บทที่ 86 ศิษย์พี่ชายและศิษย์น้องหญิง
“มีอันใดค่อยๆ พูดค่อยๆ จา!”
ฉู่ชิงรีบดึงมือของเวินโหรวลง ขอเพียงเจ้าไม่ยิ้มเป็นพอ!
พอคิดถึงวันที่สมองตนเองเกิดเพี้ยนขึ้นมา ดันริอ่านจะสอนให้เวินโหรวยิ้ม
เขาก็อยากจะตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่สักสองที
และเวินโหรวก็เริ่มยึดติดกับการฝึกยิ้มให้ได้มาตั้งแต่วันนั้นอย่างหาเหตุผลไม่ได้...จนกระทั่งช่วงนี้ ฉู่ชิงมักจะถูกโจมตีด้วยรอยยิ้มของนางเป็นครั้งคราว ค่าพลังใจร่วงดิ่งอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิงรู้สึกว่าตนเองกำลังจะเกิดโรคหวาดผวาเพราะรอยยิ้มของนางแล้ว
แม้จะไม่รู้ว่าเวินโหรวที่ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดมาตลอด เหตุใดจึงเสนอว่าจะไปภัตตาคารขึ้นมากะทันหัน แต่เขาก็มิได้ลังเลแม้แต่น้อย
“ไป! ไปเดี๋ยวนี้เลย!!”
และแล้ว เจียงเฉินเตาที่กำลังดื่มด่ำกับการหวนคืนสู่ถิ่นเก่า พอหันหลังกลับมา ก็ไม่พบร่องรอยของฉู่ชิงและเวินโหรวเสียแล้ว
“เอ๊ะ? ไปไหนกันแล้ว?”
ภัตตาคารคึกคักยิ่งนัก เหล่าผู้คนจากทุกสารทิศมาชุมนุมกัน ต่างพูดคุยถกเถียงเรื่องราวในยุทธภพกันอย่างออกรส
หลังจากเข้ามาในร้าน เวินโหรวก็พาฉู่ชิงตรงไปยังชั้นสองทันที พอขึ้นมาถึง ฉู่ชิงก็เห็นคนรู้จักสองคน...
แน่นอนว่าไม่นับว่าคุ้นเคยนัก เพียงเคยพบหน้ากันสองครั้ง
ครั้งแรกที่พบคือตอนที่ไล่ล่าเจ็ดโจรม้าเหล็ก
ครั้งที่สองคือตอนที่ปลอมตัวเป็นบ่าวรับใช้ในตระกูลฉู่
คือสองพี่น้องสุดประหลาดคู่นั้น!
พวกนางก็มาถึงเมืองเฉินเตานี่ด้วยรึ?
บัดนี้เมืองเฉินเตาเต็มไปด้วยผู้คน หรือว่าพวกนางก็จะมาเข้าร่วมงานชุมนุมยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้าด้วย?
เวินโหรวคงไม่ได้กลิ่นของพวกนาง เลยอยากจะมาพบหน้าคนรู้จักเก่ากระมัง?
คำถามนานัปการผุดขึ้นในใจ ทว่ากลับเห็นเวินโหรวไม่แม้แต่จะชายตามองสองพี่น้องคู่นั้น แล้วเดินตรงไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
ณ ที่นั่งริมหน้าต่างฟากนั้น มีบุรุษหนุ่มสองคนอยู่
คนหนึ่งนั่ง อีกคนหนึ่งยืน
คนที่นั่งกำลังถือจอกสุราและรินสุรา คิ้วขมวดมุ่น ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดเรื่องใดอยู่
เขาสวมชุดสีคราม ใบหน้าคมคาย ดูองอาจและเฉียบแหลมยิ่งนัก
ส่วนอีกคนหนึ่งสวมชุดสีขาว ที่เอวเหน็บกระบี่ ยืนกอดอกมองมวลชนเบื้องนอกหน้าต่าง
เส้นผมของเขาสะบัดเบาๆ ตามสายลม ชายเสื้อพลิ้วไหวราวกับเทพเซียนผู้ละทิ้งทางโลกและยืนหยัดอยู่อย่างเดียวดาย
ขณะที่ฉู่ชิงกำลังงุนงง ก็เห็นเวินโหรวเดินเข้าไปอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสอง
ชายที่นั่งอยู่หันกลับมาอย่างตกตะลึง และพลันชะงักไป
พลันได้ยินเวินโหรวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง ไม่ได้พบกันนาน”
ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง?
