”
“ร่างบอบบางปานกิ่งหลิวเช่นนี้ แค่ลมพัดก็คงปลิวแล้ว”
น้องสาวก็ถอนหายใจไม่หยุด
เมื่อได้ฟังความผิดหวังในน้ำคำของพวกนาง ในที่นั้นก็มีคนอดหัวเราะออกมาไม่ได้อีกครั้ง
เพียงแต่คนส่วนใหญ่กลับตกอยู่ในความเงียบงัน
หลื่อจื้อขมวดคิ้วแน่น ชายผู้นั้นเมื่อครู่วรยุทธ์เพียงอ่อนด้อยกว่าตนเล็กน้อย แต่กลับทนรับฝ่ามือของเด็กสาวผู้นี้ไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
หากสองพี่น้องนี้ร่วมมือกัน เกรงว่า สี่คำ ‘ห้าพยัคฆ์ดาบขวาง’ คงต้องถูกลบชื่อออกจากยุทธภพในวันนี้เป็นแน่
ทันใดนั้นเขาก็ถอนหายใจเบาๆ
“วรยุทธ์ของแม่นางสูงล้ำไร้เทียมทาน วันนี้พวกเราพี่น้องยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว
“ได้โปรดแม่นางโปรดเมตตาด้วยเถิด”
พี่สาวได้ยินก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คลายมือจากดาบของพยัคฆ์คาบดาบ แล้วหันไปมองหลื่อจื้อ
“สรุปแล้ว เจ้าตกลงหรือไม่ตกลงกันแน่?”
“นี่...”
หลื่อจื้อเหลือบมองน้องๆ อีกหลายคน จากนั้นจึงกัดฟันกล่าว
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าหลื่อจื้อขอเป็นทัพหน้าให้แม่นางทั้งสอง เพียงแต่น้องๆ ของข้าเหล่านี้ ขอแม่นางได้โปรดปล่อยพวกเขาไปสักครั้ง”
“พี่ใหญ่ พูดเช่นนี้ได้อย่างไร?
“พวกเราพี่น้องจะทิ้งท่านไปได้อย่างไรกัน?”
“ใช่แล้ว วันนี้ถ้าไม่ไปด้วยกัน ก็อยู่ด้วยกัน หรือไม่ก็ตายด้วยกัน!”
“ถูกต้อง!”
เหล่าพี่น้องต่างพูดกันคนละคำสองคำ เมื่อพูดถึงตอนซาบซึ้งก็แทบจะกอดคอกันร่ำไห้
สองพี่น้องมองหน้ากันไปมา แววตาเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกนางเลยแม้แต่น้อย
สุดท้ายเป็นหลื่อจื้อที่สูดหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยด้วยเสียงขรึม
“พวกเราพี่น้องได้ปรึกษากันแล้วเมื่อครู่ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราจะน้อมรับคำสั่งของท่านทั้งสอง
“เพียงแต่ พวกเราต้องมีข้อตกลงกันก่อน...ห้ามกระทำการอันไร้คุณธรรม ห้ามสังหารผู้บริสุทธิ์!
“ได้โปรดแม่นางโปรดเห็นใจด้วย”
“โอ้...ได้สิ”
สองพี่น้องคู่นี้ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ทั้งสองมองหน้ากันราวกับยังไม่อยากจะเชื่อ น้องสาวเอ่ยขึ้น
“พวกเราทำสำเร็จจริงๆ รึ?”
พี่สาวพยักหน้าถี่ๆ
“พวกเรามีลูกน้องแล้ว!”
“เข้าใกล้มหาปณิธานแห่งการรวบรวมยุทธภพป่าเขียวไปอีกก้าวแล้ว!”
“อีกหลายปีให้หลัง พวกเราจะต้องเป็นจ้าวแห่งยุทธภพป่าเขียวได้อย่างแน่นอน!!”
หลื่อจื้อเพิ่งจะแสดงความจงรักภักดีเสร็จสิ้น พอได้ยินพวกนางพูดเช่นนี้ก็แทบจะกลายเป็นคนโง่ไป
“แม่นางทั้งสอง...หรือว่าจะเป็นจอมโจรฉายเดี่ยวจากเขาแห่งใด?”
“ไม่ใช่หรอก”
พี่สาวยิ้มพลางกล่าว
“ในเมื่อพวกเจ้าเป็นลูกน้องของพวกเราแล้ว ก็สมควรต้องรู้ฐานะของพวกเรา
“ข้าคือพี่สาว เนี่ยนซิน”
“ข้าคือน้องสาว เนี่ยนอัน”
สองพี่น้องสบตากัน แล้วเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“พวกเรามาจากสำนักโพธิ!”
เคร้ง!
สามคำว่า ‘สำนักโพธิ’ เพิ่งจะหลุดออกจากปาก คนอื่นๆ ในโรงเตี๊ยมยังคงงุนงงไม่เข้าใจ แต่หมั่นโถวชิ้นหนึ่งในมือของเจียงเฉินเตากลับร่วงหล่นลงมาอย่างกะทันหัน กระแทกชามซุปจนคว่ำลง
ฉู่ชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สามคำว่าสำนักโพธิสำหรับเขาก็เป็นชื่อที่แปลกใหม่ ไม่เคยได้ยินมาก่อน
เขามองเจียงเฉินเตาอย่างใช้ความคิดปราดหนึ่ง
“ผู้อาวุโส หรือว่าจะรู้จักสำนักโพธินี้?”
“หา?”
เจียงเฉินเตาส่ายหน้าอย่างงุนงง
“ไม่เคยได้ยิน ไม่รู้จัก...เมื่อครู่เข็มสะกดจุดชีพจรกระตุกขึ้นมาทีหนึ่ง ทำให้มือสั่นจนถือหมั่นโถวไว้ไม่อยู่
“ไอ้หยา ขออภัย ขออภัยจริงๆ”
ฉู่ชิงเหลือบมองเขาอีกครั้ง แต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ
สองพี่น้องคู่นั้นสนทนากับห้าพยัคฆ์ดาบขวางอีกครู่หนึ่ง จากนั้นคณะคนก็พากันจากไปอย่างกุลีกุจอ
“สำนักโพธิ…”
เปียนเฉิงถือจอกสุราในมือ พลางหมุนเบาๆ
“รู้สึกเหมือนเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนมาก่อน”
เพียงแต่ที่ใดกันแน่ กลับนึกไม่ออก
คนทั้งสี่คุยสัพเพเหระกันสองสามประโยค ล้วนเป็นการคาดเดาถึงตัวตนของสองพี่น้องคู่นั้น
สำนักโพธิฟังจากชื่อแล้วน่าจะเป็นสำนักชี แต่ปัญหาคือสองพี่น้องคู่นั้นดูไม่เหมือนแม่ชีเลย
ถกกันอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้ข้อสรุป จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรอีก
รอจนอิ่มหนำสำราญแล้ว คณะคนก็ออกจากภัตตาคาร ไปยังโรงเตี๊ยมที่โม่ตู๋ฉิงและเปียนเฉิงพักอยู่
โรงเตี๊ยมมีนามว่า ‘โรงเตี๊ยมฝูหยุน’ ยามนี้ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน
สาเหตุหลักเป็นเพราะการประลองอันดับหนึ่งในใต้หล้ากำลังจะเริ่มขึ้น ทุกหนแห่งจึงเต็มไปด้วยผู้คน
ฉู่ชิงและเวินโหรวถือว่าโชคดีนัก ยังมีห้องว่างเหลืออยู่สามห้องพอดี ทั้งสามคนจึงได้คนละห้อง
หลังจากจัดการเรียบร้อยเสี่ยวเอ้อร์ก็นำทางพวกเขาขึ้นไปชั้นบน
ที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมพลันมีเสียงเอะอะดังขึ้นอีกครั้ง
คนทั้งสี่หยุดยืนอยู่ริมระเบียงชั้นสอง มองลงไปเบื้องล่าง ก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาในโรงเตี๊ยม โดยมีสตรีผู้หนึ่งถูกห้อมล้อมอยู่ใจกลาง