ฉู่ชิงตะลึงไปครู่หนึ่ง นี่คือศิษย์อีกสองคนของ ‘กำปั้นเทพไร้โทสะ’ ชุ่ยปู๋นู่หรือ?
“ศิษย์น้องสี่?”
ชายที่นั่งอยู่ดูเหมือนยังคงไม่อยากจะเชื่อ พลางเอ่ยเรียกออกมา ก่อนจะหัวเราะแล้วกล่าวว่า
“เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
“แล้วศิษย์น้องสามเล่า?”
ขณะพูด เขาก็มองไปด้านหลังของเวินโหรว แต่ก็ไม่พบใคร มีเพียงฉู่ชิงเท่านั้น
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ฉู่ชิงครู่หนึ่ง พลางครุ่นคิดเล็กน้อย
“ฉู่ชิง?”
คำพูดนี้ดังขึ้น แม้แต่บุรุษชุดขาวที่ยืนชมวิวอยู่ริมหน้าต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามอง
หลังจากพิจารณาอยู่สองแวบ เขาก็ส่ายหน้า
“ไม่ใช่...คนผู้นี้หล่อเหลาเกินไป”
“น้องชายของศิษย์น้องสาม มิได้หล่อเหลาถึงเพียงนี้”
ฉู่ชิงยังไม่ทันได้ตกใจที่ตัวตนกำลังจะถูกเปิดโปง ก็ถูกคำพูดนี้ยั่วโทสะเสียแล้ว
นี่คือคำพูดของหมาหรือ?
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ส่ายหน้า
“ไม่หรอก คนเราย่อมต้องเติบโต แม้วัยเด็กจะหน้าตาไม่ดี แต่เมื่อโตขึ้นเครื่องหน้าเข้าที่ ก็ใช่ว่าจะหล่อเหลาขึ้นมาไม่ได้”
“อีกอย่างศิษย์พี่ใหญ่...กล่าววิจารณ์รูปโฉมผู้อื่นต่อหน้าเช่นนี้ ไม่เหมาะสมนา.”
“พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว”
เวินโหรวส่ายหน้า
“ศิษย์พี่สามได้รับบาดเจ็บ พี่ใหญ่ฉู่เทียนเป็นห่วงว่าข้าจะร้อนใจอยากกลับบ้าน จึงได้ขอร้องให้สหายของเขาช่วยคุ้มกัน”
“นี่คือพี่สาม”
“เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าท่านจำคนผิด”
ศิษย์พี่ใหญ่เหลือบมองศิษย์พี่รองแวบหนึ่ง แล้วส่ายหน้าเบาๆ
“สายตาของเจ้า เมื่อใดจะเฉียบคมขึ้นบ้าง?”
“พี่สาม?”