สตรีนางนี้สวมอาภรณ์สีม่วง เอวคอดสะโพกผาย ทรวดทรงอรชรอ้อนแอ้นอย่างที่สุด
เพียงแต่มองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง นางสวมหมวกเต๋าหลี่ ทั้งยังคลุมหน้า ผ้าโปร่งสีขาวบนหมวกเต๋าหลี่ที่พลิ้วไหวตามสายลม เผยให้เห็นปลายคางเล็กแหลมเป็นบางครา
แขกเหรื่อในโถงดูเหมือนจะรู้จักนางมานานแล้ว พอเห็นนางปรากฏตัวก็พากันชะเง้อมองด้วยความคาดหวัง
ทว่านางกลับไม่สนใจความจอแจโดยรอบ เพียงเดินมาถึงกลางทาง ก็พลันเงยหน้าขึ้น
ดวงตาภายใต้หมวกเต๋าหลี่สบเข้ากับสายตาของฉู่ชิง
เป็นการหยุดชะงักเพียงชั่วครู่ สตรีนางนั้นยังคงก้าวเดินต่อไป ข้ามโถงโรงเตี๊ยมไปยังสวนหลังบ้าน
ฉู่ชิงขมวดคิ้วน้อยๆ เอ่ยถามเสียงเบา
“นางเป็นใครกัน?”
โม่ตู๋ฉิงกอดอกยืนหยัด ท่วงท่าสง่างาม
“คุณชายสามไม่รู้จักนางหรือ?”
ฉู่ชิงส่ายหน้า ในแววตาฉายแววงุนงงเล็กน้อย
“นางนามว่าชิงหลิง”
เปียนเฉิงเอ่ยพลางแย้มยิ้ม
“เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของหอเยียนจือ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘สามยอดพธูแห่งหนานหลิ่ง งามล่มเมืองสะคราญทั่วหล้า’
“นางก็คือหนึ่งในสามยอดพธูนั้น”
สามยอดพธูแห่งหนานหลิ่ง?
ฉู่ชิงลูบคาง ส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
“มิเคยได้ยินมาก่อนเลย”
เปียนเฉิงหัวเราะฮ่าๆ
“ดูท่าแล้วคุณชายสามคงไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยจริงๆ วันหน้าหากมีเวลา ข้าจะพาท่านไปเปิดหูเปิดตาดูบ้าง”
“...พี่เปียนคิดจะพาข้าไปเที่ยวหอคณิกาหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว!”
เปียนเฉิงกล่าวอย่างเป็นเรื่องปกติ
“ว่าไปแล้วในเมืองเฉินเตานี้ก็มีหองอยู่แห่งหนึ่งนามเทียนเซีย หรือคืนนี้พวกเราจะไปลองดูกัน?”
ฉู่ชิงรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง
เพราะเรื่องอย่างการเที่ยวหอคณิกานั้น ชาติก่อนเขาเคยเห็นแต่ในโทรทัศน์
ยังไม่เคยได้สัมผัสของจริง...
หากไปเพื่อเปิดหูเปิดตาเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังส่ายหน้า คืนนี้เขายังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ
เปียนเฉิงก็ไม่ได้คะยั้นคะยอ
หลังจากนั้นทุกคนก็กลับเข้าห้องไปจัดข้าวของ ส่วนช่วงบ่ายก็เริ่มเดินเที่ยวเล่นในเมืองเฉินเตา
เมื่อมีผู้คนมากขึ้น ความคึกคักก็มากขึ้นตามมา
ในขณะเดียวกัน เรื่องวุ่นวายจิปาถะก็มากขึ้นด้วย...บ่ายวันนั้นคณะของฉู่ชิงได้สัมผัสกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเมืองเฉินเตา ซื้อของเล่นของกระจุกกระจิกมาจำนวนหนึ่ง
และได้พบเจอการประลองยุทธ์สามครั้ง
จะว่าไปแล้วคือสี่ครั้ง...