ศิษย์พี่รองมองฉู่ชิงด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม พยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ที่แท้ก็คือคุณชายสาม ดูท่าข้าจะเข้าใจผิดไป ต้องขออภัยด้วย”
ขณะพูดก็ประสานหมัดเล็กน้อย
แต่ฉู่ชิงรู้ว่าคนผู้นี้จำตนเองได้แล้ว เพียงแต่ไม่พูดออกมาเท่านั้น
เขาก็ประสานหมัดตอบทันที
“ที่แท้คือศิษย์เอกแห่งสำนักไท่อี้ ข้าเสียมารยาทแล้ว”
“มิกล้า”
ศิษย์พี่รองยื่นมือออกไป
“ต้องรบกวนคุณชายสามที่คุ้มกันศิษย์น้องเล็กของพวกเรามาตลอดทางแล้ว เชิญนั่ง”
ฉู่ชิงจึงนั่งลงพร้อมกับเวินโหรว
เวินโหรวแนะนำให้ฉู่ชิงรู้จัก ศิษย์พี่ใหญ่ชื่อโม่ตู๋ฉิง ศิษย์พี่รองชื่อเปียนเฉิง
ฉู่ชิงรู้สึกว่าคนทั้งสองนี้น่าสนใจยิ่งนัก
ทั้งชื่อและอุปนิสัย ล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น
ศิษย์พี่ใหญ่มีบุคลิกที่โดดเด่น ชื่อก็ไม่ธรรมดา
ศิษย์พี่รองนั่งอยู่ตรงนี้มองไม่เห็นความพิเศษใดๆ ชื่อก็ดูเหมือนตั้งขึ้นมาส่งๆ
เพียงแต่สิ่งที่ฉู่ชิงไม่เข้าใจคือ ยอดวิชาของสำนักไท่อี้ล้วนอยู่ที่เพลงหมัดและเพลงบาทา
เหตุใดโม่ตู๋ฉิงผู้นี้จึงเหน็บกระบี่ไว้ที่เอวเล่า?
อาจเป็นเพราะมองเห็นความสงสัยในใจของฉู่ชิง เปียนเฉิงจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า
“คุณชายสามอาจไม่ทราบ ชื่อของศิษย์พี่ใหญ่ท่านอาจารย์เป็นผู้ตั้งให้”
“สำนักไท่อี้ของเราเชี่ยวชาญเพลงหมัดและเพลงบาทา แต่ศิษย์พี่ใหญ่กลับดึงดันที่จะรักในเพลงกระบี่เพียงอย่างเดียว”
“ทว่าสำนักไท่อี้ของเราไม่มีวิชาสืบทอดด้านนี้อย่างแท้จริง ทำให้เพลงกระบี่ของเขาธรรมดา เพลงหมัดก็งั้นๆ”
“ท่านอาจารย์กล่าวว่า หากเขาออกจากสำนักไปตามลำพังจะต้องถูกคนตีตายเป็นแน่”
“ดังนั้นจึงตั้งชื่อให้เขาว่า...โม่ตู๋ฉิง”
“ก็เพื่อให้เขาจดจำไว้ว่า ต่อไปเมื่อเดินทางท่องยุทธภพ ต้องไปพร้อมกับข้าเสมอ ห้ามเดินทางตามลำพัง (โม่ตู๋ฉิง) เป็นอันขาด”
โม่ตู๋ฉิงได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองเปียนเฉิงอย่างเย็นชา พลางแค่นเสียงหัวเราะ
“ศิษย์น้องรอง เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว”
“คุณชายสามมิใช่คนนอก ย่อมต้องให้เขาทราบถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเราสองคน”
เปียนเฉิงหัวเราะ
“จะได้ไม่ทำให้เขาเข้าใจพวกเราผิดไป”
ฉู่ชิงถึงกับไม่รู้ว่าควรจะเชื่อคำพูดของคนทั้งสองนี้ดีหรือไม่
บุคลิกของศิษย์พี่ใหญ่โม่ตู๋ฉิงผู้นี้ดูดีเหลือเกิน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่มีเพลงกระบี่ธรรมดาและเพลงหมัดงั้นๆ...เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ให้ความรู้สึกสงบนิ่งดุจห้วงน้ำลึกและมั่นคงดั่งขุนเขา การจะกล่าวว่าเขามีคลื่นพลังของปรมาจารย์ก็มิใช่การกล่าวเกินจริง
เขาจึงเหลือบมองเวินโหรวโดยไม่รู้ตัว
เวินโหรวพลางกินของบนโต๊ะไปพลางกล่าวว่า
“ศิษย์พี่รองพูดถูกแล้ว ตอนที่ข้าเข้าสำนัก ก็ได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่าศิษย์พี่ใหญ่ทำให้ท่านอาจารย์โมโหจนกินข้าวไม่ลงไปหลายวัน”
“ต่อมาศิษย์พี่ใหญ่ออกไปท่องยุทธภพตามลำพัง ยืนตัวตรงเดินออกไป ไม่ถึงสองวันก็ถูกคนหามกลับมา”
“ท่านอาจารย์โมโหจัด จึงเปลี่ยนชื่อให้ศิษย์พี่ใหญ่”
“นับแต่นั้นมา ศิษย์พี่ใหญ่ก็ไม่เคยออกจากสำนักตามลำพังอีกเลย จะมีศิษย์พี่รองไปด้วยเสมอ”
โม่ตู๋ฉิงเหลือบมองเวินโหรวอีกครั้ง
“ศิษย์น้องเล็ก กินข้าวไปดีๆ”
สิ้นคำ เขาก็มองไปยังฉู่ชิง
“คุณชายสามอย่าได้ใส่ใจคำพูดของพวกเขานักเลย”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยราวกับสายลมและเมฆหมอก คล้ายกับเป็นยอดฝีมือที่แท้จริง
ฉู่ชิงพยักหน้าอย่างฝืนๆ พลางเอ่ยถามไปส่งๆ
“สองท่านเดินทางมาครั้งนี้ ก็เพื่อเข้าร่วมงานชุมนุมยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้าด้วยหรือ?”
โม่ตู๋ฉิงและเปียนเฉิงสบตากัน ก่อนจะได้ยินเปียนเฉิงกล่าวว่า
“หลัวเฉิงแห่งเถี่ยปู้ซานเหอได้ส่งเทียบเชิญวีรบุรุษไปทั่วหล้า เชิญชวนเหล่ายอดฝีมือมาชุมนุมกันที่เมืองเฉินเตา”
“สำนักไท่อี้ของเราก็ได้รับเทียบเชิญเช่นกัน”
“ทราบว่าจะมีการจัดแสดงของล้ำค่า...ท่านอาจารย์ไม่ได้ออกจากยุทธภพมานานแล้ว ไม่ต้องการจะร่วมงานครึกโครมเช่นนี้ จึงบำเพ็ญตนอยู่บนเขา”
“จึงให้เราสองพี่น้องมาดูว่า ในน้ำเต้าของหลัวเฉิงผู้นี้ขายยาอะไรกันแน่”
“หลายปีมานี้ สำนักเฉินเตายิ่งทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย”
โม่ตู๋ฉิงเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ผู้มีอำนาจในสำนักต่างต่อสู้แย่งชิงกันเอง เจียงเฉินเตานั่งอยู่บนที่สูง แต่กลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อเรื่องราวทั้งหมด”
“ขุมกำลังที่อยู่รายรอบสำนักเฉินเตาต่างก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างคุกคุ่นมานานแล้ว...”
“เพียงแต่ตราบใดที่เจียงเฉินเตายังไม่ตาย ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเปิดศึกโดยง่าย”
“บัดนี้หลัวเฉิงจัดงานชุมนุมยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้านี้ขึ้นมา กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ขุมกำลังต่างๆ เข้ามาในสำนักเฉินเตาได้”
“ศึกครั้งนี้ หากพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อย สำนักเฉินเตาก็มีแต่สถานการณ์ล่มสลายเท่านั้น”
ฉู่ชิงขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้ความเข้าใจของเขาต่อเรื่องนี้เป็นเพียงผิวเผินเท่านั้น
บัดนี้เมื่อได้ฟังคำของโม่ตู๋ฉิงเช่นนี้ ฉู่ชิงจึงได้รู้ว่าการกระทำของหลัวเฉิงครั้งนี้ คือการผลักสำนักเฉินเตาขึ้นไปย่างบนกองไฟโดยแท้
เช่นนั้นแล้ว หลัวเฉิงมีเจตนาใดกันแน่?
เป็น ‘ดาบเทพจิตแตก’ ที่ทำให้เขามีใจกล้าถึงเพียงนี้หรือ?
หรือมีสิ่งอื่นให้พึ่งพิง? จึงได้กล้าสร้างเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้?
หรือว่า... ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแผนการของเป่ยอู๋จี๋แห่งลัทธิเทียนเสีย?