เพียงแต่ครั้งสุดท้ายพวกเขาเลือกที่จะสู้กันบนหลังคาของสำนักเฉินเตา แต่คนของสำนักเฉินเตากลับไม่ยอมให้เข้าไป ทำให้ต้องเลิกรากันไปในที่สุด
ขณะเดียวกันก็หาร้านตีเหล็กที่เหมาะสมได้ และหาหมอมารักษา ช่วยเจียงเฉินเตาถอดสลักบนกระดูกไหปลาร้าออกก่อน
ภาพนั้นค่อนข้างนองเลือด ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเนื้อหนังได้ยึดติดกับตัวสลัก เมื่อถอดออกมาจึงมีเศษเนื้อติดอยู่ด้วย
เจียงเฉินเตาสมแล้วที่เป็นจอมคนผู้ก่อตั้งสำนักเฉินเตา ตลอดกระบวนการไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่คำเดียว
บ่ายวันนี้ฉู่ชิงก็ได้ทำความเข้าใจภาพรวมผังเมืองของเมืองเฉินเตาจนกระจ่าง
และได้ทราบจากปากของเวินโหรวว่า กลิ่นอายของดาบเล่มนั้นอยู่ในสำนักเฉินเตานั่นเอง
พริบตาเดียว ราตรีก็ค่อยๆ มืดสนิทลง
ฉู่ชิงเปลี่ยนเป็นชุดท่องราตรี เก็บดาบของตนให้ดี แล้วแก้ผ้าพันบนกระบี่ชิงเย่ออก
หลังจากจัดเตรียมมีดบินใบหลิวเรียบร้อย ก็สวมหน้ากากสีขาว ผลักหน้าต่างทะยานร่างเข้าสู่ม่านราตรี
คืนนี้เขาไม่ได้คิดจะลงมือสังหารในทันที
หากแต่เตรียมการจะไปหยั่งเชิงสำนักเฉินเตาแห่งนี้เสียก่อน
อันที่จริงฉู่ชิงยังคงสงสัยในตัวเจียงเฉินเตาอยู่เสมอ รู้สึกว่าชายชราผู้นี้ซ่อนเร้นบางสิ่งบางอย่างเอาไว้
จึงถือโอกาสนี้ ดูว่าจะสามารถหยั่งเชิงผู้ที่...ชะตาใกล้ขาดในสำนักเฉินเตาได้หรือไม่
ตอนกลางวันเขาได้สำรวจเส้นทางไว้เกือบทั้งหมดแล้ว
เมื่อถึงยามค่ำคืน เขามาถึงบนยอดหลังคาของเหลาสุราแห่งหนึ่ง ที่นี่ห่างจากสำนักเฉินเตาเกือบร้อยจั้ง ตามปกติแล้วการจะกระโดดจากที่นี่ไปยังสำนักเฉินเตาย่อมเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง
ทว่าฉู่ชิงกลับไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
โคจรคัมภีร์หมิงยวี่เจินจงภายในร่าง เริ่มด้วยวิชาตัวเบาไล่ล่าดวงดาวคว้าดวงจันทร์ร่างพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนู ข้ามไปได้กว่าสิบจั้ง
รอจนร่างลอยอยู่กลางอากาศ ก็เปลี่ยนไปใช้วรยุทธ์ห่านทองคำ
เหยียบย่างกลางอากาศ หนึ่งก้าวเท่ากับหนึ่งจั้งสามฉื่อ ประหนึ่งเหยียบอากาศธาตุ ก้าวออกไปต่อเนื่องถึงสี่สิบสองก้าว ร่างจึงค่อยๆ ลดระดับลง
ณ จุดนี้ ห่างจากเป้าหมายไม่ถึงสิบจั้งแล้ว
เขาสับเปลี่ยนวรยุทธ์ห่านทองคำ เหยียบย่ำอากาศธาตุต่อเนื่อง ร่างพลันทะยานสูงขึ้นอีกครั้ง อาศัยแรงส่งนี้ใช้วิชาตัวเบาไล่ล่าดวงดาวคว้าดวงจันทร์อีกครา
ร่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ในชั่วพริบตาก็ลงสู่ยอดหลังคาของอาคารเล็กๆ แห่งหนึ่งในสำนักเฉินเตาได้อย่างมั่นคง