ขณะที่ในใจบังเกิดคำถามขึ้นทีละข้อ พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า
“เจ้าหนุ่ม...”
ฉู่ชิงได้ยินก็หันกลับไป มองเห็นเจียงเฉินเตาคลำทางขึ้นมาบนชั้นสอง เนื่องจากหน้ากากเหล็กบดบังทัศนวิสัย ทุกย่างก้าวของเขาจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
โม่ตู๋ฉิงและเปียนเฉิงหันไปมองเจียงเฉินเตา
อาภรณ์ของเขากว้างใหญ่ ภายใต้ชุดคลุมนั้นมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังออกมา
ดูแล้วประหลาดยิ่งนัก
“เจ้าหนุ่ม เจ้าอยู่ที่นี่หรือไม่?”
เจียงเฉินเตายังคงเอ่ยถาม
เวินโหรวเหลือบมองฉู่ชิงแวบหนึ่ง เห็นเพียงเขากำลังจ้องมองเจียงเฉินเตานิ่งโดยไม่เอ่ยคำใด
นางจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ไม่ได้เอ่ยปากเช่นกัน
ครึ่งค่อนวันให้หลัง ฉู่ชิงจึงแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า
“อยู่ขอรับ.”
หูของเจียงเฉินเตาดีมาก เพียงชั่วพริบตาก็ได้ยินเสียงของฉู่ชิงแล้ว
เขาเดินตรงมาทางฉู่ชิงทันที
“เจ้าหนุ่มเอ๊ย เจ้าจะไปไหนเหตุใดจึงไม่บอกไม่กล่าว ทิ้งข้าไว้คนเดียวกลางถนน ข้าแม้มีตาแต่ก็มองไม่เห็นสิ่งใด
“เจ้าไม่กลัวว่าผู้เฒ่าอย่างข้าจะถูกคนชั่วที่ผ่านทางมาลักพาตัวไปหรือ”
“...ท่านก็แก่ชราปานนี้แล้ว ผู้ใดจะมาลักพาตัวท่านไปทำอะไรกัน?”
ฉู่ชิงหัวเราะอย่างจนคำพูด แล้วหันไปเห็นสายตาของโม่ตู๋ฉิงและเปียนเฉิงที่มองมา
เขาจึงส่ายศีรษะเบาๆ เป็นสัญญาณว่าอย่าเพิ่งเอ่ยถาม
โม่ตู๋ฉิงและเปียนเฉิงต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตลอดทางฉู่ชิงคอยคุ้มครองเวินโหรว พวกเขานับว่าติดค้างบุญคุณนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้ปฏิบัติต่อฉู่ชิงเยี่ยงคนนอก
โดยเฉพาะเปียนเฉิง เขาจำได้ว่าฉู่ชิงเป็นใคร แม้ไม่อาจไว้วางใจได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่ถือสาที่จะให้ความร่วมมือกับการกระทำของเขา
ครู่ใหญ่ต่อมาเจียงเฉินเตาจึงคลำทางมานั่งลงได้
ดูเหมือนเขาจะสูดจมูกฟุดฟิด จากนั้นจึงยื่นมือไปคลำหาอาหารบนโต๊ะ หยิบขึ้นมาส่งเข้าไปในช่องว่างของหน้ากากเหล็ก
ขณะกินก็ยังพึมพำไปด้วย
“เจ้าหนุ่มเอ๋ย นี่เจ้าไม่เข้าใจแล้วสินะ?
“ที่เขาว่ากันว่า ‘ในบ้านมีผู้เฒ่าหนึ่งคนประดุจมีสมบัติล้ำค่า’ ข้าผู้เฒ่าชราถึงเพียงนี้ ไม่แน่ว่าอาจมีคนลักพาตัวกลับไปบูชาที่บ้านก็ได้”
โม่ตู๋ฉิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรายตามองเจียงเฉินเตาแวบหนึ่งแล้วแค่นเสียงเย็นชา
ส่วนเปียนเฉิงได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา
ฉู่ชิงกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่พลันได้ยินเสียง ‘ตุ่บ’ ดังขึ้น เมื่อหันไปมองก็เห็นชายฉกรรจ์เปลือยอกคนหนึ่งใช้ฝ่ามือตบโต๊ะ พร้อมกล่าวด้วยท่าทีอันธพาลว่า
“เมื่อครู่พวกเจ้าว่าอะไรพวกเรานะ?
“กล้าพูดอีกครั้งหรือไม่?”
ฉู่ชิงเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามชายผู้นั้น แล้วพลันรู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
คนที่นั่งอยู่ตรงข้าม ก็คือสองพี่น้องท่าทางประหลาดคู่นั้น
เมื่อได้ยินชายผู้นั้นพูดจบ สองพี่น้องก็สบตากันแวบหนึ่ง สีหน้าดูราวกับหวาดหวั่นอยู่บ้าง
ท้ายที่สุดผู้เป็นน้องสาวก็เอ่ยปากด้วยเสียงแผ่วเบา อ่อนแอราวนุ่นว่า
“ข้า... พวกเราก็ไม่ได้พูดอะไร...
“เพียงแต่... เพียงแต่ได้ยินมาว่า พวกท่าน... พวกท่าน ‘ห้าพยัคฆ์ดาบขวาง’ เป็นยอดฝีมือในยุทธภพฝ่ายโจร”
“แล้วอย่างไรต่อ?”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเมื่อได้ยินดังนี้ ก็ยิ่งขยับเข้าไปใกล้พวกนางด้วยความขุ่นเคือง
ผู้เป็นพี่สาวดูเหมือนจะหวาดกลัว จึงใช้สองมือปิดหน้า เสียงเล็ดลอดออกมาจากหว่างนิ้วว่า
“ดังนั้น... ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติ... พอที่จะเป็นลูกน้องของพวกเราได้”
นางกล่าววาจาหยิ่งผยองไม่เห็นผู้ใดในสายตาด้วยน้ำเสียงอ่อนแอราวนุ่น ช่างทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นได้เปิดหูเปิดตานัก
และเมื่อนางยกมือออกจากใบหน้า ก็ไม่เหลือเค้าความหวาดหวั่นอยู่แม้แต่น้อย ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม เห็นได้ชัดว่าไม่ได้กลัวเลยสักนิด
ไม่เพียงไม่กลัว นางยังหัวเราะออกมาอีกด้วย
“ข้าแสร้งทำต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ...”
คำพูดนี้หลุดออกมา ชายฉกรรจ์ผู้นั้นยิ่งเดือดดาลขึ้นไปอีก เสียง ‘ชิ้ง’ ดาบขวางถูกชักออกจากฝัก คมดาบวูบไหวดุจสายฟ้าฟาดไปถึงเบื้องหน้าพี่สาวในบัดดล
ทว่าพี่สาวนางนี้กลับไม่หลบไม่หลีก ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ส่วนน้องสาวก็ทำราวกับไม่เห็น
กลับเป็นกลุ่มคนดูในโรงเตี๊ยมที่ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ
ปลายดาบหยุดนิ่งอยู่เหนือศีรษะของพี่สาวเพียงหนึ่งชุ่น ประกายดาบจางๆ สัมผัสถึงหนังศีรษะของนาง
“โอ้?”
ฉู่ชิงมองดูดาบนั้นด้วยความประหลาดใจ
เพลงดาบเป็นอย่างไรนั้นยังไม่อาจกล่าวได้ เพราะกระบวนท่าที่ใช้ออกมานี้ยังมองไม่เห็นความล้ำลึกเท่าใดนัก
แต่เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ใช้ดาบได้ช่ำชองอย่างยิ่ง ยามจะหยุดก็หยุดได้ดั่งใจ บังคับควบคุมได้ดุจแขนขาสั่งนิ้วมือ ละเอียดลออทุกกระเบียด
ชายฉกรรจ์เงยหน้าขึ้น สีหน้ายิ่งดูดุร้ายน่ากลัว
“เหตุใดไม่หลบ!?”
“เพราะไม่กลัว!”