เขามองย้อนกลับไปยังยอดหลังคาของเหลาสุราแห่งนั้น อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“หากมิใช่เพราะคัมภีร์หมิงยวี่เจินจง...เพียงอาศัยวรยุทธ์ห่านทองคำ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเหยียบอากาศธาตุถึงสี่สิบสองก้าว
“นั่นหมายความว่า สามสิบเจ็ดก้าวมิใช่ขีดจำกัดของวรยุทธ์ห่านทองคำ
“แต่เป็นขีดจำกัดของพลังภายใน
“เพียงแค่พลังภายในสูงขึ้นอีกขั้น...อย่าว่าแต่สี่สิบสองก้าวเลย ต่อให้เป็นแปดสิบสองก้าว ข้าก็ทำได้”
การสับเปลี่ยนในจังหวะสุดท้าย โดยใช้วรยุทธ์ห่านทองคำต่อด้วยวิชาตัวเบาไล่ดาวตามจันทร์ คือสิ่งที่ฉู่ชิงได้มาจากการขบคิดและจัดระเบียบวิชาตัวเบาของตนเองในช่วงที่ผ่านมา
ฉู่ชิงพอใจกับการแสดงในครั้งนี้มาก แต่ก็ไม่ได้ลำพองใจนานนัก
เขายืนอยู่ตรงนี้ มองลงไปยังสำนักเฉินเตา แม้จะไม่สามารถมองเห็นพื้นที่ทั้งหมดของสำนักเฉินเตาได้จนทั่ว แต่ก็พอมองเห็นภาพรวมได้
สำนักเฉินเตาแห่งนี้ในเมืองเฉินเตา ก็เปรียบเสมือนจวนเจ้าเมืองในเมืองเทียนหวู่นั่นเอง
เพียงแต่ขอบเขตของสำนักเฉินเตานั้นกว้างใหญ่กว่า และมีคนมากกว่า
ราวกับเป็นเมืองซ้อนเมือง
“จะไปหาชีกวนก่อน หรือว่า...เป่ยอู๋จี๋ดี?”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจไปดูชีกวนก่อน
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้เรียนรู้ผังของสำนักเฉินเตาจากปากของเจียงเฉินเตาจนเกือบหมดแล้ว
แต่เขายังคงคลางแคลงใจในตัวเจียงเฉินเตาอยู่เสมอ ไม่ได้ไว้วางใจทั้งหมด ดังนั้นยามเคลื่อนไหวจึงระมัดระวังอย่างยิ่ง เคลื่อนย้ายร่างไปตามจุดต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงทหารยาม
ผ่านไปครู่ใหญ่ ฉู่ชิงจึงลอบเข้าไปใกล้ลานบ้านหลังหนึ่งได้
เพียงแต่ที่หน้าประตูของลานบ้านหลังนี้มีรถม้าจอดอยู่หนึ่งคัน ในลานบ้านก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
เห็นได้ชัดว่าในเวลานี้ คนในลานบ้านยังไม่ได้พักผ่อน
ฉู่ชิงซ่อนตัวอยู่บนหลังคา ลอบมองลงไป ก็เห็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่บนเก้าอี้ยาวบุเบาะ สองตาปิดสนิท
ไม่รู้ว่าหมดสติไปหรือเพิ่งหลับไป
สตรีในอาภรณ์สีม่วงผู้หนึ่งกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ข้างเตียง
ฉู่ชิงจำได้ในทันทีว่าสตรีนางนี้คือผู้ใด นางคือชิงหลิงที่เพิ่งพบเจอที่โรงเตี๊ยมเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง
ครานี้เขามิได้เบือนหน้าหนี เพียงเพราะว่าชิงหลิงกำลังเปลี่ยนชุดเป็น...ชุดท่องราตรีรึ!?
(จบบท)