ผู้เป็นพี่สาวเอ่ยเสียงเรียบ
“แล้วเหตุใดเจ้าไม่ฟันลงมาเล่า?
“อ้อ ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่กล้า”
คำพูดนี้หลุดออกมา ผู้คนมากมายในโรงเตี๊ยมต่างขมวดคิ้ว
รู้สึกว่าสองพี่น้องคู่นี้ทำเกินไปหน่อยแล้ว
ก่อนหน้านี้ห้าพยัคฆ์ดาบขวางไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอันใดกับพวกนาง แต่นางกลับยั่วยุอย่างไม่มีสาเหตุ แล้วยังกล่าววาจาดูหมิ่น
บัดนี้อีกฝ่ายลงมือก็จริง แต่ก็ไม่ได้คิดจะทำร้าย เพียงแค่ต้องการแสดงฝีมือให้พวกนางได้รู้สำนึก
ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่ายังคงกล่าววาจาโอหัง...
ชื่อเสียงของห้าพยัคฆ์ดาบขวางแม้จะไม่โด่งดังนัก แต่ในที่สาธารณะเช่นนี้ หากคำว่า ‘ไม่กล้า’ แพร่กระจายออกไป ต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในยุทธภพได้อีก?
“บังอาจนัก!!”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอย่างที่คาด
“ดี! วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้สำนึก!!”
สิ้นคำ คมดาบพลันพลิกตวัด ‘ฟุ่บ’ พุ่งเข้ากวาดขวางราวสายรุ้ง!
ครานี้เขาไม่ได้ออมมือ เป้าหมายคือแขนซ้ายของพี่สาว
พี่สาวนางนี้ยังคงไม่หลบไม่หลีก ปล่อยให้ดาบนั้นฟาดลงบนแขนซ้ายของตน
เดิมทีสมาชิกห้าพยัคฆ์ดาบขวางผู้นี้เพียงต้องการสร้างบาดแผลไว้บนแขนของนางเล็กน้อยเพื่อสั่งสอน
แต่คาดไม่ถึงว่าเมื่อคมดาบฟาดลง กลับเกิดเสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้น
คมดาบแนบติดอยู่กับผิวหนัง นอกจากเสื้อผ้าที่ฉีกขาดเป็นรอยเล็กๆ แล้ว กลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
ผิวพรรณของพี่สาวที่ขาวผ่องราวหยกนั้น กลับแข็งแกร่งดุจกายเพชร
“หา?”
ฉากนี้ทำให้สมาชิกห้าพยัคฆ์ดาบขวางที่เหลืออีกหลายคนลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
ในแววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างก็มีสีหน้าตะลึงงัน...
แม่นางผู้นี้ดูรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณอ่อนนุ่มน่าทะนุถนอม คาดไม่ถึงว่าจะฝึกปรือวิชากายแกร่งมาทั้งร่าง
“ฮุฮุๆ”
พี่สาวนางนั้นพลันยิ้มออกมา แล้วยื่นสองนิ้วขึ้นมาหนีบจับตัวดาบ
ค่อยๆ ดันมันออกไปทีละน้อย
ชายฉกรรจ์มีสีหน้าเคร่งขรึม โคจรลมปราณภายในหมายจะควบคุมดาบไว้
แต่พลังที่ส่งมาจากตัวดาบนั้นกลับหนักหน่วงราวพันชั่ง
ไม่อาจควบคุมได้แม้แต่น้อย
ในที่สุดคมดาบก็ถูกกดลง แขนของเขาเองก็ถูกบิดออก มองเห็นพี่สาวนางนั้นยกมือขวาขึ้น
“เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า หากข้าฟาดฝ่ามือนี้ลงไป จะสามารถสังหารเจ้าได้ในทันที?”
เมื่อเห็นดังนี้ สมาชิกห้าพยัคฆ์ดาบขวางที่เหลือจึงนั่งไม่ติดอีกต่อไป ทุกคนลุกขึ้นยืน หัวหน้ากลุ่มประสานหมัดกล่าวขึ้นว่า
“แม่นาง ขอได้โปรดไว้ชีวิตด้วย!”
(จบบท)